- หน้าแรก
- ท่านอ๋องกับระบบอัญเชิญขุมกำลังไร้เทียมทาน
- บทที่ 330 เข้าเฝ้าองค์ชาย
บทที่ 330 เข้าเฝ้าองค์ชาย
บทที่ 330 เข้าเฝ้าองค์ชาย
บทที่ 330 เข้าเฝ้าองค์ชาย
สิ้นเสียงคำกล่าว กระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า บดบังห้วงลึกไปกว่าครึ่ง
ในฐานะศิษย์เดิมของภูเขาซู่ซาน วิชากระบี่ของเซียนกระบี่ร่ำสุรา ต่อให้เป็นในภูเขาซู่ซาน ก็จัดอยู่ในอันดับต้นๆ
มีเพียงศิษย์พี่ของเขา เซียนกระบี่แห่งซู่ซานผู้นั้นเท่านั้น ที่จะสามารถมีระดับเทียบเท่ากับเขาได้
ชั่วพริบตากระบี่ยักษ์ก็ฉีกกระชากห้วงลึกที่กู๋ยวนเซียนเร้นลับสร้างขึ้นโดยตรง ราวกับกระบี่คมกริบฉีกกระชากม่านบังตา
วิถีแห่งเต๋าที่ปกคลุมและแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามายังสถานที่แห่งนี้พร้อมกัน
ห้วงลึกถูกถมจนเต็มด้วยกระบี่เดียว
ทุกคน ล้วนกลับมายังสนามรบโบราณที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังแห่งนั้นอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเซียนแห่งสำนักเซียน หรือเซียนแห่งราชสำนัก ล้วนกลับมาสัมผัสได้ถึงพลังแห่งวิถีแห่งเต๋าอีกครั้ง
แต่เซียนแห่งสำนักเซียนเหล่านั้นกลับหน้าซีดเผือด ไม่มีความรู้สึกยินดีใดๆ เลย กระทั่งความปรารถนาที่จะหลบหนีก็ยังไม่มี
ไม่ต้องพูดถึงว่าเบื้องหน้ามีผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเร้นลับอยู่หนึ่งคน ต่อให้ไม่มี
รอบกายของพวกเขาก็ยังมีผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเกือบสามสิบคนจ้องมองตาเป็นมันอยู่ดี
กู๋ยวนเซียนเร้นลับใบหน้าซีดเผือด เบิกตากว้าง
ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกราวกับห้วงลึกนั้น ในที่สุดก็เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ขึ้นมา "เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
ข้า ข้าคือเซียนเร้นลับนะ ข้าคือเซียนเร้นลับนะ
เหตุใด เหตุใด เหตุใดเจ้าถึงสามารถทะลวงผ่านได้ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่"
ในเวลานี้วิถีของเขาถูกทำลาย พลังต่อสู้น่าจะเหลือเพียงระดับเซียนแล้ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างเซียนกระบี่ร่ำสุรา เขาไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วจริงๆ
"อย่าสังหารข้า ข้าจะบอกทุกสิ่งที่ข้ารู้แก่พวกเจ้า"
กู๋ยวนเซียนเร้นลับพยายามจะยอมจำนน แต่เซียนกระบี่ร่ำสุรากลับเห็นวิถีแห่งเต๋าของห้วงลึกที่เขากำลังรวบรวมอย่างลับๆ
ดูเหมือนยังต้องการจะหลบหนีไปจากสถานที่แห่งนี้
"ดื้อดึงไม่เข้าท่า"
กล่าวจบ กระบี่ยาวที่แขวนอยู่บนท้องฟ้าเล่มนั้นก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง
กลิ่นสุราห่อหุ้มเจตจำนงกระบี่ ทำลายล้างร่องรอยแห่งเต๋าของเขาทั้งหมดจนสิ้นซากอยู่ภายในนั้น
การร่วงหล่นของเซียนเร้นลับ ยิ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าการร่วงหล่นของเซียนเสียอีก
ทั่วทั้งฟ้าดินกะพริบแสงวูบวาบ ราวกับกำลังสลับสับเปลี่ยนระหว่างโลกปัจจุบันและห้วงลึก
ผ่านไปประมาณสามอึดใจ โลกจึงค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ
นี่ก็หมายความว่า วิถีของกู๋ยวนเซียนเร้นลับได้สูญสลายไปอย่างสมบูรณ์ บันทึกสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ในโลกใบนี้ก็มลายหายไปแล้ว
เซียนกระบี่ร่ำสุราหยิบน้ำเต้าสุราขึ้นมา ดื่มอึกใหญ่ เหลือบมองเซียนแห่งสำนักเซียนที่กำลังตัวสั่นงันงก
ก็ไม่ได้กล่าวอะไร แต่กลับเดินกลับไปอยู่ด้านหลังพวกของตงหวงไท่อี
สำหรับเขา ภารกิจได้คลี่คลายไปมากแล้ว
หลังจากนี้ก็เป็นเวทีให้พวกของตงหวงไท่อีได้แสดงฝีมือแล้ว
ชิงเซียวเซียนเหรินดูเหมือนจะตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง พาเซียนหลายคน ก้าวเข้าไปประสานมือคารวะตงหวงไท่อีที่เป็นผู้นำ
"สหายท่านนี้ เป็นพวกเราที่มีตาหามีแววไม่
ทำให้ฝ่าบาทและสหายทุกท่านต้องขุ่นเคือง หวังว่าทุกท่านจะให้โอกาส
ข้าน้อยยินดีที่จะเข้าเฝ้าฝ่าบาท นำสิ่งที่รู้มาบอกกล่าวอย่างละเอียด"
