- หน้าแรก
- 18 อีกครั้งในปี1958 เปิดเส้นทางเศรษฐีด้วยมิติส่วนตัว
- บทที่ 50 ตีงูต้องตีที่จุดตาย
บทที่ 50 ตีงูต้องตีที่จุดตาย
บทที่ 50 ตีงูต้องตีที่จุดตาย
คำพูดระเบิดตูมนี้ทำเอาคนที่อยู่ในเหตุการณ์หูอื้อไปตามๆ กัน โคตรจะสะใจเลยเว้ย วันนี้ได้เผือกเรื่องใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม คืนนี้ซุกตัวในผ้าห่มคงมีเรื่องสนุกๆ ไว้เมาท์กับเมียแล้ว
สีหน้าของอี้จงไห่ซีดเผือดเป็นกระดาษ เขานึกถึงคำพูดของฉินต้าเป่าเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาได้ ตกใจจนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ปัญหาเรื่องประวัติ ปัญหาเรื่องชนชั้นในยุคสมัยนี้มันหมายถึงชีวิตเลยนะ ถ้าโดนแปะป้ายสองข้อนี้ อย่าว่าแต่จะมีชีวิตที่ดีเลย แค่ใช้ชีวิตตามปกติก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
ป้าใหญ่ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ พอได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจจนตัวสั่นเทา ร้องลั่นออกมา "แกพูดจาเหลวไหล ตาเฒ่าอี้ เด็กคนนี้พวกเราไม่รับเลี้ยงแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ... "
อี้จงไห่ส่งเสียงรับคำในลำคอ พยุงป้าใหญ่เตรียมจะเดินหนี
แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่บรรดาไทยมุงที่ไม่ยอม แม้แต่หัวหน้าหวังก็ไม่ยอมปล่อยไป
"อี้จงไห่ คุณห้ามไปไหนทั้งนั้น เสี่ยวฉิน เธออธิบายมาให้ชัดเจนนะ"
ฉินชิ่งโหย่วเป็นคนขี้ขลาด เขารีบกระตุกแขนเสื้อฉินต้าเป่าเบาๆ "อย่าพูดจาซี้ซั้วน่านะ"
แต่ฉินต้าเป่ารู้ดีว่า พอคำพูดหลุดปากไปแล้ว มันก็เหมือนลูกธนูที่ง้างอยู่บนสาย ยังไงก็ต้องยิงออกไป
"พ่อวางใจเถอะ ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร"
...
"หัวหน้าหวังครับ ผมมีเรื่องจะรายงาน" ฉินต้าเป่าเข้าใจดีว่า ตีงูไม่ตายมันจะแว้งกัดเอา การจัดการกับคนชั่วร้ายอย่างอี้จงไห่ ถ้าไม่ตีให้จมดินจนพลิกฟื้นไม่ได้ พวกมันก็จะกลับมาก่อกวนสร้างปัญหาอยู่เรื่อยๆ
ในชาติก่อน เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านผู้นำถึงต้องสร้างพายุลูกใหญ่ขึ้นมา แถมยังกินเวลานานนับสิบปี ตอนนี้ฉินต้าเป่าเริ่มเข้าใจที่มาของพายุลูกใหญ่นั้นบ้างแล้ว
สิบปีนั้นทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในสถานการณ์ง่อนแง่นคลอนแคลน แม้แต่เศรษฐกิจก็ยังถดถอยไปถึงยี่สิบปี
พอลองมาดูตอนนี้ บางทีอาจเป็นเพราะมีคนชั่วที่ซ่อนตัวอยู่อย่างอี้จงไห่มากเกินไปกระมัง
หัวหน้าหวังเงยหน้ามองฉินต้าเป่า "เธอพูดมาเลย"
ฉินต้าเป่าหันไปมองอี้จงไห่ พูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม "อี้จงไห่ ปีสี่ศูนย์ทำงานอยู่โรงงานผลิตอาวุธของพวกยุ่น ปีสี่สี่ถึงได้ย้ายมาทำงานที่ปักกิ่ง ปืนและปืนใหญ่ที่เขาสร้างมากับมือ ฆ่าชีวิตคนในชาติไปตั้งเท่าไหร่ หลังก่อตั้งประเทศ เขากลับปกปิดประวัติศาสตร์ช่วงนี้ของตัวเอง ... "
ฉินต้าเป่าพูดยังไม่ทันจบ ชาวบ้านที่มุงดูก็ระเบิดเสียงฮือฮาทันที
"อะไรนะ อี้จงไห่เคยทำงานให้พวกยุ่นเหรอเนี่ย"
