- หน้าแรก
- 18 อีกครั้งในปี1958 เปิดเส้นทางเศรษฐีด้วยมิติส่วนตัว
- บทที่ 230 ต่อไปนี้เธอไม่ต้องฝืนใจตัวเองอีกแล้ว
บทที่ 230 ต่อไปนี้เธอไม่ต้องฝืนใจตัวเองอีกแล้ว
บทที่ 230 ต่อไปนี้เธอไม่ต้องฝืนใจตัวเองอีกแล้ว
ฉินต้าเป่ามือหนึ่งกอดผ้าสองพับ อีกมือหิ้วถุงแป้ง เดินไปที่หน้าประตูห้องของจั่วหมิงเยวี่ย ใช้เท้าเคาะประตู อวี้อวิ๋นวิ่งมาเปิดประตูให้
เด็กน้อยใส่ชุดลายดอกไม้ของเหวินเหวิน ซึ่งดูตัวใหญ่ไปนิดหน่อย เธอจูงมือต้าเป่าเข้าไปในห้อง ต้าเป่าวางของในมือลงบนโต๊ะ
อวี้อวิ๋นจับมือต้าเป่า ส่ายหัวเล็กๆ ไปมา
"เสื้อผ้าใหม่ของหนูสวยไหมคะพี่ต้าเป่า? เป็นลายดอกไม้ด้วยนะคะ"
อวี้เสวี่ยก็วิ่งเข้ามากอดขาต้าเป่า "หนูด้วยคะ หนูด้วย หนูเองก็ใส่เสื้อผ้าลายดอกไม้เหมือนกันคะ"
ต้าเป่าย่อตัวลง ลูบหัวเล็กๆ ของพวกเธอ "สวยสิ สวยมากๆ เลย"
เด็กน้อยสองคนโผเข้ากอดต้าเป่า กอดคอเขาแน่น หัวเราะคิกคัก
ต้าเป่าหอมแก้มพวกเธอ "ดูสิ พี่ต้าเป่าเอาของดีอะไรมาฝากหนูสองคนด้วยนะ"
เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นตามต้าเป่าไปยืนที่ข้างโต๊ะ
ผ้าสองพับถูกวางไว้บนโต๊ะทำงาน ดวงตาทั้งสองข้างของหลินอวี้ซิ่วเป็นประกายวาววับ ลูบคลำผ้าด้วยความทะนุถนอม
ต้าเป่าตบไปที่พับผ้า ผ้าที่มีตำหนิที่ออกมาจากโรงงานทอผ้านี้ ความจริงแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรใหญ่โต แค่มีเส้นด้ายหลุดรุ่ยระหว่างการทอ หรือมีเส้นด้ายโผล่ยาวเกินไปจนเกิดเป็นปมเล็กๆ เท่านั้นเอง ไม่ส่งผลกระทบต่อการสวมใส่หรือการใช้งานเลยแม้แต่น้อย ผ้าที่มีตำหนิพวกนี้พอวางขายบนเคาน์เตอร์ก็ต้องโดนแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยงแน่นอน เพราะมันไม่ต้องใช้คูปองผ้านั่นเอง
"อวี้ซิ่ว ผ้าสีขาวพับนี้ เธอเอาไปหาช่างตัดเป็นเสื้อเชิ้ตผู้หญิงสักหลายๆ ตัวนะ ส่วนผ้าสีดำพับนี้ ตัดเสื้อผ้าให้เด็กน้อยสองคนนี้เยอะๆ หน่อย เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามฤดูกาล ส่วนผ้าอีกพับฉันให้พี่กุ้ยฟางไปแล้ว เสื้อผ้าของพี่เขามีแต่รอยปะชุนซ้อนทับกันเต็มไปหมด ซักทีเดียวก็คงเปื่อยแล้วล่ะ"
"หา? ผ้าตั้งเยอะขนาดนี้ตัดเสื้อผ้าได้ตั้งหลายตัวเลยนะคะ? เอาไปตัดให้พี่หมิงเยวี่ยดีกว่าคะ"
จั่วหมิงเยวี่ยลุกขึ้นมากอดไหล่อวี้ซิ่ว "ฉันไม่ตัดหรอก ทุกวันฉันก็ใส่เครื่องแบบตำรวจ ที่บ้านยังมีชุดทหารอีกตั้งเยอะแยะ ใส่ไม่หวาดไม่ไหวหรอก ไว้ตัดเสร็จแล้วฉันเก็บเสื้อเชิ้ตไว้สักสองตัวก็พอแล้วล่ะ"
"เอาตามนี้แหละ อวี้ซิ่ว พรุ่งนี้เธอเอาไปหาช่างตัดเสื้อเลยนะ ผ้าแบบนี้คนอื่นหาซื้อไม่ได้หรอก ไอ้อ้วนซุนเขามีเส้นสายเยอะแยะ"
