- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมวิชามังกรข้าจะกลืนกินพวกเจ้าก้าวสู่ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง
- บทที่ 230 - ควบแน่นเปลวเพลิงในหนึ่งวัน
บทที่ 230 - ควบแน่นเปลวเพลิงในหนึ่งวัน
บทที่ 230 - ควบแน่นเปลวเพลิงในหนึ่งวัน
ในสัมผัสรับรู้ของหลินเหยียน เมื่อเขาโคจรเคล็ดวิชาพื้นฐาน เคล็ดวิชาราชันกระบี่ที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลวิญญาณกลับเกิดการสอดประสานขึ้นมาด้วย
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
เคล็ดวิชาพื้นฐานจะไปเกิดการสอดประสานกับเคล็ดวิชาราชันกระบี่ได้อย่างไร
"หรือว่าจะเป็นภาพลวงตา"
ด้วยความไม่เชื่อ หลินเหยียนจึงโคจรเคล็ดวิชาพื้นฐานอีกครั้ง
วูบ!
ในเวลาเดียวกันเคล็ดวิชาราชันกระบี่ก็ส่งเสียงดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้หลินเหยียนถึงกับยืนงง เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปลุกจิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีให้ตื่นขึ้น เมื่อทราบเรื่องราวที่หลินเหยียนพบเจอ จิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีก็กล่าวว่า
"เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก นั่นเป็นเพราะเคล็ดวิชาราชันกระบี่เดิมทีก็เป็นเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนควบคู่ทั้งวิถีโอสถและวิถียุทธ์อยู่แล้ว ฉบับสมบูรณ์ของเคล็ดวิชานี้ควรจะเรียกว่า เคล็ดวิชาราชันกระบี่โอสถ!"
ในอดีตเหตุผลที่ราชันกระบี่ไท่ซวีสามารถสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วหล้าได้ ไม่ใช่เพียงเพราะเขามีวิถีกระบี่ที่ไร้เทียมทานเท่านั้น ทว่ายังเป็นเพราะเขาครอบครองศาสตร์แห่งวิถีโอสถที่ช่วงชิงโชควาสนาจากฟ้าดินอีกด้วย
เพียงแค่วิถีโอสถอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะตั้งตนเป็นราชันได้แล้ว
"ทว่าเหตุใดเคล็ดวิชาราชันกระบี่ของข้าถึงไม่สัมผัสได้ถึงส่วนที่เป็นวิถีโอสถเลยเล่า"
หลินเหยียนรู้สึกฉงนใจ
"นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เจ้าฝึกฝนอยู่เป็นเพียงบทที่ขาดหายไป มันมีเพียงบทวิถีกระบี่เท่านั้น ส่วนบทวิถีโอสถไม่ได้อยู่ในดินแดนลับสายฟ้าอัคคี ทว่ามันอยู่ที่เตาหลอมไท่ซวีต่างหาก"
เตาหลอมไท่ซวีคืออีกหนึ่งของวิเศษระดับสุดยอดของราชันกระบี่ไท่ซวีในอดีต มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ปรุงโอสถและรักษาอาการบาดเจ็บโดยเฉพาะ สามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสองสุดยอดอาวุธเทพของราชันกระบี่ไท่ซวีเลยทีเดียว
"หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นนายท่านไม่มีเตาหลอมไท่ซวีอยู่ข้างกาย นายท่านก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงพร้อมกับราชันเทวะมารอวิจีหรอก"
จิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีกล่าวด้วยความทอดถอนใจ
"ข้าอุตส่าห์คิดว่าเคล็ดวิชาราชันกระบี่นี้จะสามารถช่วยเหลือวิถีโอสถได้เสียอีก" หลินเหยียนฝืนยิ้ม
"ย่อมต้องช่วยได้สิ! แม้เคล็ดวิชาราชันกระบี่จะเป็นเพียงเคล็ดวิชาวิถีกระบี่และไม่ได้ครอบคลุมถึงบทวิถีโอสถ ทว่าเคล็ดวิชานี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับบทวิถีโอสถและมีต้นกำเนิดเดียวกัน มันสามารถนำมาใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาพื้นฐานได้ ซึ่งมันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้แค่เคล็ดวิชาพื้นฐานเพียงอย่างเดียวมากนัก"
จิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีกล่าว
"เช่นนั้นข้าจะขอลองดู!"
ตามคำแนะนำของจิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวี หลินเหยียนจึงโคจรเคล็ดวิชาราชันกระบี่และเคล็ดวิชาพื้นฐานไปพร้อมๆ กัน
คลื่นความผันผวนขุมหนึ่งพรั่งพรูออกมาจากเคล็ดวิชาราชันกระบี่ในทันที ส่งผลให้เจตจำนงวิชาของเคล็ดวิชาพื้นฐานพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัวในชั่วพริบตา
พรึ่บ!
ส่วนลึกของทะเลวิญญาณ ประกายไฟริบหรี่ดวงหนึ่งพลันถูกจุดขึ้นมา
อีกทั้งประกายไฟขุมนี้ยังไม่ได้ผลาญพลังเร้นลับ ทว่ามันผลาญพลังจิตต่างหาก!
นี่ก็คือ เปลวเพลิงพลังจิต!
"เปลวเพลิงพลังจิต!"
หลินเหยียนมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
"ทว่านี่มันจะง่ายดายเกินไปหน่อยหรือไม่"
หลินเหยียนรู้สึกเหลือเชื่อ
ตามที่ระบุไว้ในเคล็ดวิชาพื้นฐาน การควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี และเวลาหนึ่งปีนี้ยังหมายถึงบรรดาผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตด้วยนะ
หากมีพรสวรรค์แค่ระดับธรรมดา ก็อาจจะต้องใช้เวลาถึงสามหรือห้าปีเลยทีเดียว
นี่เขาใช้เวลาไปเพียงแค่ครึ่งวัน ก็สามารถควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้แล้วหรือ เขาไม่รู้เลยว่าเคล็ดวิชาพื้นฐานเขียนผิด หรือว่าพรสวรรค์ของเขาดีเกินไปกันแน่
ด้วยความจนปัญญา หลินเหยียนจึงต้องขอความช่วยเหลือจากจิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีอีกครั้ง
"สิ่งที่เจ้ามีอยู่นี้ถือเป็นเพียงแค่ประกายไฟพลังจิตเท่านั้น ยังไม่อาจนับว่าเป็นเปลวเพลิงพลังจิตได้ การใช้เวลาครึ่งวันในการควบแน่นประกายไฟพลังจิตก็ถือเป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ ในอดีตตอนที่ท่านราชันกระบี่ไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะ ท่านก็ยังใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปในการควบแน่นประกายไฟพลังจิตได้เลย"
จิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีตอบกลับ
"เช่นนั้นสิ่งใดจึงจะเรียกว่าเปลวเพลิงพลังจิตเล่า"
หลินเหยียนเอ่ยถาม
"เปลวเพลิงพลังจิต อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสามารถปลดปล่อยเปลวไฟออกมานอกร่างกายได้ ประกายไฟของเจ้าสามารถจุดติดได้เฉพาะในทะเลวิญญาณเท่านั้น แล้วเจ้าจะปรุงโอสถได้อย่างไร เจ้าต้องยกระดับความแข็งแกร่งของประกายไฟตนเองให้สามารถปลดปล่อยเปลวไฟออกมาได้ ถึงจะพอเรียกได้ว่าเป็นเด็กฝึกงานด้านการปรุงโอสถ"
จิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีกล่าว
"ตกลง เช่นนั้นข้าจะลองดู!"
