- หน้าแรก
- รู้ตัวอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดฝีมือไร้พ่ายในใต้หล้า
- บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?
บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?
บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?
บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?
ทั้งสี่คนนั่งกันอยู่คนละมุม
จางชิงเสียนนั้นนั่งอยู่ใกล้กับห้องครัว
กลิ่นหอมที่โชยออกมาจากในนั้นเตะจมูกอย่างจัง
เมื่อได้ยินจางชิงเสียนกล่าวว่าตนเพิ่งทะลวงระดับ มู่หรงอวิ๋นไห่และอีกสองคนก็ถึงกับงุนงง
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่า ยิ่งสูดดมกลิ่นหอมนี้เข้าไปมากเท่าไร ฐานพลังตบะของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นจริงๆ!
การค้นพบนี้ทำเอาพวกเขาถึงกับหนังศีรษะชาวาบ
ลำพังแค่สูดดมกลิ่นหอมยังส่งผลลัพธ์ถึงเพียงนี้ แล้วหากได้ลิ้มรสอาหารโอชะเหล่านั้นเล่า จะขนาดไหนกัน?!
เอื๊อก
ทั้งสี่กลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
และหลังจากล่วงรู้ว่ากลิ่นหอมลอยล่องนี้สามารถยกระดับตบะได้ ทั้งสี่ก็เริ่มสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับคนเสียสติ
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่มู่หรงกงคุกเข่าลงไปเมื่อครู่ จึงไม่มีผู้ใดกล้าเดินเพ่นพ่านในห้องนี้อีก สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คือนั่งนิ่งๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
พวกเขากำลังแย่งชิงกลิ่นหอมกันอยู่!
ในบรรดาพวกเขาทั้งสี่ มู่หรงกงมีตบะสูงล้ำที่สุด
ในเวลานี้ เขาถึงขั้นรีดเร้นพลังตบะ ใช้ปราณวิญญาณห่อหุ้มกลิ่นหอมที่ลอยล่องอยู่ในอากาศเอาไว้ แล้วสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อดูดซับมันเข้าไปรวดเดียว
ชั่วพริบตาเดียว กลิ่นหอมตลบอบอวลรอบด้านก็พลันมลายหายไปสิ้น
หลังจากที่มู่หรงกงดูดซับกลิ่นหอมเข้าไปปริมาณมหาศาล เขาก็พบว่าตบะของตนรุดหน้าขึ้นอีกส่วนหนึ่งจริงๆ
หากได้สูดดมเช่นนี้อีกสักสองสามครั้ง เขาสัมผัสได้ว่าตนเองจะต้องทะลวงคอขวดเข้าสู่ระดับแบ่งวิญญาณได้อย่างแน่นอน!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มปิติยินดีออกมา
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเจ้าเล่ห์และน่าเกลียดพิลึก
เมื่อเห็นฉากการผูกขาดกลิ่นหอมแต่เพียงผู้เดียว ตามด้วยรอยยิ้มอันแสนพิลึกพิลั่นของมู่หรงกง มู่หรงอวิ๋นไห่และอีกสองคนก็ถึงกับอ้าปากค้าง
ในความทรงจำของพวกเขา มู่หรงกงเป็นผู้อาวุโสที่เคร่งขรึมและเจ้าระเบียบมาโดยตลอด
เคยมีภาพลักษณ์เช่นนี้หลุดออกมาให้เห็นตั้งแต่เมื่อใดกัน?
"ท่านพ่อ ท่านจะหน้าหนาปานนี้ไม่ได้นะ! เหลือให้พวกเราบ้างสิขอรับ!"
มู่หรงอวิ๋นไห่สุดจะทนไหวจึงเอ่ยปากต่อว่าออกมา
มู่หรงกงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ "เมื่อบิดาทะลวงเข้าสู่ระดับแบ่งวิญญาณ เจ้าก็จะมีบิดาที่อยู่ระดับแบ่งวิญญาณให้เอาไปโอ้อวดได้อีกหลายปี นี่ล้วนส่งผลดีต่อตัวเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่?"
ขณะที่เอ่ยปาก เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมที่โชยมาอีกระลอก จึงจัดการสูดดมรวบยอดแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้ง
มู่หรงอวิ๋นไห่ "..."