"ฉันก็ว่าอยู่ทำไมเขาถึงได้เป็นช่างกลึงระดับแปด ที่แท้ฝีมือพวกนี้ก็เรียนมาจากพวกยุ่นนี่เอง"
"เขา เขาเป็นสายลับที่แฝงตัวมาหรือเปล่าเนี่ย"
สีหน้าของหัวหน้าหวังเคร่งเครียดขึ้นมาทันที หล่อนหันไปกระซิบกับคนข้างๆ สองสามคำ คนคนนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที
อี้จงไห่และป้าใหญ่หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ตัวสั่นงันงกไม่หยุด
ป้าใหญ่ร้องเสียงแหบพร่า "แก แกพูดจาเหลวไหล ไอ้เด็กแซ่ฉิน แกแต่งเรื่องโกหก"
หัวหน้าหวังตวาดเสียงเข้ม "คุณหุบปากไปเลย จะพูดจาเหลวไหลหรือไม่ ทางการจะเป็นคนตรวจสอบเอง"
หล่อนหันไปมองฉินต้าเป่า "เสี่ยวฉิน เรื่องที่เธอพูดเป็นเรื่องจริงใช่ไหม ถ้าไม่จริง เธอจะต้องติดคุกข้อหาแจ้งความเท็จนะ เธอคิดให้ดีๆ"
ฉินต้าเป่ายืดอกเชิดหน้า "ผมรับผิดชอบทุกคำพูดและการกระทำของผม หากมีความผิดพลาดประการใด ผมยินดีรับโทษทุกอย่างครับ"
แน่นอนว่าเขามั่นใจเต็มร้อย ประวัติมืดของอี้จงไห่สืบหาได้ไม่ยากเลย แค่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนไปสืบหรือเปล่าก็เท่านั้น ฉินต้าเป่ารู้ดีว่าอี้จงไห่เคยทำงานให้พวกยุ่นจริง แต่ไม่ได้เป็นสายลับ ทว่าแค่ประวัติภูมิหลังตรงนี้ถูกตีแผ่ออกมา ต่อไปเขาก็จะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขอีกแล้ว
ตอนแรกฉินต้าเป่าก็ไม่อยากจะไล่ต้อนให้จนตรอกขนาดนี้ แต่หมอนี่กลับไม่ยอมปล่อยเขาไป ถ้าเขาไม่โต้กลับ ก็จะกลายเป็นไอ้ขี้ขลาดตาขาวไปน่ะสิ
"ยังมีอีกครับหัวหน้าหวัง" ฉินต้าเป่าพูดต่อ สายตาของทุกคนก็พุ่งกลับมาจ้องที่เขาอีกครั้ง
"หลิวไห่จง ชื่อเดิมคือหลิวเหวินซ่าน เป็นคนอำเภอถังมณฑลเหอเป่ย พ่อของเขาชื่อหลิวต้าชิ่ง เป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ที่ดินกว่าครึ่งของอำเภอถังเป็นของบ้านเขา หลิวต้าชิ่งเคยเป็นนายอำเภอหุ่นเชิดให้พวกยุ่น มือของเขาเปื้อนเลือดชาวบ้านตาดำๆ ไปมากมาย หลังจากพวกยุ่นยอมแพ้ ครอบครัวหลิวก็ถูกเช็กบิล หลิวไห่จงหนีรอดมาได้ ซมซานมาถึงปักกิ่ง ปิดบังชื่อแซ่และประวัติของตัวเอง แล้วเข้าไปทำงานที่โรงงานรีดเหล็ก"
ระเบิดลูกใหญ่อีกลูกถูกโยนลงมา ทำเอาชาวบ้านในตรอกมึนงงไปตามๆ กัน
หลิวไห่จงไม่นึกเลยว่าอยู่ดีๆ ตัวเองก็จะกลายเป็นเป้าหมายในการแฉครั้งนี้ด้วย ตกใจจนตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
ความจริงแล้วคนต่างถิ่นแบบอี้จงไห่และหลิวไห่จง มีอยู่มากมายในปักกิ่ง พวกเขาหนีเข้ามาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป อย่างแม่ของฉินต้าเป่า ลู่ซิ่วเอ๋อก็หนีมาอยู่แถบชานเมืองปักกิ่งเหมือนกัน
แต่ว่า เหตุผลที่หนีมามันคืออะไรต่างหากที่สำคัญ
คนทำงานให้พวกยุ่นมีเยอะแยะไป แต่โรงงานผลิตอาวุธมันมีไว้ทำอะไรล่ะ มันคือสถานที่ผลิตปืนผลิตกระสุน เสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกผู้รุกรานส่วนใหญ่ก็มาจากโรงงานผลิตอาวุธในประเทศนี่แหละ ถึงแม้คนงานจะไม่ได้เป็นคนขายชาติทุกคน แต่ก็ปฏิเสธความจริงที่ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผู้รุกรานเข่นฆ่าคนในชาติไม่ได้อยู่ดี