ความจริงแล้วการเสริมความแข็งแกร่งให้ประกายไฟนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพียงแค่ต้องโคจรเคล็ดวิชาใจวิถีโอสถเพื่อใช้หล่อหลอมประกายไฟพลังจิตอย่างต่อเนื่องก็พอแล้ว
หลินเหยียนโคจรเคล็ดวิชาราชันกระบี่โดยตรงเพื่อใช้เจตจำนงวิชาของเคล็ดวิชาราชันกระบี่ไปหล่อหลอมประกายไฟ
ประกายไฟพลังจิตก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เดิมทีมันมีขนาดเท่าเมล็ดข้าว ทว่าผ่านไปไม่กี่ชั่วยามมันก็ขยายใหญ่จนมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพดแล้ว
และมันยังคงเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งวัน ประกายไฟก็สามารถทะลวงออกมานอกร่างกายได้แล้ว
กลิ่นอายอันร้อนแรงของเปลวเพลิงแผ่ซ่านออกมาจากเรือนพักของหลินเหยียน บรรดาศิษย์วิถีโอสถที่อยู่ในเรือนพักรอบๆ ต่างก็รู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มจนทนไม่ไหว
"เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณกำลังถูกแผดเผา หรือว่ามีผู้ใดควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้แล้ว"
"กลิ่นอายอันร้อนแรงนี้ ดูเหมือนจะมาจากเรือนพักของศิษย์ที่เพิ่งมาใหม่ในวันนี้เลยนะ หรือว่าเขาจะควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้แล้ว"
"จะเป็นไปได้อย่างไร เขาเพิ่งมาถึงหอวิถีโอสถได้แค่วันเดียว จะควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้อย่างไร ต่อให้เป็นท่านจ้าวหยางก็ไม่อาจบรรลุขั้นแรกเริ่มได้ในเวลาอันสั้นปานนี้หรอก"
"ไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง"
จากนั้นคนทั้งหมดก็พากันมาที่หน้าเรือนพักของหลินเหยียน เมื่อมองผ่านช่องประตูเข้าไป พวกเขาก็เห็นหลินเหยียนมีแสงสีเงินเปล่งประกายออกมาจากหน้าผากพร้อมกับมีเปลวเพลิงพลังจิตลุกโชนขึ้นมาเป็นสาย
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้บรรดาศิษย์แห่งหอวิถีโอสถถึงกับยืนตะลึงงันราวกับไก่ไม้ ราวกับว่าพวกเขาได้เห็นผีก็มิปาน
"นี่ นี่คือเปลวเพลิงพลังจิตหรือ เขาควบแน่นสำเร็จแล้วจริงๆ!"
"เวลาเพียงวันเดียวก็ควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้แล้ว นับตั้งแต่ก่อตั้งหอวิถีโอสถมา เกรงว่าคงยังไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลยกระมัง!"
"รีบไปรายงานท่านจ้าวหยางเร็วเข้า!"
...
ภายในห้องปรุงโอสถ จ้าวหยางกำลังลิ้มรสผลไม้อย่างสบายใจ ในอ้อมแขนของเขายังมีศิษย์สตรีในชุดที่เปิดเผยสัดส่วนอยู่หลายคน
ศิษย์สตรีเหล่านั้นกำลังพยายามเอาอกเอาใจจ้าวหยางอย่างสุดความสามารถ
"ท่านอาจารย์ ท่านเตรียมจะจัดการกับเจ้าแซ่หลินผู้นั้นอย่างไรหรือขอรับ"
ศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยถาม
เขามีนามว่าหลี่เต๋อเฉวียน เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของจ้าวหยาง และมีเพียงศิษย์อย่างเป็นทางการเท่านั้นที่มีคุณสมบัติคอยติดตามรับใช้อยู่ข้างกาย ส่วนศิษย์รับใช้ทั่วไปมักจะถูกปล่อยปละละเลย หากจ้าวหยางอารมณ์ดีถึงจะแวะไปดูสักครั้ง
หากอารมณ์ไม่ดีก็จะไม่สนใจไยดีเลย
