- หน้าแรก
- เซียนกระบี่พิชิตหล้าย่างก้าวเหนือสวรรค์
- ตอนที่ 401 สายตาจับจ้อง (ฟรี)
ตอนที่ 401 สายตาจับจ้อง (ฟรี)
ตอนที่ 401 สายตาจับจ้อง (ฟรี)
ตอนที่ 401 สายตาจับจ้อง
รุ่งเช้าวันถัดมา
องค์ชายห้ามาเยือนด้วยตนเอง
“วันนี้เจ้าสามารถไปแดนลับได้แล้ว ข้าจะส่งคนไปกับเจ้า แต่ภายในต้องระวังตัวให้มาก” องค์ชายห้าพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ข้าได้ปิดข่าวแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว ข้าถึงกับเปลี่ยนคนรับใช้ทั้งหมด”
“เจ้าพักอยู่ที่นี่ ก็เหมือนติดตราของข้า อาจมีอันตรายตามมา”
“อันตรายเช่นใด?” อวิ๋นซูยิ้มบางๆ
เพียงชื่อสำนักศิลามารที่อยู่เบื้องหลัง ก็เพียงพอให้คนเหล่านั้นไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแล้ว
ส่วนอย่างอื่น ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
“ข้าไม่รู้แน่ชัด แต่เจ้าก็ต้องระวังให้มาก ภายนอก องค์ชายอย่างข้ายังถูกสังหารได้ นับประสาอะไรกับแดนลับปิดตายที่ไม่รู้ว่าต้องพบเจออะไรบ้าง” องค์ชายห้ากล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“เป็นข้าที่สร้างปัญหาให้เจ้าแล้ว”
อวิ๋นซูส่ายหน้าเล็กน้อย “เมื่อข่าวแพร่ออกไปแล้ว หากข้าเป็นท่าน หลังจากข้าออกไป ก็จะประกาศเรื่องนี้ต่อ พร้อมทุ่มทรัพย์ และวิธีการดึงดูดยอดฝีมือ ชื่อเสียงเช่นนี้ ย่อมทำให้บารมีของท่านสูงขึ้นอีกขั้น”
“ส่วนวิธีการอย่างทองพันชั่งซื้อกระดูกม้า ข้าเชื่อว่าท่านไม่ต้องให้ข้าสอน”
องค์ชายห้าหัวเราะเบาๆ “เช่นนั้นก็เท่ากับใช้ชื่อเสียงของเจ้า เจ้าเลื่องลือทั่วแดนอวิ๋น แต่ข้าไม่คิดใช้วิธีนี้เพื่อแสวงหาชื่อเสียง”
“ดี ท่านคือคนทำการใหญ่ วันหน้าเราคงได้พบกันอีก” อวิ๋นซูมองเขาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
องค์ชายห้าไม่เคยระดมคนเก่ง ไม่เคยรวบรวมยอดฝีมือ
แต่จากการรับรู้ของอวิ๋นซู พลังขององค์ชายห้าใกล้บรรลุขั้นผสานมรรคาแล้ว ขาดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
พรสวรรค์เช่นนี้ น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
ซ่อนคม รอเวลา ไม่ปรากฏกาย เกรงว่าสิ่งที่คิดคงไม่เล็กน้อย
ตัวเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ โอสถสองเม็ดก่อนหน้านี้ก็ถูกส่งคืนมา
อวิ๋นซูวางกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ใต้ถาดน้ำชา
จากนั้นก็จากไปทันที
องค์ชายห้าจัดการอย่างรอบคอบยิ่ง ถึงกับส่งยอดฝีมือขั้นผสานมรรคามานำทาง ระดับเช่นนี้ ต่อให้ในสำนักก็ถือเป็นของล้ำค่า แสดงถึงความให้เกียรติอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ในเชิงรูปแบบ
