เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้

บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้

บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้


มหกรรมการจับจ่ายซื้อของยังคงดำเนินต่อไป

ฉินจิ่วเลี่ยจูงมือเจียงหนิงเดินขึ้นไปยังชั้นสองของห้างสรรพสินค้า

ชั้นสองเป็นโซนขายเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทุกประเภท ทั้งสำหรับบุรุษและสตรี รวมถึงของใช้จุกจิกสำหรับผู้หญิง ซึ่งดึงดูดความสนใจของเจียงหนิงได้ไม่น้อย

เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่นั้นไม่เพียงแต่จะเข้าตำรา 'ใหม่สามปี เก่าสามปี ปะชุนอีกสามปี' แต่มันล่วงเลยคำว่าเก่าไปไกลมากแล้ว ชิ้นที่ดูใหม่ที่สุดก็คงจะเป็นชุดทำงานของโรงงานทอผ้า

ซ้ำร้าย... เสื้อผ้าพวกนี้ยังเป็นของตกทอดที่เจียงซินโหรวใส่จนเบื่อแล้วโยนทิ้งมาให้เจ้าของร่างเดิม เจียงหนิงรู้สึกอัปมงคลพิลึกที่ต้องสวมเสื้อผ้าแบบนี้

เธอจึงจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่สักหลายชุด และกะว่าจะเปลี่ยนใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้า

ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อฉินจิ่วเลี่ยด้วย

อย่างไรเสีย ฉินจิ่วเลี่ยก็เป็นถึงผู้บังคับการกรมแห่งเขตทหาร ส่วนเธอในฐานะ 'ภรรยาผู้บังคับการกรม' จะแต่งตัวซอมซ่อเกินไปก็คงไม่ดี ประเดี๋ยวจะทำให้เขาต้องเสียหน้าเอาได้

ทั้งสองเดินมาถึงโซนเสื้อผ้าสตรี

ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ โซนแรกขายเสื้อผ้าสตรีสำเร็จรูป

ล้วนเป็นแบบที่กำลังเป็นที่นิยมและทันสมัยมากในยุคนี้ อย่างเช่นชุดสูทเลนินและชุดเดรสบรากิสไตล์รัสเซีย

เนื้อผ้าเรียบลื่น อยู่ทรง และตัดเย็บอย่างมีสไตล์ สวมใส่แล้วดูทะมัดทะแมงกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ

เจ้าของร่างเดิมเคยทำงานที่โรงงานทอผ้าและเป็นคนผลิตผ้าเหล่านี้ออกมาเอง สาวๆ ในโรงงานต่างก็ใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครองกันตั้งนานแล้ว แต่รายได้ของพวกเธอไม่เพียงพอที่จะซื้อแม้แต่ฉื่อเดียวด้วยซ้ำ

ส่วนอีกโซนหนึ่งเป็นโซนขายผ้าพับ

ผ้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย แต่ยังมีลวดลายให้เลือกสรรอีกมากมายก่ายกอง

ทั้งสีน้ำเงิน แดง ชมพู ม่วง ลายดอกไม้เล็ก ลายดอกไม้ใหญ่ ลายสก็อต ลายทาง—เรียกได้ว่าห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีทุกอย่างที่คุณจะจินตนาการออกเลยทีเดียว

หลังจากซื้อผ้าไปแล้ว สามารถนำไปตัดเย็บเองหรือจ้างช่างตัดเสื้อก็ได้

เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปแล้ว ราคาจะถูกกว่ามาก ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อผ้าพับไปตัดเองมากกว่า

เจียงหนิงเดินไปที่เคาน์เตอร์เสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นอันดับแรก เธอมองดูรอบๆ แล้วตัดสินใจเลือกมาสองชุด

ชุดแรกเป็นเสื้อสูทสีชมพูอ่อนประดับคอระบายสีขาว เข้าคู่กับเสื้อโค้ทผ้าวูลสีชมพู และกระโปรงพลีทยาว

ดูอ่อนเยาว์และนุ่มนวลเป็นอย่างมาก

อีกทั้งเจียงหนิงยังมีผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างผอมเพรียวและสูงโปร่ง เธอสวมชุดนี้แล้วต้องออกมางดงามมากแน่ๆ

ส่วนอีกชุดนั้นเรียบง่ายกว่า เป็นชุดเดรสบรากิสีขาวออฟไวท์

ชายกระโปรงบานกว้างพลิ้วไหว ยามหมุนตัวจะบานสะพรั่งราวกับดอกไม้อยู่รอบข้อเท้า

ดูเบาสบายและอ่อนหวาน

เจียงหนิงตกหลุมรักชุดเดรสนี้ตั้งแต่แรกเห็น

เมื่อเลือกเสร็จ เธอก็ให้พนักงานขายเขียนใบเสร็จเพื่อเตรียมไปชำระเงิน

ทว่าฉินจิ่วเลี่ยกลับมีข้อท้วงติง

ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าเจียงหนิงซื้อเยอะเกินไปหรอกนะ แต่เป็นเพราะเธอซื้อน้อยเกินไปต่างหาก

"ภรรยา คุณซื้อแค่สองชุดเอง จะพอใส่สลับกันทุกวันหรือครับ?"

เจียงหนิงตอบกลับ

"สองชุดนี้ฉันไม่ได้กะจะเอาไว้ใส่ทุกวันหรอกค่ะ ชุดสีชมพูดูเรียบร้อยสง่างาม เหมาะสำหรับใส่ไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ ไว้คราวหน้าที่เราไปพบคุณปู่คุณย่าและคุณพ่อคุณแม่ของคุณ ฉันค่อยหยิบมาใส่ ส่วนในกองทัพของคุณมีแต่คนหนุ่มสาว บางครั้งก็คงต้องมีการจัดงานเลี้ยงหรือกิจกรรมสังสรรค์บ้าง ในโอกาสแบบนั้น ฉันก็จะใส่ชุดสีขาวออฟไวท์ตัวนี้แหละค่ะ"

แม้เจียงหนิงจะดูอายุน้อย แต่เธอกลับคิดเผื่อเรื่องชีวิตคู่ไว้รอบด้านอย่างถี่ถ้วน

โดยเฉพาะ... ตอนที่เธอเอ่ยถึงการไปพบญาติผู้ใหญ่ของเขา

ประกายความยินดีก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาของฉินจิ่วเลี่ยอย่างเห็นได้ชัด

ภรรยาของเขาทั้งช่างเอาใจใส่และงดงามถึงเพียงนี้ คุณปู่คุณย่าและคุณพ่อคุณแม่ของเขาจะต้องรักและเอ็นดูเธออย่างแน่นอน

ถึงกระนั้น... "แล้วชุดใส่เล่นอยู่บ้านล่ะครับ ภรรยาจะใส่อะไร?"

"เสื้อผ้าสำเร็จรูปพวกนี้ราคาแพงเกินไป ชุดใส่เล่นธรรมดาเดี๋ยวฉันตัดเองได้ค่ะ ไว้เดี๋ยวเราเดินไปเลือกผ้าตรงนู้นกันนะ"

"ภรรยา คุณตัดเสื้อผ้าเป็นด้วยหรือครับ?"

"แน่นอนสิคะ ฉันเป็นถึงพนักงานดีเด่นของโรงงานทอผ้าเชียวนะ เรื่องตัดเย็บเสื้อผ้าย่อมต้องทำได้อยู่แล้ว"

เจียงหนิงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจพลางเชิดปลายคางมนขึ้นเล็กน้อย

ทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เพียงแต่จะเป็นความสามารถของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวตนที่แท้จริงของเจียงหนิงก่อนที่จะทะลุมิติมาอีกด้วย

เธอเคยเรียนจบด้านการออกแบบแฟชั่นจากมหาวิทยาลัย จากนั้นก็หันมาหลงใหลในงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม และทุ่มเทศึกษาค้นคว้าอย่างหนักอยู่หลายปี จนกลายเป็นผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเลยทีเดียว

เจียงหนิงทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปกับการเรียนรู้งานหัตถศิลป์แบบโบราณ ทั้งการทำดอกไม้กำมะหยี่ ดอกไม้ประดับผม และงานปักผ้า

ดังคำกล่าวที่ว่า 'มีความรู้ท่วมหัวย่อมเอาตัวรอดได้' มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เธอยังได้นำเอาศิลปะงานฝีมือดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับการออกแบบแฟชั่นสมัยใหม่ จนได้จัดนิทรรศการแฟชั่นโชว์เป็นของตัวเอง และกลายเป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอตัว

แม้ว่าในยุคสมัยนี้ ทักษะความสามารถเหล่านี้จะยังไม่สามารถนำไปต่อยอดทางอาชีพได้มากนัก

ทว่าในชีวิตประจำวัน มันกลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล

ฉินจิ่วเลี่ยมองดูท่าทีภูมิอกภูมิใจของเจียงหนิงด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและตามใจ

"ภรรยา คุณเก่งจังเลยครับ!"

หลังจากนั้น

คู่ข้าวใหม่ปลามันก็เดินควงคู่กันไปยังเคาน์เตอร์ขายผ้าพับ

ฉินจิ่วเลี่ยล้วงเอาคูปองแลกผ้าปึกใหญ่เบ้อเริ่มออกมาจากกระเป๋า ท่าทางราวกับป๋าที่กำลังจะบอกว่า 'ต่อให้คุณอยากเหมาหมดนี่ ผมก็จ่ายไหว'

ครั้งนี้เจียงหนิงไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามความอยากเปย์ภรรยาของฉินจิ่วเลี่ยแต่อย่างใด

เธอจัดการเลือกผ้าสีกากีความยาวสิบห้าฉื่อสำหรับเจียงหยวนซานเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เลือกผ้าลวดลายสำหรับผู้ใหญ่ความยาวสิบฉื่อให้กับกู้หยุนซู

ทั้งคู่ก็เหมือนกับเจ้าของร่างเดิม ที่ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์มาตลอดหลายสิบปี จนแทบจะไม่มีเสื้อผ้าใหม่ใส่เลย

ผ้าเหล่านี้มีทั้งแบบเนื้อบางและเนื้อหนา น่าจะพอเอาไปตัดชุดใหม่ให้พวกเขาได้สักสามสี่ชุด

ส่วนของตัวเอง เจียงหนิงเลือกเป็นผ้าฝ้ายทอเต็มผืนทั้งหมด

สถานที่ที่เธอจะต้องติดตามสามีไปประจำการในภายภาคหน้านั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

ซึ่งอยู่ในละติจูดต่ำและมีสภาพอากาศที่อบอุ่น แม้แต่ในช่วงฤดูหนาวก็ไม่มีหิมะตกหรือหนาวจัดจนเป็นน้ำแข็ง

ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ มากนัก ผ้าฝ้ายเนื้อดีทนทานและสวมใส่สบายที่สุด

ไม่ว่าจะนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าใส่เล่นหรือชุดนอนก็ล้วนเหมาะสม

เจียงหนิงเลือกซื้อแต่สีสันที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีฟ้า สีเทา ลายดอกไม้เล็กๆ หรือแม้แต่ผ้าทอลายในตัวที่ราคาแพงขึ้นมาอีกนิด

ฉินจิ่วเลี่ยยืนเคียงข้างเจียงหนิงคอยเป็นลูกมือตลอดเวลา โดยไม่มีทีท่าเบื่อหน่ายหรือรำคาญใจเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นว่าเจียงหนิงเลือกของจนเกือบเสร็จแล้ว เขาจึงชี้ไปที่ผ้าพับหนึ่งบนชั้นวางแล้วเอ่ยขึ้น

"ภรรยา ผมอยากเห็นคุณใส่สีนี้ ผิวคุณขาว ใส่ชุดสีนี้ต้องออกมาสวยแน่ๆ"

เจียงหนิงเงยหน้าขึ้นมองตาม

เดิมทีเธอคิดว่าชายหนุ่มจะเลือกสีอ่อนหวานอย่างสีชมพูเสียอีก

แต่ผิดคาด สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นผ้าสีแดงสดสะดุดตา

พนักงานขายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เป็นคนมีประสบการณ์ พอเห็นหนุ่มสาวเดินควงคู่กันมาซื้อผ้าก็เดาเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง

หล่อนระบายยิ้มแล้วเอ่ยทัก "พ่อหนุ่ม แม่หนู กำลังเตรียมตัวแต่งงานกันใช่ไหมล่ะ? แต่งงานทั้งทีก็ต้องใส่สีแดงสดสิจ๊ะ ดูสิว่าสีนี้สดใสแค่ไหน ซื้อไปตัดชุดใหม่สิ เป็นมงคลและเหมาะกับเจ้าสาวป้ายแดงที่สุดเลยนะ"

คำพูดของพนักงานขายช่างตรงใจฉินจิ่วเลี่ยเสียเหลือเกิน

เขาและเจียงหนิงแต่งงานกันอย่างกะทันหัน ไม่ได้มีการหารือเรื่องการจัดงานแต่งใดๆ ทำเพียงแค่ไปจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น

ฉินจิ่วเลี่ยมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป

เขาไม่เคยได้เห็นเจียงหนิงสวมชุดเจ้าสาวสีแดงสดอันงดงามเลยสักครั้ง

สองแก้มของเจียงหนิงแดงระเรื่อขึ้นมาทันตาเมื่อถูกชายหนุ่มข้างกายจ้องมองด้วยแววตาลึกซึ้ง

เธอขยับเข้าไปกระซิบถามเสียงเบา "คุณอยากเห็นฉันใส่สีนี้จริงๆ หรือคะ? สีแดงแป๊ดแบบนี้ จะให้ใส่เดินออกไปข้างนอกทุกวันก็คงไม่ไหวมั้งคะ"

"ไม่เป็นไรครับ คุณใส่ให้ผมดูคนเดียวที่บ้านก็ได้ ผมอยากเห็น"

ฉินจิ่วเลี่ยก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูของเธอในระยะประชิดเลียนแบบท่าทางของหญิงสาว

น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขามีเสน่ห์ชวนฟังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ยิ่งเมื่อเขาจงใจกดเสียงให้ต่ำลงไปอีก มันก็ยิ่งกลายเป็นเสียงกระซิบอันแหบพร่าสุดเซ็กซี่

แถมยังดังอยู่แนบชิดใบหูของเธอ

ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินผ่านติ่งหูของเจียงหนิงอย่างแผ่วเบา

ช่างชวนให้ใจสั่นหวิวเสียจริง!

ใบหน้าของเจียงหนิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา ผิวหน้าร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลามเลีย

แม้ว่าพนักงานขายที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะไม่ได้ยินถ้อยคำกระซิบกระซาบของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน แต่สายตาที่หล่อนใช้มองทั้งคู่กลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มหยอกเย้าอย่างปิดไม่มิด

เจียงหนิงพยายามฝืนทนต่อสายตาล้อเลียนนั้นแล้วหันไปสั่งการ

"งั้นเอาผ้าสีแดงสดพับนั้น ความยาวสามฉื่อค่ะ"

...หลังจากจัดการเรื่องผ้าเสร็จเรียบร้อย คู่สามีภรรยาก็พากันไปกว้านซื้อข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง

อย่างเช่นเรื่องรองเท้า พวกเขาซื้อทั้งรองเท้าพื้นยางและรองเท้าผ้าใบอย่างละสองคู่ แล้วยังได้รองเท้าหนังทรงคัทชูมาอีกหนึ่งคู่เพื่อเอาไว้ใส่ให้เข้าเซตกับชุดสูทสีชมพู

ส่วนพวกครีมบำรุงผิวหน้า ทันทีที่ฉินจิ่วเลี่ยได้ยินพนักงานขายโฆษณาบรรพคุณว่ามันดีต่อผิวพรรณของผู้หญิง เขาก็ไม่รอช้าที่จะเหมาซื้อมาทันที

ไม่ว่าจะเป็นแป้งฝุ่น น้ำอบ ครีมไข่มุก... พวกเขาซื้อของใช้กระจุกกระจิกมากองรวมกันจนพะเนินเทินทึก

เจียงหนิงไม่สามารถห้ามปรามความบ้าคลั่งนี้ได้เลย

สุดท้ายเธอจึงทำได้เพียงแค่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ

ก็สามีตัวดีอยากจะเปย์ซะขนาดนี้ เธอจะไปทำอะไรได้ล่ะ? ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยไปนั่นแหละ

และท้ายที่สุด ก่อนที่จะเดินออกจากห้างสรรพสินค้าไป

เจียงหนิงก็คว้าแขนดึงฉินจิ่วเลี่ยเอาไว้เพื่อไปซื้อของที่สำคัญยิ่งกว่า

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาถามเสียงนุ่ม "ภรรยา เรายังต้องซื้ออะไรอีกหรือครับ?"

หญิงสาวค้อนขวับพร้อมกับเอ็ดเบาๆ "คนบ้า เรายังไม่ได้ซื้อลูกอมแต่งงานเลยนะ!"

จบบทที่ บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้

คัดลอกลิงก์แล้ว