หลินอวี้ซิ่วดีใจสุดๆ ตั้งแต่แม่เสียชีวิตไป เธอก็ไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย
"งั้น... ก็ได้คะ พรุ่งนี้หนูจะไปหาช่างให้ตัดเสื้อให้คะ"
ต้าเป่าหยิบห่อขนมลิ้นวัวกับขนมเถาซูออกมาจากถุงแป้งหลายห่อ "อันนี้ให้เด็กน้อยสองคนนะ ถ้าหิวก็เอาไว้กินรองท้องไปก่อน ห้ามกินแทนข้าวหลักล่ะ"
อวี้ซิ่วประคองขนมไว้อย่างอึ้งๆ อย่าว่าแต่เด็กน้อยสองคนเลย แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่เคยได้กินขนมพวกนี้มาก่อนเลย เธอคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าหัวหน้าสถานีตำรวจคนใหม่จะดีกับพวกเธอขนาดนี้
หัวหน้าคนก่อนตอนที่ยังอยู่ก็ดีกับเธอกับน้องๆ เหมือนกัน แต่ก็แค่ให้เนื้อเพิ่มสองสามชิ้นเวลามีเนื้อให้กินเท่านั้นเอง เคยทำถึงขนาดนี้ซะที่ไหน? ทั้งให้เสื้อผ้า ให้รองเท้า แถมยังให้ของกินอีก ต้องรู้ไว้นะว่าขนมแค่ไม่กี่ชั่งนี่น่ะ ในช่วงยุคข้าวยากหมากแพง มันสามารถช่วยชีวิตคนได้ทั้งครอบครัวเลยนะ
น้ำตาของอวี้ซิ่วร่วงหล่นลงมา ไม่เคยมีใครดีกับเธอและน้องสาวขนาดนี้มาก่อนเลย
ต้าเป่าไม่ได้สนใจอวี้ซิ่วตัวน้อยที่กำลังร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจอยู่ข้างๆ เขาล้วงห่อกระดาษเคลือบน้ำมันขนาดใหญ่ออกมาจากถุงแป้ง ยื่นให้จั่วหมิงเยวี่ย จั่วหมิงเยวี่ยได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย ก็ร้องอุทานด้วยความดีใจ "ขนมจากร้านเสียงจวี้กงใช่ไหม? ใช่หรือเปล่า?"
ต้าเป่าดึงเชือกกระดาษให้ขาด ห่อกระดาษเคลือบน้ำมันก็คลายออก พอจั่วหมิงเยวี่ยเห็นของข้างใน ก็ดีใจจนแทบจะบินได้
"อ๊า? ขนมมีซานเตา ขนมโหยวเกา ขนมฝูโส่วปิ่ง ขนมฮวาเกา ของโปรดฉันทั้งนั้นเลย"
ต้าเป่าหยิบขนมมีซานเตาชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากเธอ ปากเล็กๆ ของจั่วหมิงเยวี่ยก็เต็มไปด้วยขนมทันที ดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความสุขหยีลงจนเป็นสระอิ มันหวานเหลือเกิน
เด็กน้อยสองคนจะไปต้านทานกลิ่นหอมหวานนี้ไหวได้ยังไง จับมือต้าเป่าไว้ เขย่งปลายเท้า จมูกเล็กๆ ก็ดมฟุดฟิดๆ
จั่วหมิงเยวี่ยวางห่อกระดาษลงบนโต๊ะ หยิบขนมฮวาเกาสองชิ้นป้อนให้เด็กน้อย ขนมมีซานเตาหวานเกินไป ไม่เหมาะให้เด็กกิน
เด็กน้อยสองคนค่อยๆ เคี้ยวขนมฮวาเกาอย่างระมัดระวัง เอามือเล็กๆ มารองไว้ที่คางเพราะกลัวเศษขนมจะร่วงหล่น ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ
จั่วหมิงเยวี่ยป้อนขนมมีซานเตาให้อวี้ซิ่วอีกชิ้น อวี้ซิ่วเบิกตากว้าง บนโลกนี้มีของที่อร่อยขนาดนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
จั่วหมิงเยวี่ยจับมือต้าเป่าแกว่งไปมา "นายรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบกินขนมของร้านเสียงจวี้กง?"
