- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาสุดที่รักของนายทหารหน้าดุยุค แปดศูนร์
- บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้
บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้
บทที่ 19 ภรรยาครับ ผมชอบมองคุณใส่ชุดนี้
มหกรรมการจับจ่ายซื้อของยังคงดำเนินต่อไป
ฉินจิ่วเลี่ยจูงมือเจียงหนิงเดินขึ้นไปยังชั้นสองของห้างสรรพสินค้า
ชั้นสองเป็นโซนขายเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทุกประเภท ทั้งสำหรับบุรุษและสตรี รวมถึงของใช้จุกจิกสำหรับผู้หญิง ซึ่งดึงดูดความสนใจของเจียงหนิงได้ไม่น้อย
เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่นั้นไม่เพียงแต่จะเข้าตำรา 'ใหม่สามปี เก่าสามปี ปะชุนอีกสามปี' แต่มันล่วงเลยคำว่าเก่าไปไกลมากแล้ว ชิ้นที่ดูใหม่ที่สุดก็คงจะเป็นชุดทำงานของโรงงานทอผ้า
ซ้ำร้าย... เสื้อผ้าพวกนี้ยังเป็นของตกทอดที่เจียงซินโหรวใส่จนเบื่อแล้วโยนทิ้งมาให้เจ้าของร่างเดิม เจียงหนิงรู้สึกอัปมงคลพิลึกที่ต้องสวมเสื้อผ้าแบบนี้
เธอจึงจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่สักหลายชุด และกะว่าจะเปลี่ยนใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้า
ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อฉินจิ่วเลี่ยด้วย
อย่างไรเสีย ฉินจิ่วเลี่ยก็เป็นถึงผู้บังคับการกรมแห่งเขตทหาร ส่วนเธอในฐานะ 'ภรรยาผู้บังคับการกรม' จะแต่งตัวซอมซ่อเกินไปก็คงไม่ดี ประเดี๋ยวจะทำให้เขาต้องเสียหน้าเอาได้
ทั้งสองเดินมาถึงโซนเสื้อผ้าสตรี
ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ โซนแรกขายเสื้อผ้าสตรีสำเร็จรูป
ล้วนเป็นแบบที่กำลังเป็นที่นิยมและทันสมัยมากในยุคนี้ อย่างเช่นชุดสูทเลนินและชุดเดรสบรากิสไตล์รัสเซีย
เนื้อผ้าเรียบลื่น อยู่ทรง และตัดเย็บอย่างมีสไตล์ สวมใส่แล้วดูทะมัดทะแมงกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ
เจ้าของร่างเดิมเคยทำงานที่โรงงานทอผ้าและเป็นคนผลิตผ้าเหล่านี้ออกมาเอง สาวๆ ในโรงงานต่างก็ใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครองกันตั้งนานแล้ว แต่รายได้ของพวกเธอไม่เพียงพอที่จะซื้อแม้แต่ฉื่อเดียวด้วยซ้ำ
ส่วนอีกโซนหนึ่งเป็นโซนขายผ้าพับ
ผ้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย แต่ยังมีลวดลายให้เลือกสรรอีกมากมายก่ายกอง
ทั้งสีน้ำเงิน แดง ชมพู ม่วง ลายดอกไม้เล็ก ลายดอกไม้ใหญ่ ลายสก็อต ลายทาง—เรียกได้ว่าห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีทุกอย่างที่คุณจะจินตนาการออกเลยทีเดียว
หลังจากซื้อผ้าไปแล้ว สามารถนำไปตัดเย็บเองหรือจ้างช่างตัดเสื้อก็ได้
เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปแล้ว ราคาจะถูกกว่ามาก ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อผ้าพับไปตัดเองมากกว่า
เจียงหนิงเดินไปที่เคาน์เตอร์เสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นอันดับแรก เธอมองดูรอบๆ แล้วตัดสินใจเลือกมาสองชุด
ชุดแรกเป็นเสื้อสูทสีชมพูอ่อนประดับคอระบายสีขาว เข้าคู่กับเสื้อโค้ทผ้าวูลสีชมพู และกระโปรงพลีทยาว
ดูอ่อนเยาว์และนุ่มนวลเป็นอย่างมาก
อีกทั้งเจียงหนิงยังมีผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างผอมเพรียวและสูงโปร่ง เธอสวมชุดนี้แล้วต้องออกมางดงามมากแน่ๆ
ส่วนอีกชุดนั้นเรียบง่ายกว่า เป็นชุดเดรสบรากิสีขาวออฟไวท์
ชายกระโปรงบานกว้างพลิ้วไหว ยามหมุนตัวจะบานสะพรั่งราวกับดอกไม้อยู่รอบข้อเท้า
ดูเบาสบายและอ่อนหวาน
เจียงหนิงตกหลุมรักชุดเดรสนี้ตั้งแต่แรกเห็น
เมื่อเลือกเสร็จ เธอก็ให้พนักงานขายเขียนใบเสร็จเพื่อเตรียมไปชำระเงิน
ทว่าฉินจิ่วเลี่ยกลับมีข้อท้วงติง
ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าเจียงหนิงซื้อเยอะเกินไปหรอกนะ แต่เป็นเพราะเธอซื้อน้อยเกินไปต่างหาก
"ภรรยา คุณซื้อแค่สองชุดเอง จะพอใส่สลับกันทุกวันหรือครับ?"
เจียงหนิงตอบกลับ
"สองชุดนี้ฉันไม่ได้กะจะเอาไว้ใส่ทุกวันหรอกค่ะ ชุดสีชมพูดูเรียบร้อยสง่างาม เหมาะสำหรับใส่ไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ ไว้คราวหน้าที่เราไปพบคุณปู่คุณย่าและคุณพ่อคุณแม่ของคุณ ฉันค่อยหยิบมาใส่ ส่วนในกองทัพของคุณมีแต่คนหนุ่มสาว บางครั้งก็คงต้องมีการจัดงานเลี้ยงหรือกิจกรรมสังสรรค์บ้าง ในโอกาสแบบนั้น ฉันก็จะใส่ชุดสีขาวออฟไวท์ตัวนี้แหละค่ะ"
แม้เจียงหนิงจะดูอายุน้อย แต่เธอกลับคิดเผื่อเรื่องชีวิตคู่ไว้รอบด้านอย่างถี่ถ้วน
โดยเฉพาะ... ตอนที่เธอเอ่ยถึงการไปพบญาติผู้ใหญ่ของเขา
ประกายความยินดีก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาของฉินจิ่วเลี่ยอย่างเห็นได้ชัด
ภรรยาของเขาทั้งช่างเอาใจใส่และงดงามถึงเพียงนี้ คุณปู่คุณย่าและคุณพ่อคุณแม่ของเขาจะต้องรักและเอ็นดูเธออย่างแน่นอน
ถึงกระนั้น... "แล้วชุดใส่เล่นอยู่บ้านล่ะครับ ภรรยาจะใส่อะไร?"
"เสื้อผ้าสำเร็จรูปพวกนี้ราคาแพงเกินไป ชุดใส่เล่นธรรมดาเดี๋ยวฉันตัดเองได้ค่ะ ไว้เดี๋ยวเราเดินไปเลือกผ้าตรงนู้นกันนะ"
"ภรรยา คุณตัดเสื้อผ้าเป็นด้วยหรือครับ?"
"แน่นอนสิคะ ฉันเป็นถึงพนักงานดีเด่นของโรงงานทอผ้าเชียวนะ เรื่องตัดเย็บเสื้อผ้าย่อมต้องทำได้อยู่แล้ว"
เจียงหนิงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจพลางเชิดปลายคางมนขึ้นเล็กน้อย
ทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เพียงแต่จะเป็นความสามารถของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวตนที่แท้จริงของเจียงหนิงก่อนที่จะทะลุมิติมาอีกด้วย
เธอเคยเรียนจบด้านการออกแบบแฟชั่นจากมหาวิทยาลัย จากนั้นก็หันมาหลงใหลในงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม และทุ่มเทศึกษาค้นคว้าอย่างหนักอยู่หลายปี จนกลายเป็นผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเลยทีเดียว
เจียงหนิงทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปกับการเรียนรู้งานหัตถศิลป์แบบโบราณ ทั้งการทำดอกไม้กำมะหยี่ ดอกไม้ประดับผม และงานปักผ้า
ดังคำกล่าวที่ว่า 'มีความรู้ท่วมหัวย่อมเอาตัวรอดได้' มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เธอยังได้นำเอาศิลปะงานฝีมือดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับการออกแบบแฟชั่นสมัยใหม่ จนได้จัดนิทรรศการแฟชั่นโชว์เป็นของตัวเอง และกลายเป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอตัว
แม้ว่าในยุคสมัยนี้ ทักษะความสามารถเหล่านี้จะยังไม่สามารถนำไปต่อยอดทางอาชีพได้มากนัก
ทว่าในชีวิตประจำวัน มันกลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล
ฉินจิ่วเลี่ยมองดูท่าทีภูมิอกภูมิใจของเจียงหนิงด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและตามใจ
"ภรรยา คุณเก่งจังเลยครับ!"