ในฐานะเซียน เขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ระบบของราชสำนักเลยแม้แต่น้อย
เมื่อปักใจเชื่อแล้วว่าตงหวงไท่อีคือผู้นำ เช่นนั้นหลังจากนี้ ก็จำเป็นต้องไปพบผู้นำของพวกเขาแล้ว
ผู้นำของราชสำนักคือฮ่องเต้ นี่สมควรจะไม่มีปัญหาอะไร
ตงหวงไท่อีได้ยินคำพูดนี้ ก็พยักหน้า ไม่ได้ปฏิเสธ
เซียนเหล่านี้ไม่อาจสร้างคลื่นลมอะไรได้อีกแล้ว
ทว่า เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
"ในเมื่อพวกเจ้าต้องการจะมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นก็จงเลิกต่อต้าน เปิดเผยร่องรอยแห่งเต๋าของพวกเจ้าออกมา
หลังจากประทับผนึกแล้ว ก็จะสามารถให้พวกเจ้าเข้าเมืองหลวงได้"
เสียงของตงหวงไท่อีดังมาจากใต้หน้ากาก ฟังดูค่อนข้างกลวงโบ๋
แต่น้ำเสียงกลับไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง ไม่มีช่องว่างให้ต่อรองหรือปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย
และเซียนเหล่านั้นก็เข้าใจดีว่าพวกเขาไม่มีทางรอดมากนัก
ไม่ยอมมอบร่องรอยแห่งเต๋า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบรรลุเป็นเซียนของพวกเขาออกมา ให้คนอื่นเชือดเฉือนตามใจชอบ
ก็คือมาสู้ตายกันที่นี่ เอาเลือดมาทาแผ่นดินแห่งนี้
สองทางเลือกนี้ ที่วางอยู่ตรงหน้าเซียนเหล่านี้ ไม่ได้มีความยากลำบากอะไรมากมายนัก
อย่างไรเสียก็เป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าที่อยู่มาไม่รู้กี่ปีแล้ว ความคึกคะนองในวัยเยาว์สายนั้นได้มลายหายไปในกาลเวลามานานแล้ว
กระทั่งตอนนี้มีเซียนจำนวนไม่น้อย ที่กำลังคิดว่าจะไปประจบประแจงเจ้านายของราชสำนักอย่างไรดี
กระทั่งกำลังคิดว่า หากพวกเขาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักนี้แล้ว จะสามารถเป็นเหมือนเซียนที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ได้หรือไม่
ได้รับการเสริมพลังจากของวิเศษที่ไม่รู้จักชื่อนั้น
หากมีของวิเศษ พวกเขาก็อาจจะสามารถก้าวหน้าไปได้อีกขั้น
ดังนั้นเซียนอีกแปดคนที่เหลือจึงไม่ได้ปฏิเสธ เผยร่องรอยแห่งเต๋าออกมา
จากนั้นสายตาก็จับจ้องไปที่ตงหวงไท่อี แววตาแฝงความอยากรู้อยากเห็นและเย้าแหย่เล็กน้อย
พวกเขาก็อยากจะดูเหมือนกัน ว่าใต้ท้าผู้อยู่ตรงหน้านี้
จะใช้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเซียน มาสะกดร่องรอยแห่งเต๋าของเซียนทั้งแปดคนของพวกเขาได้อย่างไร
ต่อให้พวกเขาจะยอมเปิดการป้องกัน สำหรับเซียนทั่วไปแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้อย่างแน่นอน
ต่อให้ทำได้อย่างยากลำบาก พวกเขาก็อาจจะทำลายผนึกได้ทุกเมื่อ
"ดูเหมือนว่า พวกเจ้าก็ยังรู้จักการประนีประนอม องค์ชายน่าจะชอบคนฉลาดอย่างพวกเจ้านะ"
ตงหวงไท่อีเห็นการกระทำของทั้งแปดคน ก็พยักหน้า ใบหน้าภายใต้หน้ากากไม่รู้ว่าดีใจหรือโกรธ
และไม่ได้สนใจว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
จากนั้นก็สะบัดมือ แบมือออก กระถางสำริดใบหนึ่งก็หมุนวนอยู่ในมือของเขา
"ไป"
กระถางสำริดใบนั้นเมื่อสิ้นคำกล่าวของตงหวงไท่อี ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
จากนั้นก็มีเสียงกังวานดังก้องขึ้น ร่องรอยแห่งเต๋าที่ไร้พลังต่อต้านของทั้งแปดคนก็ถูกกลืนเข้าไปในกระถางทั้งเก้าจนหมดสิ้น
เซียนแห่งสำนักเซียนเหล่านั้นพลันรู้สึกได้ว่าความเชื่อมโยงกับวิถีแห่งเต๋าหายไป
กล่าวคือ ร่องรอยแห่งเต๋าของตนเองหายไปแล้ว มองดูกระถางโบราณใบนั้นด้วยความเหลือเชื่อเล็กน้อย
คิดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้ตรงหน้าจะมีอาวุธเซียนในระดับนี้อยู่ด้วย
อาวุธเซียนระดับนี้ ต่อให้เป็นในยุคที่สำนักเซียนรุ่งเรืองที่สุด ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถแตะต้องได้
คาดว่าคนผู้นี้จะต้องมีความสำคัญต่อราชสำนักเป็นอย่างยิ่ง หากไม่เป็นเช่นนั้น ของวิเศษระดับนี้ก็คงไม่มีทางให้เขามาคอยพิทักษ์รักษาได้
"ไปกันเถอะ"
ตงหวงไท่อีทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็หันหลังกลับมากล่าวว่า
"องค์ชายยังรอพวกเจ้าอยู่นะ"