เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 54 ปักหัวลงดิน

ตอนที่ 54 ปักหัวลงดิน

61 - วิหารโบราณ


61 - วิหารโบราณ

เย่ฟ่านและผังป๋อรู้สึกประหม่าทันที ผู้อาวุโสร่างผอมคนนี้ดูมืดมนเกินไป ทั้งสองรู้สึกว่าหนังศีรษะของพวกเขาชาด้านและพวกเขาไม่ได้อยู่ในสำนักหลิงซู่ในขณะนี้ ถ้าอีกฝ่ายจับพวกเขาไปทำยารับรองว่าจะไม่มีใครทราบเรื่องนี้แน่

ผู้อาวุโสฮั่นเดินมาขวางหน้าพวกเขาแล้วกล่าวว่า

“สามารถหนีออกจากปากงูเขาหยกและหยิบกล้วยไม้หยกนาคราชออกมาได้ ไม่เลวจริงๆ!”

เขาพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าจ้องมองไปที่เย่ฟ่านและผังป๋อและรู้สึกขบขันกับความพยายามในการซุกซ่อนกล้วยไม้หยกนาคราชของพวกเขา

เย่ฟ่านและผังป๋อรู้สึกว่าเส้นขนเล็กๆในร่างกายของพวกเขาทุกเส้นกำลังตั้งชันด้วยความหวาดกลัว ต่อหน้าผู้อาวุโสฮั่นที่ดูเหมือนผีแก่มันเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะรักษาอาการไว้ได้

“ขอบคุณผู้อาวุโสฮั่นที่ช่วยเหลือ”

เย่ฟ่านและผังป๋อรู้ว่าหนีไม่พ้นดังนั้นจึงได้แต่แสดงความเคารพออกไป

“ดูเหมือนพวกเจ้าจะหวาดกลัวข้า พวกเจ้าหวาดกลัวข้าทำไม ตัวข้าชอบคนหนุ่มสาวอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตอันมากมายมหาศาลอย่างพวกเจ้า”

เสียงของผู้อาวุโสฮั่นต่ำและแหบแห้ง เขาเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว มองไปที่ผังป๋อจากนั้นดวงตาของเขาก็ตกลงมาที่ร่างของเย่ฟ่านซึ่งดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเร่าร้อนเหมือนกับมองดูของวิเศษบางอย่าง

เย่ฟ่านเกือบจะเหวี่ยงหมัดออกไป และผังป๋อก็เตรียมจะต่อสู้สุดชีวิตเช่นกัน แต่ทันใดนั้นผู้อาวุโสฮั่นจู่ๆก็ตบไหล่ของเย่ฟ่านเบา ๆ แล้วลอยถอยห่างจากพวกเขาเหมือนวิญญาณ

“คนอื่นๆไม่ได้คาดหวังในตัวเจ้า แต่นั่นไม่ใช่ข้า ฝึกฝนให้ดีในอนาคต”

คำพูดของเขาอ่อนลงในขณะที่เขาหายตัวไปในซากปรักหักพังโบราณ

“ผู้อาวุโสคนนี้หมายความว่าอย่างไร”

ผังป๋อทำหน้าสงสัยแต่เขาไม่คิดว่าผู้อาวุโสฮั่นจะมีความปรารถนาดีต่อเย่ฟ่านอย่างแน่นอน

“ปีศาจเฒ่าตัวนี้…” ใบหน้าของเย่ฟ่านดูไม่ค่อยดีนักและเขาก็กระซิบเสียงต่ำว่า

“เขามองเห็นข้าเหมือนสุกรที่ถูกเลี้ยงไว้รอเชือด ตอนนี้ข้ายังไม่สามารถเติมเต็มความหิวของเขาได้ดังนั้นเขาจึงปล่อยข้าไปก่อน หวังว่าซากปรักหักพังนั้นจะสามารถรั้งเขาให้อยู่ที่นี่ได้ตลอดไป!”

ผังป๋อรีบแนะนำว่า

"เรารีบไปจากที่นี่ดีกว่า ฉวยโอกาสที่ปีศาจเฒ่าตัวนั้นเข้าไปในซากปรักหักพังพวกเราต้องออกห่างจากเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้"

“ข้าหนีไปไม่ได้แล้วดูเหมือนว่าชายชราคนนี้จะหวาดกลัวต่อผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิงอยู่บ้าง แต่ข้าคิดว่าเขาต้องมีวิธีการบางอย่างในการตามล่าตัวข้าแน่นอน...”