ฟังดูมีเหตุผลจนเถียงไม่ออก!
จางชิงเสียนชำเลืองมองมู่หรงกง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดมู่หรงอวิ๋นไห่ถึงได้หน้าหนาหน้าทนนัก
ที่แท้ก็ถ่ายทอดกันมาทางสายเลือดนี่เอง!
ครู่ต่อมา เฉินผิงอันก็เดินออกมาพร้อมกับอาหารสามจานในที่สุด
ในวินาทีนั้น กลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องในฉับพลัน
เมื่อเห็นเฉินผิงอัน มู่หรงกงก็รีบสงวนท่าทีของตนเองทันที
เขาทำได้เพียงลอบสูดกลิ่นหอมเข้าไปเงียบๆ ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังอาหารทั้งสามจานบนโต๊ะตาไม่กระพริบ
หน้าตาของอาหารทั้งสามจานนี้ดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ทว่าเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่ามันจะต้องมีส่วนผสมของโอสถเซียนอยู่อย่างแน่นอน!
มิเช่นนั้น ลำพังแค่สูดดมกลิ่นจะช่วยยกระดับตบะได้อย่างไร!
ส่วนมู่หรงอวิ๋นไห่และอีกสองคน เมื่อเห็นว่ามู่หรงกงไม่ได้รวบยอดแต่เพียงผู้เดียวแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้สงวนท่าทีดั่งเช่นมู่หรงกงอีก ในชั่วขณะนี้ พวกเขาเริ่มสูดดมกลิ่นหอมอย่างเอาเป็นเอาตาย
ราวกับหมายมั่นว่าจะชดเชยส่วนที่เพิ่งสูญเสียไปเมื่อครู่ให้จงได้
เฉินผิงอันมองดูภาพความคลุ้มคลั่งเบื้องหน้าแล้วก็ต้องงุนงงไปอีกรอบ
เขาเริ่มรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้บำเพ็ญเพียร
เขาสังหรณ์ใจลึกๆ ว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นดูเหมือนจะต้องแลกมาด้วยสติปัญญา!
ดูมู่หรงอวิ๋นไห่กับอีกสองคนตอนนี้สิ ท่าทางราวกับคนโรคหอบหืดกำเริบอย่างไรอย่างนั้น!
ช่างทนดูไม่ได้เอาเสียเลย!
เฉินผิงอันส่ายหน้าไปมาก่อนจะเดินกลับเข้าครัว เขาตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ลงในโถข้าวแล้วยกออกมา
และในชั่วขณะนั้น หากมีผู้ใดสังเกตให้ดี ย่อมต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอนว่า หม้อที่ใช้สำหรับหุงข้าวบนเตาไฟนั้นทอแสงจางๆ ออกมา ราวกับกักเก็บพลังงานอันไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้ภายใน
ปกติแล้วเฉินผิงอันมักจะหุงข้าวเผื่อไว้เสมอ เพื่อที่เขาจะได้นำข้าวที่เหลือไปให้ไก่กิน
เขารู้สึกว่าข้าวโถใหญ่ใบนี้มีปริมาณมากพอสำหรับพวกเขาทั้งห้าคนอย่างแน่นอน และน่าจะเหลืออีกบานตะไทเสียด้วยซ้ำ
ที่เขาทำกับข้าวเพียงแค่สามอย่าง ก็เพราะคิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกมู่หรงอวิ๋นไห่อย่างมากก็คงชิมเพียงสองสามคำแล้วก็เลิกรากันไป
อย่างไรเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรก็คงคุ้นชินกับการทานอาหารเลิศรส และคงไม่สันทัดกับอาหารพื้นบ้านธรรมดาๆ เช่นนี้หรอก
เขาเดินออกมาที่ห้องโถง แล้วก็ต้องพบกับมู่หรงกงและพรรคพวกอีกสามคนที่กำลังปาดน้ำลายกันอยู่
พวกเขาจ้องมองอาหารทั้งสามจานบนโต๊ะตาเป็นมัน ราวกับกำลังเพ่งมองโฉมงามที่ไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ติดกาย
ทันใดนั้น เขาก็เริ่มนึกสงสัยขึ้นมาว่า หรือบุรุษทั้งสี่ผู้นี้ที่กินแต่อาหารเลิศหรูมาจนชิน จู่ๆ จะเกิดอยากลิ้มลองอาหารรสมือชาวบ้านขึ้นมากันแน่
ในฐานะเจ้าบ้าน เฉินผิงอันจึงวางโถข้าวลงข้างกาย คดข้าวใส่ชามส่งให้มู่หรงกงและคนอื่นๆ ทีละคน ก่อนจะเอ่ยปาก "ทานกันเลยขอรับ ไม่ต้องเกรงใจ ข้าหุงข้าวไว้เยอะแยะเลย มีถมเถไป"
ทั้งสี่กลืนน้ำลายลงคอพลางเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส หากพวกเราไม่เกรงใจ จะไม่เป็นการเสียมารยาทหรือขอรับ?"
เฉินผิงอันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เสียมารยาทอันใดกัน? คิดเสียว่าเป็นบ้านของพวกท่านเองเถิด"
เฉินผิงอันแอบลอบขำในใจ แม้กับข้าวจะมีไม่กี่อย่าง ทว่าข้าวสวยนั้นมีอยู่เต็มหม้อ ต่อให้พวกพากเขาไม่เกรงใจก็คงมีค่าเท่าเดิม เขาไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะยัดข้าวโถใหญ่นี้ลงท้องจนหมดได้
"ตกลงขอรับผู้อาวุโส เช่นนั้นพวกเราย่อมไม่เกรงใจ!" เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสี่ก็สบตากัน ความหมายของผู้อาวุโสนั้นชัดเจนว่าเขากำลังยัดเยียดวาสนาให้พวกตน สีหน้าของผู้อาวุโสราวกับกำลังบอกว่า 'หากพวกเจ้าไม่รับ ข้าจะโกรธ!'
พวกเขาจะกล้าทำให้ผู้อาวุโสขุ่นเคืองได้อย่างไรเล่า?!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทั้งสี่จึงยืดหลังตรง ก่อนจะลงมือคว้าตะเกียบขึ้นมาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ แล้วคีบกับข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว
เฉินผิงอันมองดูพวกเขาแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง
มู่หรงกงลงมือได้รวดเร็วที่สุด เขาคีบกับข้าวใส่ปากของตนเองอย่างว่องไว
ทันทีที่อาหารตกถึงท้อง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายสีเขียววาวโรจน์ในทันที
อร่อยเลิศ!
รสชาติเข้มข้น เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ชุ่มฉ่ำ และสดใหม่—นี่มันอาหารทิพย์วิเศษอันใดกันเนี่ย!
ไม่เพียงแต่จะเลิศรสเท่านั้น ทว่าหลังจากเคี้ยวกลืนลงไปเพียงคำเดียว เขากลับพบว่ามีปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์และมหาศาลระเบิดออกมาภายในกระเพาะอาหารของเขา!
ปราณวิญญาณขุมนี้ช่างนุ่มนวลเป็นพิเศษ อีกทั้งมันยังถูกจุดตันเถียนของเขาดูดซับเอาไว้จนหมดสิ้น!
ต้องเข้าใจก่อนว่า ยามที่กลืนกินโอสถหรือสมุนไพรวิญญาณเข้าไป จุดตันเถียนจะสามารถดูดซับปราณวิญญาณได้เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ส่วนฤทธิ์ยาที่เหลือจะถูกขับออกมาเป็นของเสีย
ทว่าในเวลานี้ ปราณวิญญาณอันมหาศาลกลับถูกดูดซับเข้าไปอย่างหมดจด
ทั้งยังเป็นปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย!
เขาสัมผัสได้ว่าตบะของตนเองกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกนิดเดียว!
สัญญาณของการทะลวงระดับกำลังใกล้เข้ามาแล้ว!
ข้าจะกินมันให้หมด!!
มู่หรงกงสวาปามกับข้าวอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่หลงเหลือมาดผู้อาวุโสใดๆ อีกต่อไป
นั่นเพราะเขาสังเกตเห็นว่าพวกมู่หรงอวิ๋นไห่ทั้งสามคนนั้น คลุ้มคลั่งยิ่งเสียกว่าเขา พวกเขาต่างแย่งชิงกับข้าวกันอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเปรตหิวโหย
อีกทั้งมู่หรงกงยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายตบะที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดของพวกเขาเช่นกัน
มู่หรงอวิ๋นไห่เลื่อนขั้นขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว เฉกเช่นเดียวกับจางชิงเสียน เขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นที่สิบเป็นที่เรียบร้อย!
หลังจากคีบกับข้าวเข้าปากไปได้เพียงสองสามคำ มู่หรงเสวี่ยก็ทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดด้วยเช่นกัน!
เรื่องนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อน หลานสาวของเขายังอยู่แค่ระดับปี้กู่เท่านั้น!
ด้วยอายุและระดับขั้นของนางในตอนนี้ นางสามารถผงาดขึ้นไปติดสามอันดับแรกในทำเนียบอัจฉริยะแห่งอาณาจักรนี้ได้อย่างสบายๆ!
เฉินผิงอันมองดูกิริยาอาการของทั้งสี่คน ขณะที่ถือตะเกียบค้างไว้ เขาก็ถึงกับแข็งทื่อเป็นหินไปในพริบตา
เขางุนงงจนทำตัวไม่ถูก
เพียงชั่วพริบตาต่อหน้าต่อตาเขา กับข้าวทั้งสามจานก็เกลี้ยงเกลาในพริบตา
ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำแกงสักหยดก็ไม่มีเหลือ!
มู่หรงเสวี่ยลงมือช้ากว่าใครเพื่อน นางจึงไม่ทันแย่งจานมาเลีย ทำได้เพียงมองดูมู่หรงกงและอีกสองคนเลียจานจนสะอาดเอี่ยมอ่องด้วยความขัดใจ
มุมปากของเฉินผิงอันกระตุกยิกๆ อย่างไม่อาจควบคุม
เขามองไปที่พวกเขาทั้งสี่พลางอยากจะเอ่ยถามเหลือเกินว่า 'พวกท่านไม่ได้กินข้าวกินปลากันมากี่วันแล้วเนี่ย?'
และในตอนนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่าทั้งสี่คนที่จัดการกับข้าวไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว จู่ๆ ก็เบนสายตาไปที่ข้าวสวยในชามของตนเอง
มู่หรงกงและพรรคพวกมีความคิดเรียบง่ายเพียงอย่างเดียว
ในเมื่อกับข้าวมีความวิเศษถึงเพียงนี้ แล้วข้าวสวยพวกนี้เล่า จะขนาดไหน!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทั้งสี่จึงเริ่มตักข้าวเข้าปาก
ทว่าเมื่อได้ลิ้มรส เพียงแค่เคี้ยวไปได้ไม่กี่คำ นัยน์ตาของพวกเขาก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง
จากนั้น พวกเขาก็หันขวับไปมองโถข้าวที่วางอยู่ข้างกายเฉินผิงอันโดยพร้อมเพรียงกัน
และสบตากันไปมา
แววตาของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นภายในใจ
เสี้ยววินาทีต่อมา ทั้งสี่ก็เริ่มคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกหน พวกเขาสวาปามข้าวสวยในชามราวกับพายุบุแกม
ชั่วอึดใจเดียว พวกเขาก็กวาดข้าวในชามจนเกลี้ยง
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยื่นชามเปล่าส่งให้เฉินผิงอัน พร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางขวยเขินเล็กน้อย "ผู้อาวุโส เอ่อ... รบกวนท่านช่วยเติมข้าวให้พวกเราอีกสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"
ตำแหน่งที่พวกเขานั่งอยู่ห่างจากโถข้าว อีกทั้งพวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องโถข้าวที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นด้วยตนเอง จึงทำได้เพียงร้องขอเฉินผิงอัน
เมื่อมองดูทั้งสี่คนที่มีเมล็ดข้าวติดเลอะเทอะเต็มริมฝีปาก มุมปากของเฉินผิงอันก็กระตุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พวกท่านนี่มันปีศาจกินจุชัดๆ!