- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมวิชามังกรข้าจะกลืนกินพวกเจ้าก้าวสู่ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง
- บทที่ 22 ท้าทายหวังฉางตง
บทที่ 22 ท้าทายหวังฉางตง
บทที่ 22 ท้าทายหวังฉางตง
"หากพวกเจ้าทั้งสี่คนเป็นผู้ใช้อักขระยันต์แล้วร่วมมือกันกระตุ้นธงค่ายกลนี้ บางทีมันอาจจะสร้างภัยคุกคามให้ข้าได้จริงๆ น่าเสียดายที่พวกเจ้าสี่คนไม่รู้จักวิธีใช้งานธงค่ายกลที่แท้จริงเลย"
หลินเหยียนไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขาเพียงแค่ปรายตามองแล้วหัวเราะออกมาก่อนจะประสานอินในมือ
"เคล็ดวิชายันต์วิญญาณน้อย จงแตกไปซะ!"
คลื่นพลังจิตแผ่ซ่านออกมาก่อนที่เขาจะซัดพลังเข้าใส่ตำแหน่งหนึ่งของธงค่ายกลอย่างรุนแรง
จุดที่เขาโจมตีก็คือจุดอ่อนของธงค่ายกลนั่นเอง
ไม่เพียงแต่มนุษย์และสัตว์อสูรเท่านั้นที่มีจุดอ่อน ธงค่ายกลและค่ายกลอักขระยันต์ก็มีเช่นกัน
เพียงแต่บางคนไม่ทันตระหนักจึงมองไม่ออก ทว่าหลินเหยียนได้รับความทรงจำของผู้ใช้วันต์ระดับเร้นลับที่มีอายุยืนยาวนับร้อยปี แม้ว่าระดับพลังจิตของเขาจะยังอยู่แค่ระดับมหายานขั้นกลาง ทว่าวิสัยทัศน์ของเขากลับเทียบเท่ากับผู้ใช้วันต์ระดับเร้นลับ เขาย่อมมองเห็นช่องโหว่ของธงค่ายกลทั้งสี่ผืนนี้ได้ในพริบตา
"ตูม!"
ธงค่ายกลทั้งสี่ผืนแตกสลายลงในชั่วพริบตา แรงสะท้อนกลับจากการพังทลายของค่ายกลอักขระยันต์กระแทกใส่สี่ยอดฝีมือจนกระอักเลือดออกมา ลมปราณของแต่ละคนอ่อนโทรมลงทันที
"อะไรนะ เขาทำลายพลังของธงค่ายกลทั้งสี่ผืนได้ด้วยกระบวนท่าเดียวงั้นหรือ"
ศิษย์สายนอกที่รอคอยดูความล้มเหลวของหลินเหยียนต่างก็เงียบกริบราวกับเป็ดที่ถูกบีบคอ เสียงหัวเราะหยุดลงทันควัน พวกเขาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
นั่นมันธงค่ายกลระดับมหายานขั้นกลางถึงสี่ผืนเชียวนะ เมื่อผสานกันย่อมมีพลังเทียบเท่าระดับมหายานขั้นสูง ใครจะไปคิดว่าหลินเหยียนจะสะกดข่มมันได้เพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียว ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
"ธงค่ายกลทั้งสี่ผืนนี้พวกเจ้าใช้ไม่เป็นหรอก ยกให้ข้าก็แล้วกัน"
หลินเหยียนโบกมือคราเดียวธงค่ายกลทั้งสี่ก็ถูกเขาเก็บมา
ธงค่ายกลทั้งสี่ผืนนี้ล้วนเป็นสมบัติอักขระยันต์ระดับมหายานขั้นกลาง หากนำมาสกัดหลอมเสียหน่อยมันย่อมสามารถเปล่งอานุภาพเหนือกว่าระดับมหายานขั้นสูงในมือของเขาได้อย่างแน่นอน
"ไอ้หนู ค่ายกลสังหารสี่ราชันนี้เป็นของศิษย์พี่หวัง หากเจ้ากล้ายึดไปเจ้าจบเห่แน่ คอยดูเถอะ ศิษย์พี่หวังจะต้องมาคิดบัญชีกับเจ้าอย่างแน่นอน!"
หลี่ซานคำรามต่ำ
"ช้าก่อน ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าไปแล้วหรือ"
หลินเหยียนขวางทางพวกเขาทั้งสี่เอาไว้
"ทำไม เจ้ายังคิดจะฆ่าพวกข้าอีกหรือ เจ้ารู้กฎของสำนักดีนี่ว่าไม่อนุญาตให้ศิษย์เข่นฆ่ากันตามอำเภอใจ ยกเว้นแต่จะขึ้นไปบนลานประลองเป็นตาย! หากเจ้ากล้าฆ่าพวกข้าก็รอรับโทษทัณฑ์อย่างหนักจากสำนักได้เลย!"
