- หน้าแรก
- แย่งตำแหน่งฉันไป ทำไมพอฉันเข้าหน่วยตรวจสอบวินัยถึงต้องหน้าซีดด้วยล่ะ
- บทที่ 260 สายฟ้าฟาดของ ป.ป.ช. มณฑล
บทที่ 260 สายฟ้าฟาดของ ป.ป.ช. มณฑล
บทที่ 260 สายฟ้าฟาดของ ป.ป.ช. มณฑล
แปดโมงครึ่งวันอาทิตย์
บรรยากาศภายในหอประชุมใหญ่คณะกรรมการพรรคเมืองเจียงเฉิง อึดอัดกดดันยิ่งกว่าความเคร่งขรึมตามปกติตั้งสามระดับ
นี่คือการประชุมคณะกรรมการพรรคขยายวงที่จัดขึ้นเป็นการฉุกเฉิน ประกาศแจ้งเตือนมาด่วนมาก ข้าราชการหลายคนที่ยังดูงานอยู่ต่างเมืองถึงกับต้องนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับมากลางดึก
คณะกรรมการประจำพรรคที่นั่งอยู่บนเวทีประธานล้วนมีสีหน้าแตกต่างกันไป ส่วนที่นั่งด้านล่าง ต่อให้เป็นพวกผู้อำนวยการที่ปกติชอบกระซิบกระซาบพูดคุยกัน วันนี้ก็พากันนั่งหลังตรงแน่ว แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็ยังไม่กล้าแตะ
เพราะในประกาศแจ้งประชุมวันนี้ มีประโยคหนึ่งที่ผิดปกติอย่างมาก นั่นคือ ห้ามผู้ใดลางาน และต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือทั้งหมดก่อนเข้าห้องประชุม
นี่มักจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า กำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
หลี่เต๋อเฉวียนนั่งอยู่ในตำแหน่งซ้ายสุดของแถวแรก
รอยคล้ำใต้ตาของเขาหนักมาก ต่อให้ตอนเช้าจะใช้น้ำเย็นประคบอยู่นาน ก็ไม่อาจปกปิดความเหนื่อยล้าจากการอดนอนทั้งคืนได้
เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้ม ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ติดกระดุมคอเสื้ออย่างมิดชิดไม่มีขาดตกบกพร่อง นี่คือความเคยชินที่สั่งสมมานานหลายปีในระบบราชการ ยิ่งในใจรู้สึกหวาดกลัว ภายนอกก็ยิ่งต้องรักษาความถูกต้องอย่างสมบูรณ์แบบเอาไว้
แต่มือที่เขาวางไว้ใต้โต๊ะ กลับกำหูแก้วน้ำเคลือบอีนาเมลไว้แน่นตลอดเวลา
เขาไม่เพียงแต่ไม่ได้กินข้าว แม้แต่น้ำก็ยังไม่กล้าดื่มสักอึก
เพราะเขารู้ดีว่า ด่านเคราะห์ในวันนี้ เขาอาจจะผ่านมันไปไม่ได้แล้ว
การประชุมเริ่มขึ้นแล้ว
เลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำเมืองจางเว่ยหมินนั่งอยู่ตรงกลาง สีหน้าดูย่ำแย่ เขาไม่ได้กล่าวคำทักทายตามธรรมเนียมราชการ แม้แต่คำกล่าวเปิดงานก็ไม่มี ทำเพียงก้มหน้าพลิกดูเอกสารในมือ ปล่อยให้คนทั้งห้องประชุมรอเก้ออยู่นานถึงสามนาทีเต็ม
สามนาทีนี้ สำหรับหลี่เต๋อเฉวียนแล้ว มันช่างเหมือนกับการถูกแล่เนื้อเถือหนังทั้งเป็น
เขาแอบลอบมองฉู่เทียนเหอที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง
รักษาการผู้อำนวยการเขตพัฒนาเศรษฐกิจหนุ่มคนนั้น วันนี้ได้รับเชิญให้มาร่วมรับฟังเป็นพิเศษ
เขานั่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าสงบนิ่ง ในมือถึงกับถือปากกาจดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึก ท่าทางอันเยือกเย็นนั้น ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคลื่นลมปั่นป่วนในใจของหลี่เต๋อเฉวียนในขณะนี้
