- หน้าแรก
- ระบบประเมินความเสี่ยงวันสิ้นโลก
- บทที่ 13 - เข้าบ้านตระกูลฝู
บทที่ 13 - เข้าบ้านตระกูลฝู
บทที่ 13 - เข้าบ้านตระกูลฝู
บทที่ 13 - เข้าบ้านตระกูลฝู
เหลือเวลาอีกสี่วันจะถึงวันสิ้นโลก
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน ภายในห้องพักชั้นสี่ของซูจิ้นก็มีเสบียงกองพะเนินเทินทึกทั้งเล็กและใหญ่
ช่วงเช้าเขาออกไปดูลาดเลา ส่วนช่วงบ่ายก็ไปกว้านซื้อของที่ตลาดค้าส่ง
ซื้อถังน้ำมาก่อนสิบใบ นมผงอีกหลายสิบถุง เกลือยี่สิบถุง วิตามินเม็ด ยาสามัญประจำบ้าน ผ้าก๊อซ แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีนอีกจำนวนหนึ่ง แล้วก็... ไปมัดจำจองข้าวสารอาหารแห้งที่ร้านขายข้าวห่างออกไปหกกิโลเมตร นัดแนะให้มาส่งของในช่วงค่ำของอีกสองวันข้างหน้า
นอกจากนี้ เขายังซื้อถุงพลาสติก กระดาษชำระ แล้วก็ชักโครกพลาสติกแบบพกพามาอีกหลายอัน
ชักโครกถือเป็นของจำเป็นขั้นสุดยอดในบรรดาเสบียงทั้งหมด!
วันสิ้นโลกใกล้เข้ามา น้ำจะกลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าอย่างเห็นได้ชัด
ต่อให้ท่อระบายน้ำจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็คงไม่มีใครฟุ่มเฟือยเอาน้ำไปกดชักโครกแน่
ถึงตอนนั้นก็ต้องเอาถุงพลาสติกมาสวมกับชักโครกพกพาพวกนี้แล้วค่อยใช้
เกิดพวกซอมบี้ตามกลิ่นได้ขึ้นมาล่ะ?
ไม่แน่อาจจะเอาไปใช้เป็นระเบิดชีวภาพได้ด้วยซ้ำ
ถึงแม้จะใช้ถังพลาสติกแทนได้ แต่พอคิดว่าตัวเองอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าเลือกให้ดูดีได้ ก็ขอเลือกตายแบบดูดีหน่อยดีกว่า...
นอกเหนือจากนั้น เขาก็ทำตามข้อมูลที่ถามมาจากฝูชิงไต้ ไปเหมาซื้อผ้าอนามัยมาลอตใหญ่
ของพวกนี้ถึงจะบอกว่าเป็นของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง แต่ความจริงแล้วเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีกเยอะ อย่างน้อยก็เอามาทำเป็นแผ่นรองรองเท้าได้
ถ้าเร่งมืออีกสักสองวัน ของก็น่าจะครบหมดแล้ว
ซูจิ้นคิดในใจ พลางขีดฆ่ารายการของที่ซื้อมาแล้วในสมุด จู่ๆ ท้องก็ร้องโครกคราก เขาจึงเงยหน้ามองไปที่ประตู
วันนี้เขานัดกับฝูชิงไต้ไว้ว่าจะไปกินข้าวที่บ้านเธอ เขาเองก็ยังไม่เคยเจอพ่อแม่ของเธอมาก่อน แต่ก็ได้ข้อมูลเบื้องลึกมาพอสมควรแล้ว
ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะไปมาหาสู่กับฝูชิงไต้ได้อย่างเปิดเผยเลย
แค่ได้ความไว้วางใจจากสองสามีภรรยาคู่นี้มา ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการเคลื่อนไหวในอนาคต
ฝูหู่ พ่อของฝูชิงไต้ อดีตทหาร แม้จะปลดประจำการเพราะอาการบาดเจ็บ แต่สมรรถภาพร่างกายก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบได้
ถึงแม้จะห่างเหินจากการฝึกฝนไปนานจนร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนก่อน แต่ถ้าได้รับการฟื้นฟูระยะสั้น ก็ต้องเหนือกว่าคนปกติแน่นอน
ส่วนจางหว่าน แม่ของฝูชิงไต้ เป็นสาวโรงงานทอผ้า... เธอมีฝีมือเย็บปักถักร้อย ซึ่งถือเป็นทักษะที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
พรุ่งนี้เขาตั้งใจจะไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปกับผ้าเนื้อหนามาลอตหนึ่ง แล้วก็ไปซื้อแผ่นอะลูมิเนียมจากร้านฮาร์ดแวร์
เอามาเย็บเป็นกระเป๋าติดเสื้อผ้า แล้วยัดแผ่นโลหะที่ตัดเตรียมไว้เข้าไป ก็จะได้เกราะอ่อนแบบง่ายๆ แล้ว
การป้องกันแบบนี้ทั้งเรียบง่าย ใช้งานได้จริง และจำเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้ต้องทำให้สำเร็จให้ได้... บางทีอาจจะพึ่งพาฝูหู่ให้ช่วยหาอาวุธอย่างพวกหน้าไม้หรือธนูมาให้ได้ด้วย!