ในป่าอันห่างไกลฮั่นเฟยหยูรู้สึกงงงวย เขาคิดว่าท่านลุงเขาต้องการจับตัวเย่ฟ่านมาเพื่อกลั่นยาโดยตรง เขาไม่คิดว่าท่านลุงของเขาจะปล่อยเย่ฟ่านไปแบบนี้

หลี่หลินและหลี่อวิ๋นก็กัดฟันแน่น พวกเขาเห็นว่าผู้อาวุโสฮั่นจากไปแล้ว ดังนั้นนางและน้องชายของนางจึงเริ่มปรึกษากันเพื่อจะจบชีวิตของพวกเขาทั้งสอง

“ผังป๋อเป็นต้นกล้าเซียน ผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิงจะต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในตัวเขา หากพวกเขาถูกฆ่าข้าเกรงว่าร่องรอยของพวกเราจะถูกเปิดเผยทันที”

ในท้ายที่สุดทั้งสามก็จากไปด้วยความโกรธที่กำลังท่วมท้นในจิตใจของพวกเขา

ในขณะนี้แสงสีทองก็พุ่งข้ามขอบฟ้าและมุ่งหน้าเข้าสู่ซากปรักหักพังที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

“ผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิง”

เย่ฟ่านและผังป๋อมองหน้ากันและเผยให้เห็นท่าทางมีความสุข

ในขณะนี้ความลึกของซากปรักหักพังนั้นอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เย่ฟ่านและผังป๋อไม่ได้ถอยกลับพวกเขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป

“ต่อให้เราไม่เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของซากปรักหักพังพวกเราก็ต้องเข้าไปลึกกว่านี้ บางทีพวกเราอาจจะได้รับสมุนไพรล้ำค่าอย่างเช่นกล้วยไม้หยกนาคราชก็ได้”

ทั้งสองรู้สึกว่าอันตรายได้กระจุกตัวอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของซากปรักหักพัง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ แต่พื้นที่ด้านนอกของซากปรักหักพังน่าจะปลอดภัยอยู่บ้าง

หลังจากที่เดินไปเงียบๆในป่าได้ประมาณสิบลี้ เย่ฟ่านและผังป๋อก็มองเห็นเศษหินและอิฐจำนวนมาก ในขณะที่วัชพืชมากมายก็ปกคลุมไปทั่วซากปรักหักพัง

และในกระบวนการนี้ ในที่สุดพวกเขาก็มั่นใจว่าไม่ใช่ว่าสัตว์ร้ายทั้งหมดจะออกไปแล้ว พวกเขาเห็นอสูรมากมายที่มีความแข็งแกร่งไม่ได้ด้อยไปกว่างูเขาหยกซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย

"บูม"

ทันใดนั้นเสียงทุ้มลึกในซากปรักหักพังก็ดังขึ้นอีกครั้ง เย่ฟ่านและผังป๋อรู้สึกสั่นไหวในหัวใจราวกับว่ามีบางสิ่งคว้าหัวใจของพวกเขา

ความเจ็บปวดพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน ร่างกายของทั้งสองมีพลังมากกว่าคนธรรมดามากแต่พวกเขายังได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

พวกเขาเดินถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อทำให้ร่างกายมั่นคง ใบหน้าของพวกเขาซีดไปชั่วขณะ และพวกเขาทั้งสองรู้สึกกลัวเล็กน้อย

"อะไรนะ ... "

“รู้สึกหรือเปล่าว่าเสียงนี้เริ่มดังถี่ขึ้นเล็กน้อย”

"เจ้าคิดอย่างไร?" ผังป๋อถาม

เย่ฟ่านส่ายหัวและกล่าวว่า

“มันเป็นความคิดที่ไร้สาระมาก แต่ข้าคิดว่ามีอสูรโบราณบางตัวซึ่งนอนหลับไหลมาอย่างยาวนานกำลังตื่นขึ้น”

ผังป๋อทำหน้าประหลาดใจและพูดว่า “หรือว่าเสียงที่ดังออกมาด้านนอกนั้นคือเสียงหัวใจของมัน?”

ในเวลานี้เสียงแหลมเล็กก็ดังขึ้นทั่วท้องฟ้า ในขณะที่รุ้งศักดิ์สิทธิ์มากมายต่างก็ทะยานออกจากที่ตั้งของหลิงซู่ตงเทียนมุ่งหน้าเข้าสู่ซากปรักหักพังอย่างรวดเร็ว

“ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสของหลิงซู่ตงเทียนจะตื่นตระหนกและกำลังมาที่นี่ทีละคน”

ในเวลานี้ท้องฟ้ามืดลงและมีดวงดาวมากมายบนท้องฟ้า

ทั้งสองเดินต่อไปอีกสองสามลี้จนไปถึงที่รกร้างโดยไม่รู้ตัว สถานที่แห่งนี้เต็มที่ซึ่งหญ้าไม่สามารถเติบโตขึ้นได้ในขณะที่พื้นดินก็ดูเหมือนจะถูกเปลวไฟเผาผลาญทั้งหมด

ในตอนกลางคืนพื้นที่บริเวณนี้มีความลึกลับและไอแห่งความก็กระจัดกระจายอยู่รอบๆจนสามารถมองเห็นได้

"ไม่รู้ว่าพื้นที่แถบนี้ถูกทิ้งร้างมานานแค่ไหนแล้ว ดูสิไม่มีแม้แต่ขนนก"

