- หน้าแรก
- ปลุกพลังหมื่นชาติ ชาติก่อนของผมคือผานกู่
- ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 28
ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 28
ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 28
ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 28
บทที่ 28 จินเต้าอวิ๋น! โผบินสู่เมืองหลวง!
บนพื้นดิน
เมื่อผู้ส่งสารทั้งหกท่านเห็นภาพนี้ สีหน้าของแต่ละคนดูไม่ค่อยดีนัก
"ไอ้พวกบ้าสงครามจากกรมที่เจ็ดมากันจริงๆ ด้วย"
"เยี่ยนชื่อเสีย? ไอ้คนบ้าคนนี้มาได้ยังไง?"
"เอาเถอะๆ หมดเรื่องของพวกเราแล้วละ ฮิๆ พวกป่าเถื่อนปะทะกับพวกเศรษฐีใหม่ ดูซิว่าใครจะชนะ"
"เฮ้อ กลับไปจะรายงานท่านเซียนยังไงดี..."
แสงกระบี่ร่อนลงสู่พื้น
เยี่ยนชื่อเสียสะบัดไหล่หนึ่งที กล่องเก็บกระบี่ด้านหลังพลันเก็บรัศมีที่เจิดจรัสไปจนหมดสิ้น
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ทุกคนต่างรีบหุบปากพลางประสานมือทักทายอย่างนอบน้อม
เยี่ยนชื่อเสียเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่หลิงเฉิน
ในตอนนั้นเอง
หลิงเฉินก็หันกลับมา จ้องมองอีกฝ่ายกลับไปด้วยความสนใจ
สายตาทั้งสองคู่สบประสานกัน
เหนือท้องฟ้าขึ้นไป กลุ่มเมฆพลันแยกออกจากกันเป็นช่องโหว่
ราวกับถูกคมกระบี่ไร้รูปฟันแหวกออกให้ม้วนตัวไปสองข้างทาง
ในเวลาเดียวกัน
แสงสีทองรอบกายหลิงเฉินระเบิดวูบ พุ่งทะยานขึ้นไปปกคลุมท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง
ตูม—
เสียงกัมปนาทปานสายฟ้าฟาดดังสนั่นหวั่นไหวในโสตประสาทของทุกคน
ปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าพลันสลายหายไปทันที
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ราวกับว่าเป็นเพียงภาพหลอน
ทว่า
ทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตที่สี่ มีหรือจะไม่สัมผัสถึงการปะทะกันในช่วงวินาทีเมื่อครู่นี้
บนใบหน้าของผู้ส่งสารทั้งหกต่างฉายแววตื่นตะลึง ในใจยิ่งสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
'น้องชายหลิงเฉินคนนี้ ถึงขั้นสามารถต้านทานกลิ่นอายพลังกับเยี่ยนชื่อเสียได้อย่างสูสีงั้นเหรอ?'
'เยี่ยนชื่อเสียที่อยู่อันดับสามในบรรดาขุนพลสยบปีศาจทั้งยี่สิบสี่ท่าน กลับกดข่มเด็กหนุ่มที่เพิ่งปลุกพลังครั้งที่สามไม่ได้งั้นหรือ?'
'กลิ่นอายที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเยี่ยนชื่อเสียเลย... หรือจะบอกว่า แม้แต่ข้าเองก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของเด็กหนุ่มคนนี้?'
...
อีกด้านหนึ่ง
ความสั่นสะเทือนในใจของเยี่ยนชื่อเสียก็ไม่ได้น้อยไปกว่าคนอื่นเลย
'ต้านทานได้จริงๆ ด้วย...'
เมื่อครู่นี้แม้จะเป็นเพียงการหยั่งเชิงทางจิตวิญญาณ และเป็นการปลดปล่อยกลิ่นอายตามธรรมชาติ ไม่ได้ถือว่าเป็นการลงมือจริงจัง
แต่คนที่จะต้านทานกลิ่นอายของเขาตรงๆ ได้ ในจิ่วโจวจะมีสักกี่คน?
นอกจากเพื่อนร่วมงานไม่กี่คนในกรมสยบปีศาจแล้ว แทบจะไม่มีเลย
'สิบแปดปี...'
'เมื่อวานซืนปลุกพลังครั้งแรก...'