อวิ๋นซูอดถอนใจไม่ได้
พลังฝีมือ และการวางตัวขององค์ชายห้า ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ ราวกับต้องสายลมฤดูใบไม้ผลิ
ทุกอย่างอยู่ในขอบเขต ไม่ล้ำเส้น แต่ดูแลได้ทั่วถึง ผู้ที่ได้นั่งในตำแหน่งองค์ชาย ย่อมไม่ธรรมดา
อวิ๋นซูไม่คิดต่อ
แม้หลังออกมา เขายังเคยสงสัยว่าเรื่ององค์ชายรองอาจเป็นฝีมือขององค์ชายห้าเอง บุคลิกไม่ชิงดีชิงเด่นเกินไปจนผิดปกติ
แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
เดินทางต่อมา ไม่นานก็ถึงนอกแดนลับ
ท้องฟ้าที่นี่เป็นสีสันห้าสี พาดยาวจากขอบฟ้ามาถึงเบื้องหน้า หมอกพิษห้าธาตุรอบด้าน มีพลังลี้ลับเช่นเดียวกับคำสาปที่หยวนซีเคยได้รับ
นี่คือแดนลับระดับสูง ถูกขุมกำลังชั้นนำครอบครองเอาไว้
หมอกพิษเช่นนี้ สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยาก ช่วงเวลานี้ถือว่าอ่อนแรงที่สุดแล้ว แม้ยังหลงเหลือหมอกจางๆ อยู่บ้าง
“พวกข้าจะส่งเจ้าได้เพียงเท่านี้ นี่คือแผนที่ภายใน เป็นข้อมูลจากผู้บำเพ็ญเซียนพเนจร บอกตำแหน่งที่เคยสำรวจ และจุดที่มีคลื่นพลังรุนแรง น่าจะเป็นเขตอันตราย”
“องค์ชายฝากคำอวยพร ขอให้เจ้าได้สิ่งที่ต้องการ”
ชายวัยกลางคนข้างกายคำนับเล็กน้อย
จากนั้น เขาก็เหลือบมองรอบด้าน เห็นได้ชัดว่ามีสายตาจำนวนมากจับจ้องมา
เขาเป็นคนขององค์ชายห้า เรื่องนี้แทบไม่ใช่ความลับในสายตาคนรอบข้าง
สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยการประเมิน ทั้งมองเขา และมองอวิ๋นซู บางคนถึงกับลอบส่งยันต์สื่อสารไป คงเพื่อรายงานหรือขอคำสั่ง
“ขอให้เจ้าระวังตัวด้วยหลังเข้าไปแล้ว”
“ขอบคุณ” อวิ๋นซูคำนับตอบ
สำหรับเขา สายตาเหล่านี้ไม่ถือเป็นภัย แต่ความระมัดระวังย่อมไม่ใช่คำพูดลอยๆ
เขาสัมผัสได้ถึงความรอบคอบขององค์ชายห้า
ผู้นำทางคำนับอีกครั้ง ก่อนจะจากไป พร้อมกำชับข้อห้ามในแดนลับ และวิธีเข้าสู่ภายใน
พวกเขามีโควตา นำมาถึงที่นี่แล้ว ผู้ดูแลก็ตรวจป้ายผ่านทางเรียบร้อย
นี่คือแดนลับปิดตายที่ถูกกองกำลังของจักรวรรดิเก้าอารยะล้อมรอบ ภายนอกมีทหาร และผู้คุ้มกันจำนวนมาก ถึงขั้นมีกลิ่นอายขั้นลิขิตชะตาอบอวลอยู่
และที่นี่… แทบจะเป็นทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
เมื่อหมอกค่อย ๆ จางหาย แม้รอบด้านยังหลงเหลือไอพิษอยู่บ้าง
บุรุษผู้หนึ่งสวยเกราะ ใช้วิชาสร้างเงาภาพ คงร่างเสมือนลอยเด่นอยู่กลางฟ้าดิน
“แดนลับจะเปิดในอีกสักครู่ พวกเจ้ามีเวลาเข้าไปเพียงสามชั่วยาม หากครบสามชั่วยามแล้วยังไม่ออกมา ถูกขังตายในนั้น ก็อย่าโทษผู้อื่น”
กล่าวจบ เขาก็ร่ายเคล็ดวิชาบางอย่าง
อวิ๋นซูเข้าใจในบัดดล สามชั่วยามฟังดูแสนสั้นยิ่งนัก คนส่วนใหญ่แทบไม่พอจะได้สิ่งใดกลับมา แต่ชัดเจนว่านี่คือข้อจำกัดของแดนลับ มิใช่ข้อจำกัดจากจักรวรรดิ
ผู้ที่มาถึงที่นี่ ล้วนมีอำนาจหรือฐานะสูงศักดิ์ บ้างเป็นชนชั้นสูงของจักรวรรดิเก้าอารยะ บ้างเป็นองค์ชาย ถึงขั้นมีบางคนพาผู้ติดตามเข้ามาด้วยตนเอง
คนเหล่านี้แต่ละคนล้วนทรงอำนาจ ต่อให้พายอดฝีมือที่ชักชวนมาเข้าไป สิ่งใดที่ได้ภายในก็เป็นของตนเองทั้งสิ้น จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องตั้งเวลาจำกัดเพื่อควบคุมพวกเขาเอาไว้
ดังนั้น ข้อจำกัดนี้ย่อมเป็นการปรับสมดุลของแดนลับเอง
สีหน้าอวิ๋นซูชะงักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
จนเมื่อสายตามองเห็นท่วงท่าของแม่ทัพผู้นั้น เขาจึงสะท้านใจเล็กน้อย
เพราะท่วงท่าจากเคล็ดวิชานั้น คล้ายกับเคล็ดวิชาที่เขาให้หยวนซีไปอย่างยิ่ง
ต้องรู้ว่า เขาใช้เวลาครึ่งชั่วยามเต็มๆ จึงคิดค้นเคล็ดวิชารับมือพลังลี้ลับนั้นได้ แต่คนเหล่านี้กลับสามารถหยั่งรู้ขึ้นมาเองได้ นี่ทำให้เขาตกตะลึงอยู่บ้าง
ฟ้าดินกว้างใหญ่ ยังมีอัจฉริยะ และผู้แข็งแกร่งอีกมากจริงๆ
อย่างไรก็ดี ก็เพียง “คล้าย” เท่านั้น แก่นแท้กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้เขาโล่งใจขึ้นบ้าง
เห็นได้ชัดว่า มันเป็นแนวทางที่แพร่หลาย พวกเขาจึงสามารถสร้างเคล็ดวิชาที่ใช้เฉพาะกับแดนลับห้าธาตุ พยายามปรับสมดุลของมัน
ยิ่งแดนลับเพิ่งเปิดมาเพียงครึ่งปี แต่ทำได้ถึงขั้นนี้ ก็นับว่าเก่งกาจยิ่งแล้ว
แต่หากคิดอีกมุม ผู้ใดที่บำเพ็ญเซียนจนมีความสำเร็จ ย่อมล้วนเคยมีพรสวรรค์โดดเด่นมาก่อน
ไม่นาน เขาก็เห็นความแตกต่างชัดเจน
วิชาที่เขาใช้แปรผันคำสาปห้าธาตุ ผสานความเข้าใจเกี่ยวกับฟ้าดินที่ตนหยั่งรู้ สามารถค่อยๆ สลายปราณห้าธาตุที่เกื้อหนุนกันไม่สิ้นสุด
ห้าธาตุคือพลังแห่งการก่อกำเนิด ควบคุมการเกิด และดับของสรรพสิ่ง พลังลี้ลับเช่นนี้มีพลังชีวิตเข้มข้นยิ่ง เขาจึงใช้ปราณมืดถ่วงดุล
เมื่อผสานกับรากวิญญาณมืดของหยวนซี เพียงเคลื่อนปราณเล็กน้อย ก็สามารถค่อยๆ ขจัดคำสาปได้
แต่ยามนี้ เมื่อแม่ทัพเปิดผนึกเสร็จ
เขากลับสัมผัสได้ถึงหมอกเลือดแผ่ซ่านจากฟ้าดิน สุดท้ายก่อเป็นตาข่ายสีเลือดแดงฉาน คลี่คลุมเข้าไปสลายหมอกห้าธาตุ
“พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ?” รูม่านตาอวิ๋นซูสั่นไหว “ใช้พิธีสังเวยเลือด?”
“เจ้านึกว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้ารึ คิดวิชาพิสดารเช่นนั้นได้” เสียงปฐมบรรพจารย์ดังขึ้น น้ำเสียงไม่รู้ว่าเอือมระอาหรือขบขัน
“นี่แหละคือแนวคิดของคนส่วนใหญ่ เลือดของสิ่งมีชีวิตบรรจุพลังมหาศาล หากเป็นเลือดหญิงสาวที่เกิดในปี เดือน และยามขาล ยิ่งเหมาะกับการทำลายปราณห้าธาตุที่เกื้อหนุนกันไม่รู้จบ”
“พวกเขาไม่กลัวผิดหลักฟ้าดินหรือ?” อวิ๋นซูถาม
ปฐมบรรพจารย์ไม่ตอบ เห็นได้ชัดว่ามองคำถามนี้ไร้เดียงสามากเกินไป
สำหรับยอดฝีมือระดับนั้น ต่อให้ต้องสังเวยผู้คนทั้งใต้หล้า หากทำให้บรรลุเป้าหมาย ก็ถือว่าคุ้มค่า
ในอดีต สามสำนักมารชั้นนำเคยทำเช่นนั้น ก็ไม่เห็นใครออกมาประณาม แม้แต่สำนักเซียนที่สูงส่งก็ยังวางเฉย หากไม่กระทบผลประโยชน์ตนเอง ก็ไม่คิดยุ่งเกี่ยว
อวิ๋นซูเองก็ไม่คิดซักไซ้ ความยุติธรรมในใจเขา ต่อเรื่องใหญ่โต ก็เพียงประคองให้ไม่เลยเถิด
ใช่แล้ว… ใครเล่ามิใช่เพื่อผลประโยชน์ของตน
เมื่อพิธีสังเวยเลือดเสร็จสิ้น ม่านพลังห้าธาตุถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง แม้ยังมีเศษหลงเหลืออยู่บ้าง แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแก่นทองขึ้นไป การเข้าไปย่อมไม่ใช่ปัญหา
เมื่อเหล่ายอดฝีมือทยอยเข้าไป เขาก็แปรเป็นลำแสง พุ่งตามเข้าไปเช่นกัน
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้า เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรสายหนึ่ง
อวิ๋นซูจึงเร่งเหาะลึกเข้าไป เลือกมุ่งสู่ที่เปลี่ยว เขามีแผนที่ แม้ไม่รู้ลึกถึงแก่นแท้ แต่บริเวณรอบนอกก็ไม่น่ามีอันตรายจริงๆ
ไม่นาน เขาก็หยุดลงหน้าเขตอันตรายแห่งหนึ่ง
ในขณะนั้น แสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งเข้ามา
กระแทกร่างเขาจนปลิวกระเด็น เลือดสาดกระจายในอากาศ
แม้เป็นเช่นนั้น เขายังดิ้นรน แสดงว่ายังไม่สิ้นลม เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ เป็นชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรัง
“โทษทีเถอะ เจ้าดันมันดวงซวย อัจฉริยะ ฮ่าๆๆ ข้าชอบฆ่าอัจฉริยะที่สุด ได้สังหารผู้เลื่องชื่อแห่งแดนอวิ๋น คิดแล้วชวนตื่นเต้นจริง ๆ”
เสียงหัวเราะหยาบกร้าน แฝงความคลุ้มคลั่ง ราวกับฆ่าคนเป็นความบันเทิง
อวิ๋นซูลุกนั่ง ก่อนจะยืนขึ้น มองเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ข้าก็ชอบความรู้สึกของการเป็นนักล่าเช่นกัน” อวิ๋นซูกล่าวเรียบเฉย ราวกับมองศพ “เจ้าคิดอย่างไร?”
“เด็กบัดซบ กล้าหลอกข้ารึ แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้เจ้าต้องตาย!”
ชายผู้นั้นโกรธแค้น รู้สึกถูกเยาะเย้ย จึงชักอาวุธออกมา
อวิ๋นซูไม่เสียเวลาพูดมาก ฝ่ามือหนึ่งฟาดออกไป ทำลายร่างของชายวัยกลางคนในเสี้ยวพริบตา
แก่นวิญญาณดวงหนึ่งพุ่งออกมา ถูกตรึงไว้ทันที
อวิ๋นซูดูดซับแก่นวิญญาณ เก็บถุงมิติ แล้วจากไป
สำหรับเขา นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่ว่าใครฆ่าทิ้งก็จบแล้ว ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังคือใคร เขาไม่สนใจ เชื่อว่าไม่นาน องค์ชายห้าจะจัดการได้เรียบร้อย
……
“ฝ่าบาท ได้ส่งเขาเข้าสู่แดนลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายวัยกลางคนที่เป็นยอดฝีมือขั้นผสานมรรคาคำนับ ก่อนรายงาน
“ดี”
องค์ชายห้าไม่เงยหน้า ยังคงอ่านกระดาษในมือ นิ้วมือสั่นเล็กน้อย
“ได้ยินมานานว่า เขามีมุมมองต่อการหลอมโอสถ และการบำเพ็ญเซียนลึกซึ้งยิ่งนัก วันนี้ได้เห็นกับตา สมคำร่ำลือจริงๆ”
“เพียงกระดาษหนึ่งแผ่น ก็เพียงพอให้ข้าบรรลุขั้นผสานมรรคาได้ และอาจไปไกลกว่านั้น”
“อัจฉริยะเช่นนี้… น่าเสียดายที่วังของข้าเล็กเกินไป รั้งเขาไว้ไม่ได้”
“แต่คนเช่นนี้ จะยอมอยู่ใต้อำนาจผู้อื่นได้อย่างไร”
“ข้าจะปิดด่านสักระยะ หากเขากลับมา เรียกข้าออกมาได้ทันที”
“แต่บางที… เขาคงไม่กลับมาแล้วกระมัง”
“ใครจะรู้เล่า”
องค์ชายห้าเก็บกระดาษ พลางถอนใจ “ปิดข่าวเสีย ส่วนบ่าวที่ส่งข่าวออกไป… ไม่ต้องเก็บไว้แล้ว”
อวิ๋นซูมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกสุดของแดนลับ
สำหรับเขา สิ่งของในแดนลับส่วนใหญ่มิได้มีประโยชน์มากนัก แดนลับห้าธาตุถือกำเนิดจากฟ้าดิน ย่อมมีสมบัติล้ำค่าอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเปิดมาแล้วหลายครั้งหลายครา ก็เพียงพอให้ยอดฝีมือระดับสูงสำรวจจนรู้แก่นแท้ภายในไปมากแล้ว
จะยังเหลือสิ่งใดอยู่เท่าใด ไม่มีผู้ใดทราบได้
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ย่อมดีกว่าแดนลับทั่วไปอย่างเทียบกันไม่ติด
แดนลับธรรมดา ยากจะเปิดห่างกันนานเช่นนี้ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านเวลา
ดังนั้น อย่างน้อยของภายในก็ยังไม่ถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง
เขาเคยไปเหมืองโบราณ ที่นั่นเต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกอัปมงคลโบราณ
ส่วนแดนลับห้าธาตุ เต็มไปด้วยปราณห้าธาตุ พลังเช่นนี้ ทำให้อวิ๋นซูรู้สึกเหนือสามัญ
