- หน้าแรก
- บันทึกรักข้ามมิติ เกิดใหม่กี่ทีความสวยก็เป็นเหตุ
- บทที่ 25: ถึงเป็นเสเพลชนก็มีฤดูใบไม้ผลิของตัวเอง (5)
บทที่ 25: ถึงเป็นเสเพลชนก็มีฤดูใบไม้ผลิของตัวเอง (5)
บทที่ 25: ถึงเป็นเสเพลชนก็มีฤดูใบไม้ผลิของตัวเอง (5)
เมื่อโม่หรูเฟิงกลับมาถึงห้อง เขาก็เห็นหลิวเจียวเจียวนั่งทำหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับอยู่
"เจียวเจียว เป็นอะไรไป?" โม่หรูเฟิงเอ่ยถามด้วยความร้อนรนใจ
เมื่อเห็นโม่หรูเฟิง หลิวเจียวเจียวก็รีบวิ่งเข้ามากอดเขาหมับ
"ท่านพี่ ท่านไปทำเรื่องไม่ดีอะไรมาใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
โม่หรูเฟิงถึงกับงุนงง
หลิวเจียวเจียวยิ่งร้อนรน
"เจ้าทึ่มเอ๊ย ท่านต้องไปทำอะไรให้พี่ใหญ่ไม่พอใจมาแน่ๆ เลย!"
โม่หรูเฟิง: !!!
เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างยิ่ง "ข้าเปล่านะ เจียวเจียว"
"ท่านทำแน่ๆ! พี่ใหญ่ถึงขั้นมาฟ้องข้าถึงที่นี่เลยนะ" หลิวเจียวเจียวเอ่ยอย่างขัดใจในความไม่เอาไหนของเขา
"พี่ใหญ่ยังขู่ข้าด้วย บอกให้ข้าคิดดูให้ดีๆ ห้ามเข้าข้างปกป้องท่านเด็ดขาด"
"ถ้าท่านไม่ไปขอโทษ ต่อไปนี้ก็จะไม่ได้เงินค่าขนมอีกแล้ว"
"แล้วถ้าท่านไม่มีเงินค่าขนม ข้าจะทำยังไงล่ะเจ้าคะ?"
โม่หรูเฟิง: !!!
พี่ใหญ่... โหดร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แต่... แต่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนี่นา?
โม่หรูเฟิงคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าตนไปทำผิดตอนไหน
จู่ๆ หลิวเจียวเจียวก็นึกขึ้นได้
"ข้ารู้แล้ว!"
"ต้องเป็นเพราะหลังจากแต่งงานแล้ว ท่านก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็เลยรู้สึกน้อยใจแน่ๆ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โม่หรูเฟิงก็คิดว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
ช่วงหลายวันมานี้เขาเอาแต่ขลุกอยู่กับเจียวเจียวจนลืมโม่เทียนเฉิงไปเสียสนิท
มิฉะนั้น ก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกัน เขาก็มักจะไปหาพี่ใหญ่เพื่อเที่ยวเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆ
เขามันเป็นคุณชายเสเพลขนานแท้!
เรื่องหาเงินน่ะไม่มีพรสวรรค์เลยสักนิด แต่เรื่องผลาญเงินนี่ขอให้บอก เขานั้นเชี่ยวชาญเป็นเลิศ
หากไม่ได้โม่เทียนเฉิงคอยหนุนหลัง ป่านนี้เขาคงจบเห่ไปนานแล้ว
ดังนั้น พี่ใหญ่ก็คือท่อนขาทองคำของเขา เขาต้องเกาะเอาไว้ให้แน่นๆ
"เจ้าพูดถูก เจียวเจียว คืนนี้พวกเราไปกินข้าวเย็นกับพี่ใหญ่กันเถอะ" โม่หรูเฟิงกล่าวอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
หลิวเจียวเจียวพยักหน้ารัวๆ
"ตอนที่พี่ใหญ่มาหา ข้าตกใจแทบแย่"
"พี่ใหญ่ก็แค่โกรธท่าน แต่เขินเกินกว่าจะพูดกับท่านตรงๆ ก็เลยมาลงที่ข้าแทนยังไงล่ะ"
โม่หรูเฟิงรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
"ข้าขอโทษนะ เจียวเจียว วันหลังจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแล้ว"
และแล้ว ในช่วงค่ำ โม่เทียนเฉิงก็ได้รับรายงาน
"หลิวเจียวเจียวมางั้นรึ?" รอยยิ้มของโม่เทียนเฉิงแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
องครักษ์: "เอ่อ... คุณชายรองก็มาด้วยขอรับ"
โม่เทียนเฉิง: ???