จังหวะหัวใจของหลี่เต๋อเฉวียนเต้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขาเห็นฉู่เทียนเหอเงยหน้าขึ้นมามองเขาแวบหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ
"อะแฮ่ม"
ในที่สุดจางเว่ยหมินก็กระแอมไอ เอ่ยปากพูดใส่ไมโครโฟน
"สหายทุกท่าน วันนี้ที่เรียกให้ทุกคนมารวมตัวกันด่วน ก็เพื่อเรื่องเพียงเรื่องเดียว เกี่ยวกับการสร้างเสริมความโปร่งใสในพรรค และเรื่องจุดยืนทางการเมือง ... ของผู้บริหารระดับสูงบางคนในหมู่พวกเรา"
ไม่กี่คำสุดท้ายนั้น จางเว่ยหมินเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ
หลี่เต๋อเฉวียนรู้สึกเพียงว่าเสียงนั้นเหมือนกับเสียงระเบิด ที่ระเบิดลงกลางกระหม่อมของเขาก็ไม่ปาน
เขาอยากจะยกแก้วขึ้นมาดื่มน้ำเพื่อกลบเกลื่อนตามสัญชาตญาณ แต่มือสั่นแรงเกินไป ฝาแก้วกระทบกับขอบแก้ว จนเกิดเสียงดังกริ๊งกังวานใส
ภายในห้องประชุมที่เงียบสงัดราวป่าช้านี้ เสียงดังกังวานใสนี้ช่างบาดหูยิ่งนัก
สายตานับไม่ถ้วนพุ่งเป้าไปที่เขาในพริบตาเพราะเสียงนั้น
หลี่เต๋อเฉวียนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับแก้ผ้าแล้วโยนไปอยู่กลางแสงไฟสปอตไลต์
เขารีบหดมือกลับ แสร้งทำเป็นว่าแก้วมันกระทบกันเอง แต่ในจังหวะนั้น เขากลับเห็นเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ สองสามคนขยับเก้าอี้หนีออกไปเล็กน้อยอย่างชัดเจน
นั่นคือการกระทำที่เขาเห็นมาตลอดชีวิตในแวดวงราชการ การปัดสวะให้พ้นตัว
"สหายบางคน" เสียงของจางเว่ยหมินยังคงดังก้อง "ไม่เพียงแต่ลืมปณิธานแรกเริ่ม แต่ยังบังอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมตลาดชั้นต่ำ มาแทรกแซงการตัดสินใจสำคัญของคณะกรรมการพรรคประจำเมือง ซ้ำร้ายยังสมรู้ร่วมคิดกับนักธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เพื่อถ่ายเทผลประโยชน์ เห็นทรัพย์สินของรัฐเป็นเพียงเศษหญ้าไร้ค่า"
คำพูดประโยคนี้ไม่ใช่การบอกใบ้อีกต่อไป แต่นี่คือการหงายไพ่ล้มโต๊ะกันตรงๆ
เหงื่อเย็นเยียบของหลี่เต๋อเฉวียนไหลลงมาตามแผ่นหลัง ชุ่มเสื้อเชิ้ตสีขาวจนเปียกโชกในพริบตา เขาอยากจะดึงเนื้อผ้าที่เปียกชุ่มนั้นให้ออกห่างจากแผ่นหลังสักหน่อย แต่ก็ไม่กล้าขยับตัว
ในตอนนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักสีแดงอมม่วงที่ปิดสนิทของหอประชุมใหญ่ ก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดถูกคนผลักเข้ามาจากด้านนอก
เสียงนี้ไม่ดังมาก แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการบุกรุกที่มิอาจต้านทานได้
จางเว่ยหมินที่กำลังพูดอยู่ก็หยุดชะงัก
สายตาของทุกคนหันไปมองที่ประตู
เห็นเพียงชายสี่คนในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มเดินเข้ามา
ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้นำ ตัดผมสั้นเกรียน ผิวคล้ำ แววตาคมกริบดุจดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก เขาไม่ได้ติดป้ายชื่อพนักงาน แต่รังสีอำมหิตของการทำงานในแนวหน้าของ ป.ป.ช. มาอย่างยาวนาน ทำให้คนที่มองเห็นรู้สึกขนลุกซู่
ผู้อำนวยการห้องตรวจสอบและกำกับดูแลที่สี่ประจำ ป.ป.ช. มณฑล เกาเจี้ยนกั๋ว
คนคนนี้มีฉายาในแวดวงราชการของมณฑลเจียงหนานว่าผีเห็นยังคร้าม