จ้าวหยางป้อนองุ่นเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา
"ปล่อยให้เจ้าเด็กนั่นอยู่ในหอวิถีโอสถไปสักครึ่งเดือนก่อน หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน หากเจ้าเด็กนั่นไม่สามารถควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้ ข้าก็จะเตะเขากระเด็นออกไปโดยตรง"
อย่างไรเสียลั่วชิงเอ๋อร์ก็เป็นคนแนะนำมา ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าไล่หลินเหยียนไปในทันที ทว่าการจะให้หลินเหยียนอยู่ข้างกายของเขานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
เขาไม่ได้เก็บพวกหมูหมากาไก่มาเลี้ยงเอาไว้หรอกนะ
เขาจะใช้ข้ออ้างที่ว่าหลินเหยียนมีพรสวรรค์วิถีโอสถไม่เพียงพอเพื่อไล่หลินเหยียนออกไป ถึงตอนนั้นต่อให้ลั่วชิงเอ๋อร์มาเองก็คงพูดสิ่งใดไม่ได้
"แล้วถ้าเกิดเขาสามารถควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้ภายในครึ่งเดือนจริงๆ เล่าขอรับ"
หลี่เต๋อเฉวียนเอ่ยถาม
"ครึ่งเดือนอย่างนั้นหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร! อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้เป็นพวกที่มีรากกระดูกพิเศษและมีพรสวรรค์ด้านพลังจิต ก็ยังไม่อาจควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้ในเวลาสั้นปานนี้ นอกเสียจากว่าจะเป็นพวกร่างกายพิเศษที่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิต ถึงจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง"
จ้าวหยางส่ายหน้า
หากหลินเหยียนสามารถควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้ภายในครึ่งเดือนจริงๆ นั่นก็ถือว่ามหัศจรรย์มากแล้ว อย่าว่าแต่จะขับไล่หลินเหยียนเลย เขาคงพยายามรั้งตัวเอาไว้ไม่ทันเสียมากกว่า!
"แย่แล้วขอรับ ท่านจ้าวหยาง"
ในตอนนั้นเอง ประตูถ้ำพำนักของจ้าวหยางก็ถูกเคาะอย่างเร่งรีบ
"ซุ่มซ่ามลุกลี้ลุกลน ใช้ได้ที่ไหนกัน"
จ้าวหยางเปิดประตูออกพร้อมกับขมวดคิ้วตวาด
ศิษย์รับใช้ผู้นั้นฝืนยิ้มและหดคอลง
"เอาล่ะ มีเรื่องอันใด รีบพูดมา เวลาของท่านอาจารย์มีค่ามากนะ"
หลี่เต๋อเฉวียนที่อยู่ด้านข้างกล่าวเสียงเย็น
"มีคนควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้แล้วขอรับ!"
ศิษย์รับใช้ผู้นั้นรีบกล่าวอย่างร้อนรน
"ก็แค่ควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้และกลายเป็นเด็กฝึกงานปรุงโอสถเท่านั้น มีอันใดให้น่าตื่นเต้นตกใจกัน"
จ้าวหยางยังคงมีท่าทีไม่ใส่ใจ
การควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิต แม้จะหมายความว่าได้ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่ประตูแห่งวิถีโอสถแล้ว ทว่ามันก็เป็นเพียงศิษย์ระดับล่างสุดเท่านั้น
สำหรับนักปรุงโอสถระดับปฐพีเช่นเขา มันไม่นับเป็นตัวอันใดเลย
เพียงแค่ศิษย์อย่างเป็นทางการในระดับนักปรุงโอสถ เขาก็มีตั้งหลายคนแล้ว
"ทว่าเจ้าเด็กที่ควบแน่นเปลวเพลิงพลังจิตได้ คือคนที่ท่านพามาด้วยตนเองในวันนี้ไงขอรับ ... " ศิษย์รับใช้ผู้นั้นฝืนยิ้ม
เพล้ง!
จอกสุราในมือของจ้าวหยางร่วงหล่นลงพื้นและแตกกระจาย เสียงอันคมชัดดังก้องกังวานไปทั่วห้องฝึกฝนอันเงียบสงัด
[จบแล้ว]