หา?
โม่เทียนเฉิงถึงกับสับสนงุนงงไปหมด
"พี่ใหญ่!!!"
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา โม่หรูเฟิงก็ตะโกนลั่น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความตื้นตันใจอย่างหาที่สุดมิได้
คิ้วของโม่เทียนเฉิงกระตุกยิกๆ
เขามองโม่หรูเฟิงสลับกับหลิวเจียวเจียว
"พวกเจ้าสองคนมาทำอะไรที่นี่?"
"พี่ใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว!" โม่หรูเฟิงเข้าเรื่องทันที "ตั้งแต่นี้ต่อไป ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่ใหญ่บ่อยๆ แน่นอน"
โม่เทียนเฉิง: ???
"ทำไมเจ้าต้องมาอยู่เป็นเพื่อนข้าด้วย?" โม่เทียนเฉิงเอ่ยอย่างหมดคำจะพูด
โม่หรูเฟิงทำหน้าราวกับจะบอกว่า 'ข้าเข้าใจทุกอย่างดี'
"เจียวเจียวเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว พี่ใหญ่ไม่ต้องเขินไปหรอก"
"ถึงข้าจะแต่งงานแล้ว แต่พวกเราก็ยังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันเสมอนะ"
โม่เทียนเฉิง: ...
เขาหันไปมองหลิวเจียวเจียว ก็เห็นแววตาของนางกำลังเป็นประกายวิบวับ พร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกว่า 'ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ?'
"พี่ใหญ่!" โม่หรูเฟิงร้องเรียก
"พี่ใหญ่!" หลิวเจียวเจียวประสานเสียงตาม
"พวกเราจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องเหงาแน่นอน!" ทั้งสองตะโกนขึ้นพร้อมกัน
โม่เทียนเฉิง: ...
จู่ๆ โม่เทียนเฉิงก็รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจขึ้นมาตงิดๆ
เขาไม่คาดคิดเลยว่าคนทึ่มทื่ออย่างหลิวเจียวเจียวจะไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย
แถมโม่หรูเฟิง เจ้าทึ่มตัวพ่อ ก็ดันเชื่อคำพูดของคนทึ่มอีกคนเป็นตุเป็นตะ
เมื่อมองดูเจ้าทึ่มสองคนที่กำลังร่าเริงเบิกบานใจ จู่ๆ โม่เทียนเฉิงก็ปลงตก
น้องชายของเขามักจะแตกต่างจากน้องชายบ้านอื่นอยู่เสมอ
น้องชายเขารักสนุกและไม่ชอบทำการงานเป็นชิ้นเป็นอัน
อันที่จริง เขาก็เข้าใจดีว่าที่โม่หรูเฟิงทำตัวเช่นนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขารู้สึกกดดัน
ท้ายที่สุดแล้ว ในตระกูลใหญ่โต มีพี่น้องตั้งมากมายที่ต้องมาเข่นฆ่าแย่งชิงอำนาจกันเอง
โม่หรูเฟิงไม่ชอบเรื่องพรรค์นั้น และไม่อยากหมางเมินกับโม่เทียนเฉิงเพราะเรื่องเหล่านั้นด้วย
และที่สำคัญที่สุดก็คือ... เจ้านี่มันทึ่ม
ด้วยเหตุนี้ โม่หรูเฟิงจึงกลายเป็นคุณชายเสเพลอย่างสมบูรณ์แบบ
โม่เทียนเฉิงเองก็ลดเกราะป้องกันที่ไม่จำเป็นลง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโม่หรูเฟิงจึงแน่นแฟ้นกลมเกลียวกันมาก
และแน่นอนว่า เขาไม่ได้อยากจะแตกหักกับโม่หรูเฟิงจริงๆ เสียหน่อย
ก็แค่การต้องเลี้ยงดูหลิวเจียวเจียวในฐานะน้องสะใภ้ มันชวนให้ปวดใจอยู่นิดๆ ก็เท่านั้นเอง
"เพราะงั้น พี่ใหญ่... ท่านอย่าตัดเงินค่าขนมของข้าเลยนะขอรับ?"
