- หน้าแรก
- ปลุกพลังหมื่นชาติ ชาติก่อนของผมคือผานกู่
- ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 18
ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 18
ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 18
ปลุกพลังหมื่นชาติ ตอนที่ 18
บทที่ 18 เล่ยอินฉุนหยาง และกระแสสัตว์ร้ายที่พังทลาย
หลิงเฉินพูดไม่ออก
เขาคงไม่สามารถบอกออกไปได้หรอกว่า ถ้าไม่มีสัตว์อสูรขอบเขตที่สองหรือสาม การใช้เล่ยอินฉุนหยางมันดูไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่
เซิ่นเฉียนซานหัวเราะแห้งๆ พลางขยับเข้ามาใกล้
"ที่เธอใช้เมื่อกี้... คือวิชาสายฟ้าเหรอ?"
หลิงเฉินพยักหน้า "เล่ยอินฉุนหยางครับ"
"เป็นวิชาสายฟ้าจริงๆ ด้วย!"
ใบหน้าของเซิ่นเฉียนซานฉายแววชื่นชมและอิจฉาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"บรรพชนลวี่สมกับที่เป็นผู้นำแปดเซียน บรรพชนฉุนหยางจริงๆ! ถึงขั้นสืบทอดวิชาแบบนี้ลงมาได้..."
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรำพึงออกมา
"ต่อให้เป็นในยุคสมัยแห่งวิถีเซียนสร้างรากฐานเมื่อหมื่นปีก่อน นักพรตที่สามารถครอบครองวิชาสายฟ้าได้ ก็ยังมีน้อยยิ่งกว่าน้อย"
หลิงเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "หายากขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"
"ยิ่งกว่าคำว่าหายากซะอีก"
เซิ่นเฉียนซานอธิบายไปพลางระเบิดหมัดเข้าใส่สัตว์อสูรเบื้องล่างไปพลาง
"ทั่วทั้งจิ่วโจว ผู้ปลุกพลังขอบเขตที่สามอย่างฉัน ต่อให้ไม่มีหนึ่งหมื่นก็ต้องมีแปดพันคน แต่คนที่สามารถใช้ภาษาสำแดงวิชาสายฟ้าได้ กลับไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว"
"ต้องรอให้ถึงขอบเขตที่สี่ ถึงจะเริ่มมีคนครอบครองมันได้"
เขาเหลือบมองหลิงเฉินด้วยสายตาอิจฉาเล็กๆ
"วิชาสายฟ้านั้นมีอานุภาพมหาศาล และยังมีการข่มกันตามธรรมชาติกับพวกสัตว์อสูรด้วย"
"ในส่วนลึกของจิตวิญญาณพวกเดรัจฉานเหล่านั้น จะถูกประทับรอยแห่งความหวาดกลัวต่อสายฟ้าเอาไว้ มันเป็นสัญชาตญาณที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณ เปลี่ยนแปลงไม่ได้"
หลิงเฉินครุ่นคิด 'ประทับรอยวิญญาณงั้นเหรอ?'
"ไม่ใช่ว่าฉันพูดเพ้อเจ้อนะ เรื่องนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ"
เซิ่นเฉียนซานเริ่มคึกจัด สู้ไปพลางให้ความรู้ไปพลาง
"หลังจากที่ผู้ปลุกพลังขอบเขตที่สี่ปรากฏตัวขึ้น เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะ เห็นว่ามีการพยายามพัฒนาอาวุธและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอด แต่น่าเสียดายที่ความคืบหน้าไม่มากนัก"
เขาถอนหายใจออกมา
"ไม่อย่างนั้นพวกเรามนุษยชาติคงไม่ต้องตกเป็นฝ่ายรับแบบนี้"
เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแล้วหันมามองหลิงเฉินอีกครั้ง
"การที่เธอสามารถครอบครองวิชาสายฟ้าได้ตั้งแต่การปลุกพลังครั้งที่สอง ถือเป็นโชคชะตาของเธอเอง และเป็นวาสนาของเมืองหลินเฉวียนด้วย"
"แต่วิชาสายฟ้านี่มันกินแรงมาก ทำร้ายศัตรูได้ก็จริงแต่ก็กดดันตัวเองด้วย ได้ยินว่าเมื่อกี้เธอใช้ติดต่อกันถึงสามครั้ง ตอนนี้ใช้ไม่ออกก็เป็นเรื่องปกติ อย่าเพิ่งท้อใจไปล่ะ"
เซิ่นเฉียนซานพูดปลอบใจ
หลิงเฉินเหลือบมองลงไปด้านล่าง
เสือลายดำขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังปีนขึ้นมาถึงยอดภูเขาซากสัตว์
เขาเอ่ยสั้นๆ "ได้เวลาแล้ว"
พูดจบ
ภายใต้สายตาที่อึ้งค้างของเซิ่นเฉียนซาน หลิงเฉินยกมือขึ้นชูนิ้วขึ้นประดุจกระบี่
"เล่ยอินฉุนหยาง!"
ตูม!
เสียงอัสนีบาตรกัมปนาทสะท้านฟ้าดินระเบิดขึ้นกลางฝ่ามือ
คลื่นเสียงสีทองที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากดทับลงเบื้องล่างเป็นรูปพัด
เสือลายดำเป็นตัวแรกที่รับแรงปะทะไปเต็มๆ
มันคำรามก้องฟ้า พยายามต้านทานด้วยคลื่นเสียงของมันเอง
ทว่าในพริบตาเดียว มันก็ถูกคลื่นเสียงสีทองกลืนกินจนมิด
อย่างไรก็ตาม
หลังจากรับการโจมตีนี้เข้าไป มันกลับยังไม่ตายในทันที เพียงแต่มีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดและร่างกายสั่นกระตุกอย่างรุนแรง
"ขอบเขตที่สาม!"
เซิ่นเฉียนซานอุทานลั่น "หลิงเฉิน ฉันช่วยเอง!"
'คิดจะแย่งลาสงั้นเหรอ?'
ดวงตาของหลิงเฉินทอประกายวาบ
มือขวากุมกระบี่ มือซ้ายใช้นิ้วลูบผ่านตัวกระบี่เบาๆ
ปราณแท้ฉุนหยางพุ่งพล่านเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
"เคล็ดกระบี่เทียนตุ้น·ฟัน!"
ปราณกระบี่สีทองพุ่งออกจากตัวกระบี่ รวดเร็วประดุจแสงวาบ
มันพุ่งผ่านเอวของเสือลายดำ ตัดร่างของมันแยกเป็นสองท่อนในทันที
เซิ่นเฉียนซานค่อยๆ วางหมัดที่เพิ่งชูขึ้นลงอย่างเงียบๆ
หลิงเฉินลอบระบายลมหายใจ
การตัดสิน "การสังหาร" ของระบบ คือต้องสร้างความเสียหายด้วยตัวเองเกินหกส่วน
กว่าจะเจอขอบเขตที่สามสักตัว ถ้าถูกแย่งไปจะขาดทุนขนาดไหน?
สิ้นความคิด
เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น:
ติ๊ง! คุณสังหารสัตว์อสูรขอบเขตที่สาม!
[ลวี่ต้งปิน] ระดับความเข้ากัน +3%!
ระดับความเข้ากันปัจจุบัน: 41%!
.................
กระแสความอบอุ่นไหลซ่านไปทั่วร่างกาย
ความเหนื่อยล้าจากการเข่นฆ่าติดต่อกันถูกปัดเป่าหายไปจนสิ้น
รอยกระบี่ที่ระหว่างคิ้วดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นอีกระดับ มีรัศมีสีทองไหลเวียนเลือนราง
เซิ่นเฉียนซานไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลิงเฉิน
เขาจ้องมองออกไปนอกกำแพงเขม็ง เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
"ถอยไปแล้ว! ถอยไปแล้วจริงๆ!"
"วิชาสายฟ้าสมคำร่ำลือจริงๆ!"
"หลิงเฉิน! เยี่ยมมาก! เธอทำได้ยอดเยี่ยมสุดๆ!"
พูดจบ
ผู้ตรวจการเขตตะวันออกท่านนี้ก็หันหลังกลับมาทางด้านในกำแพง ชูมือขึ้นสูงแล้วตะโกนสุดเสียง
"เซกเตอร์ 81 ป้องกันไว้ได้แล้ว! หลินเฉวียนรอดแล้ว!"
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไอ้พวกเดรัจฉานพวกนี้จะไม่มีวันปีนขึ้นมาได้อีก!"
"พี่น้องทั้งหลาย ถึงเวลาโต้กลับแล้ว!"
"ยิงมัน! ยิงถล่มพวกมันให้หนัก! ปกป้องหลินเฉวียน!"
..................
บนกำแพงเมือง เหล่าทหารทุกคนที่ได้ยินเสียงคำรามต่างพากันชูมือขึ้น
"ปกป้องหลินเฉวียน!"
"ปกป้องหลินเฉวียน!"
"ปกป้องหลินเฉวียน!"
....................
เสียงคำขวัญอันฮึกเหิมแพร่กระจายไปประดุจไฟลามทุ่ง
เพียงชั่วครู่ มันก็ส่งต่อกันไปทั่วแนวป้องกัน และจุดประกายไปทั่วทั้งเขตเอ
หลิงเฉินมองภาพนี้เงียบๆ
ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย
ติ๊ง! ชาติบ้านเมืองอยู่บนบ่า หน้าที่มิอาจเลี่ยง
ผล: การกระทำของโฮสต์สอดคล้องกับจิตวิญญาณแห่งจอมยุทธ์ของ [ลวี่ต้งปิน] ระดับความเข้ากัน +3%!
ระดับความเข้ากันปัจจุบัน: 44%!
..................
หลิงเฉินระบายลมหายใจขุ่นมัวออกมา
หลังจากซึมซับพลังงานที่เพิ่มขึ้นเสร็จสิ้น เขาก็กระโดดลงจากช่องกำแพง
เพื่อมุ่งหน้าไปยังเซกเตอร์ถัดไป
..................
เขตซี
ศูนย์บัญชาการค่ายใต้
"รายงาน! เซกเตอร์ 12 เคลียร์พื้นที่เรียบร้อยครับ!"
"คำสั่ง! ให้ไปสนับสนุนเซกเตอร์ซ้ายขวาทันที!"
"รายงาน! เซกเตอร์ 23 ต้องการกำลังเสริมด่วนครับ!"
"คำสั่ง! หน่วยย่อยที่เจ็ดมุ่งหน้าสู่เซกเตอร์ 23 เดี๋ยวนี้!"
"รายงาน! ตรวจพบหน่วยบินจำนวนมากในเขตป้องกันทางอากาศ V3 ครับ!"
"คำสั่ง! รถยิงขีปนาวุธแนวป้องกันที่สองเปิดฉากยิง! ปืนใหญ่ยิงเร็วสาดกระสุนครอบคลุมพื้นที่!"
.................
จี้หว่านโหรวยืนอยู่หน้าจอขนาดใหญ่ ออกคำสั่งอย่างเยือกเย็นทีละอย่าง
สัญญาณเตือนภัยระดับสี่ มีโอกาสเมืองแตกเพียงหนึ่งส่วน
กระแสสัตว์ร้ายในระดับนี้ อำนาจการยิงของเขตป้องกันสามารถรับมือได้สบาย
จะไม่มีภูเขาซากสัตว์กองทับถมกันจนสูงชันปรากฏขึ้นมา
ดังนั้น พลังต่อสู้ระดับขอบเขตที่สามจึงยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ
เหล่าผู้ตรวจการทำเพียงแค่นั่งบัญชาการและควบคุมสถานการณ์โดยรวมเท่านั้น
รวมถึงเฝ้าระวังเผื่อกรณีที่มีสัตว์อสูรขอบเขตที่สามปรากฏตัวออกมา
แม้ว่าสถานการณ์การรบในเขตซีจะเป็นไปอย่างราบรื่น
ทว่าอารมณ์ของจี้หว่านโหรวกลับขุ่นมัวราวกับท้องฟ้าก่อนฝนตกหนัก
เขตเอ
สัญญาณเตือนภัยระดับหนึ่ง
มันเปรียบเสมือนกระบี่ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ คอยย้ำเตือนเธอทุกวินาทีว่า—
หลินเฉวียน ตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤต
เธอขมวดคิ้วแน่น เดินไปเดินมาหน้าโต๊ะบัญชาการ
และถามออกไปเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจจำได้ว่า
"ทางเขตตะวันออกมีข่าวคราวบ้างไหม?"
เจ้าหน้าที่สื่อสารรีบตอบทันที "ยังไม่มีข่าวเลยครับ"
สามนาทีต่อมา
จี้หว่านโหรวถามอีกครั้ง "เขตตะวันออกล่ะ?"
เจ้าหน้าที่สื่อสาร "ยังครับ"
ห้านาทีต่อมา
"เขตตะวันออก..."
"ยัง..."
เจ็ดนาทีต่อมา
..................
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
จี้หว่านโหรวถามคำถามเดิมเป็นรอบที่ยี่สิบ
และเจ้าหน้าที่สื่อสารก็ตอบคำเดิมเป็นรอบที่ยี่สิบเช่นกัน
เธอชะงักฝีเท้าแล้วออกคำสั่ง
"เชื่อมต่อการสื่อสารกับเขตตะวันตกและเขตเหนือ!"
"รับทราบครับ!"
เจ้าหน้าที่สื่อสารรัวนิ้วอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่วินาที การสื่อสารก็ถูกเชื่อมต่อ
บนหน้าจอขนาดใหญ่ ใบหน้าของเจิ้งอวิ๋นหลงและโจวต้ากังปรากฏขึ้นพร้อมกัน
ทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งเครียด ขมวดคิ้วแน่น
ไม่รอให้พวกเขาเอ่ยปาก จี้หว่านโหรวชิงพูดก่อนว่า
"รอต่อไปไม่ได้แล้ว! ต่อให้เราจะป้องกันเขตบี ซี และดีเอาไว้ได้ แต่ถ้าเขตเอแตก ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์!"
เจิ้งอวิ๋นหลงเก็บท่าทีเสเพลแบบปกติทิ้งไป แล้วถามเสียงหนัก
"เธอมีแผนยังไง?"
จี้หว่านโหรวไม่ลังเล "ดึงกำลังพลหนึ่งในสามจากแต่ละเขตไปสนับสนุนเขตเอ!"
โจวต้ากังตั้งข้อสงสัยทันที "ถ้าเกิดนี่เป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำล่ะ?"
"การที่ทั้งสี่เขตถูกจู่โจมพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าต้องการแยกกำลังของพวกเราออก!"
จี้หว่านโหรวสีหน้าไม่เปลี่ยน "เพราะอย่างนั้นถึงดึงไปแค่หนึ่งในสามไง"
โจวต้ากังขมวดคิ้วแน่น
"ท่านผู้ตรวจการจี้ นี่คือการเดิมพันนะ"
"เมื่อไหร่ที่เราดึงกำลังออกไปหนึ่งในสาม สัญญาณเตือนภัยระดับสี่ในสามเขตของเราจะกลายเป็นระดับสองทันที โอกาสกำแพงแตกคือห้าส่วน!"
"ต่อให้ไม่มีกับดัก ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ทั้งสี่เขตอาจจะพังพินาศหมด"
"และถ้ามีกับดักจริงๆ นั่นหมายถึงระดับพิเศษ—เมืองแตกแน่นอน"
เขาจ้องหน้าจี้หว่านโหรวแล้วย้ำทีละคำ
"เธอน่าจะรู้นะว่า การที่แนวป้องกันถูกตีแตกแล้วค่อยถอยทัพ กับการจงใจสละแนวป้องกันเพื่อถอยทัพ มันต่างกันยังไง"
จี้หว่านโหรวได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะออกมา
"โจวต้ากัง ที่แท้นายก็เตรียมแผนหนีเอาไว้แล้วสินะ"
โจวต้ากังสีหน้าเรียบเฉย
"ถ้ามันถึงจุดนั้นจริงๆ ผมจะสั่งการให้ทหารเขตเหนือช่วยคุ้มกันชาวเมืองหลินเฉวียนอพยพออกไป"
"ไอ้ขี้ขลาด! ไอ้คนทรยศ!"
"พอได้แล้ว!"
เจิ้งอวิ๋นหลงขัดจังหวะทั้งคู่
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน"
เขายกมือขึ้นลูบหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"เรื่องนี้รายงานขึ้นไปข้างบนแล้วใช่ไหม? ทางเมืองหลวงว่ายังไงบ้าง?"
จี้หว่านโหรวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เอ่ยว่า
"คำสั่งคือ... หาโอกาสถอยทัพ เพื่อไปรวมตัวกับหน่วยช่วยเหลือจากเมืองชิงซาน"
เจิ้งอวิ๋นหลงและโจวต้ากังต่างเงียบกริบ
พวกเขาก็ได้รับคำสั่งนี้เช่นเดียวกัน
ที่ถามออกไป ก็แค่ต้องการให้เพื่อนร่วมงานคนนี้มีทางลงเท่านั้น
จี้หว่านโหรวเองก็เข้าใจดี
ทว่าบนใบหน้าของเธอไม่มีแววหดหู่เลยแม้แต่น้อย สายตายังคงมั่นคงเหมือนเดิม
เจิ้งอวิ๋นหลงถอนหายใจ น้ำเสียงอ่อนลง
"เสี่ยวจี้ พวกเรารู้ว่าเธอเป็นคนหลินเฉวียน เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ ครอบครัวก็..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
"แต่หลินเฉวียนไม่ใช่แค่สถานที่ หลินเฉวียนคือผู้คนของหลินเฉวียน"
"ตราบใดที่คนยังอยู่ หลินเฉวียนก็ยังอยู่"
จี้หว่านโหรวเงียบ
เธอจัดปอยผมที่หน้าผากเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"ฉันจะจัดการให้ทหารเขตใต้หาโอกาสถอยทัพ"
เจิ้งอวิ๋นหลงและโจวต้ากังลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน
"แต่ฉันจะไม่ไป"
จี้หว่านโหรวยิ้มออกมาเล็กน้อย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังอึ้ง เธอหันหลังกลับไปถามเจ้าหน้าที่สื่อสารว่า
"เขตตะวันออกมีข่าวคราวบ้างไหม?"
เสียงของเจ้าหน้าที่สื่อสารยังคงราบเรียบเหมือนเดิม
"ยังไม่มีข่าวเลยครับ"
ดวงตาของจี้หว่านโหรวฉายแววหม่นหมองออกมาวูบหนึ่ง
เจิ้งอวิ๋นหลงและโจวต้ากังกำลังจะอ้าปากพูด—
"เดี๋ยวครับ!"
จู่ๆ เจ้าหน้าที่สื่อสารก็ลุกพรวดขึ้นมา เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
"มีข่าวแล้วครับ! ข่าวจากเขตตะวันออก!"
"ถอยไปแล้ว... กระแสสัตว์ร้ายถอยไปแล้วครับ!"
"กระแสสัตว์ร้ายในเขตเอ..."
เขาสะอึกสะอื้นออกมาคำหนึ่ง
"ถอยไปหมดแล้วครับ!"