'วันนี้ปลุกพลังครั้งที่สาม...'
เยี่ยนชื่อเสียหวนนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาก่อนเดินทางมาที่นี่ พลางรู้สึกไม่เชื่อสายตา
'มิน่าล่ะท่านเซียนทั้งสองถึงได้ให้ความสำคัญขนาดนี้'
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยอย่างเป็นงานเป็นการว่า
"เยี่ยนชื่อเสีย ขุนพลสยบปีศาจจากกรมที่เจ็ด ภายใต้สังกัดนางเซียนหลิวเฟิงและเซียนฉี่เย่ว ยินดีที่ได้พบน้องชายหลิงเฉิน!"
'ภายใต้สังกัดเซียนสองท่านเชียวเหรอ? แบ็กหนาแฮะ'
หลิงเฉินจับประเด็นสำคัญได้ทันที พลางเอ่ยตอบกลับไปว่า
"ท่านขุนพลสยบปีศาจเยี่ยน ได้ยินชื่อเสียงมานาน ยินดีที่ได้พบครับ!"
ถึงแม้เขาจะปลุกพลังซุนหงอคงขึ้นมาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ค่อยชินกับการพูดจาสำนวนโบราณแบบนี้เท่าไหร่
'เป็นเด็กหนุ่มจริงๆ ด้วย'
ในใจของเยี่ยนชื่อเสียพลันเกิดความรู้สึกกดดันจากคนรุ่นหลังขึ้นมาวูบหนึ่ง
'แต่ด้วยพรสวรรค์ขนาดนี้ กรมที่เจ็ดของพวกเราจะได้ยอดขุนพลเพิ่มมาอีกหนึ่งนาย...'
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งออกมา
ด้านข้าง
ผู้ส่งสารคนอื่นๆ เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาต่างพากันตกใจ
แต่ละคนอดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกัน
"ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? ไอ้คนบ้าสงครามอย่างเยี่ยนชื่อเสียยิ้มเป็นด้วยเหรอ?"
"พับผ่าสิ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นมันยิ้มเลยนะ!"
"เสียดายที่ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน..."
"เหอะ หมอนั่นคงคิดว่าน้องชายหลิงเฉินจะต้องเข้ากรมที่เจ็ดแน่ๆ ล่ะสิ?"
กานเจี้ยงแค่นเสียงหูเย็นชา เขาก้าวเท้าขึ้นมาหยัดยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเยี่ยนชื่อเสียอย่างไม่ยอมลดละ
ทว่าสีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปในทันที ราวกับธารน้ำแข็งที่ละลาย เขามองหลิงเฉินด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
"น้องชายหลิงเฉิน ขอเพียงเธอเข้าร่วมกรมที่สามของข้า สมบัติวิเศษประจำกรมทั้งสี่ชิ้น เธอเลือกได้ตามใจชอบเลย!"
"สมบัติวิเศษ?"
เยี่ยนชื่อเสียแค่นหัวเราะ รอยยิ้มเมื่อครู่พลันเลือนหายไปทันที
"แค่สมบัติวิเศษจะนับเป็นอะไรได้? ศัสตราเซียนสามชิ้นของกรมที่เจ็ด พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือไง?"
"ศัสตราเซียน?"
ดวงตาของหลิงเฉินเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาเกาขนลิงตามสัญชาตญาณ พลางรำพึงในใจว่า
'เป็นอย่างที่คิดจริงๆ มีการแข่งขันถึงจะมีตลาด!'
ศัสตราเซียน
ก็เหมือนกับอาวุธอาคม คือสิ่งที่สร้างขึ้นในยุคสมัยเมื่อหมื่นปีก่อน
ทว่ามีอานุภาพเหนือกว่าสมบัติวิเศษไปอีกระดับ
มีเพียงเซียนขอบเขตที่ห้าเท่านั้นถึงจะหลอมสร้างขึ้นมาได้
มูลค่าของมันย่อมไม่ต้องบรรยายให้เสียเวลา
'ดูเหมือนความจริงใจของกรมที่เจ็ดจะสูงกว่าแฮะ...'
