เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 150 - รอยประทับเร้นลับที่หก

บทที่ 150 - รอยประทับเร้นลับที่หก

บทที่ 150 - รอยประทับเร้นลับที่หก


"ห้ารอยประทับงั้นหรือ"

ภายในห้องฝึกฝน หลินเหยียนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา

บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มบางๆ

ในระดับวิญญาณเร้นลับ สามรอยประทับถือเป็นอัจฉริยะ

สี่รอยประทับคือสุดยอดอัจฉริยะ

ส่วนห้ารอยประทับคืออัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งดุจขนเฟิ่งหลงเขากิเลน

นั่นก็เท่ากับว่าเขาคือผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดในหมู่อัจฉริยะระดับวิญญาณเร้นลับ

"ชิ แค่ห้ารอยประทับก็ทำให้เจ้าเหลิงได้ขนาดนี้เลยหรือ"

จังหวะนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้นมาจากส่วนลึกในทะเลวิญญาณของหลินเหยียน

"ห้ารอยประทับก็นับว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะแล้วไม่ใช่หรือไง ฟังน้ำเสียงท่านแล้วทำเหมือนกับว่ามันไร้ค่าอย่างนั้นแหละ"

หลินเหยียนเบ้ปาก

"ห้ารอยประทับคือสุดยอดอัจฉริยะงั้นหรือ เจ้าไปฟังใครมา"

ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน

หลินเหยียนขมวดคิ้ว "ในบันทึกของสำนักกระบี่มังกรสวรรค์ ห้ารอยประทับก็คือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว ... "

"นั่นเป็นเพราะสำนักนี้มันเล็กเกินไปจนไม่มีอัจฉริยะที่คู่ควรให้กล่าวถึงต่างหากล่ะ อัจฉริยะที่แท้จริงอย่างน้อยต้องควบแน่นได้เจ็ดรอยประทับขึ้นไป และตอนที่ข้าทะลวงสู่ระดับวิญญาณเร้นลับ ข้าก็สามารถควบแน่นได้ถึงเก้ารอยประทับ! เก้ารอยประทับต่างหากถึงจะเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่แท้จริง!"

ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์กล่าว

"เก้ารอยประทับเชียวหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน"

หลินเหยียนตกตะลึง

"เก้ารอยประทับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ นั่นแหละ แต่ห้ารอยประทับก็ไม่ใช่สุดยอดอัจฉริยะที่เก่งกาจอะไรเช่นกัน หากไม่เชื่อเจ้าลองถามกระบี่ไท่ซวีดูสิ"

ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์บอก

จิตวิญญาณกระบี่ไท่ซวีสั่นสะเทือนเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงออกมา "ห้ารอยประทับไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดจริงๆ ในอดีตราชันกระบี่ไท่ซวีผู้เป็นนายของข้าก็สามารถบ่มเพาะได้ถึงหกรอยประทับ ส่วนท่านอาจารย์ของนายข้าหรือก็คือท่านราชันกระบี่ ยิ่งบ่มเพาะได้ถึงเจ็ดรอยประทับกระบี่"

"แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ารอยประทับของข้าไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกแล้วล่ะ"

หลินเหยียนไม่เข้าใจ

ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่แก่นเร้นลับขยายขนาดขึ้นหนึ่งระดับ ก็จะมีรอยประทับเพิ่มขึ้นมาหนึ่งรอย

ทว่าหลังจากถึงห้ารอยประทับแล้ว เขากลับไม่รู้สึกถึงความสามารถในการเติบโตอีกต่อไป

"นั่นเป็นเพราะว่าหลังจากถึงห้ารอยประทับแล้ว จะไม่สามารถเพิ่มรอยประทับด้วยการดูดซับพลังจากผลึกเร้นลับเพียงอย่างเดียวได้อีก! หากต้องการบ่มเพาะรอยประทับที่หก เจ้าต้องบีบอัดรอยประทับทั้งห้าให้หลอมรวมเป็นรอยประทับเดียว"

ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์อธิบาย

"รอยประทับที่หกที่ท่านพูดถึง ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันคล้ายกับการบ่มเพาะชีพจรยุทธ์เส้นที่สิบเลยล่ะ"

หลินเหยียนใจเต้นตึกตัก ในอดีตก่อนที่เคล็ดวิชาเก้ามังกรกลืนนภาของเขาจะทะลวงผ่านระดับหล่อเลี้ยงปราณ ก็มีระดับซ่อนเร้นที่ต้องหลอมรวมชีพจรยุทธ์ทั้งเก้าให้กลายเป็นชีพจรยุทธ์เส้นที่สิบเช่นกัน

"ถูกต้อง รอยประทับที่หกก็เปรียบเสมือนระดับซ่อนเร้นของระดับวิญญาณเร้นลับนั่นแหละ"

ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์พยักหน้ารับ

"ตกลง งั้นข้าจะลองดู"

หลินเหยียนสูดหายใจเข้าลึกและนั่งสมาธิต่อไป

การบ่มเพาะรอยประทับที่หกนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง มันต้องบีบอัดรอยประทับทั้งห้าแล้วหลอมรวมให้กลายเป็นหนึ่งเดียว คนทั่วไปย่อมไม่มีทางล่วงรู้เคล็ดลับนี้ ต่อให้รู้เคล็ดลับก็ไม่มีเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งพอจะมารองรับ

หากเคล็ดวิชาอ่อนแอเกินไป ย่อมไม่อาจรองรับการบีบอัดรอยประทับทั้งห้าได้ ท้ายที่สุดแก่นเร้นลับจะระเบิดและทำให้ผู้ฝึกตนกลายเป็นคนพิการ

ทว่าเคล็ดวิชาเก้ามังกรกลืนนภาซึ่งเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาก้นหีบของท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่มีปัญหาในเรื่องนี้

หลินเหยียนเพียงแค่ต้องผลาญผลึกเร้นลับและใช้เวลาอีกสักหน่อยก็พอแล้ว

ซู่ ซู่!

ปราณเร้นลับจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าสู่ลมหายใจของหลินเหยียนราวกับเส้นด้ายสีขาว แก่นเร้นลับภายในร่างกายเริ่มบิดเบี้ยว ราวกับก้อนกลมๆ ที่ถูกบีบอัด

รอยประทับเร้นลับบนแก่นเร้นลับก็ค่อยๆ เลือนรางลง

"เจ้าเด็กนั่นมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า"

บรรดาผู้อาวุโสภายนอกเห็นหลินเหยียนควบแน่นแก่นเร้นลับสำเร็จแล้วแต่ยังไม่ออกจากด่านฝึกฝน จึงเกิดความสงสัย เมื่อพวกเขาลองตรวจสอบดูก็ต้องหน้าถอดสีทันที

ทำไมแก่นเร้นลับของหลินเหยียนถึงกำลังหดตัวลงล่ะ

"หรือว่าเขาจะธาตุไฟแตกซ่านไปแล้ว!"

ลั่วชิงเอ๋อร์เริ่มกังวล

หลินเหยียนเป็นอัจฉริยะที่นางเพิ่งจะเฟ้นหามาได้อย่างยากลำบาก หากเขาต้องมาธาตุไฟแตกซ่าน ยอดเขาลายเทวะของพวกนางคงได้กระอักเลือดแน่

"พวกเราต้องเข้าไปแทรกแซงเสียหน่อยแล้ว"

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งทนไม่ไหว

ทว่าผู้อาวุโสสวีกลับรีบเข้ามาขวาง "ช้าก่อน!"

ทุกคนหันไปมองผู้อาวุโสสวีด้วยความงุนงง ผู้อาวุโสสวีขมวดคิ้วและกล่าวอย่างเชื่องช้า "ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่จงใจทำแบบนั้น ... ดูเหมือนว่าเขากำลังบิดเบี้ยวแก่นเร้นลับอย่างมีสติ ... "

"ไม่สิ นี่ไม่ใช่การบิดเบี้ยวแก่นเร้นลับ แต่นี่คือการบีบอัดแก่นเร้นลับ!"

ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของผู้อาวุโสสวีเปลี่ยนไป น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ

"ข้ารู้แล้ว เขากำลังทดลองเคล็ดวิชาโบราณนั่น! ใช่แล้ว! ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!"

"เคล็ดวิชาโบราณอะไรงั้นหรือ!"

บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ใจสั่นสะท้าน ผู้อาวุโสสวีเป็นบุคคลระดับไหน ความแข็งแกร่งของเขาเป็นรองเพียงแค่ประมุขสำนักเท่านั้น ถือเป็นบุคคลอันดับสองแห่งแคว้นเทียนหลงเลยทีเดียว

หากพูดถึงประสบการณ์ แม้แต่ประมุขสำนักก็ยังเป็นเพียงรุ่นน้องเท่านั้น

บุคคลระดับนี้กลับต้องมาสั่นเทาเพราะเด็กรุ่นเยาว์คนหนึ่งงั้นหรือ

สัญชาตญาณบอกพวกเขาว่าเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่

"หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าเด็กนี่น่าจะกำลังทดลองบ่มเพาะรอยประทับเร้นลับที่หกออกมา!"

น้ำเสียงของผู้อาวุโสสวีฟังดูตื่นเต้น

"อะไรนะ รอยประทับเร้นลับที่หกงั้นหรือ"

บรรดาผู้อาวุโสยืนเซ่อไปตามๆ กัน

ไม่ใช่ว่ารอยประทับเร้นลับสามารถบ่มเพาะได้มากที่สุดแค่ห้ารอยงั้นหรือ

ตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่เคยมีใครได้ยินว่ามีคนบ่มเพาะรอยประทับที่หกได้สำเร็จเลย แม้แต่ประมุขของห้ามหาสำนักแห่งแคว้นชางหลานก็บ่มเพาะได้เพียงห้ารอยประทับเท่านั้น

แล้วจะมีรอยประทับที่หกได้อย่างไร

"ข้าเคยอ่านเจอในคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งว่า ในอดีตกาลอันแสนยาวนาน สุดยอดอัจฉริยะบนโลกใบนี้สามารถบ่มเพาะรอยประทับเร้นลับได้มากกว่าห้ารอย เพียงแต่วิธีการนั้นยากลำบากยิ่งนัก ต่อให้เป็นในยุคโบราณ ผู้ที่ทำได้ก็มีเพียงหยิบมือ"

"เมื่อกาลเวลาผ่านไป เคล็ดวิชาโบราณนั่นก็สูญหายไป แม้แต่ตัวข้าเองก็เคยเห็นเพียงบนศิลาจารึกเท่านั้น!"

ในดวงตาของผู้อาวุโสสวีทอประกายคมปลาบ

การกระทำของหลินเหยียน ช่างเหมือนกับเคล็ดวิชาโบราณที่เขาเคยเห็นบนศิลาจารึกไม่มีผิด!

"เขาถึงกับบ่มเพาะเคล็ดวิชาโบราณในตำนานเชียวหรือ หากเขาบ่มเพาะสำเร็จ เกรงว่าเขาคงจะกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเทียนหลงในรอบห้าร้อยปีนี้แน่!"

บรรดาผู้อาวุโสต่างสูดลมหายใจเข้าลึก

"แค่ห้ารอยประทับก็ถือเป็นตัวตนระดับสัตว์ประหลาดแล้ว มีเพียงผู้มีรากกระดูกห้าดาวที่เก่งกาจเท่านั้นถึงจะบ่มเพาะได้ ส่วนหกรอยประทับงั้นหรือ ... "

"ต่อให้เป็นอัจฉริยะระดับรากกระดูกหกดาวก็ยากที่จะทำได้! บางทีอาจจะมีเพียงผู้มีรากกระดูกเจ็ดดาวในตำนานเท่านั้นถึงจะมีความเป็นไปได้!"

น้ำเสียงของลั่วชิงเอ๋อร์สั่นเครือ ไม่ว่าหลินเหยียนจะมีรากกระดูกเจ็ดดาวหรือไม่ แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำอยู่ในตอนนี้ก็สามารถเทียบเคียงกับอัจฉริยะระดับเจ็ดดาวได้แล้ว

ทว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ไม่รู้ก็คือ ต่อให้เป็นรากกระดูกเจ็ดดาวก็ใช่ว่าจะสามารถบ่มเพาะรอยประทับที่หกได้สำเร็จอย่างง่ายดาย

ไม่ใช่ว่าพรสวรรค์ของรากกระดูกเจ็ดดาวจะไม่ถึง แต่เป็นเพราะการจะได้มาซึ่งวิธีบ่มเพาะรอยประทับที่หกนั้นยากลำบากยิ่ง อย่างน้อยก็ต้องเป็นเคล็ดวิชาระดับราชันเท่านั้นถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ!

ต่อให้เป็นในยุคโบราณ เคล็ดวิชาระดับราชันก็มีไม่มากนักหรอก!

ตู้ม!

ภายใต้การบีบอัดอันทรงพลังของเคล็ดวิชาเก้ามังกรกลืนนภา รอยประทับทั้งห้าก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว ในที่สุดรอยประทับทั้งห้าก็ผสานกันกลายเป็นหนึ่งเดียว และกลายเป็นรอยประทับที่หก

ในเสี้ยววินาทีที่รอยประทับที่หกกอบรูปร่างขึ้น ยอดเขาลายเทวะก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่มังกรสวรรค์ที่เดิมทีแจ่มใสก็กลับกลายเป็นมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน

"ทำไมข้าถึงรู้สึกใจสั่นสะท้านนัก"

ผู้อาวุโสระดับปฐพีเร้นลับท่านหนึ่งขนลุกซู่ เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความหวาดผวา

ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็สั่นเทาโดยสัญชาตญาณ ราวกับว่ามหันตภัยกำลังจะมาเยือน

"แย่แล้ว ทัณฑ์อัสนีสวรรค์กำลังจะมา! เจ้าเด็กนี่บ่มเพาะรอยประทับที่หกสำเร็จจนดึงดูดทัณฑ์อัสนีสวรรค์ลงมา!"

สีหน้าของผู้อาวุโสสวีเปลี่ยนไป เขาไม่อาจสงบใจได้อีกต่อไป

จบบทที่ บทที่ 150 - รอยประทับเร้นลับที่หก

คัดลอกลิงก์แล้ว