พวกหลี่ซานสีหน้าเปลี่ยนไป
"พวกเจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าจะไม่ฆ่าพวกเจ้า อย่างมากก็แค่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งเท่านั้น"
หลินเหยียนหัวเราะก่อนจะซัดรอยประทับหมัดสี่สายเข้าครอบคลุมยอดฝีมือทั้งสี่
รอยประทับหมัดทั้งสี่เปล่งประกายแสงห้าสีออกมา แม้จะไม่ได้สว่างไสวเจิดจ้านักทว่ากลับทำให้สี่ยอดฝีมือรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
"ไม่ว่าอย่างไรก็ยอมตกไปอยู่ในมือของไอ้เด็กนี่ไม่ได้ สู้ตายกับมันเลย!"
พวกหลี่ซานหวาดกลัวจนสุดขีด วินาทีนี้พวกเขาบ้าคลั่งถึงขีดสุดถึงกับยอมเผาผลาญพลังฝึกตนเพื่อต่อต้านหลินเหยียน
น่าเสียดายที่ทุกอย่างล้วนเปล่าประโยชน์
พิษห้าสีของหลินเหยียนคือพรสวรรค์แต่กำเนิดของสัตว์อสูรระดับนภาอย่างงูหลามกลืนนภาห้าสี มันมีประสิทธิภาพในการกัดกร่อนอย่างรุนแรง ทันทีที่ลมปราณของพวกหลี่ซานสัมผัสกับรอยประทับหมัดห้าสี มันก็หลอมละลายหายไปในพริบตา
"ลมปราณใช้ไม่ได้ผลเลยงั้นหรือ"
หวังสุ่ยหวาดกลัวแทบสิ้นสติ
พลังห้าสีนี้มันจะร้ายกาจเกินไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะทะลวงเข้าสู่ระดับปราณสมุทรขั้นเจ็ดเพื่อยกระดับลมปราณให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางรับมือกับมันได้เลย!
ขณะที่พิษห้าสีกำลังจะกลืนกินพวกหลี่ซาน จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน
"ไอ้เดรัจฉานน้อย หยุดเดี๋ยวนี้!"
จากนั้นก็เห็นร่างในชุดขาวพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง
"เป็นศิษย์พี่หวังฉางตง!"
พวกหลี่ซานราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย พวกเขารีบร้องขอความช่วยเหลือจากหวังฉางตงทันที "ศิษย์พี่หวังช่วยด้วย! ไอ้หนูนี่มันจะฆ่าพวกเราแล้ว!"
"พวกเจ้ามันโง่เง่า ลำพังแค่หลินเหยียนคนเดียวยังเอาชนะไม่ได้!"
เมื่อหวังฉางตงเห็นสภาพอันน่าเวทนาของพวกหลี่ซานเขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจัด
เดิมทีเขาตั้งใจจะส่งยอดฝีมือทั้งสี่ใต้บังคับบัญชาออกไปพร้อมกันเพื่อจับกุมตัวหลินเหยียน ใครจะไปคิดว่าทั้งสี่คนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
"ศิษย์พี่หวัง เคล็ดวิชาที่ไอ้เด็กนี่ฝึกฝนมันแปลกประหลาดนัก มันมีพลังห้าสีที่ลมปราณของพวกเราไม่สามารถต้านทานได้เลย"
หลี่ซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด
หวังฉางตงร่อนลงตรงหน้าทั้งสี่คนแล้วโคจรลมปราณเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวเพื่อพยายามสลายพิษห้าสี ทว่าเมื่อพิษห้าสีดูดซับลมปราณเพลิงเข้าไป มันกลับยิ่งทวีความรุนแรงราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ
"ช่างเป็นพลังแห่งพิษที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!"
หวังฉางตงสูดลมหายใจเข้าลึก เขารีบหยิบโอสถต้านพิษออกมาให้ทั้งสี่คนกลืนลงไป พิษบนร่างของพวกหลี่ซานจึงค่อยๆ ชะลอการลุกลาม แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ชะลอเท่านั้น ไม่ได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
"แม้แต่ศิษย์พี่หวังก็ยังหมดหนทางหรือ"
หลี่ซานร้องลั่น
"พวกเจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป เดี๋ยวข้าจะไปขอให้ผู้อาวุโสปรุงโอสถออกหน้า รับรองว่าจะต้องถอนพิษนี้ได้อย่างแน่นอน!"
หวังฉางตงเอ่ยเสียงเย็น
พวกหลี่ซานต่างก็พยักหน้า พวกเขาไม่กล้าส่งเสียงใดๆ อีกและถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง
หวังฉางตงจ้องมองหลินเหยียนด้วยสายตาเย็นชา
"ไอ้เดรัจฉานน้อย เจ้านี่ช่างกล้าหาญนัก ถึงกับกล้าแตะต้องคนของข้าหวังฉางตงเชียวหรือ!"