.....
ช่วงหกโมงเย็น เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นที่โถงทางเดิน ตามมาด้วยเสียงไขกุญแจ
เสียงกุกกักดังขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูห้องฝั่งตรงข้ามจะปิดลง
ซูจิ้นยืดตัวขึ้น เดินไปหน้ากระจกเพื่อจัดระเบียบเสื้อผ้า
ฟังจากเสียงเมื่อกี้ น่าจะเป็นสองสามีภรรยาตระกูลฝูกลับมาบ้านพร้อมกันพอดี แบบนี้ก็เข้าทางเลย
การจัดการคนสองคนพร้อมกันไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เมื่อจัดเสื้อผ้าเสร็จ ซูจิ้นก็เก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋า หยิบแผ่นหนังมาสามแผ่น พร้อมกับสมุดโน้ตและปากกา แล้วเดินออกจากห้องไป
เขาไปยืนอยู่หน้าประตูบ้านของฝูชิงไต้ ทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเคาะประตู
ไม่นานประตูเปิดออก ชายวัยกลางคนผิวคล้ำ หน้าตาดุดันปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าซูจิ้น
เมื่อเห็นคนแปลกหน้ามาเคาะประตู แววตาของฝูหู่ก็ฉายแววสงสัย
"คุณคือ..."
"ฝูหู่?" ซูจิ้นแกล้งทำเป็นตกใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย
"อ้าว? คุณเป็นใคร รู้จักผมด้วยเหรอ? มีธุระอะไรหรือเปล่า?" ฝูหู่เปิดประตู กั้นขวางหน้าประตูพลางมองประเมินซูจิ้นด้วยความแปลกใจ
ซูจิ้นก้มหน้าลงยิ้มบางๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดว่า "ขอเสียมารยาทแล้วครับ ผมเป็นเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ชื่อหลี่หาวเฉิง"
"หลี่หาวเฉิง? คุณรู้จักผมได้ยังไง? เราน่าจะไม่เคยเจอกันมาก่อนนี่ หรือว่าเหล่าหลี่ห้องตรงข้ามเป็นคนบอก?" ฝูหู่เป็นคนตรงๆ สีหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย
ไอ้หนุ่มแปลกหน้าคนนี้ โผล่หน้ามาก็เรียกชื่อจริงเขาก่อนเลย ช่างไร้มารยาทเสียจริง
ซูจิ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมย่อมต้องรู้จักคุณอยู่แล้ว พลทหารฝูหู่ หมู่ 2 หมวด 3 กองร้อย 7 กองพัน 3 กรม 571 กองพล 191 กองทัพกลุ่ม 12 ผู้บังคับกองร้อยของคุณชื่อหวงฉงเหวิน ฉายาปืนใหญ่หวง แล้วก็หยางหวย เพื่อนร่วมหมู่ของคุณ..."
ซูจิ้นร่ายประวัติของอีกฝ่ายออกมาเป็นฉากๆ ฝูหู่ถึงกับดึงประตูปิดลงมาครึ่งหนึ่งแล้วออกมายืนขวางอยู่ตรงโถงทางเดิน
สายตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "คุณเป็นใครกันแน่!"
รอยยิ้มของซูจิ้นจางหายไป เปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง "ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ผมคือผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการแทรกแซงความเสี่ยงวิกฤตระดับชาติ หลี่หาวเฉิง"
"สำนัก... อะไรนะ?" ฝูหู่อึ้งไปชั่วขณะ
ชื่อหน่วยงานประหลาดๆ แบบนี้ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
"เรียกสั้นๆ ว่า สำนักปฏิบัติการความเสี่ยงฯ เมื่อก่อนตำแหน่งคุณต่ำเกินไป การไม่รู้จักสำนักนี้ก็เป็นเรื่องปกติ หน่วยงานของเราขึ้นตรงต่อผู้บริหารระดับสูงสุด" ซูจิ้นหยิบเสี่ยวหมี่ 6 ออกมาใช้งาน
สไลด์หน้าจอเพียงไม่กี่ครั้ง บัตรประจำตัวของฝูหู่ก็ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ
เขาชูโทรศัพท์ขึ้นมาให้อีกฝ่ายดู ซูจิ้นพูดต่อ "ผมมีประวัติของคุณ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมผมถึงรู้จักคุณนั้นง่ายมาก ตอนที่สำนักปฏิบัติการความเสี่ยงฯ คัดเลือกทหารเพื่อเข้าร่วมการฝึกพิเศษ คุณก็อยู่ในรายชื่อผู้เข้ารอบ... ถึงแม้ตอนนั้นผมจะยังไม่ได้เข้าทำงาน แต่หลังจากนั้นผมก็ได้อ่านประวัติของคุณ ภายในสำนักประเมินคุณไว้สูงมาก ผมก็เลยจำได้แม่น"
"เอ่อ นี่มัน... นี่มัน... นี่มัน..." ฝูหู่ทำตัวไม่ถูก
เรื่องจริงหรือโกหก ตอนนี้เขาไม่กล้าฟันธงเลยจริงๆ!
หน่วยงานที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ปฏิกิริยาแรกของเขาน่าจะเป็นการปฏิเสธ
แต่อีกฝ่ายกลับรู้ประวัติการทำงานของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง แถมยังเอาหลักฐานมายืนยันได้อีก นี่สิแปลก
ที่สำคัญที่สุดคือไอ้เครื่องมือนั่น... ล้ำสมัยเกินไปแล้ว! ภาพชัดแจ๋วสุดๆ! คนธรรมดาไม่มีทางมีของแบบนี้ได้แน่ๆ
ฝูหู่ครุ่นคิดในใจ
ช่างเถอะ ลองดูท่าทีไปก่อน ถามดูว่าเขามาทำไม... เราเองก็ไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรไว้สักหน่อยนี่นา?
"เอ่อ.. ผู้อำนวยการหาวเฉิง" ฝูหู่เอ่ยปากหยั่งเชิง "คุณมาหาผม..."
"ผู้อำนวยการหลี่ครับ"
"อ้อใช่ ผู้อำนวยการหลี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
พอได้ยินคำถามนั้น สีหน้าเคร่งเครียดของซูจิ้นก็มลายหายไป กลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง
"เหล่าฝู มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ ตอนนี้เราสองคนเป็นเพื่อนบ้านกันจริงๆ"
"พอดีฝั่งผมเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นนิดหน่อย ครั้งนี้ผมแค่ตั้งใจจะมายืมโทรทัศน์ที่บ้านคุณดูสักหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอคุณ ขอผมเข้าไปข้างในได้ไหมครับ?"
"อ๋า.. อ๋อ... เชิญครับ เชิญ" ฝูหู่ผายมือเชิญด้วยความงุนงง
ซูจิ้นเดินเข้าไปในบ้านอย่างสง่าผ่าเผย
ห้องนั่งเล่นเชื่อมต่อกับห้องกินข้าว ฝูชิงไต้ในชุดนอนกำลังฟุบหน้าเขียนการ์ตูนอยู่บนโต๊ะ
เมื่อเห็นซูจิ้นโผล่มา เธอก็ตาเป็นประกาย จากนั้นก็รีบก้มหน้าฟุบลงไปทำเป็นตั้งใจเรียนต่อทันที
"ไปๆๆ ชิงไต้ แขกมา กลับไปเขียนที่ห้องไป!" ฝูหู่ไล่ลูกสาว ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ซูจิ้น "นี่ลูกสาวผมเองครับ"
"อ้อ!" ฝูชิงไต้รับคำด้วยความหงุดหงิด คว้าสมุดการบ้านแล้ววิ่งปรู๊ดเข้าห้องไป
จังหวะเดียวกันนั้น จางหว่านก็เดินออกมาจากห้องครัว มือยังเปียกน้ำอยู่เลย
พอเห็นหน้าแปลกๆ ของซูจิ้น สายตาก็หันไปมองฝูหู่ทันที
"คนนี้คือ..."
"ญาติของเพื่อนทหารเก่าผมน่ะ ไม่มีอะไรหรอก! คุณไปทำกับข้าวต่อเถอะ ผมขอคุยกับเขาสักสองสามประโยค"
ฝูหู่ส่งสายตาให้จางหว่าน เธอเบ้ปากแล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องครัวไป
"ผู้อำนวยการหลี่ นั่งลงคุยกันเถอะครับ" ฝูหู่หันมาทางซูจิ้น ผายมือไปทางโซฟา
(จบแล้ว)