- หน้าแรก
- รู้ตัวอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดฝีมือไร้พ่ายในใต้หล้า
- บทที่ 1 ไก่ที่ข้าเลี้ยงไว้กลายเป็นพญาหงส์
บทที่ 1 ไก่ที่ข้าเลี้ยงไว้กลายเป็นพญาหงส์
บทที่ 1 ไก่ที่ข้าเลี้ยงไว้กลายเป็นพญาหงส์
บทที่ 1 ไก่ที่ข้าเลี้ยงไว้กลายเป็นพญาหงส์
ลึกเข้าไปในตรอกหนีผิง
ณ ลานบ้านขนาดใหญ่ที่สะอาดสะอ้านหมดจด
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่
ติ๊ง!
ทันใดนั้น เสียงอิเล็กทรอนิกส์ก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท
เฉินผิงอันบิดขี้เกียจอย่างสบายตัว ก่อนจะลืมตาที่ยังคงงัวเงียขึ้นช้าๆ
ภาพต้นท้อกลางลานบ้านซึ่งอาบไล้ไปด้วยแสงตะวันยามเช้าปรากฏขึ้นในสายตา
"เวลาผ่านไปห้าปีอย่างรวดเร็ว เจ้าเป็นสิ่งที่อยู่เป็นเพื่อนข้ามานานที่สุดเลยนะ"
เขาเป็นคนปลูกต้นท้อนี้ด้วยมือตัวเองตอนที่เพิ่งมาถึงโลกใบนี้ใหม่ๆ
บัดนี้มันออกดอกบานสะพรั่ง แต่ละดอกงดงามจับตา
กิ่งก้านและใบของต้นท้อขยับไหวเบาๆ ราวกับฟังคำพูดของเฉินผิงอันรู้เรื่อง
เฉินผิงอันไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เขาคิดว่าเป็นเพียงสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
"ระบบ ภารกิจคราวนี้คืออะไรล่ะ"
"【เข้าร่วมสำนักเค่าซาน】"
"สำนักเค่าซานอย่างนั้นหรือ"
เมืองปุถุชนที่เฉินผิงอันอาศัยอยู่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของสำนักเค่าซาน
และสำนักเค่าซานก็เป็นสำนักของผู้ฝึกตน
อารยธรรมการบ่มเพาะพลังในโลกใบนี้รุ่งเรืองเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง
มีสำนักมากมายตั้งตระหง่าน และผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเชิดชู
แน่นอนว่าเมื่อมีผู้บ่มเพาะพลัง ย่อมมีมนุษย์ธรรมดาที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขอยู่เช่นกัน
เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นเมืองสำหรับปุถุชน
วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่ายและซื่อตรง ถึงขั้นที่ตอนกลางคืนไม่ต้องลงกลอนประตูบ้าน
ตอนที่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ใหม่ๆ เฉินผิงอันประหลาดใจมากเมื่อได้รู้ว่าโลกนี้มันแปลกประหลาดเพียงใด
โดยเฉพาะตอนที่รู้ว่าตัวเองผูกมัดกับระบบ เขายิ่งดีใจจนเนื้อเต้น
จนกระทั่งค้นพบว่าตนเองไร้รากวิญญาณและไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้แม้จะมีระบบ เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตไปพักใหญ่
ระบบของเขาประหลาดมาก
มันจะคอยมอบหมายภารกิจให้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อใดที่ทำภารกิจครบหนึ่งพันภารกิจ เขาจะกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในชั่วข้ามคืน และไม่มีใครในโลกเทียบเคียงได้
ทว่าความแปลกประหลาดของมันก็คือ ตราบใดที่ยังทำภารกิจไม่ครบหนึ่งพันภารกิจ มันก็ไม่สามารถช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้เลย!
มันจะให้รางวัลเป็นเพียงของใช้ในบ้านหลังจากทำภารกิจสำเร็จเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ป้านน้ำชาสำหรับดื่มน้ำ
ไม้กวาดสำหรับปัดกวาด
ต้นกล้าของต้นท้อ
แม้แต่ลานบ้านทั้งหลังนี่ก็ยังเป็นของขวัญจากระบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบไม่เคยมอบภารกิจที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ฝึกตนเลยสักครั้ง
มันมักจะให้แต่ภารกิจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
เช่น ช่วยขอทานหาที่ซุกหัวนอน
หรือทำของเล่นลูกบอลไม้ให้เด็กๆ
หรือแม้กระทั่งช่วยเพื่อนบ้านไกล่เกลี่ยปัญหาครอบครัว และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่ตอนนี้
ระบบกลับบอกให้เขาเข้าร่วมสำนักเค่าซาน
เขาไม่มีระดับการบ่มเพาะใดๆ เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา แล้วจะไปเข้าร่วมได้อย่างไร
เฉินผิงอันรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
ระบบมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งคือ เมื่อภารกิจปรากฏขึ้น หากไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ภายในสามเดือน ระบบจะเปิดโหมดลบโฮสต์ทิ้ง
เขาต้องเลือกระหว่างรอความตาย หรือไม่ก็กล้าที่จะเสี่ยง
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เฉินผิงอันจึงทำได้เพียงเก็บข้าวของ
เขาตัดสินใจไปเสี่ยงดวงที่สำนักเค่าซานดูสักตั้ง
แน่นอนว่าเขาลองพยายามอีกครั้ง ด้วยการหน้าด้านขอระดับการบ่มเพาะจากระบบสักนิดก็ยังดี
ทว่าระบบก็ยังคงไร้ความปรานีเช่นเดิม...