เมื่อเห็นสีหน้าของโม่เทียนเฉิงอ่อนลง โม่หรูเฟิงก็รีบเอ่ยปากอ้อนวอน
โม่เทียนเฉิง: ... "ก็ได้ๆ" เขาตอบรับอย่างจนใจ
โม่หรูเฟิงหันไปยิ้มกริ่มให้หลิวเจียวเจียว "เจียวเจียว เห็นไหม? ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ!"
หลิวเจียวเจียวพยักหน้ารัวๆ "เก่งที่สุด เก่งที่สุดเลย!"
รักษาเงินเอาไว้ได้แล้ว พวกเขาก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างลัลล้าได้อีกครั้ง!
และแล้ว
ทั้งสามคนก็นั่งร่วมโต๊ะเสวยมื้อค่ำด้วยกันอย่างชื่นมื่น
หนึ่งปีต่อมา
อำนาจบารมีของตระกูลโม่พุ่งทะยานถึงขีดสุด
ด้วยความสามารถของโม่เทียนเฉิงผู้ล่วงรู้อนาคตล่วงหน้า อิทธิพลของตระกูลโม่จึงยิ่งใหญ่เกรียงไกรขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คนมากมายต่างให้ความเคารพยำเกรงและนอบน้อมเมื่อได้พบเห็นคนของตระกูลโม่
ส่วนหลิวเจียวเจียวกับโม่หรูเฟิงน่ะหรือ... กลายเป็นปลิงเกาะกินอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว
ทั้งสองคนเอะอะก็เรียก "พี่ใหญ่" คอยออดอ้อนฉอเลาะให้โม่เทียนเฉิงควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ใช้สอยไม่ขาดมือ
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โม่เทียนเฉิงสั่งสมทรัพย์ศฤงคารเอาไว้มากมายมหาศาล
เศษเงินเพียงหยิบมือที่เขาแบ่งให้ ก็มากพอที่จะทำให้หลิวเจียวเจียวและสามีเอาไปเที่ยวเล่นผลาญเล่นได้อีกนานแสนนาน
วันหนึ่ง
โม่หรูเฟิงและหลิวเจียวเจียวกำลังเดินถือถุงเงินเตรียมตัวออกไปข้างนอก
"เจียวเจียว คืนนี้พวกเราไปจุดพลุดอกไม้ไฟกันดีไหม?"
"ตกลงเจ้าค่ะ!"
สามีภรรยาคู่นี้ใช้ชีวิตราวกับเด็กน้อยที่ไม่เคยรู้จักโต พวกเขาไม่เคยเบื่อหน่ายกับเรื่องสนุกสนานครื้นเครงเลยสักนิด
ทันใดนั้น สตรีใบหน้าซีดเซียวคนหนึ่งก็ก้าวพรวดออกมาจากมุมมืด
เรือนผมของนางหยาบกระด้าง แววตาเลื่อนลอย ร่างกายผ่ายผอม
นางคือหลิวเยียนหราน
นางถูกโม่เทียนเฉิงทรมานจนสติฟั่นเฟือนไปตั้งแต่ตอนที่ถูกไต่สวนคราวนั้นแล้ว
นางกลายเป็นคนเสียจริต มีเพียงสาวใช้ตัวน้อยคอยดูแลรับใช้ข้างกายเพียงคนเดียว
วันนี้ นางอยากจะออกมาเดินเล่นข้างนอก
ผลปรากฏว่า ดันมาบังเอิญเจอกับหลิวเจียวเจียวเข้าพอดี
เมื่อเห็นหลิวเจียวเจียว นางก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
"เป็นเจ้า! เจ้าเป็นคนแย่งชิงชีวิตของข้าไป!"
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันจะได้แตะต้องตัวหลิวเจียวเจียว นางก็ถูกองครักษ์เงาเตะกระเด็นออกไปเสียก่อน
หลิวเจียวเจียวยังคงตกใจไม่หาย "นางเป็นใครกัน?"
"ดูเหมือนว่าจะเป็นพี่สาวของเจ้านะ" โม่หรูเฟิงเอ่ยอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
เมื่อนึกถึงหลิวเยียนหราน หลิวเจียวเจียวก็แค่นเสียงขึ้นจมูก
พี่สาวจอมเสแสร้งผู้นี้ถูกคัดชื่อออกจากผังตระกูลหลิวไปตั้งแต่นางบังอาจสลับตัวเจ้าบ่าวเองตามอำเภอใจแล้ว
"นางไม่ใช่พี่สาวของข้า แซ่หลิวของนาง ไม่ใช่แซ่หลิวของข้าเสียหน่อย"
โม่หรูเฟิงรีบเออออห่อหมกเห็นด้วยทันที
เมื่อเห็นหลิวเจียวเจียวดูงดงามเปล่งประกายและมีความสุขถึงเพียงนี้ หลิวเยียนหรานก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
สติสัมปชัญญะของนางไม่ค่อยจะดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งกรีดร้องไปกรีดร้องมา นางก็เริ่มจินตนาการไปเองว่าตัวเองเป็นไก่ตัวผู้
ด้วยเหตุนี้ หลิวเยียนหรานจึงถูกจับไปขังไว้ในเรือนเล็กหลังเดิมของนางอีกครา
และนางก็จะคอยส่งเสียงขันเอ้กอี๊เอ้กเอ้กในทุกๆ เช้าตรู่ยามรุ่งสาง
หลิวเจียวเจียวและโม่หรูเฟิงใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเปี่ยมสุข
โม่หรูเฟิงไม่เล่นการพนัน และไม่คิดจะรับอนุภรรยาคนใดเข้ามาในจวน
เขาเพียงแค่พาเจียวเจียวตระเวนท่องเที่ยวชมความงดงามไปทั่วสารทิศ
และเนื่องจากเขาเป็นเพียงบุตรชายคนรอง ภาระหน้าที่ในการสืบทอดทายาทจึงไม่ตกมาถึงเขา
เขากับหลิวเจียวเจียวจึงไม่มีบุตรด้วยกัน
เพราะเขารู้สึกว่าเขากับหลิวเจียวเจียวยังเที่ยวเล่นกันไม่หนำใจเลย การมีลูกสักคนมันช่างน่ารำคาญและยุ่งยากจะตายไป!
โม่เทียนเฉิงเองก็ครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต เขาหย่าขาดกับหลิวเยียนหรานไปนานแล้ว
ฮูหยินโม่เฝ้าเพียรพยายามเกลี้ยกล่อมเขานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเขาก็ไม่ยอมฟัง
ท้ายที่สุด เขาก็รับอุปการะทายาทผู้มีความรู้ความสามารถจากในตระกูลมาสืบทอดตำแหน่งแทน
เขาใช้เวลาทั้งชีวิตบริหารจัดการบ้านเมืองและการค้าอย่างขยันขันแข็ง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง และไม่วู่วาม
ผู้คนต่างเล่าลือกันว่าเขากอบโกยเงินทองไปได้มหาศาล
โม่เทียนเฉิงก็มิได้ปฏิเสธ เขาหาเงินมาได้มากมายก่ายกองจริงๆ นั่นแหละ
แล้วทำไมเขาถึงต้องหาเงินมากมายขนาดนี้ด้วยล่ะ?
หึ ก็ที่บ้านมีปลิงตัวน้อยสองตัวกำลังอ้าปากรอให้เขาจ่าย 'เงินเดือน' ให้อยู่น่ะสิ!