หลิงเฉินลูบกระบองทองเบาๆ
รอบด้าน
ผู้ส่งสารที่เตรียมจะถอดใจไปแล้วต่างก็พากันอึ้งจนพูดไม่ออก
มีเพียงกานเจี้ยงที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
"ข่มใครกัน? ศัสตราเซียนงั้นเหรอ! ใช่ กรมที่เจ็ดของเจ้ามีศัสตราเซียนอยู่สามชิ้นจริงๆ แต่ท่านเซียนทั้งสองต่างก็ถือครองไว้คนละชิ้น ส่วนชิ้นที่เหลือ ปกติจะถูกนำออกมาใช้ชั่วคราวก็ต่อเมื่อขุนพลสยบปีศาจออกปฏิบัติภารกิจระดับหนึ่งเท่านั้น"
"พวกเจ้าเต็มใจจะมอบศัสตราเซียนชิ้นนั้นให้หลิงเฉินอย่างถาวรงั้นเหรอ? เจ้าเยี่ยนชื่อเสีย เจ้าตัดสินใจเรื่องนี้เองได้หรือไง?"
เยี่ยนชื่อเสียกอดอก เอ่ยอย่างสงบนิ่งว่า
"เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเองไม่ได้จริงๆ แต่มีคนตัดสินใจได้"
พูดจบ
เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากอกเสื้อ กดโทรออกหาเบอร์เบอร์หนึ่ง
เพียงครู่เดียว เสียงอันเย็นชาและทรงอำนาจก็ดังออกมาจากข้างใน
"ศัสตราเซียนชิ้นนั้น ข้าอนุญาต!"
วูบ—
รอบด้านพลันเงียบกริบลงในทันที
นอกจากเยี่ยนชื่อเสียแล้ว ผู้ส่งสารอีกหกท่านต่างพากันอ้าปากค้าง สีหน้าแข็งค้างไปตามๆ กัน
จนกระทั่งเยี่ยนชื่อเสียเก็บโทรศัพท์ลง
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ก็ระเบิดขึ้นมาทันที
"นางเซียนหลิวเฟิง! นั่นเสียงนางเซียนหลิวเฟิง!"
"นางเซียนหลิวเฟิงถึงกับออกหน้าด้วยตัวเองเลยเหรอ?"
"อา... นานมากแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงนางเซียนเลย..."
"นางเซียนถึงกับเอ่ยปากด้วยตัวเอง มาตรฐานนี้ช่างสูงเกินไปแล้ว!"
...
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น
เยี่ยนชื่อเสียเหลือบมองเพื่อนร่วมงานด้านหลังด้วยสายตาดูแคลน
จากนั้นเขาก็หันกลับมา พลางยื่นมือออกมาด้วยความสนิทสนมและกระตือรือร้น
"น้องชายหลิงเฉิน ข้าขอเป็นตัวแทนของนางเซียนหลิวเฟิงและเซียนฉี่เย่ว ขอต้อนรับเธอเข้าสู่กรมที่เจ็ดอย่างเป็นทางการ!"
"ผมตกลงครับ"
หลิงเฉินไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ยื่นมือออกไปจับทันที
...
หนึ่งวันต่อมา
ณ ลานกว้างของค่ายตรวจการเขตตะวันออก
รอบด้านคลาคล่ำไปด้วยเหล่าทหารประจำค่าย
แถมยังมีพี่น้องจากอีกสามเขตที่รีบเดินทางมาดูด้วย
บนใบหน้าของทุกคนไม่มีความยินดีหรือความตื่นเต้นเหมือนเมื่อวาน มีเพียงความเศร้าสร้อยและความอาลัยอาวรณ์
กึ่งกลางลานกว้าง
หลิงเฉินกำลังบอกลาเซิ่นเฉียนซาน จี้หว่านโหรว เจิ้งอวิ๋นหลง และโจวต้ากัง
"เฮ้อ รู้อยู่แล้วว่าหลินเฉวียนที่เป็นเมืองเล็กๆ คงรั้งเธอไว้ไม่ได้ แต่ไม่นึกเลยว่าจะเร็วขนาดนี้! เพิ่งเข้าค่ายมาได้แค่สามวันเองนะเนี่ย!"