วันรุ่งขึ้น
อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก
เฉินผิงอันตื่นตั้งแต่เช้าตรู่
เขารดน้ำต้นท้อตามปกติ
ให้อาหารลูกไก่
และโปรยอาหารปลาลงในบ่อปลาทองที่มุมหนึ่งของลานบ้าน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เดินออกจากบ้านไป
เขาเก็บเสบียงและของใช้จำเป็นทั้งหมดลงในช่องเก็บของของระบบ โดยสวมเพียงชุดคลุมสีขาวที่ระบบมอบให้
ชุดคลุมนี้ค่อนข้างพิเศษ เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบายในยามอากาศร้อน และอบอุ่นในยามอากาศหนาว
อีกทั้งยังไม่เปียกน้ำหรือเปื้อนฝุ่น ต่อให้สวมใส่นานแค่ไหนก็ไม่มีกลิ่นอับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เฉินผิงอันชอบมาก
สำนักเค่าซานอยู่ห่างจากตัวเมืองไปกว่าห้าสิบลี้
เฉินผิงอันที่ขี่ม้าไม่เป็น จึงทำได้เพียงเดินเท้าไปเท่านั้น
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ทันทีที่เขาก้าวออกจากเมือง แสงสว่างเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นภายในลานบ้าน
เมื่อแสงนั้นจางหายไป เสียงอึกทึกครึกโครมต่างๆ ก็เริ่มดังขึ้นจากด้านใน
ทั้งขวดโหล ไห หรือแม้แต่ไม้กวาดที่พิงอยู่ข้างกำแพง ล้วนสั่นสะเทือน
ทว่าทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว
ณ กึ่งกลางลานบ้านขนาดใหญ่
ไก่โต้งตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ใต้ต้นท้อด้วยท่าทางประหลาด ราวกับกำลังเบื่อหน่าย
จากนั้น มันถึงกับเอ่ยเป็นภาษามนุษย์ออกมา "เจ้านายไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ข้าเห็นเจ้านายเก็บของไปตั้งมากมาย มีดทำครัวในห้องครัวก็ถูกพาไปด้วย เฮ้อ ข้าล่ะอิจฉาพวกมันจริงๆ ที่ได้ออกไปข้างนอกกับเจ้านาย พวกเรานี่มันไม่มีบุญวาสนาเอาเสียเลย อีกอย่าง ข้าเป็นถึงพญาหงส์แท้ๆ กลับต้องกลายมาเป็นไก่ติดดิน ช่างอึดอัดใจเสียนี่กระไร..."
ปลาทองในบ่อเล็กๆ ก็อ้าปากพูดเช่นกัน "ข้าก็เหมือนกัน ข้ากลายร่างเป็นมังกรตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังต้องมาอุดอู้ขลุกอยู่ในบ่อนี้ เฮ้อ..."
ในตอนนั้นเอง เสียงของผู้หญิงก็ดังมาจากโพรงเล็กๆ กลางลำต้นของต้นท้อ "เจ้ามีดทำครัวนั่นเอาแต่ตะโกนว่ากระหายเลือดอยากจะสับคนใจจะขาด มันจะไม่เตลิดอาละวาดเอาหรือ"
ไก่โต้งส่ายหน้า "หากเจ้านายไม่อนุญาตให้มันสับใคร แล้วมันจะไปกล้าได้อย่างไร"
เวลาครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ใจกลางพื้นที่รกร้าง บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่
เฉินผิงอันเดินต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาจึงทรุดตัวลงนั่งบนรากไม้ที่ราบเรียบ หยิบกระบอกน้ำออกมาจิบน้ำแก้กระหาย
"ลำบากชะมัด เพิ่งเดินมาได้แค่ครึ่งวันก็เหนื่อยหอบขนาดนี้แล้ว แถมยังเหลือระยะทางอีกตั้งหนึ่งวันเต็มๆ"
เฉินผิงอันพ่นลมหายใจระบายความเหนื่อยล้า รู้สึกปวดเมื่อยแข้งขาไปหมด
เขาคงต้องพักสักครึ่งชั่วยามถึงจะเดินทางต่อไปได้
ฟุ่บ ฟุ่บ...
แต่ในขณะที่เฉินผิงอันกำลังอยากจะพักผ่อน เสียงพุ่งแหวกอากาศหลายสายก็ดังแว่วมาจากเบื้องหลังอย่างกะทันหัน!
เขาหันกลับไปมอง
ก็เห็นเงาร่างหลายสายกำลังพุ่งทะยานผ่านผืนฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขาคือผู้ฝึกตน!
แม้ว่าเฉินผิงอันจะอาศัยอยู่ในเมืองของปุถุชน แต่ทุกๆ สองสามวัน เขาก็มักจะได้ยินเด็กๆ ตะโกนเรียก "ท่านเซียน" อยู่เสมอ
ในยามนั้น เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า เขาก็จะเห็นผู้ฝึกตนเหาะเหินผ่านไป
ดังนั้น เฉินผิงอันจึงนับว่าพอจะมีประสบการณ์เปิดหูเปิดตามาบ้าง
ตามหลักแล้ว สีหน้าของเขาไม่ควรจะแสดงอารมณ์ตกใจอะไรมากมายนัก
ทว่าในเวลานี้ ดวงตาของเขากลับเบิกกว้าง
ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า "บ้าไปแล้ว!"
นั่นก็เพราะเขาพบว่า
ผู้ฝึกตนที่เหาะอยู่ข้างหน้านั้นกำลังดิ่งพสุธาตรงมาทางเขา!
ตูม! เกิดเป็นหลุมระเบิดขึ้นข้างกายเฉินผิงอัน
มีหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่ภายในนั้น
เสื้อผ้าของนางฉีกขาดหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง
นางคงจะตกลงมากระแทกอย่างแรง เพราะเลือดยังคงไหลซึมออกมาจากศีรษะของนาง
สภาพของหญิงสาวดูทุลักทุเลเป็นอย่างมาก แต่เฉินผิงอันก็ไม่อาจละสายตาจากนางได้ในชั่วขณะนี้
มันเป็นใบหน้าที่งดงามจับใจจนน่าหลงใหล
ดวงตาของนางหยาดเยิ้มดุจดอกท้อ คิ้วเรียวโก่งดั่งใบหลิว
ริมฝีปากจิ้มลิ้มดุจผลอิงเถา ผิวพรรณเนียนนุ่มดั่งหยกน้ำแข็ง
หากจะใช้สำนวนมาบรรยาย นางก็คือโฉมสะคราญหาผู้ใดเปรียบ!
ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้ตกลงมากระแทกแรงจนเกินไปนัก เพราะหลังจากร่วงหล่นลงมาได้ไม่นาน นางก็ยันตัวลุกขึ้น
ในขณะเดียวกัน นางก็สังเกตเห็นเฉินผิงอันที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
หากนางไม่หันมามองก็คงไม่เป็นไร แต่พอนางมองเห็นเฉินผิงอันอย่างชัดเจน นางก็ตกตะลึงงันไปในทันที
เฉินผิงอันดูอายุไม่มากนัก ทว่าเขากลับมีกลิ่นอายที่ดูสูงส่งเหนือโลกียวิสัย
สาเหตุที่ทำให้นางถึงกับเสียกิริยา เป็นเพราะรอบกายของเฉินผิงอัน มีวิถีและกลิ่นอายแห่งมรรคากำลังหมุนวนให้เห็นอย่างแจ่มชัด!
ราวกับกำลังประกาศให้ทุกคนได้รับรู้
ว่าเขาหาใช่คนของโลกใบนี้ แต่เป็นถึงเซียนสวรรค์จากเก้าชั้นฟ้า!
เมื่อจ้องมองเฉินผิงอัน สัญชาตญาณดิบของมู่หรงเสวี่ยก็ร้องเตือนนางอย่างรุนแรง
บุคคลที่อยู่เบื้องหน้านางผู้นี้ สามารถบดขยี้ให้นางแหลกเป็นจุณได้ด้วยปลายนิ้วเดียว!
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ มู่หรงเสวี่ยก็พลันได้ยินเสียงร่อนลงพื้นดังมาจากด้านหลัง
ใบหน้าของนางซีดเผือด นางกัดริมฝีปากแน่น แล้วรีบคุกเข่าลงตรงหน้าเฉินผิงอันทันที
"ผู้อาวุโส โปรดช่วยข้าด้วย!"