ผังป๋อรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เขารู้สึกหิวโหยไม่มากก็น้อย เมื่อเดินเข้ามาสู่ดินแดนนี้มันไม่มีแม้แต่ผลไม้ป่าให้พวกเขาใช้พวกมันเพื่อรองท้อง

หลังจากที่พูดคำนี้จบดวงตาของเย่ฟ่านก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง ผังป๋อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติเขารีบหันกลับไปมองแล้วขนทั้งร่างกายของเขาก็ตั้งชันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ที่ด้านหน้าของพวกเขามีร่างเย็นยะเยือกนอนอยู่เงียบๆ ผิวหนังเหี่ยวๆห่อด้วยกระดูกเหมือนไม้แห้ง นี่เป็นซากศพที่เหี่ยวแห้งอย่างสมบูรณ์

“นี่มัน...อะไรกัน!”

ผังป๋อรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลาค่ำคืนแบบนี้หากต้องเดินมาพบเจอกับซากศพเป็นใครจะไม่ตกใจ

เย่ฟ่านก็ประหลาดใจเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าซากศพนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร ในตอนที่พวกเขามาที่นี่เขาได้มองเห็นบริเวณนั้นอย่างชัดเจนและมั่นใจว่าไม่มีสักอย่างแน่นอน

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆดวงดาวก็เริ่มสลัว ซากปรักหักพังก็มืดลง และมีหมอกจางๆอยู่รอบๆ

“เจ้ารู้สึกว่าบรรยากาศรอบๆมันเย็นลงหรือเปล่า…” ผังป๋อรู้สึกผิดปกติและกล่าวขึ้นด้วยความหวาดกลัว “ร่างนี้ตกลงมาจากที่ไหน…”

"เรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ" เย่ฟ่านก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่น่าอึดอัดใจและไม่ควรอยู่ที่นี่นาน

"บูม"

ในเวลานี้ผังป๋อก็ถูกบางอย่างกระแทกอย่างรุนแรงและเขาล้มลงกับพื้น เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆและมีใบหน้าบิดเบี้ยว ในขณะเดียวกันที่ด้านข้างของเขาก็มีซากศพแห้งเหี่ยวตกอยู่ใกล้ๆ

"ใครเป็นคนทำ!"

มุกนี้ไม่ตลกเลย ทั้งสองคนร่างกายเย็นเฉียบและเริ่มมองหาบนท้องฟ้า

ร่างแห้งเหี่ยวสองร่างนอนนิ่งอยู่บนพื้น เสื้อผ้าของพวกเขาแหลกเป็นผุยผงเมื่อตกลงมากระแทกพื้น ไม่รู้ว่าซากศพเหล่านี้ถูกทิ้งไว้นานกี่ปีแล้ว

"แน่จริงก็ออกมาสิวะ!"

"บูม"

อีกร่างหนึ่งตกลงมาจากท้องฟ้าและเกือบจะกระแทกผังป๋อ

“แม่เองสิ แน่จริงก็ออกมาเจอกันตัวต่อตัว!”

ผังป๋อตกใจและไม่พอใจเล็กน้อย เย่ฟ่านอยู่ข้างๆเขาแต่ไม่โดนโจมตีไปด้วย เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามมีเจตนาหาเรื่องเขาอย่างชัดเจน

"บูม"

เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในซากปรักหักพังโบราณ และเย่ฟ่านก็ถูกกระแทกอย่างรุนแรง ในขณะที่ผังป๋อก็ไม่สามารถรอดพ้นชะตากรรมเช่นกัน

“ปัง” “ปัง” “ปัง” ...

ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ผังป๋อเท่านั้น แต่เย่ฟ่านก็ถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า และซากศพโบราณก็ตกลงมาจากฟากฟ้าทำให้ทั้งสองล้มลง

หากว่าพวกเขาทั้งสองเป็นคนธรรมดาร่างกายของพวกเขาคงจะถูกศพพวกนี้กระแทกจนกระดูกหักไปแล้ว

ในเวลานี้มีศพหลายสิบศพอยู่บนพื้น ดินแดนที่เคยร้อนอบอ้าวเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นราวกับยอดเขาหิมะ พวกเขามองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว

"แปรง!"

ในขณะนี้เย่ฟ่านมองเห็นอะไรบางพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว เขากระโดดไปด้านข้างโดยไม่ต้องใช้ความคิดใดๆเพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ขนมเปี๊ยะที่ตกลงมาจากท้องฟ้าอย่างแน่นอน

ทันใดนั้นที่ด้านหน้าของพวกเขาก็มีแสงสีเขียวที่เกิดจากดวงตาสองดวงกำลังจ้องมองพวกเขาในระยะห่างประมาณสิบวา ในเวลาเดียวกันทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดมิดอย่างสมบูรณ์ต่อให้ยื่นนิ้วออกมาก็ไม่สามารถมองเห็นได้

จบบทที่ ตอนที่ 54 ปักหัวลงดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว