เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?

บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?

บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?


บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?

ทั้งสี่คนนั่งกันอยู่คนละมุม

จางชิงเสียนนั้นนั่งอยู่ใกล้กับห้องครัว

กลิ่นหอมที่โชยออกมาจากในนั้นเตะจมูกอย่างจัง

เมื่อได้ยินจางชิงเสียนกล่าวว่าตนเพิ่งทะลวงระดับ มู่หรงอวิ๋นไห่และอีกสองคนก็ถึงกับงุนงง

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่า ยิ่งสูดดมกลิ่นหอมนี้เข้าไปมากเท่าไร ฐานพลังตบะของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นจริงๆ!

การค้นพบนี้ทำเอาพวกเขาถึงกับหนังศีรษะชาวาบ

ลำพังแค่สูดดมกลิ่นหอมยังส่งผลลัพธ์ถึงเพียงนี้ แล้วหากได้ลิ้มรสอาหารโอชะเหล่านั้นเล่า จะขนาดไหนกัน?!

เอื๊อก

ทั้งสี่กลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

และหลังจากล่วงรู้ว่ากลิ่นหอมลอยล่องนี้สามารถยกระดับตบะได้ ทั้งสี่ก็เริ่มสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับคนเสียสติ

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่มู่หรงกงคุกเข่าลงไปเมื่อครู่ จึงไม่มีผู้ใดกล้าเดินเพ่นพ่านในห้องนี้อีก สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คือนั่งนิ่งๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

พวกเขากำลังแย่งชิงกลิ่นหอมกันอยู่!

ในบรรดาพวกเขาทั้งสี่ มู่หรงกงมีตบะสูงล้ำที่สุด

ในเวลานี้ เขาถึงขั้นรีดเร้นพลังตบะ ใช้ปราณวิญญาณห่อหุ้มกลิ่นหอมที่ลอยล่องอยู่ในอากาศเอาไว้ แล้วสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อดูดซับมันเข้าไปรวดเดียว

ชั่วพริบตาเดียว กลิ่นหอมตลบอบอวลรอบด้านก็พลันมลายหายไปสิ้น

หลังจากที่มู่หรงกงดูดซับกลิ่นหอมเข้าไปปริมาณมหาศาล เขาก็พบว่าตบะของตนรุดหน้าขึ้นอีกส่วนหนึ่งจริงๆ

หากได้สูดดมเช่นนี้อีกสักสองสามครั้ง เขาสัมผัสได้ว่าตนเองจะต้องทะลวงคอขวดเข้าสู่ระดับแบ่งวิญญาณได้อย่างแน่นอน!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มปิติยินดีออกมา

ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเจ้าเล่ห์และน่าเกลียดพิลึก

เมื่อเห็นฉากการผูกขาดกลิ่นหอมแต่เพียงผู้เดียว ตามด้วยรอยยิ้มอันแสนพิลึกพิลั่นของมู่หรงกง มู่หรงอวิ๋นไห่และอีกสองคนก็ถึงกับอ้าปากค้าง

ในความทรงจำของพวกเขา มู่หรงกงเป็นผู้อาวุโสที่เคร่งขรึมและเจ้าระเบียบมาโดยตลอด

เคยมีภาพลักษณ์เช่นนี้หลุดออกมาให้เห็นตั้งแต่เมื่อใดกัน?

"ท่านพ่อ ท่านจะหน้าหนาปานนี้ไม่ได้นะ! เหลือให้พวกเราบ้างสิขอรับ!"

มู่หรงอวิ๋นไห่สุดจะทนไหวจึงเอ่ยปากต่อว่าออกมา

มู่หรงกงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ "เมื่อบิดาทะลวงเข้าสู่ระดับแบ่งวิญญาณ เจ้าก็จะมีบิดาที่อยู่ระดับแบ่งวิญญาณให้เอาไปโอ้อวดได้อีกหลายปี นี่ล้วนส่งผลดีต่อตัวเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่?"

ขณะที่เอ่ยปาก เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมที่โชยมาอีกระลอก จึงจัดการสูดดมรวบยอดแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้ง

มู่หรงอวิ๋นไห่ "..."

ฟังดูมีเหตุผลจนเถียงไม่ออก!

จางชิงเสียนชำเลืองมองมู่หรงกง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดมู่หรงอวิ๋นไห่ถึงได้หน้าหนาหน้าทนนัก

ที่แท้ก็ถ่ายทอดกันมาทางสายเลือดนี่เอง!

ครู่ต่อมา เฉินผิงอันก็เดินออกมาพร้อมกับอาหารสามจานในที่สุด

ในวินาทีนั้น กลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องในฉับพลัน

เมื่อเห็นเฉินผิงอัน มู่หรงกงก็รีบสงวนท่าทีของตนเองทันที

เขาทำได้เพียงลอบสูดกลิ่นหอมเข้าไปเงียบๆ ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังอาหารทั้งสามจานบนโต๊ะตาไม่กระพริบ

หน้าตาของอาหารทั้งสามจานนี้ดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ทว่าเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่ามันจะต้องมีส่วนผสมของโอสถเซียนอยู่อย่างแน่นอน!

มิเช่นนั้น ลำพังแค่สูดดมกลิ่นจะช่วยยกระดับตบะได้อย่างไร!

ส่วนมู่หรงอวิ๋นไห่และอีกสองคน เมื่อเห็นว่ามู่หรงกงไม่ได้รวบยอดแต่เพียงผู้เดียวแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้สงวนท่าทีดั่งเช่นมู่หรงกงอีก ในชั่วขณะนี้ พวกเขาเริ่มสูดดมกลิ่นหอมอย่างเอาเป็นเอาตาย

ราวกับหมายมั่นว่าจะชดเชยส่วนที่เพิ่งสูญเสียไปเมื่อครู่ให้จงได้

เฉินผิงอันมองดูภาพความคลุ้มคลั่งเบื้องหน้าแล้วก็ต้องงุนงงไปอีกรอบ

เขาเริ่มรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้บำเพ็ญเพียร

เขาสังหรณ์ใจลึกๆ ว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นดูเหมือนจะต้องแลกมาด้วยสติปัญญา!

ดูมู่หรงอวิ๋นไห่กับอีกสองคนตอนนี้สิ ท่าทางราวกับคนโรคหอบหืดกำเริบอย่างไรอย่างนั้น!

ช่างทนดูไม่ได้เอาเสียเลย!

เฉินผิงอันส่ายหน้าไปมาก่อนจะเดินกลับเข้าครัว เขาตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ลงในโถข้าวแล้วยกออกมา

และในชั่วขณะนั้น หากมีผู้ใดสังเกตให้ดี ย่อมต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอนว่า หม้อที่ใช้สำหรับหุงข้าวบนเตาไฟนั้นทอแสงจางๆ ออกมา ราวกับกักเก็บพลังงานอันไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้ภายใน

ปกติแล้วเฉินผิงอันมักจะหุงข้าวเผื่อไว้เสมอ เพื่อที่เขาจะได้นำข้าวที่เหลือไปให้ไก่กิน

เขารู้สึกว่าข้าวโถใหญ่ใบนี้มีปริมาณมากพอสำหรับพวกเขาทั้งห้าคนอย่างแน่นอน และน่าจะเหลืออีกบานตะไทเสียด้วยซ้ำ

ที่เขาทำกับข้าวเพียงแค่สามอย่าง ก็เพราะคิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกมู่หรงอวิ๋นไห่อย่างมากก็คงชิมเพียงสองสามคำแล้วก็เลิกรากันไป

อย่างไรเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรก็คงคุ้นชินกับการทานอาหารเลิศรส และคงไม่สันทัดกับอาหารพื้นบ้านธรรมดาๆ เช่นนี้หรอก

เขาเดินออกมาที่ห้องโถง แล้วก็ต้องพบกับมู่หรงกงและพรรคพวกอีกสามคนที่กำลังปาดน้ำลายกันอยู่

พวกเขาจ้องมองอาหารทั้งสามจานบนโต๊ะตาเป็นมัน ราวกับกำลังเพ่งมองโฉมงามที่ไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ติดกาย

ทันใดนั้น เขาก็เริ่มนึกสงสัยขึ้นมาว่า หรือบุรุษทั้งสี่ผู้นี้ที่กินแต่อาหารเลิศหรูมาจนชิน จู่ๆ จะเกิดอยากลิ้มลองอาหารรสมือชาวบ้านขึ้นมากันแน่

ในฐานะเจ้าบ้าน เฉินผิงอันจึงวางโถข้าวลงข้างกาย คดข้าวใส่ชามส่งให้มู่หรงกงและคนอื่นๆ ทีละคน ก่อนจะเอ่ยปาก "ทานกันเลยขอรับ ไม่ต้องเกรงใจ ข้าหุงข้าวไว้เยอะแยะเลย มีถมเถไป"

ทั้งสี่กลืนน้ำลายลงคอพลางเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส หากพวกเราไม่เกรงใจ จะไม่เป็นการเสียมารยาทหรือขอรับ?"

เฉินผิงอันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เสียมารยาทอันใดกัน? คิดเสียว่าเป็นบ้านของพวกท่านเองเถิด"

เฉินผิงอันแอบลอบขำในใจ แม้กับข้าวจะมีไม่กี่อย่าง ทว่าข้าวสวยนั้นมีอยู่เต็มหม้อ ต่อให้พวกพากเขาไม่เกรงใจก็คงมีค่าเท่าเดิม เขาไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะยัดข้าวโถใหญ่นี้ลงท้องจนหมดได้

"ตกลงขอรับผู้อาวุโส เช่นนั้นพวกเราย่อมไม่เกรงใจ!" เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสี่ก็สบตากัน ความหมายของผู้อาวุโสนั้นชัดเจนว่าเขากำลังยัดเยียดวาสนาให้พวกตน สีหน้าของผู้อาวุโสราวกับกำลังบอกว่า 'หากพวกเจ้าไม่รับ ข้าจะโกรธ!'

พวกเขาจะกล้าทำให้ผู้อาวุโสขุ่นเคืองได้อย่างไรเล่า?!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทั้งสี่จึงยืดหลังตรง ก่อนจะลงมือคว้าตะเกียบขึ้นมาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ แล้วคีบกับข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว

เฉินผิงอันมองดูพวกเขาแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง

มู่หรงกงลงมือได้รวดเร็วที่สุด เขาคีบกับข้าวใส่ปากของตนเองอย่างว่องไว

ทันทีที่อาหารตกถึงท้อง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายสีเขียววาวโรจน์ในทันที

อร่อยเลิศ!

รสชาติเข้มข้น เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ชุ่มฉ่ำ และสดใหม่—นี่มันอาหารทิพย์วิเศษอันใดกันเนี่ย!

ไม่เพียงแต่จะเลิศรสเท่านั้น ทว่าหลังจากเคี้ยวกลืนลงไปเพียงคำเดียว เขากลับพบว่ามีปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์และมหาศาลระเบิดออกมาภายในกระเพาะอาหารของเขา!

ปราณวิญญาณขุมนี้ช่างนุ่มนวลเป็นพิเศษ อีกทั้งมันยังถูกจุดตันเถียนของเขาดูดซับเอาไว้จนหมดสิ้น!

ต้องเข้าใจก่อนว่า ยามที่กลืนกินโอสถหรือสมุนไพรวิญญาณเข้าไป จุดตันเถียนจะสามารถดูดซับปราณวิญญาณได้เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ส่วนฤทธิ์ยาที่เหลือจะถูกขับออกมาเป็นของเสีย

ทว่าในเวลานี้ ปราณวิญญาณอันมหาศาลกลับถูกดูดซับเข้าไปอย่างหมดจด

ทั้งยังเป็นปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย!

เขาสัมผัสได้ว่าตบะของตนเองกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกนิดเดียว!

สัญญาณของการทะลวงระดับกำลังใกล้เข้ามาแล้ว!

ข้าจะกินมันให้หมด!!

มู่หรงกงสวาปามกับข้าวอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่หลงเหลือมาดผู้อาวุโสใดๆ อีกต่อไป

นั่นเพราะเขาสังเกตเห็นว่าพวกมู่หรงอวิ๋นไห่ทั้งสามคนนั้น คลุ้มคลั่งยิ่งเสียกว่าเขา พวกเขาต่างแย่งชิงกับข้าวกันอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเปรตหิวโหย

อีกทั้งมู่หรงกงยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายตบะที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดของพวกเขาเช่นกัน

มู่หรงอวิ๋นไห่เลื่อนขั้นขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว เฉกเช่นเดียวกับจางชิงเสียน เขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นที่สิบเป็นที่เรียบร้อย!

หลังจากคีบกับข้าวเข้าปากไปได้เพียงสองสามคำ มู่หรงเสวี่ยก็ทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดด้วยเช่นกัน!

เรื่องนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อน หลานสาวของเขายังอยู่แค่ระดับปี้กู่เท่านั้น!

ด้วยอายุและระดับขั้นของนางในตอนนี้ นางสามารถผงาดขึ้นไปติดสามอันดับแรกในทำเนียบอัจฉริยะแห่งอาณาจักรนี้ได้อย่างสบายๆ!

เฉินผิงอันมองดูกิริยาอาการของทั้งสี่คน ขณะที่ถือตะเกียบค้างไว้ เขาก็ถึงกับแข็งทื่อเป็นหินไปในพริบตา

เขางุนงงจนทำตัวไม่ถูก

เพียงชั่วพริบตาต่อหน้าต่อตาเขา กับข้าวทั้งสามจานก็เกลี้ยงเกลาในพริบตา

ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำแกงสักหยดก็ไม่มีเหลือ!

มู่หรงเสวี่ยลงมือช้ากว่าใครเพื่อน นางจึงไม่ทันแย่งจานมาเลีย ทำได้เพียงมองดูมู่หรงกงและอีกสองคนเลียจานจนสะอาดเอี่ยมอ่องด้วยความขัดใจ

มุมปากของเฉินผิงอันกระตุกยิกๆ อย่างไม่อาจควบคุม

เขามองไปที่พวกเขาทั้งสี่พลางอยากจะเอ่ยถามเหลือเกินว่า 'พวกท่านไม่ได้กินข้าวกินปลากันมากี่วันแล้วเนี่ย?'

และในตอนนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่าทั้งสี่คนที่จัดการกับข้าวไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว จู่ๆ ก็เบนสายตาไปที่ข้าวสวยในชามของตนเอง

มู่หรงกงและพรรคพวกมีความคิดเรียบง่ายเพียงอย่างเดียว

ในเมื่อกับข้าวมีความวิเศษถึงเพียงนี้ แล้วข้าวสวยพวกนี้เล่า จะขนาดไหน!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทั้งสี่จึงเริ่มตักข้าวเข้าปาก

ทว่าเมื่อได้ลิ้มรส เพียงแค่เคี้ยวไปได้ไม่กี่คำ นัยน์ตาของพวกเขาก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง

จากนั้น พวกเขาก็หันขวับไปมองโถข้าวที่วางอยู่ข้างกายเฉินผิงอันโดยพร้อมเพรียงกัน

และสบตากันไปมา

แววตาของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นภายในใจ

เสี้ยววินาทีต่อมา ทั้งสี่ก็เริ่มคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกหน พวกเขาสวาปามข้าวสวยในชามราวกับพายุบุแกม

ชั่วอึดใจเดียว พวกเขาก็กวาดข้าวในชามจนเกลี้ยง

ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยื่นชามเปล่าส่งให้เฉินผิงอัน พร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางขวยเขินเล็กน้อย "ผู้อาวุโส เอ่อ... รบกวนท่านช่วยเติมข้าวให้พวกเราอีกสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"

ตำแหน่งที่พวกเขานั่งอยู่ห่างจากโถข้าว อีกทั้งพวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องโถข้าวที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นด้วยตนเอง จึงทำได้เพียงร้องขอเฉินผิงอัน

เมื่อมองดูทั้งสี่คนที่มีเมล็ดข้าวติดเลอะเทอะเต็มริมฝีปาก มุมปากของเฉินผิงอันก็กระตุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พวกท่านนี่มันปีศาจกินจุชัดๆ!

จบบทที่ บทที่ 12 พวกท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายสิบปีแล้วหรือไง?

คัดลอกลิงก์แล้ว