ในเสี้ยววินาทีที่หลี่เต๋อเฉวียนเห็นใบหน้านี้ เส้นประสาทเส้นสุดท้ายในสมองของเขาก็ขาดผึงดังผึง
เขาอยากจะลุกขึ้นยืน หรืออย่างน้อยก็อยากจะนั่งตัวตรงขึ้นมาสักหน่อย เหมือนเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับหมอตรวจร่างกาย แต่เขากลับพบว่าขาของตัวเองไม่ยอมฟังคำสั่งแล้ว มันอ่อนปวกเปียกราวกับเส้นบะหมี่ที่ถูกเทตะกั่วลงไป
เกาเจี้ยนกั๋วเดินเร็วมาก ก้าวยาวๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังตึกตึกเขาไม่ได้ขึ้นไปบนเวที และไม่ได้กล่าวทักทายผู้บริหารระดับเมืองคนใดเลย แต่กลับเดินตรงดิ่งมาที่แถวแรก
เป้าหมายชัดเจน
ความรู้สึกกดดันนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้
หลี่เต๋อเฉวียนจ้องมองรองเท้าหนังคู่นั้นที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอีก
เขาสวดภาวนาในใจอย่างบ้าคลั่ง: อย่าหยุดนะ อย่าหยุดที่ฉันเลย อาจจะมาหาคนอื่นก็ได้ อาจจะมาหาไอ้ผู้อำนวยการอ้วนๆ ข้างๆ นี่ก็ได้
แต่ท้ายที่สุดแล้ว รองเท้าหนังคู่นั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาอย่างแม่นยำ
เกาเจี้ยนกั๋วยืนนิ่ง ก้มหน้ามองรองนายกเทศมนตรีที่ตอนนี้แทบจะหดตัวกลืนไปกับเก้าอี้อยู่แล้ว
ทั้งห้องประชุมเงียบสงัดดุจป่าช้า เสียงหายใจของคนหลายร้อยคนราวกับหยุดชะงักไปในชั่วขณะนี้
"สหายหลี่เต๋อเฉวียน"
เสียงของเกาเจี้ยนกั๋วไม่ดังมาก แต่ในสถานการณ์ที่ไม่มีไมโครโฟน กลับส่งไปถึงแถวหลังได้อย่างชัดเจน น้ำเสียงนิ่งสงบ ไม่เจืออารมณ์ส่วนตัวใดๆ มีเพียงความเย็นเยียบของการทำตามหน้าที่
"ผมเกาเจี้ยนกั๋ว จาก ป.ป.ช. มณฑล"
"สืบเนื่องจากปัญหาการกระทำผิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ที่เกิดขึ้นในช่วงการปรับโครงสร้างของโรงงานหงซิงในเขตพัฒนาเศรษฐกิจตงเจียง รวมถึงเบาะแสการรับสินบนอื่นๆ ที่คุณมีส่วนพัวพัน"
เกาเจี้ยนกั๋วล้วงกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า คลี่ออก เขายังคงไม่อ่าน เพียงแต่โชว์ตราประทับสีแดงสดให้ดูเท่านั้น
"ขอเชิญคุณไปกับพวกเราสักหน่อย เพื่อรับการสอบสวนจากองค์กร ในเวลาและสถานที่ที่กำหนด"
ซวงกุย
แม้สองคำนี้จะไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจากปาก แต่ตราประทับสีแดงบนกระดาษแผ่นนั้นก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
ร่างของหลี่เต๋อเฉวียนโอนเอนไปมาอย่างแรง
เขาพยายามจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ อยากจะรักษาความสง่างามเฮือกสุดท้ายเอาไว้ ถึงยังไงที่นี่ก็คือหอประชุมใหญ่คณะกรรมการพรรคประจำเมือง ด้านล่างมีบุคคลสำคัญของเมืองเจียงเฉิงนั่งอยู่เต็มไปหมด เขาไม่อยากถูกลากตัวไปเหมือนนักโทษ
แต่เขาประเมินขาของตัวเองสูงเกินไป
ในพริบตาที่ก้นของเขาเพิ่งจะพ้นจากเก้าอี้ หัวเข่าของเขาก็อ่อนยวบ ร่างกายทั้งร่างรูดไถลลงไปอย่างควบคุมไม่ได้
หากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่หนุ่มสองคนที่อยู่ด้านหลังเกาเจี้ยนกั๋วตาไวและมือไว รีบเข้ามาหิ้วปีกของเขาไว้คนละข้างอย่างทันท่วงที รองนายกเทศมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ คงได้ทรุดไปกองอยู่กับพื้นให้ได้อับอายขายขี้หน้าจนถึงที่สุดไปแล้ว