"ลูกน้องของเจ้าตั้งใจจะทำลายวรยุทธ์ของข้า แล้วข้าจะโต้กลับไม่ได้หรืออย่างไร"
หลินเหยียนหัวเราะเยาะ
"หึ ที่ลูกน้องของข้าจะทำลายวรยุทธ์ของเจ้า นั่นก็เป็นเพราะคำสั่งของข้า เจ้าควรจะยอมจำนนให้พวกมันทำลายวรยุทธ์แต่โดยดี ไม่ใช่มาขัดขืนเช่นนี้"
หวังฉางตงช่างเป็นคนที่เผด็จการเสียจริง
"หึหึ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรถึงได้มาบงการชีวิตข้า ชะตาชีวิตข้า ข้าลิขิตเอง ไม่ใช่สวรรค์ นับประสาอะไรกับหวังฉางตงกระจอกๆ อย่างเจ้า!"
หลินเหยียนไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขาโต้กลับไปตรงๆ
"หมอนี่จะดุดันเกินไปแล้วมั้ง ถึงกับกล้าพูดจากับหวังฉางตงเช่นนี้เลยหรือ"
การปรากฏตัวของหวังฉางตงดึงดูดความสนใจของศิษย์สายนอกจำนวนมาก เมื่อได้ยินการโต้เถียงของทั้งสองฝ่าย ศิษย์สายนอกเหล่านั้นต่างก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งเหงื่อเย็น
หวังฉางตงเป็นสัญลักษณ์ของความเผด็จการในสายนอกอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้หลินเหยียนกลับดุดันยิ่งกว่าหวังฉางตงเสียอีก หรือจะเรียกได้ว่าห้าวหาญก็ไม่ผิดนัก
เขาไม่ไว้หน้าหวังฉางตงเลยแม้แต่น้อย
"รอดูเถอะ หวังฉางตงเป็นพวกหน้าบาง เขาไม่มีทางปล่อยหมอนี่ไปแน่" ศิษย์บางคนพูดจาเยาะเย้ยเพราะทนเห็นความโอหังของหลินเหยียนไม่ไหว
หวังฉางตงหยิ่งผยองได้ก็เพราะเขามีความสามารถ แล้วเจ้าหลินเหยียนมีสิทธิ์อะไรมาทำตัวหยิ่งผยองตามเล่า
"ดี! ดี! ดี! ข้าหวังฉางตงไม่ได้ลงมือนานแล้ว สงสัยคนในสายนอกคงจะลืมเลือนชื่อเสียงของข้าไปหมดแล้วกระมัง ก็ดี วันนี้ข้าจะใช้เจ้าเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อให้คนในสายนอกได้รู้ว่าจุดจบของการล่วงเกินข้าหวังฉางตงเป็นอย่างไร!"
หวังฉางตงคำรามลั่น ทั่วร่างของเขาระเบิดแสงและเงาออกมามากมาย มันมีทั้งจริงและลวงตาพุ่งเข้าครอบคลุมร่างของหลินเหยียน
"นั่นมันเคล็ดวิชากระบี่แสงเงา! ศิษย์พี่หวังใช้วิชานี้ ไอ้เด็กนั่นตายแน่!"
หลี่ซานจำที่มาของเคล็ดวิชากระบี่นี้ได้ มันคือเคล็ดวิชากระบี่ระดับเร้นลับขั้นสูง
จุดเด่นของวิชานี้คือแสงและเงาที่รวดเร็วดุจสายฟ้า ยากที่จะแยกแยะความจริงและความลวงตา ในความจริงมีความลวง ในความลวงมีความจริง ทำให้ผู้คนไม่ทันได้ระวังตัว
ในอดีตหวังฉางตงเคยอาศัยวิชานี้ฝ่าวงล้อมของยอดฝีมือระดับปราณสมุทรขั้นเจ็ดหลายคนออกมาได้ ซ้ำยังสังหารยอดฝีมือเหล่านั้นกลับไปได้อีกหลายคน
เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับปราณสมุทรขั้นแปดมาเจอกับกระบี่นี้ก็คงจบไม่สวยนัก
"ก็มีฝีมืออยู่บ้าง ทว่าก็แค่นั้นแหละ!"
หลินเหยียนมองปราณกระบี่ที่มีทั้งจริงและลวงตานั้นด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
บริเวณหว่างคิ้วของเขามีคลื่นพลังจิตแผ่ซ่านออกมา
เคล็ดวิชายันต์วิญญาณน้อยไม่เพียงแต่เปลี่ยนเป็นรอยประทับวิญญาณได้เท่านั้น ทว่ายังสามารถปลดปล่อยพลังจิตออกมาเพื่อใช้แทนดวงตาในการมองโลกได้อีกด้วย
เคล็ดวิชากระบี่แสงเงาซึ่งเป็นเพียงวิชาพรางตาเช่นนี้มีผลต่อดวงตาเนื้อเท่านั้น ทว่าไม่อาจหลอกลวงพลังจิตได้
"จงแตกไปซะ!"
หลินเหยียนค้นพบจุดอ่อนของเคล็ดวิชากระบี่แสงเงาอย่างรวดเร็ว เขาซัดหมัดมังกรสีทองออกไป
เปรี้ยง! เงากระบี่ที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายพังทลายลงในพริบตา
[จบแล้ว]