ส่วนปัญหาของหลิวไห่จงนั้นร้ายแรงยิ่งกว่า ไม่ว่าเขาจะเคยกดขี่ข่มเหงชาวบ้านยากจนหรือไม่ แต่ด้วยภูมิหลังชนชั้นแบบนี้ อีกไม่กี่ปีเขาก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มห้าประเภทดำ ซึ่งจะต้องถูกจับไปประจานและวิจารณ์อย่างหนัก ถึงตอนนั้นจะมีชีวิตรอดหรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหาเลย
สีหน้าของหัวหน้าหวังเคร่งขรึม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ใหญ่เกินกว่าที่สำนักงานเขตและสถานีตำรวจจะจัดการได้
หลิวไห่จงคุกเข่าดังตุ้บ ท่าทีหยิ่งยโสโอหังในวันวานมลายหายไปสิ้น ป้ารองเองก็คุกเข่าตาม น้ำตาไหลพราก โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
"หัวหน้าหวังครับ ผม ผมไม่ใช่เจ้าที่ดินนะ ผมไม่ใช่ลูกหลานคนขายชาตินะ ... "
"ใช่ค่ะหัวหน้าหวัง สามีฉันเป็นชาวนายากจนนะคะ ในแฟ้มประวัติก็มีระบุไว้ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม โปรดตรวจสอบให้กระจ่างด้วยเถอะค่ะ ... "
หัวหน้าหวังเป็นบุคลากรทางการเมืองที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน ย่อมไม่หวั่นไหวกับน้ำตา ยิ่งไปกว่านั้น ฉินต้าเป่าพูดมาทั้งชื่อนามสกุลชัดเจน มีที่มาที่ไป หล่อนจึงค่อนข้างเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
เพื่อนบ้านต่างพากันถอยห่าง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อี้จงไห่และหลิวไห่จงอีก แม้แต่ป้าใหญ่และป้ารองก็กลายเป็นที่น่ารังเกียจราวกับขี้หมา ไม่มีใครอยากเฉียดใกล้
เจี่ยจางซื่อกลับยืดอกขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ หล่อนเป็นชาวนายากจนมาสามชั่วอายุคน ย่อมรู้สึกรังเกียจพวกเจ้าที่ดินคนรวยเป็นอย่างมาก ถึงแม้อี้จงไห่จะเคยคอยช่วยเหลือครอบครัวเจี่ยมาตลอด หล่อนก็ยังอดไม่ได้ที่จะถ่มน้ำลายใส่อี้จงไห่และหลิวไห่จง เพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง
ตอนนั้นเอง หัวหน้าถานก็พาคนรุดมาถึง หัวหน้าหวังกระซิบบอกเล่าสถานการณ์ให้ฟัง สีหน้าของหัวหน้าถานก็เคร่งเครียดสุดๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แล้วนะ
หัวหน้าหวังกระซิบถามหัวหน้าถาน "เราควรจะคุมตัวอี้จงไห่กับหลิวไห่จงกลับไปก่อนดีไหมคะ"
หัวหน้าถานยิ้มเจื่อนๆ "พี่หวัง พี่ก็รู้สถานการณ์ตอนนี้ดี อีกแค่สามสิบวันก็จะปีใหม่แล้ว ที่สถานีจะมีใครว่างออกไปลงพื้นที่สืบประวัติล่ะครับ อีกอย่าง เอาตัวกลับไปแล้วจะเอาไปขังไว้ที่ไหน แถมตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ"
หัวหน้าหวังพยักหน้าเห็นด้วย ตอนนี้บุคลากรในสำนักงานเขตก็ต้องทำงานหนึ่งคนควบสามตำแหน่ง หล่อนไม่มีคนว่างพอจะไปลงพื้นที่สืบประวัติเหมือนกัน
หัวหน้าถานคิดอยู่ครู่หนึ่ง "พี่ครับ ให้คนจากแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานรีดเหล็กมารับตัวไปเถอะ สองคนนี้เป็นคนงานโรงงานเขา การตรวจสอบปัญหาประวัติศาสตร์แบบนี้ ทางแผนกรักษาความปลอดภัยก็มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่แล้ว รอให้ผลการตรวจสอบออกมาก่อน พวกเราค่อยเข้าไปแทรกแซง"
ตาของหัวหน้าหวังเป็นประกาย ใช่แล้ว โรงงานรีดเหล็กมีทั้งคนมีทั้งเงิน การตรวจสอบประวัติส่วนบุคคลแบบนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ที่ทั้งสำนักงานเขต สถานีตำรวจ และหน่วยงานต้นสังกัดสามารถทำได้ ซึ่งอำนาจตรงนี้มันทับซ้อนกันอยู่ โยนเรื่องให้แผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานจัดการนั่นแหละเหมาะที่สุด
แม้ว่าแผนกรักษาความปลอดภัยจะเป็นแค่แผนกหนึ่งในโรงงาน แต่อำนาจหน้าที่นั้นไม่ด้อยไปกว่าตำรวจเลย ใส่เครื่องแบบเหมือนกัน พกปืนพกได้ แถมยังมีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้งหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยยังอยู่ในสังกัดกรมตำรวจ ต้องรับคำสั่งจากทั้งผู้บริหารโรงงานและกรมตำรวจควบคู่กันไป
ระหว่างนั้นเอง ตำรวจสองนายและกองกำลังพลเรือนอีกสองคนก็วิ่งเข้ามา
ตำรวจทั้งสองนายอยู่ในชุดเต็มยศ มือข้างหนึ่งแตะที่ซองปืนบนเข็มขัด ยืนตรงทำความเคารพถานหย่งจวิน
ถานหย่งจวินรับการเคารพ แล้วชี้ไปที่อี้จงไห่และหลิวไห่จง "คุมตัวพวกเขาส่งไปที่แผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานรีดเหล็ก"
ประกายแห่งความหวังวาบขึ้นในแววตาที่สิ้นหวังของอี้จงไห่ การถูกส่งตัวไปให้โรงงานตรวจสอบกับตำรวจตรวจสอบมันต่างกันลิบลับเลยนะ
แผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานยังไงก็ต้องฟังคำสั่งผู้บริหารโรงงาน เขาเป็นถึงช่างกลึงระดับแปด ซึ่งถือว่าเป็นเพชรยอดมงกุฎของโรงงาน ผู้บริหารโรงงานจะต้องออกโรงปกป้องเขาแน่ๆ
พอคิดได้ดังนั้น เขาก็ตวัดสายตามองฉินต้าเป่า แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
ฉินต้าเป่าไม่ได้ใส่ใจนัก เขารู้ดีว่าแค่ประวัติมืดอย่างเดียวในตอนนี้ยังเอาพวกมันไม่ลงหรอก แต่ถึงจะเอาไม่ลง อี้จงไห่และหลิวไห่จงก็หมดสิทธิ์จะมากร่างทั้งในโรงงานและในลานบ้านอีกต่อไปแล้ว พวกมันจะต้องถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด
และขอแค่สืบประวัติภูมิหลังและชนชั้นของพวกมันให้ชัดเจน แล้วบันทึกลงในแฟ้มประวัติ อีกไม่กี่ปีพอพายุลูกใหญ่ก่อตัวขึ้น วันเวลาของพวกมันก็ถือว่าจบสิ้น ใช่แล้ว อย่าว่าแต่จะหวังชีวิตที่ดีเลย แค่ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไป พวกมันก็ไม่มีสิทธิ์แล้ว
ฉินต้าเป่ารู้ซึ้งถึงอานุภาพของพายุลูกใหญ่นี้ดี มันคือยุคสมัยที่ลูกไม่รู้จักพ่อ พ่อไม่รู้จักลูก ขาวดำถูกสลับสับเปลี่ยน ทันทีที่กลไกของรัฐเริ่มทำงาน ใครที่ขวางทางก็จะถูกบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผง
เมื่อคนถูกคุมตัวไปแล้ว ชาวบ้านรอบๆ ต่างมองฉินต้าเป่าด้วยสายตาที่ซับซ้อน ก่อนจะค่อยๆ แยกย้ายกันไป
ฉินต้าเป่ารู้ดีว่า จากนี้เป็นต้นไป ชื่อเสียงของเขาคงพังป่นปี้ไม่มีชิ้นดี แต่เขาไม่สนใจหรอก ตอนนี้เขาแค่อยากจะเลี้ยงดูน้องชายและน้องสาวให้เติบโต ทำให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ถ้าในอนาคตเขาจะต้องแต่งงานสร้างครอบครัว แล้วฝ่ายหญิงเลือกที่จะรู้จักเขาผ่านปากคนอื่น เขาก็ยอมที่จะไม่แต่งงานเสียยังจะดีกว่า