"ไปเถอะ" เกาเจี้ยนกั๋วไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาได้หยุดพักหายใจ หันหลังเดินนำไปทันที "อย่าให้คนอื่นต้องรอนาน"
หลี่เต๋อเฉวียนถูกหิ้วปีกขึ้นมา
ขาทั้งสองข้างของเขาลากไปกับพื้น เขาเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ ความรู้สึกว่างเปล่าและความหวาดกลัวอันมหาศาลหลังจากที่อำนาจถูกพรากไปในพริบตานั้น ทำลายเขาจนย่อยยับ
เขาถูกกึ่งลากกึ่งหิ้วปีกออกไปข้างนอก
ตอนที่เดินผ่านฉู่เทียนเหอ ฉู่เทียนเหอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขา ทำเพียงแค่จดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึกต่อไป
หลี่เต๋อเฉวียนอยากจะตะโกนออกมา อยากจะพูดอะไรสักหน่อย อย่างเช่นผมถูกใส่ร้าย หรือผมมีอะไรจะพูด
แต่ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลนั้น เขากลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะอ้าปาก
มีเพียงเสียงเสียดสีของรองเท้าหนังคู่นั้นที่ลากไปกับพื้น ฟังดูบาดหูและยาวนานเหลือเกิน
เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ จู่ๆ หลี่เต๋อเฉวียนก็ดิ้นรนขัดขืนขึ้นมา
เขาหันกลับไปมองเวทีประธานแห่งนั้น ที่นั่นเคยมีตำแหน่งของเขา มีไมโครโฟนของเขา มีช่อดอกไม้และเสียงปรบมือสำหรับเขา
แต่ตอนนี้ ที่นั่นมีเพียงใบหน้าถมึงทึงของจางเว่ยหมิน กับเก้าอี้ที่ว่างเปล่าตัวนั้น
"ปัง"
ประตูบานใหญ่ปิดลงอย่างแรงจากด้านหลังเขา
กีดกันโลกแห่งแสงสว่างและอำนาจใบนั้น ให้อยู่เพียงหลังบานประตูอย่างสิ้นเชิง
ตรงโถงทางเดินนอกประตู มีรถประจำตำแหน่งของ ป.ป.ช. มณฑลจอดรออยู่ก่อนแล้ว มันคือรถตู้สีดำที่ไม่มีสัญลักษณ์พิเศษใดๆ แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า นั่นคือรถบรรทุกศพที่มุ่งหน้าสู่จุดจบของชีวิตทางการเมือง
หลี่เต๋อเฉวียนถูกยัดเข้าไปในเบาะหลัง นั่งขนาบกลางระหว่างเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. สองคน
ในวินาทีที่ประตูรถปิดลง เขาได้ยินเสียงหอบหายใจของตัวเองที่รัวเร็วราวกับเสียงปั๊มสูบลม
"ผู้อำนวยการเกา ... " ในที่สุดหลี่เต๋อเฉวียนก็เค้นเสียงออกมาได้บ้าง น้ำเสียงปนสะอื้น ราวกับเด็กที่กำลังอ้อนวอนขอขนม "ผม ... ผมยอมสารภาพ ผมจะพูดทุกอย่าง ขอแค่ ... อย่าให้น้องชายผมต้องติดคุกได้ไหมครับ"
เกาเจี้ยนกั๋วที่นั่งอยู่เบาะหน้าไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา ทำเพียงมองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาเย็นชา
"หลี่เต๋อเฉวียน เก็บคำพูดพวกนี้ไว้ไปพูดในห้องสอบสวนเถอะ ตอนนี้นึกอยากจะมาเป็นพี่ชายแสนดีแล้วงั้นเหรอ สายไปแล้ว น้องชายคุณถูกหน่วยงานตำรวจคุมขังในคดีอาญาไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ในข้อหาฟอกเงินและยักยอกทรัพย์"
หลี่เต๋อเฉวียนทิ้งตัวพิงเบาะหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง แล้วหลับตาลง
น้ำตาขุ่นมัวสองสายไหลรินลงมาตามแก้ม
...
ภายในหอประชุมใหญ่
หลังจากที่หลี่เต๋อเฉวียนถูกพาตัวไป ความกดดันที่ทำให้แทบหายใจไม่ออกนั้นก็ทุเลาลงบ้าง แต่สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงกระซิบกระซาบดังหึ่งๆ นั่นคือเสียงของผู้คนมากมายที่กำลังสบตากันและอุทานออกมาด้วยความตกใจ
รองนายกเทศมนตรีที่มีอำนาจล้นมือคนหนึ่ง ถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตาข้าราชการทั้งเมืองเจียงเฉิงเช่นนี้
พลังข่มขวัญระดับนี้ รุนแรงยิ่งกว่าการจับกุมข้าราชการระดับผู้อำนวยการเป็นร้อยคนเสียอีก
จางเว่ยหมินใช้นิ้วเคาะไมโครโฟนเบาๆ
"ตึก ตึก"
ห้องประชุมกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
"สหายทุกท่าน" น้ำเสียงของจางเว่ยหมินแฝงไปด้วยความเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน "ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ผมคิดว่าทุกคนคงเห็นกันแล้ว นี่ไม่ใช่การแสดงละคร แต่นี่คือบทเรียนอาบเลือด หลี่เต๋อเฉวียนถูกคุมตัวไปแล้ว แต่บทเรียนที่เขาทิ้งไว้ พวกเราทุกคนต้องสลักจำให้ลึกถึงกระดูกดำ"
สายตาของเขากวาดมองไปทั่วห้องประชุม และสุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ทิศทางของฉู่เทียนเหอ
"ในขณะที่ข้าราชการบางคนของพวกเรายังคงหลงระเริงอยู่กับการสร้างพรรคสร้างพวก แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเอง แต่กลับมีสหายบางคน ที่ต้องทนรับแรงกดดันอันมหาศาล เพื่อปกป้องที่ทำกินให้กับประชาชน เพื่อยืนหยัดพิทักษ์ทรัพย์สินของรัฐของพวกเราเอาไว้"
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงใคร
สายตานับไม่ถ้วนหันไปมองแผ่นหลังของชายหนุ่มคนนั้น
มีทั้งความอิจฉา ความยำเกรง และก็มีความละอายใจ
ฉู่เทียนเหอปิดสมุดบันทึก แล้วเงยหน้าขึ้น
สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ความสงบนิ่งนี้ไม่ได้แกล้งทำ แต่เป็นความเยือกเย็นของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน
หลี่เต๋อเฉวียนล้มไปแล้ว หินก้อนใหญ่ที่สุดที่คอยขัดขวางเขตพัฒนาเศรษฐกิจตงเจียงก็หายไปแล้ว หลังจากนี้ เขตอุตสาหกรรมที่หลับใหลมาเนิ่นนานแห่งนั้น ก็สมควรจะตื่นขึ้นมาเสียที
[จบแล้ว]