หลังจากนั้น
คู่ข้าวใหม่ปลามันก็เดินควงคู่กันไปยังเคาน์เตอร์ขายผ้าพับ
ฉินจิ่วเลี่ยล้วงเอาคูปองแลกผ้าปึกใหญ่เบ้อเริ่มออกมาจากกระเป๋า ท่าทางราวกับป๋าที่กำลังจะบอกว่า 'ต่อให้คุณอยากเหมาหมดนี่ ผมก็จ่ายไหว'
ครั้งนี้เจียงหนิงไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามความอยากเปย์ภรรยาของฉินจิ่วเลี่ยแต่อย่างใด
เธอจัดการเลือกผ้าสีกากีความยาวสิบห้าฉื่อสำหรับเจียงหยวนซานเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เลือกผ้าลวดลายสำหรับผู้ใหญ่ความยาวสิบฉื่อให้กับกู้หยุนซู
ทั้งคู่ก็เหมือนกับเจ้าของร่างเดิม ที่ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์มาตลอดหลายสิบปี จนแทบจะไม่มีเสื้อผ้าใหม่ใส่เลย
ผ้าเหล่านี้มีทั้งแบบเนื้อบางและเนื้อหนา น่าจะพอเอาไปตัดชุดใหม่ให้พวกเขาได้สักสามสี่ชุด
ส่วนของตัวเอง เจียงหนิงเลือกเป็นผ้าฝ้ายทอเต็มผืนทั้งหมด
สถานที่ที่เธอจะต้องติดตามสามีไปประจำการในภายภาคหน้านั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ซึ่งอยู่ในละติจูดต่ำและมีสภาพอากาศที่อบอุ่น แม้แต่ในช่วงฤดูหนาวก็ไม่มีหิมะตกหรือหนาวจัดจนเป็นน้ำแข็ง
ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ มากนัก ผ้าฝ้ายเนื้อดีทนทานและสวมใส่สบายที่สุด
ไม่ว่าจะนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าใส่เล่นหรือชุดนอนก็ล้วนเหมาะสม
เจียงหนิงเลือกซื้อแต่สีสันที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีฟ้า สีเทา ลายดอกไม้เล็กๆ หรือแม้แต่ผ้าทอลายในตัวที่ราคาแพงขึ้นมาอีกนิด
ฉินจิ่วเลี่ยยืนเคียงข้างเจียงหนิงคอยเป็นลูกมือตลอดเวลา โดยไม่มีทีท่าเบื่อหน่ายหรือรำคาญใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าเจียงหนิงเลือกของจนเกือบเสร็จแล้ว เขาจึงชี้ไปที่ผ้าพับหนึ่งบนชั้นวางแล้วเอ่ยขึ้น
"ภรรยา ผมอยากเห็นคุณใส่สีนี้ ผิวคุณขาว ใส่ชุดสีนี้ต้องออกมาสวยแน่ๆ"
เจียงหนิงเงยหน้าขึ้นมองตาม
เดิมทีเธอคิดว่าชายหนุ่มจะเลือกสีอ่อนหวานอย่างสีชมพูเสียอีก
แต่ผิดคาด สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นผ้าสีแดงสดสะดุดตา
พนักงานขายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เป็นคนมีประสบการณ์ พอเห็นหนุ่มสาวเดินควงคู่กันมาซื้อผ้าก็เดาเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง
หล่อนระบายยิ้มแล้วเอ่ยทัก "พ่อหนุ่ม แม่หนู กำลังเตรียมตัวแต่งงานกันใช่ไหมล่ะ? แต่งงานทั้งทีก็ต้องใส่สีแดงสดสิจ๊ะ ดูสิว่าสีนี้สดใสแค่ไหน ซื้อไปตัดชุดใหม่สิ เป็นมงคลและเหมาะกับเจ้าสาวป้ายแดงที่สุดเลยนะ"
คำพูดของพนักงานขายช่างตรงใจฉินจิ่วเลี่ยเสียเหลือเกิน
เขาและเจียงหนิงแต่งงานกันอย่างกะทันหัน ไม่ได้มีการหารือเรื่องการจัดงานแต่งใดๆ ทำเพียงแค่ไปจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น
ฉินจิ่วเลี่ยมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป
เขาไม่เคยได้เห็นเจียงหนิงสวมชุดเจ้าสาวสีแดงสดอันงดงามเลยสักครั้ง
สองแก้มของเจียงหนิงแดงระเรื่อขึ้นมาทันตาเมื่อถูกชายหนุ่มข้างกายจ้องมองด้วยแววตาลึกซึ้ง
เธอขยับเข้าไปกระซิบถามเสียงเบา "คุณอยากเห็นฉันใส่สีนี้จริงๆ หรือคะ? สีแดงแป๊ดแบบนี้ จะให้ใส่เดินออกไปข้างนอกทุกวันก็คงไม่ไหวมั้งคะ"
"ไม่เป็นไรครับ คุณใส่ให้ผมดูคนเดียวที่บ้านก็ได้ ผมอยากเห็น"
ฉินจิ่วเลี่ยก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูของเธอในระยะประชิดเลียนแบบท่าทางของหญิงสาว
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขามีเสน่ห์ชวนฟังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อเขาจงใจกดเสียงให้ต่ำลงไปอีก มันก็ยิ่งกลายเป็นเสียงกระซิบอันแหบพร่าสุดเซ็กซี่
แถมยังดังอยู่แนบชิดใบหูของเธอ
ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินผ่านติ่งหูของเจียงหนิงอย่างแผ่วเบา
ช่างชวนให้ใจสั่นหวิวเสียจริง!
ใบหน้าของเจียงหนิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา ผิวหน้าร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลามเลีย
แม้ว่าพนักงานขายที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะไม่ได้ยินถ้อยคำกระซิบกระซาบของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน แต่สายตาที่หล่อนใช้มองทั้งคู่กลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มหยอกเย้าอย่างปิดไม่มิด
เจียงหนิงพยายามฝืนทนต่อสายตาล้อเลียนนั้นแล้วหันไปสั่งการ
"งั้นเอาผ้าสีแดงสดพับนั้น ความยาวสามฉื่อค่ะ"
...หลังจากจัดการเรื่องผ้าเสร็จเรียบร้อย คู่สามีภรรยาก็พากันไปกว้านซื้อข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง
อย่างเช่นเรื่องรองเท้า พวกเขาซื้อทั้งรองเท้าพื้นยางและรองเท้าผ้าใบอย่างละสองคู่ แล้วยังได้รองเท้าหนังทรงคัทชูมาอีกหนึ่งคู่เพื่อเอาไว้ใส่ให้เข้าเซตกับชุดสูทสีชมพู
ส่วนพวกครีมบำรุงผิวหน้า ทันทีที่ฉินจิ่วเลี่ยได้ยินพนักงานขายโฆษณาบรรพคุณว่ามันดีต่อผิวพรรณของผู้หญิง เขาก็ไม่รอช้าที่จะเหมาซื้อมาทันที
ไม่ว่าจะเป็นแป้งฝุ่น น้ำอบ ครีมไข่มุก... พวกเขาซื้อของใช้กระจุกกระจิกมากองรวมกันจนพะเนินเทินทึก
เจียงหนิงไม่สามารถห้ามปรามความบ้าคลั่งนี้ได้เลย
สุดท้ายเธอจึงทำได้เพียงแค่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ
ก็สามีตัวดีอยากจะเปย์ซะขนาดนี้ เธอจะไปทำอะไรได้ล่ะ? ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยไปนั่นแหละ
และท้ายที่สุด ก่อนที่จะเดินออกจากห้างสรรพสินค้าไป
เจียงหนิงก็คว้าแขนดึงฉินจิ่วเลี่ยเอาไว้เพื่อไปซื้อของที่สำคัญยิ่งกว่า
ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาถามเสียงนุ่ม "ภรรยา เรายังต้องซื้ออะไรอีกหรือครับ?"
หญิงสาวค้อนขวับพร้อมกับเอ็ดเบาๆ "คนบ้า เรายังไม่ได้ซื้อลูกอมแต่งงานเลยนะ!"