“หากพาเฉินหงมาฝึกที่นี่ คงทะยานขึ้นอีกขั้นได้อย่างรวดเร็วแน่” อวิ๋นซูถอนใจ
ปราณที่นี่เข้มข้นยิ่ง และพลังชีวิตก็ลึกล้ำ เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เฉินหงมีรากวิญญาณห้าธาตุ แข็งแกร่งยิ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญเซียนสายหลอมกาย เมื่อครั้งถูกโยนเข้าเหมืองโบราณเป็นเวลานาน ก็ยังไม่ถูกปราณโลหิตอสูรกัดกร่อน
แต่เหมืองโบราณเป็นเพียงสถานที่ขัดเกลากาย ที่นี่ต่างหาก คือสถานที่เพิ่มพูนพลังอย่างแท้จริง
แดนลับห้าธาตุ
แทบจะเป็นสภาพแวดล้อมชั้นยอดที่เตรียมไว้เพื่อผู้บำเพ็ญเซียนสายหลอมกายอย่างเฉินหง
“กลิ่นอายภายในเริ่มปะปนซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้ารู้สึกว่า… พวกเรากำลังถูกบางสิ่งจับจ้องอยู่” เสียงของปฐมบรรพจารย์ดังขึ้น
“อืม” อวิ๋นซูพยักหน้า มิได้ปฏิเสธ
ยิ่งเข้าใกล้แก่นกลาง ปราณห้าธาตุยิ่งปั่นป่วน รอบด้านยังเกิดภาพลวงตาเป็นระยะ
ภาพลวงตา และค่ายกลเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาตั้งแต่โบราณ แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่ามีร่องรอยการดัดแปลงโดยฝีมือมนุษย์
เขามาที่นี่เพื่อหาสมบัติ หรือไม่ก็ทรัพยากรบ่มเพาะจำนวนมหาศาล
แดนลับห้าธาตุที่แทบไม่ถูกสำรวจเช่นนี้ เหมาะสมยิ่งนัก
แม้เขาจะบรรลุขั้นลิขิตชะตาระดับห้าแล้ว ก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาแอบมอง แสดงว่าผู้ที่จ้องอยู่ย่อมไม่อ่อนแอ
หรืออาจ… ไม่ใช่มนุษย์ก็เป็นได้
ปฐมบรรพจารย์เชี่ยวชาญพลังสายหลอมจิตยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดว่ามีสิ่งใดจ้องมองหรือกำลังล็อกเป้าอยู่
ทำให้ต้องระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง
แม้ปฐมบรรพจารย์จะล่วงลับไปแล้ว แต่ยังอาศัยพลังของศาสตราเซียนได้
ช่างเถิด จะจ้องก็ปล่อยให้ทำไป
แดนลับเช่นนี้ มีเวลาเพียงสามชั่วยาม ต่อให้คิดทำสิ่งใด ก็มิอาจทำได้มากนัก
ครู่ถัดมา เขามาถึงจุดรวมปราณวิญญาณแห่งหนึ่ง
โดยทั่วไป บริเวณที่ปราณห้าธาตุรวมตัว มักมีสมบัติฟ้าดินปรากฏกาย
เขาทำลายค่ายกลที่ปกคลุมได้อย่างง่ายดาย
ค่ายกลเหล่านี้ เขาไม่จำเป็นต้องทุ่มเทฝีมือ แม้ไม่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเป็นพิเศษ แต่ระดับก็สูงเกินกว่าที่ยอดฝีมือขั้นลิขิตชะตาคนอื่นๆ จะเทียบเคียงได้
จากภายใน เขาได้ ผลวิญญาณห้าธาตุมาผลหนึ่ง
นี่คือ ผลการเก็บเกี่ยวชิ้นแรก