- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมวิชามังกรข้าจะกลืนกินพวกเจ้าก้าวสู่ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง
- บทที่ 110 ยกทัพมาเอาเรื่อง
บทที่ 110 ยกทัพมาเอาเรื่อง
บทที่ 110 ยกทัพมาเอาเรื่อง
"เสวียนอวิ๋น เมื่อครู่เจ้าเพิ่งจะหาว่าข้าตาถั่วแท้ๆ แต่ข้าว่าคนที่ตาบอดจริงๆ น่าจะเป็นเจ้ามากกว่านะ"
ชื้อฮั่วอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยถากถาง
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในโลกไม่ใช่การสูญเสีย แต่มันคือการเฉียดจะได้ครอบครองต่างหาก
เดิมทีเสวียนอวิ๋นมีโอกาสดึงตัวอัจฉริยะอย่างหลินเหยียนมาเข้าร่วมสังกัดแล้วแท้ๆ ทว่าตอนนั้นเขากลับไม่ได้ทุ่มสุดตัวจนถูกยอดเขาลายเทวะแย่งตัวไปได้ คงเดาได้ไม่ยากว่าในใจของเสวียนอวิ๋นจะรู้สึกเสียดายมากเพียงใด
ใบหน้าของเสวียนอวิ๋นเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ตบโต๊ะดังปังก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
"ไม่ได้การแล้ว! ข้าต้องไปที่ยอดเขาลายเทวะเดี๋ยวนี้!"
"เจ้าจะไปยอดเขาลายเทวะทำไมกัน"
ผู้อาวุโสชื้อฮั่วไม่เข้าใจ
"ก็ไปแย่งตัวไอ้เด็กนั่นกลับมาน่ะสิ!"
เสวียนอวิ๋นกัดฟันกรอด
เมื่อนึกถึงยอดอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ทัดเทียมกับรากกระดูกหกดาวถูกฉกฉวยไปต่อหน้าต่อตา เขาก็รู้สึกเดือดดาลจนแทบทนไม่ไหว หากเขาแย่งตัวหลินเหยียนกลับมาไม่ได้ เขาคงต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับไปอีกหลายวันแน่
"แต่เขาเป็นศิษย์ของยอดเขาลายเทวะไปแล้วนะ เจ้าคิดจะไปขุดรากถอนโคนเขามาง่ายๆ ได้อย่างไร"
ชื้อฮั่วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"อย่างมากข้าก็แค่ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อย! ตอนนั้นลั่วชิงเอ๋อร์เสนอให้เขาเข้าไปฝึกในหอฝึกฝนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ฟรีหนึ่งเดือน ข้าก็จะยอมกระอักเลือดเสนอให้เขาเข้าไปฝึกฟรีสักสามเดือนไปเลย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะแย่งตัวเขากลับมาไม่ได้!"
เสวียนอวิ๋นคำรามก้องก่อนจะพุ่งตัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและมุ่งหน้าไปยังยอดเขาลายเทวะทันที
"ไปเถอะ พวกเราก็ไปแย่งชิงอัจฉริยะด้วยเหมือนกัน!"
สีหน้าของชื้อฮั่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รอยยิ้มตื่นเต้นปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขากวักมือเรียกบรรดาผู้ดูแลแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ให้ตามไปติดๆ
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ผู้อาวุโสทั้งสองแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ยกขบวนมาที่ยอดเขาลายเทวะด้วยท่าทีขึงขังเช่นนี้ หรือว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว"
"ไม่รู้สิ แต่ดูจากสีหน้าของผู้อาวุโสเสวียนอวิ๋นแล้วคงไม่ใช่เรื่องดีแน่"
ผู้อาวุโสระดับปฐพีเร้นลับสองท่านพร้อมด้วยผู้ดูแลระดับวิญญาณเร้นลับอีกหลายคนบุกรุกเข้ามาในยอดเขาลายเทวะ ขุมกำลังระดับนี้ย่อมต้องดึงดูดความสนใจจากทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เดิมทีลั่วชิงเอ๋อร์กำลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ทว่าเมื่อได้รับรายงานว่าเสวียนอวิ๋นกับชื้อฮั่วบุกมา นางก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีจึงรีบออกจากการเก็บตัวและไปต้อนรับด้วยตัวเอง
"เสวียนอวิ๋น ชื้อฮั่ว ลมหอบไหนพัดพาคนใหญ่คนโตอย่างพวกท่านทั้งสองมาถึงนี่ได้ล่ะ"
"ลั่วชิงเอ๋อร์ ข้ามาที่นี่ก็เพื่อตามหาหลินเหยียน"
เสวียนอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
"ท่านตามหาหลินเหยียนด้วยธุระอันใด"
ลั่วชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
ในตอนนั้นเองลู่หงซิ่วที่เดินตามหลังลั่วชิงเอ๋อร์มาก็กระซิบเสียงแผ่วว่า "ท่านอาจารย์ ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้หลินเหยียนเพิ่งจะทุบตีจี้ป้าแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ ซ้ำยังกรรโชกทรัพย์ศิษย์ระดับวิญญาณเร้นลับแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ทั้งห้าคนไปถึงยี่สิบล้านหินวิญญาณเป็นค่าไถ่บาปด้วยเจ้าค่ะ"
ลั่วชิงเอ๋อร์ใจหายวาบ นางสบถในใจอย่างหงุดหงิด "ไอ้เด็กนี่มันช่างขยันหาเรื่องให้ข้าเสียจริง! เพิ่งเข้าสายในมาได้ไม่ทันไรก็กล้าไปทุบตีศิษย์ระดับหนึ่งของยอดเขาวิถีกระบี่เสียแล้ว!"
ทว่าถึงอย่างไรหลินเหยียนก็เป็นคนที่นางยอมทุ่มทุนมหาศาลดึงตัวมา ตอนนี้นางจึงได้แต่หาทางปกป้องเขาเอาไว้ก่อน นางฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า
"ชื้อฮั่ว เสวียนอวิ๋น พวกท่านทั้งสองก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับปฐพีเร้นลับ เหตุใดถึงได้ใจจืดใจดำมาเอาความกับศิษย์หน้าใหม่เช่นนี้เล่า"
"อะแฮ่ม! ผู้อาวุโสลั่วกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกนัก ไอ้เด็กนั่นทำร้ายอัจฉริยะทั้งห้าแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ของพวกข้าน่ะเรื่องเล็ก แต่การที่มันกล้ารีดไถเงินอัจฉริยะทั้งห้านั่นต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่!"
ชื้อฮั่วกลอกตาไปมาก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
"ถูกต้อง! เรื่องนี้มันเกี่ยวพันถึงหน้าตาของยอดเขาวิถีกระบี่ รบกวนท่านเชิญหลินเหยียนออกมาด้วยเถิด บางเรื่องเราจำเป็นต้องสะสางกันต่อหน้า หากวันนี้ข้าไม่ได้เจอหลินเหยียน ข้าไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่"
เสวียนอวิ๋นรู้เท่าทันความคิดของอีกฝ่าย เขาสวมรอยทำหน้าถมึงทึงและแค่นเสียงหัวเราะเย็น
"หงซิ่ว ไปตามศิษย์น้องหลินของเจ้ามาเถอะ!"
เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสทั้งสองไม่ยอมรามือ ลั่วชิงเอ๋อร์ก็ทำได้เพียงสั่งให้ลู่หงซิ่วไปตามหลินเหยียนมา
ไม่กี่นาทีต่อมา หลินเหยียนก็เดินตามลู่หงซิ่วมาถึง
เมื่อเห็นผู้อาวุโสเสวียนอวิ๋นกับผู้อาวุโสชื้อฮั่วยกขบวนกันมา หลินเหยียนก็คิดว่าผู้อาวุโสทั้งสองคงมาแก้แค้นให้จี้ป้า เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก
"ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ช่างใจแคบนัก! แค่ทุบตีศิษย์ไปไม่กี่คน ถึงกับต้องยกทัพมาเอาเรื่องกันขนาดนี้เชียวหรือ"
ลู่หงซิ่วที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก
"เจ้าพูดน่ะมันง่าย เจ้าเป็นแค่เด็กใหม่แต่กลับไปทุบตีอัจฉริยะสมาคมของพวกเขารวดเดียวห้าคน แถมยังไปรีดไถหินวิญญาณคนละสี่ล้านอีก แบบนี้มันจะเรียกว่าเรื่องเล็กได้อย่างไร"
"ยิ่งไปกว่านั้นจี้ป้ายังเป็นอัจฉริยะที่ผู้อาวุโสชื้อฮั่วให้ความสำคัญมาก เขาถือเป็นผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่นที่หาได้ยากในรอบหลายปีของยอดเขาวิถีกระบี่ แต่กลับถูกเจ้าตีจนสภาพเหมือนสุนัข หากเปลี่ยนเป็นเจ้า เจ้าจะทนได้หรือ"
"เรื่องนี้จะโทษข้าได้หรือ จี้ป้ากับพวกมันอ่อนแอเองแถมยังมาหาเรื่องข้าก่อน หากข้าไม่สั่งสอนพวกมันเสียบ้างแล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ"
หลินเหยียนหัวเราะขื่น
"อ่อนแอหรือ มีแค่ตัวประหลาดอย่างเจ้าเท่านั้นแหละที่กล้าพูดคำนี้ออกมา ... หากเป็นคนอื่นกล้ามาโอหังเช่นนี้ ข้าคงอดไม่ได้ที่จะบีบคอมันให้ตายคามือ"
มุมปากของลู่หงซิ่วกระตุกยิกๆ
อันที่จริงนางได้รับรู้เรื่องวีรกรรมของหลินเหยียนตั้งแต่แรกแล้ว ทว่านางกลับไม่ปักใจเชื่อข่าวลือนั้นเลย
ก็แหงล่ะ นั่นมันกระบี่อหังการในตำนานเชียวนะ!