เซิ่นเฉียนซานตีหน้าเศร้า
ทว่าสายตากลับคอยเหล่ไปทางเยี่ยนชื่อเสียที่อยู่ข้างๆ
"ต่อให้เป็นหน่วยงานระดับสูงจากเมืองหลวง ก็ไม่ควรมาชิงตัวคนกันดื้อๆ แบบนี้เลยนะ ไม่เห็นแก่ความรู้สึกของพวกทหารแนวหน้าอย่างพวกเราบ้างหรือไง?"
หลิงเฉินเกาหัว สีหน้าดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่
แต่ในใจกลับนิ่งสงบ
เพราะคำพูดพวกเนี้ย...
อืม เมื่อคืนเขาเป็นคนช่วยคิดบทให้เองแหละ
ส่วนทหารรอบๆ...
ถึงจะมาส่งด้วยความจริงใจ แต่จริงๆ แล้วก็มีการจงใจแจ้งข่าวให้ออกมารวมตัวกันเยอะๆ
ดังนั้นพอเซิ่นเฉียนซานพูดจบ
เจิ้งอวิ๋นหลงก็รับช่วงต่อเป็นคนที่สอง
เขาคว้าชายเสื้อหลิงเฉินไว้พลางทำท่าอาลัยอาวรณ์สุดชีวิต
"หลิงเฉินเอ๊ย เธอไปแบบนี้ หลินเฉวียนก็ไม่มีใครคอยคุมสถานการณ์แล้วน่ะสิ"
"ถ้าในป่าโบราณมีมหาปีศาจโผล่ออกมาอีก หลินเฉวียนจะทำยังไง?"
เยี่ยนชื่อเสียหางตากระตุกวูบ
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้วที่ไม่ได้เดินทางกลับไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เมื่อวาน
แต่คำสั่งของท่านเซียนทั้งสองและหน้าที่ในการคุ้มกัน เขาไม่กล้าขัดขืนเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์ใกล้จะตรงหัวแล้ว เยี่ยนชื่อเสียจึงระบายลมหายใจออกมาแล้วเอ่ยว่า
"เอาล่ะๆ เดี๋ยวข้าจะทำเรื่องเสนอต่อเบื้องบนเพื่อเพิ่มระดับการสนับสนุนเมืองหลินเฉวียนให้มากขึ้น จะไม่ยอมให้พวกเจ้าเสียเปรียบแน่นอน"
เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง สีหน้าอ่อนโยนลง
"น้องชายหลิงเฉิน ไม่ต้องลำบากใจไป ทางกรมที่เจ็ดจะจัดการทุกอย่างให้เธอเอง..."
พูดจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์เดินเลี่ยงออกไปด้านข้าง
ในที่เกิดเหตุ
เซิ่นเฉียนซานหัวเราะฮิๆ พลางแอบยกนิ้วโป้งให้หลิงเฉินอย่างแนบเนียน
สิบนาทีต่อมา
เยี่ยนชื่อเสียเดินกลับมา
"เบื้องบนอนุมัติแล้ว จะให้การสนับสนุนเมืองหลินเฉวียนในระดับสูงสุด"
เซิ่นเฉียนซานดีใจสุดขีด ผู้ตรวจการท่านอื่นๆ เองก็เผยสีหน้ายินดีออกมา ต่างพากันเอ่ยว่า
"ขอบพระคุณกรมที่เจ็ด! ขอบพระคุณท่านขุนพลสยบปีศาจเยี่ยน!"
เยี่ยนชื่อเสียโบกมือห้าม
"การที่เมืองหลวงสนับสนุนเมืองยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว แต่การที่จะขอรับการสนับสนุนระดับสูงสุดได้สำเร็จนั้น เป็นผลงานของน้องชายหลิงเฉิน ไม่เกี่ยวกับข้า"
หลิงเฉินส่ายหน้า พลางเอ่ยอย่างจริงจังว่า
"ขอบคุณกรมที่เจ็ดมากครับที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เมื่อถึงเมืองหลวง ผมหวังว่าจะได้ขอบคุณท่านเซียนทั้งสองด้วยตัวเองครับ"
เยี่ยนชื่อเสียยิ้มออกมา
"คนทั่วไปจะพบท่านเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่น้องชายหลิงเฉิน ท่านเซียนกำลังรอเธออยู่แล้วล่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะครับ"
หลิงเฉินกวักมือเรียก
ตือโป๊ยก่ายที่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ รีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาทันที
"พี่ซุน พวกเราจะไปไหนกันหรือขอรับ?"
"เมืองหลวง"
หลิงเฉินกระโดดขึ้นไปนั่งบนแผ่นหลังอันกว้างขวางของตือโป๊ยก่าย
เยี่ยนชื่อเสียสีหน้าดูแปลกประหลาดขึ้นมา
"น้องชายหลิงเฉินตั้งใจจะพา... พามันไปเมืองหลวงด้วยงั้นเหรอ?"
หลิงเฉินกะพริบเนตรอัคคีทองคำปริบๆ
"ไม่ได้เหรอครับ? เมืองหลวงห้ามปีศาจเข้าเหรอ?"
"ก็ไม่ใช่หรอก"
เยี่ยนชื่อเสียส่ายหน้า
"ข้าแค่รู้สึกว่า ปีศาจของเธอตัวนี้ดูเหมือนจะบินไม่ได้ เกรงว่าจะช้าเกินไปน่ะสิ"
ในโลกทุกวันนี้ ท้องฟ้าอันตรายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าป่าดิบลึก
สัตว์ร้ายบินได้หลากชนิดยากจะป้องกัน
การบินระยะไกลแทบไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย
มีเพียงผู้ปลุกพลังขอบเขตที่สี่ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถเพลิดเพลินไปกับความกว้างใหญ่ของท้องฟ้าได้
หลิงเฉินยิ้มออกมา
"ฮ่าๆ ไม่ต้องให้มันบินหรอกครับ"
เขาไม่ได้อธิบายอะไรมาก ก่อนจะหันไปบอกลาพวกเซิ่นเฉียนซานอีกครั้ง
จี้หว่านโหรวที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เอ่ยติดตลกขึ้นมาว่า
"หลิงเฉิน ขออาศัยรถติดไปด้วยคนได้ไหม?"
หลิงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
"ได้สิครับ"
"ขอบใจจ๊ะ"
ผู้ตรวจการหญิงยิ้มออกมาอย่างสดใส แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังหมูยักษ์
หลิงเฉินโบกมืออำลา
วินาทีต่อมา
กลุ่มเมฆสีทองพลันก่อตัวขึ้นมาจากใต้เท้า พยุงร่างกายอันมหึมาของตือโป๊ยก่ายขึ้นสู่ท้องฟ้า
'จินเต้าอวิ๋น'
"ไปเลย—"
ฟึ่บ!
เมฆสีทองบรรทุกสองคนหนึ่งหมูพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งพาดผ่านขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปจากสายตาของผู้คน
"นี่มัน..."
เยี่ยนชื่อเสียจ้องมองแสงสีทองที่หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวอยู่ที่ปลายขอบฟ้า กว่าจะดึงสติกลับมาได้
เขาหันมามองกล่องเก็บกระบี่ด้านหลังตัวเอง
เมื่อเทียบกับภาพเมื่อครู่นี้ การขี่กระบี่บินวหาที่เขาเคยภาคภูมิใจ จู่ๆ มันก็ดูไม่เท่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น...
"เด็กสมัยนี้ ชอบทำอะไรเด่นเกินหน้าเกินตาจริงๆ"
เยี่ยนชื่อเสียพึมพำเบาๆ
กล่องกระบี่ส่งเสียงครางแผ่วเบา แสงกระบี่วนเวียนรอบกาย
เขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วบินไล่ตามไปที่เส้นขอบฟ้าทันที
ณ ลานกว้าง
ผู้คนนับไม่ถ้วนจ้องมองภาพนี้ ในดวงตาของทุกคนต่างฉายแววแห่งความอิจฉาอย่างลึกซึ้งโดยไม่มีข้อยกเว้น
ในวันนี้
ตลอดเส้นทางจากหลินเฉวียนมุ่งสู่เมืองหลวง
ผู้คนในเมืองหลายแห่งตลอดเส้นทางต่างได้เห็น
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
ตามมาติดๆ ด้วยแสงกระบี่อีกหนึ่งสาย
ทั้งสองฝ่ายต่างไล่ตามกันไปราวกับตำนานทวยเทพได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง