- หน้าแรก
- แตะศพชิงวาสนา พลิกโลกวรยุทธ์ด้วยหมื่นคุณสมบัติ
- บทที่ 1 กระตุ้นคุณสมบัติ
บทที่ 1 กระตุ้นคุณสมบัติ
บทที่ 1 กระตุ้นคุณสมบัติ
บทที่ 1 กระตุ้นคุณสมบัติ
เมืองหลงเฉวียน หลังร้านโรงเตี๊ยมไหลฝู
ยามท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี หลี่ฉี่หมิงก็ได้มายืนอยู่บนลานว่างหลังร้าน เริ่มฝึกฝน 'หมัดพยัคฆ์คำรน'
ในฐานะเบ๊ผู้มีสถานะต่ำต้อยที่สุดในโรงเตี๊ยมไหลฝู เขารู้ซึ้งดีว่าสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เขาพลิกชีวิตในชาตินี้ได้ มีเพียงวิชาหมัดพยัคฆ์คำรนชุดนี้เท่านั้น
ดังนั้นในทุกวัน เขาจึงตื่นก่อนเบ๊คนอื่นหนึ่งชั่วยามเพื่อมาฝึกฝนเพลงหมัด
วูบ วูบ วูบ...
ร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวโผทะยานไปมาบนลานว่าง เพียงไม่นานทั่วร่างก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคล
พริบตาเดียวหนึ่งชั่วยามก็ผ่านไป
แสงสว่างเริ่มรำไรบนขอบฟ้า
หลี่ฉี่หมิงหอบหายใจอย่างหนัก เรี่ยวแรงเหือดแห้งจนต้องค่อยๆ สงบพลังลง
แม้จะดูเหมือนเขาทุ่มเทอย่างมาก แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าวิชาหมัดพยัคฆ์คำรนไม่ได้รุดหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย
หากไม่พยายามดูสักตั้ง ก็คงไม่มีวันรู้เลยว่าตัวเองนั้นช่างไร้พรสวรรค์เพียงใด
ใบหน้าของเขาซีดเผือดลง
ในใจบังเกิดความผิดหวังอยู่หลายส่วน
'เรานี่มันช่างทำตัวเสียชื่อพวกผู้ทะลุมิติจริงๆ...'
หลี่ฉี่หมิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ใช่แล้ว เขาคือผู้ทะลุมิติมายังโลกโบราณที่มีทั้งนักรบและปีศาจอยู่ร่วมกันแห่งนี้ได้สามเดือนเต็มแล้ว
ในชาติก่อน เขาเป็นนักเขียนนิยายออนไลน์ เพียงแค่หยุดอัปเดตไปแค่วันเดียว ก็ดันดื่มเหล้าจนหัวใจวายตาย แล้วทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมไหลฝู
ร่างนี้เป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก เจ้าของร่างเดิมอาศัยการเป็นขอทานเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ก้อนหนึ่ง สุดท้ายก็นำเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อตำแหน่งเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมไหลฝูมา
อย่ามองว่าโรงเตี๊ยมไหลฝูเป็นสถานที่ไม่สลักสำคัญ ทว่าเบื้องหลังของโรงเตี๊ยมแห่งนี้กลับมี 'สำนักยุทธ์หลงอิน' หนุนหลังอยู่
การมาเป็นเบ๊ที่นี่มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือสามารถเรียนวรยุทธ์ได้
วิชาหมัดพยัคฆ์คำรนของเจ้าของร่างเดิม ก็เรียนมาจากโรงเตี๊ยมไหลฝูแห่งนี้
ตรากตรำมาทั้งชีวิต เดิมทีคิดว่าอาศัยเพลงหมัดนี้จะช่วยให้พลิกชีวิตกลายเป็นจอมยุทธ์ที่ผู้คนนับหน้าถือตา... แต่น่าเสียดายที่ความฝันนั้นช่างงดงาม ทว่าความจริงกลับโหดร้าย
หลังจากเรียนมาได้ครึ่งปี เจ้าของร่างเดิมก็ทำงานหนักจนตัวตาย
เพราะในแต่ละวันต้องทำงานใช้แรงงานที่แสนเหน็ดเหนื่อยของเด็กรับใช้ แถมยังต้องแบ่งเวลามาฝึกหมัด ร่างกายจึงรับไม่ไหว
และนั่นก็คือโอกาสที่ทำให้หลี่ฉี่หมิงได้ทะลุมิติมาเข้าร่างนี้
หลังจากทะลุมิติมา เขาก็คิดว่าตัวเองคือพระเอกที่จะสามารถกลายเป็นจอมยุทธ์ได้ทันที แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดมากไปเอง
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน วิชาหมัดพยัคฆ์คำรนก็ไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
ส่วน 'สูตรโกง' นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันไม่มีอยู่จริง
"วันนี้เป็นวันเกิดของหลงจู๊หวัง เห็นว่าพวกเด็กรับใช้และคนงานในโรงเตี๊ยมทุกคนจะได้รับ 'โอสถหยางหยวน' คนละหนึ่งเม็ด..."
หลี่ฉี่หมิงกำหมัดแน่น โอสถหยางหยวนมีประโยชน์ต่อวิถีแห่งยุทธ์อย่างมาก ก่อนหน้านี้มีเด็กรับใช้หลายคนที่กินโอสถหยางหยวนเข้าไปแล้วสามารถก้าวขึ้นเป็นนักรบได้ในคราวเดียว
นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเขา!
...
"หลี่ฉี่หมิง อย่ามัวแต่ยืนบื้อ รีบไปทำงานได้แล้ว ไปต้มน้ำเร็วเข้า..."
ผู้ดูแลคนหนึ่งตะโกนเร่งอย่างไม่สบอารมณ์
หลี่ฉี่หมิงได้สติ รีบก้มหน้าก้มตาทำงานทันที
วันนี้ต้องจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้หลงจู๊หวัง ปริมาณงานจึงมหาศาลเป็นพิเศษ เด็กรับใช้ทุกคนต่างวุ่นวายกันจนหัวหมุน
เวลาผ่านไปทีละนิด จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยง
ในยามนี้ ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยโต๊ะจัดเลี้ยงและผู้คนที่มาร่วมอวยพรให้หลงจู๊หวัง
ตัวหลงจู๊หวังเองก็เป็นนักรบคนหนึ่ง ผู้คนที่มาร่วมงานอวยพรจึงมีมาไม่ขาดสาย
หลังร้าน
หลี่ฉี่หมิงถือขวานเก่าๆ พลางผ่าฟืนอย่างใจลอย
เขารอมาตลอด รอให้ทางหน้าร้านเริ่มแจกจ่ายโอสถหยางหยวน
ทันใดนั้นเอง
"หลี่ฉี่หมิง เร็วเข้า ไปเร็ว เขาแจกยากันแล้ว!"
เด็กรับใช้คนหนึ่งตะโกนบอกเขาด้วยความหวังดี
ดวงตาของหลี่ฉี่หมิงพลันเป็นประกาย เขาโยนขวานทิ้งทันที และรีบเดินไปยังโถงหน้าร้านด้วยความกระวนกระวาย
"แกห้ามไป!" ทันใดนั้น ร่างสองร่างก็ก้าวเข้ามาขวางทางเขาไว้
หลี่ฉี่หมิงจำได้ว่าทั้งสองคนนี้คือลูกน้องของหวังป้า หวังป้าเป็นหัวหน้ากลุ่มเด็กรับใช้ ฝึกวิชาหมัดพยัคฆ์คำรนจนบรรลุถึงสามส่วนแล้ว ด้วยความที่พอจะมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์อยู่บ้าง ในวันธรรมดาเขามักจะรวบรวมพรรคพวกและรังแกคนที่อ่อนแอกว่า
เจ้าของร่างเดิมมักจะถูกหวังป้ารังแกอยู่บ่อยครั้ง ความตายของเขาก็กึ่งหนึ่งมาจากชายผู้นี้
"ข้าจะไปรับยา!" หลี่ฉี่หมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในใจสุมไปด้วยกองเพลิง
โอสถหยางหยวนสำคัญต่อเขามาก
นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่เขาจะสามารถพลิกชะตาได้!
"ลูกพี่หวังป้าสั่งไว้ว่า ถ้าแกยังผ่าฟืนนับพันท่อนนี้ไม่เสร็จ ห้ามไปไหนทั้งนั้น!"
เด็กรับใช้หน้าเหลี่ยมกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
"ไสหัวไปผ่าฟืนซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะจัดการแก!" เด็กรับใช้หน้ายาวอีกคนสำทับ
หลี่ฉี่หมิงมีโทสะพลุ่งพล่านในแววตา เขาอยากจะหยิบขวานขึ้นมาจามหัวเจ้าสุนัขรับใช้พวกนี้ให้ตายคามือ
ทว่าเขารู้ดีว่า ต่อให้เขาสามารถฆ่าคนพวกนี้ได้ หวังป้าก็จะฆ่าเขาอยู่ดี
ในโลกใบนี้ ชีวิตคนไร้ค่าอย่างยิ่ง
"ข้าขอไปรับโอสถหยางหยวนก่อนแล้วจะกลับมา"
หลี่ฉี่หมิงกัดฟันพูด
"เหอะๆ วางใจเถอะ ลูกพี่หวังป้าไปรับแทนแกแล้ว!"
"ใช่แล้ว แกต้องรู้จักกตัญญูรู้คุณด้วยนะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!"
ทั้งสองคนรับส่งมุกกันอย่างสนุกสนาน เห็นได้ชัดว่ากำลังปั่นหัวเขาอยู่
หลี่ฉี่หมิงกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้าน มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าหวังป้าจะไปรับโอสถหยางหยวนแทนเขาทำไม ชัดเจนว่ามันต้องการฮุบยาของเขาไป!
หวังป้าต้องการเอาโอสถหยางหยวนของเขาไปเป็นของตัวเอง!
นี่คือการตัดเส้นทางชีวิตของเขาชัดๆ!
'หวังป้าไอ้สารเลว! แกมันสมควรตาย!'
ถึงแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความแค้นเคืองนับพันประการ แต่เขาก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
ในโลกแห่งวรยุทธ์นี้ หากอยากมีชีวิตรอด ต้องรู้จักเร้นกาย ต้องยอมอ่อนข้อ!
ไม่อย่างนั้นจะตายไวมาก
พวกพรรคและนักรบในเมืองต่างเข่นฆ่าต่อสู้กันทุกวันจนเลือดนองเป็นสายน้ำ
ทุกครั้งที่เขาออกจากบ้าน มักจะเห็นศพบนท้องถนนและเลือดที่ไหลนองพื้นเสมอ
โลกนี้มันโหดร้าย ชีวิตของคนธรรมดาก็เปรียบเสมือนมดปลวกที่ถูกใครต่อใครเหยียบย่ำสังหารได้ตามใจชอบ!
...
สามชั่วยามต่อมา งานเลี้ยงสิ้นสุดลง ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว
หลี่ฉี่หมิงยังคงผ่าฟืนอยู่หลังร้านอย่างช่วยไม่ได้ หวังป้าหาเรื่องแกล้งเขา แม้ว่ามือทั้งสองข้างจะแตกจนเลือดไหลซึม เขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาผ่าฟืนต่อไป
ในโลกแห่งวรยุทธ์นี้ คนอ่อนแอไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไร
"หืม?"
หลี่ฉี่หมิงสังเกตเห็นว่าเด็กรับใช้สองคนที่เฝ้าเขาอยู่จู่ๆ ก็เดินจากไป
เขารีบทิ้งขวานและเดินไปยังโถงด้านหน้าทันที
ภายในโถงด้านหน้า แขกเหรื่อกลับกันหมดแล้ว บนโต๊ะนับสิบตัวยังมีเศษอาหารเหลือทิ้งอยู่มากมาย พวกเด็กรับใช้หลายคนยืนน้ำลายสอ ดวงตาเป็นประกายสีเขียว... สำหรับพวกเขาแล้ว เศษอาหารเหล่านี้คืออาหารเลิศรสชั้นยอด
เด็กรับใช้สิบกว่าคนกรูกันเข้าไปเริ่มแย่งชิง คว้าอะไรได้บนโต๊ะก็ยัดเข้าปาก เพราะกลัวว่าถ้าช้าไปคนอื่นจะกินหมดก่อน
"อย่าแย่ง! น่องไก่นี่ของข้า!"
"หมูแดงนี่รสชาติไม่เลวเลยนะ!"
"บ้าเอ๊ย นี่รองเท้าใครเนี่ย? ข้าว่าแล้วทำไมมันเหนียวนัก!"
...
หลี่ฉี่หมิงเดินเข้ามา เขาไม่ได้เข้าไปร่วมแย่งชิงอาหาร ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังแทะขาหมูอยู่ตรงประตู
ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่และบึกบึนที่สุดในบรรดาเด็กรับใช้ เขาคือหวังป้า!
"หวังป้า! โอสถหยางหยวนของข้าล่ะ?"
หลี่ฉี่หมิงเดินตรงเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น
เขาคิดมาตลอดทั้งบ่ายแล้ว หากครั้งนี้เขายังยอมถอยอีก เส้นทางในชีวิตนี้คงจบสิ้นลง ต้องอยู่อย่างขลาดเขลาไปตลอดชีวิต เช่นนั้นสู้ตายไปเลยยังดีเสียกว่า!
"หึๆ" หวังป้าพ่นกระดูกขาหมูออกมา ก่อนจะลูบท้องตัวเอง "โอสถหยางหยวนของแก มันเข้าไปอยู่ในท้องข้าแล้ว"
"ทำไม? แกอยากกินเหรอ?"
"งั้นก็รอให้ข้าถ่ายออกมาให้ก่อนแล้วกัน"
พอสิ้นคำพูด ลูกน้องสองสามคนที่อยู่ข้างกายเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!!"
เสียงหัวเราะของหวังป้าดังลั่นและโอหังเป็นพิเศษ!
หลี่ฉี่หมิงกัดฟันกรอด เตรียมจะชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา
ทว่าในตอนนั้นเอง
ฉัวะ!
คมดาบเหล็กกล้าที่แผ่กลิ่นอายหนาวเหน็บพุ่งทะลุออกมาจากหน้าอกของหวังป้า ปักเข้ากลางหัวใจของเขาพอดี
เสียงหัวเราะหยุดลงทันควัน ขาหมูครึ่งท่อนในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างของเขาล้มคว่ำไปข้างหน้าอย่างแรง
ลาโลกในทันที!
หลี่ฉี่หมิงตะลึงงัน หวังป้าตายแล้ว ตายอย่างกะทันหันเช่นนี้เชียวหรือ!
"เสียงหัวเราะก็น่าเกลียดแท้ๆ ยังจะกล้าหัวเราะดังขนาดนี้อีก? สมควรตายนัก!"
ชายร่างกำยำไว้หนวดเคราครึ้มเดินเข้ามาจากนอกโรงเตี๊ยม เขาเอาเลือดบนดาบไปเช็ดกับศพของหวังป้า ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักที่ข้างเอว
เมื่อครู่นี้คือเขาที่เป็นคนฆ่าหวังป้า
สาเหตุก็เพียงเพราะรำคาญที่หวังป้าหัวเราะเสียงน่าเกลียดเท่านั้น
"ไอ้หยา ท่านสี่ เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักความตาย ท่านอย่าถือสาเลยเชิญท่านไปที่ห้องส่วนตัวชั้นสองเถิด!"
หลงจู๊หวังปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีนอบน้อมอย่างถึงที่สุด
หลงจู๊หวังเองก็เป็นนักรบ คนที่ทำให้เขาต้องประจบประแจงได้ขนาดนี้ย่อมต้องเป็นนักรบที่แข็งแกร่งกว่า
"หึ"
ชายร่างกำยำแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างสบายอารมณ์
หลงจู๊หวังมองศพหวังป้าที่เริ่มเย็นชืดบนพื้น ก่อนจะหันมาสั่งหลี่ฉี่หมิงที่ยังยืนอึ้งอยู่ว่า
"แก รีบจัดการศพมันซะ อย่าให้แมลงวันมาตอมเสียล่ะ"
"รับทราบ"
หลี่ฉี่หมิงได้สติ ทำได้เพียงก้มหัวรับคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสั่น พวกนักรบนี่ช่างอยู่สูงส่งเสียจริง ชีวิตคนหนึ่งคนนึกจะฆ่าก็ฆ่า สำหรับพวกเขาแล้ว การฆ่าคนคงเป็นเรื่องปกติเหมือนการกินข้าว
ส่วนในสายตาของหลงจู๊หวัง เหตุผลที่ต้องจัดการศพหวังป้า ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคน แต่เป็นเพราะกลัวแมลงวันจะมาตอมศพจนส่งผลกระทบต่อกิจการของโรงเตี๊ยม
โลกนี้มันช่าง...
หลังจากหลงจู๊หวังและ 'ท่านสี่' ขึ้นไปยังชั้นสอง โถงด้านหน้าที่เคยคึกคักก็เงียบสงัดลงทันที
พวกเด็กรับใช้ต่างหวาดกลัวกันจนตัวสั่น
บางคนถึงกับฉี่ราดกางเกง
หลี่ฉี่หมิงส่ายหัว เขาเดินเข้าไปลากแขนหวังป้าเพื่อนำศพออกไปนอกโรงเตี๊ยม
คำสั่งของหลงจู๊หวัง เขาไม่กล้าชักช้าแม้แต่นิดเดียว
'หวังป้าเอ๋ยหวังป้า ใครใช้ให้แกชอบรังแกคนอื่นล่ะ แกเองก็สมควรตายแล้ว!'
ในขณะที่บ่นพึมพำในใจ หลี่ฉี่หมิงก็ได้ลากศพของหวังป้ามาถึงตรอกร้างไร้ผู้คนข้างโรงเตี๊ยม
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปนั้นเอง
เบื้องหน้าของเขาก็มีตัวอักษรปรากฏขึ้น
[แตะศพได้รับคุณสมบัติ]
1. หมัดพยัคฆ์คำรนระดับพื้นฐาน: ประสบการณ์วรยุทธ์/ทั่วไป
2. เงินสิบตำลึง: เงินทอง/ทั่วไป
3. เด็กรับใช้โรงเตี๊ยมไหลฝู: สถานะ/เหนือสามัญ
4. โอสถหยางหยวนเกรดพรีเมียม: โอสถ/เหนือสามัญ
...
"นี่มัน... สูตรโกงงั้นเหรอ?"
หลี่ฉี่หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสนองได้ว่านี่คือสูตรโกงของเขาเอง!
คิดไม่ถึงเลยว่าต้องสัมผัสศพก่อนถึงจะเปิดใช้งานสูตรโกงได้
ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นศพตามท้องถนนอยู่บ่อยครั้ง แต่ใครมันจะกล้าไปแตะศพคนตายกันล่ะ?
หลี่ฉี่หมิงรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง ในที่สุดเขาก็มีสูตรโกงเสียที แต่มันทำอะไรได้บ้างนะ?
เขาตั้งใจศึกษาเพียงไม่นานก็เข้าใจ
ขอเพียงเขาสัมผัสศพ ก็จะได้รับคุณสมบัติขึ้นมา เมื่อเลือกคุณสมบัติใดเขาก็จะได้รับรางวัลตามคุณสมบัตินั้นๆ
'แบบนี้ก็สวยสิ แค่เร้นกายซุ่มพัฒนาตัวเองแล้วแอบแตะศพไปเรื่อยๆ...'
หลี่ฉี่หมิงรู้สึกว่าสูตรโกงนี้ช่างเข้ากับนิสัยของเขาจริงๆ หากแอบแตะไปจนถึงที่สุด พอหันกลับมามองอีกที ตัวเราอาจจะไร้เทียมทานไปแล้วก็ได้?!
แค่คิดเขาก็เริ่มรู้สึกคาดหวังจนทนไม่ไหวแล้ว
หลี่ฉี่หมิงสงบอารมณ์ลง แล้วมองไปยังคุณสมบัติที่ปรากฏขึ้นจากศพของหวังป้า
มีทั้งหมดสี่คุณสมบัติ เขาควรจะเลือกอันไหนดี?