ฉินต้าเป่าทัดปอยผมที่ตกลงมาของเธอไปไว้หลังหู "ฉันเดาเอาน่ะ ต่อไปนี้เธอไม่ต้องฝืนใจตัวเองอีกแล้วนะ วันหลังฉันจะทำกับข้าวให้เธอกินแยกต่างหาก เธออยากกินอะไรฉันก็จะทำให้กิน"
หางตาของจั่วหมิงเยวี่ยเริ่มเปียกชื้น ความจริงแล้วเธอไม่เคยกินเนื้อหมูเลย หรือแม้แต่น้ำมันหมูก็ไม่กิน ไม่ใช่เพราะถือสาอะไรหรอก แค่ไม่ชอบกินเท่านั้นเอง
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครใส่ใจความรู้สึกของเธอเลย เพื่อปกป้องตัวเอง เธอจำต้องพรางตัวแสร้งทำเป็นว่าตัวเองเข้มแข็ง
แต่ชีวิตของเธอไม่มีความสุขเลยสักนิด การต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น การไม่มีความรู้สึกถึงความอบอุ่นแบบครอบครัว ทำให้จิตใจของเธอเปราะบางอย่างมาก
พอถึงช่วงเทศกาลทีไร เธอมักจะแอบไปร้องไห้เงียบๆ ในที่ที่ไม่มีคน คิดถึงพ่อแม่ แม้ว่าภาพจำเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอจะมีเพียงรูปถ่ายเก่าๆ ที่เลือนลาง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความห่วงหาอาทรได้
แต่ในสายเลือดของจั่วหมิงเยวี่ยนั้น มีสายเลือดชาวเซมิติกไหลเวียนอยู่ ทำให้เวลาที่เธอเจอคนที่ชอบ เธอจะยิ่งกล้าหาญมากขึ้น ไม่ปิดบัง ไม่เสแสร้ง แสดงความรักออกมาอย่างเปิดเผย โชคดีที่คนที่เธอชอบก็ชอบเธอเช่นกัน...
สุดท้ายต้าเป่าก็หยิบห่อกระดาษออกมาอีกห่อ "ดมดูสิ อะไรเอ่ย?"
"ว้าว เป็ดย่าง"
"เธอชอบกินเป็ดย่างไม่ใช่เหรอ? ฉันเลยแวะไปซื้อเป็ดย่างเฉวียนจวี้เต๋อมาตั้งหลายตัว กินให้เต็มที่เลยนะ ถ้าหมดเดี๋ยวฉันไปซื้อให้ใหม่ แล้วก็วันหลังถ้าอยากกินอะไรก็บอกฉันได้เลย ฉันจะรีบไปซื้อมาให้กินทันที"
จั่วหมิงเยวี่ยจ้องมองต้าเป่านิ่ง พยักหน้าอย่างจริงจัง "ตกลง!"
....
ในเรือนปีกตะวันออก หวังต้าถูโยนปลาหลี่ฮื้อตัวเล็กสองตัวลงพื้น กัดฟันด่าทอ "แสร้งทำเป็นวางมาดอะไรนักหนา? ยังมีหน้ามาสั่งสอนพวกเราอีก? หมอนั่นมันเป็นใครกันวะ?
เสี่ยวอู่ นายว่าสิ พวกเราทำงานมาตั้งกี่ปีแล้ว? หมอนั่นทำงานยังไม่ถึงปีเลย มีสิทธิ์อะไรมาปีนป่ายข้ามหัวพวกเราแถมยังมาวางอำนาจบาตรใหญ่อีก? ยังมีหน้ามาตวาดใส่นายอีกนะ ฉันจะบอกให้นะ ฉันทนไม่ได้หรอก ขืนมันยังมากร่างใส่ฉันอีก ฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ"
จ้าวอู่เหอหัวเราะแห้งๆ "ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ควรพาเอ้อร์ยา ซานยาไปจับปลา น้ำมันเย็นมากเลยนะ ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง? ต้าเป่าพูดก็ถูกแล้วล่ะ นายอย่าโมโหไปเลยนะ"
หวังต้าถูโกรธจนแทบจุก "ฉันหมายถึงเรื่องนี้ซะที่ไหนเล่า? นายคอยดูไปเถอะ ช้าเร็วฉันต้องจัดการสั่งสอนมันให้รู้สำนึก จะทำให้มันเป็นหัวหน้าสถานีได้ไม่นานหรอก"
ด้านนอกประตู ซุนเชียนถืออ่างน้ำเดินผ่านหน้าห้องพอดี ได้ยินคำพูดของหวังต้าถูก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากด่าทอแบบไม่มีเสียง ไอ้โง่บัดซบ เดี๋ยวก็รู้กัน...
เขาฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีกลับไปที่ห้อง แช่เท้าลงในน้ำอุ่นๆ อยู่ที่นี่มันสบายจริงๆ ไม่มีใครบ่นไม่มีใครว่า มีกินมีดื่ม แถมยังมีไอ้โง่บัดซบที่มีไอคิวติดลบให้คอยปั่นหัวเล่นอีก ชีวิตแบบนี้มันสุดยอดไปเลย
หวังต้าถูเป็นแค่พวกมาจากครอบครัวเล็กๆ ทั่วไป มีความทะเยอทะยานสูงแต่ใจคอคับแคบ เสียดายที่สติปัญญาก็ไม่ค่อยมี ซุนเชียนขี้เกียจแม้แต่จะเสวนาด้วย
ซุนเชียนเข้าทำงานที่กรมตำรวจวันเดียวกับฉินต้าเป่า เขารู้ตื้นลึกหนาบางของต้าเป่าดี มีทั้งสมอง มีทั้งเล่ห์เหลี่ยม ที่สำคัญคือมีแบคอัพหนุนหลัง คนพรรค์อย่างแกเนี่ยนะ หวังต้าถู ยังคิดจะไปจัดการสั่งสอนเขาอีกเหรอ? แกนอนผิดท่าหรือเปล่าเนี่ย? ยังฝันหวานอยู่ใช่ไหม? ตื่นขึ้นมานอนใหม่ไป๊...
เขาล้างเท้าเสร็จ ร่างกายก็เบาสบายขึ้นมาก สาดน้ำทิ้งออกไปข้างนอก แล้วสวมรองเท้าเดินไปที่ห้องครัว หลิวกุ้ยฟางกำลังยุ่งอยู่
"พี่กุ้ยฟาง ทำกับข้าวเสร็จหรือยังครับ?"
"อ้อ น้องชาย ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ แต่กับข้าวเป็นแค่เศษหัวหมูที่เหลือจากตอนเที่ยงนะ ฉันเอามาตุ๋นกับผักกาดขาว"
"ได้ครับ มีเนื้อก็พอแล้ว กลิ่นหอมฉุยเลยนะเนี่ย พอได้กลิ่นผมก็ยิ่งหิวเลย"
"งั้นเดี๋ยวพวกเราก็กินข้าวกันได้แล้วจ้ะ"
มื้อเย็น ต้าเป่าและจั่วหมิงเยวี่ยพากันไปกินข้าวกับเด็กน้อยสองคนเป็นการส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องกินรวมกันหมดหรอก ควรรักษาระยะห่างบ้างก็ดี
อีกอย่าง หมูพะโล้ตุ๋นผักกาดขาว จั่วหมิงเยวี่ยก็ไม่กินอยู่แล้ว ผู้ใหญ่สองเด็กสอง กินเป็ดย่างกันสองตัว กินคู่กับแผ่นแป้ง ต้นหอม แตงกวา ทุกคนกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
ตามกฎแล้ว อาหารสามมื้อของสถานีตำรวจ ทุกคนก็ต้องซื้อคูปองอาหารเหมือนกัน ไม่มีใครเป็นพ่อพระที่จะมาเลี้ยงข้าวคนทั้งสถานีฟรีๆ หรอก
อีกอย่าง การซื้อคูปองอาหารก็ยุติธรรมดี ใครกินจุ กินเยอะ ก็ซื้อเยอะหน่อย ใครกินน้อย ก็ซื้อน้อยหน่อย
ทั้งสถานีมีแค่หลิวกุ้ยฟางคนเดียวที่ได้รับการยกเว้น เพราะเธอเป็นแม่ครัว ได้กินอยู่ฟรี
แน่นอนว่า คนอื่นจะเอาข้าวสารอาหารแห้งมาทำกินเองก็ได้ ไม่ได้มีกฎบังคับตายตัว
กินข้าวเย็นเสร็จ อาศัยช่วงที่คนอยู่กันครบ ต้าเป่าก็เรียกประชุม เน้นย้ำเรื่องกฎระเบียบ และแจ้งว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ใครจะกินข้าวที่สถานีก็ต้องจัดการซื้อคูปองเอาเอง
ส่วนเด็กน้อยสองคนนั้น จะกินข้าวแยกต่างหากกับต้าเป่า
เรื่องนี้ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน สถานีตำรวจที่ผ่านๆ มาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น
ในบรรดาทุกคน มีแค่หวังต้าถูที่รู้สึกอิจฉาตาร้อน เขาแอบหมายปองจั่วหมิงเยวี่ยอยู่ พอได้ยินต้าเป่าบอกว่าจะกินข้าวแยกต่างหาก ความเปรี้ยวในใจมันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาเลย
ตอนประชุมเขาหน้าหงิกหน้าหงอมาตลอด ราวกับว่ามีใครเป็นหนี้เขาอย่างนั้นแหละ ทำเอาคนอื่นไม่อยากจะคุยด้วย คราวนี้เขายิ่งโมโห ไม่มีที่ระบาย ได้แต่กลับไปบ่นกระปอดกระแปดกับจ้าวอู่เหอที่หอพัก จ้าวอู่เหอก็ไม่สนใจ คลุมโปงนอนหลับหนี ทำเอาหวังต้าถูโกรธจนเจ็บหน้าอก...
สำหรับซุนเชียน การประชุมครั้งนี้ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว ยังไงเขาก็ต้องไปขอเกาะต้าเป่ากินอยู่ดี จะกินที่ไหนก็ไม่สำคัญ
ในใจของต้าเป่าเก็บความลับเก่งที่สุด เรื่องที่จะเลื่อนขั้นซุนเชียนเป็นรองหัวหน้าสถานี เขายังไม่ยอมบอกใครจนกว่าหนังสือแต่งตั้งจะลงมา ส่วนเรื่องของหวังต้าถู ต้าเป่าก็ไม่ใส่ใจ ยังกล้ามาทำหน้าหงิกใส่ฉันอีกเหรอ? ถ้ายังทำตัวกร่างอีกฉันจะจัดการแกให้ดู
ในที่สุดวันอันแสนวุ่นวายนี้ก็ผ่านพ้นไป ต้าเป่ายกเก้าอี้มานั่งอยู่ใต้หลอดไฟที่ระเบียงทางเดิน
คอมมูนซื่อจี้ชิงนี่ก็ถือว่าไม่เลวเลย มีการเดินสายไฟเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าฝั่งอี้เหอหยวน โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนาน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกวางสู และจ่ายไฟให้พื้นที่โดยรอบมาตลอด ดังนั้นที่นี่ตอนกลางคืนไฟจึงไม่ดับ ถ้าเป็นในหมู่บ้านนี่คงไม่ได้แบบนี้หรอก หมู่บ้านที่มีไฟฟ้า พอตกดึกก็จะโดนตัดไฟเพื่อประหยัดไฟ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า กลางวันจ่ายไฟ กลางคืนตัดไฟ แล้วตกลงจะเดินสายไฟมาทำไมกัน?
เขาจุดบุหรี่สูบ มองดูลานบ้านที่มืดสลัว ปล่อยให้สมองว่างเปล่า รู้สึกถึงความเงียบสงบที่แผ่ซ่านเข้ามา
เสื้อคลุมตัวหนึ่งถูกนำมาคลุมลงบนไหล่ของเขา ต้าเป่าหันกลับไปมอง จั่วหมิงเยวี่ยส่งยิ้มหวานมาให้แล้วนั่งลงข้างๆ เขา
ทั้งสองคนสบตากันและยิ้มให้กัน ต้าเป่าขยับเสื้อคลุมไปห่มให้เธอด้วย ช่วงเช้าตรู่กับพลบค่ำ อากาศยังค่อนข้างเย็น ทั้งสองคนนั่งเงียบๆ มองดูดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้ายามราตรี....