ด้วยระดับพลังฝีมือเช่นนั้น หากมาอยู่ที่ยอดเขาลายเทวะก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของศิษย์ระดับหนึ่งเลยทีเดียว!
ทว่าการที่ผู้อาวุโสยอดเขาวิถีกระบี่สองท่านพร้อมด้วยผู้ดูแลอีกหลายคนมาเอาผิดถึงที่ ขุมกำลังระดับนี้ทำให้นางจำต้องยอมเชื่อในที่สุด
ในไม่ช้าหลินเหยียนกับลู่หงซิ่วก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเหล่าผู้อาวุโส
"เขาคือหลินเหยียนคนที่ทุบตีจี้ป้าอย่างนั้นหรือ"
สายตาของผู้ดูแลแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่หลินเหยียน แววตาของพวกเขาทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ดูจากหน้าตาแล้วไอ้หนุ่มนี่น่าจะอายุไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำกระมัง ระดับวิญญาณสมุทรขั้นเจ็ด อายุยี่สิบปี สามารถคว่ำอัจฉริยะทั้งห้าของยอดเขาวิถีกระบี่เราได้ด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ"
ผู้อาวุโสชื้อฮั่วเองก็อ้าปากค้างอยู่นาน
เด็กเกินไปแล้ว
รูปลักษณ์ของหลินเหยียนช่างแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ลิบลับ
เขาถึงขั้นสงสัยว่าหลินเหยียนเพิ่งจะหย่านมแม่มาหรือเปล่า หน้าตายังดูอ่อนเยาว์มาก แม้แววตาของหลินเหยียนจะดูเด็ดเดี่ยวและเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ทว่ากลิ่นอายแห่งชีวิตก็ยังบ่งบอกชัดเจนว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
"ยี่สิบปีหรือ หึ เจ้าประเมินเขาสูงไปแล้ว ไอ้หนุ่มนี่อายุยังไม่ถึงสิบแปดปีเลยด้วยซ้ำ"
เสวียนอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ
"เอ่อ ... ยังไม่ถึงสิบแปดปีงั้นหรือ"
ชื้อฮั่วกับผู้ดูแลแห่งยอดเขาวิถีกระบี่ต่างอึ้งงันไปตามๆ กัน
อายุยังไม่ถึงสิบแปดปีแต่กลับโค่นล้มยอดฝีมือระดับวิญญาณเร้นลับขั้นสามได้ถึงห้าคน นี่มันตัวประหลาดอะไรกัน
เกรงว่าในช่วงร้อยปีที่ผ่านมายอดเขาวิถีกระบี่ของพวกเขาก็ยังไม่เคยมีตัวตนระดับนี้ปรากฏขึ้นมาเลย!
"ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่ถึงปีก่อน ไอ้เด็กนี่ยังเป็นแค่ลูกหลานตระกูลเล็กๆ ในเมืองชิงสือ ทว่าเพียงแค่ไม่กี่เดือนเขาก็สามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของสายนอกได้แล้ว!"
เสวียนอวิ๋นเคยตรวจสอบประวัติของหลินเหยียนมาก่อน เขาย่อมต้องรู้ที่มาที่ไปของหลินเหยียนเป็นอย่างดี
และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้เจ็บใจเรื่องของหลินเหยียนนักหนา
มารดามันเถอะ ใช้เวลาไม่ถึงปีก็ไต่เต้าจากจุดต่ำสุดของสายนอกขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของสายนอกได้ ต่อให้เป็นท่านประมุขสำนักในวัยหนุ่มก็ยังไม่ปีศาจเท่านี้เลย
หากเขาไม่ได้ตรวจสอบยืนยันข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว เขาคงคิดว่าสายข่าวพวกนั้นตั้งใจจะหลอกเอาเงินเขาเป็นแน่
"โลกนี้มันบ้าไปแล้ว!"
ผู้อาวุโสชื้อฮั่วถึงกับพูดไม่ออก เมื่อนำไปเทียบกับหลินเหยียน บรรดาอัจฉริยะที่พวกเขาเคยรับเข้ามานั้นดูเหมือนขยะไปเลย! ช่างไม่คู่ควรแก่การนำมาเปรียบเทียบเสียจริง!
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาอันเร่าร้อนของผู้อาวุโสหลายท่าน หลินเหยียนก็รู้สึกขนลุกซู่ เขารีบปั้นหน้าทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้และเอ่ยถามว่า
"ผู้อาวุโสทุกท่าน ท่านตามหาข้าด้วยธุระอันใดหรือ"
[จบแล้ว]