เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - ย้อนเวลากลับไปปี 2012

บทที่ 1 - ย้อนเวลากลับไปปี 2012

บทที่ 1 - ย้อนเวลากลับไปปี 2012


บทที่ 1 - ย้อนเวลากลับไปปี 2012

"เงินดาวน์บ้านราคาประเมินสามล้านนายมีจ่ายไหมล่ะ"

กู้รั่วเฉินนั่งอยู่ริมหน้าต่างร้านกาแฟ

เขามองหญิงสาวคู่ดูตัวที่เพื่อนร่วมงานแนะนำมาให้แล้วส่ายหน้าเบาๆ

"แล้วสินสอดล่ะนายให้ได้เท่าไหร่"

"จำเป็นต้องมีสินสอดด้วยเหรอครับ"

"ถ้าไม่ให้สินสอดแล้วจะแต่งไปทำ ช่างเถอะ เราไม่คุยเรื่องสินสอดกันก็ได้ แล้วตอนนี้นายมีเงินเก็บเท่าไหร่"

กู้รั่วเฉินลองคิดทบทวนดูอย่างละเอียด

ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยและทำงานมาหลายปี เขาก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง จากนั้นก็นำไปลงทุนทำธุรกิจแต่ก็ล้มเหลว จึงต้องกลับมาเป็นมนุษย์เงินเดือนตามเดิม

เวลาผ่านไปหลายปีขนาดนี้ เงินฝากในบัญชีธนาคารทุกใบของเขารวมกันแล้วน่าจะเหลืออยู่แค่สามหมื่นกว่าหยวนเท่านั้น

การทำธุรกิจเจ๊งแล้วมีหนี้สินติดตัวไม่มากถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งสำหรับกู้รั่วเฉิน

เหตุผลหลักเป็นเพราะเขาเป็นคนค่อนข้างรอบคอบและเลือกโปรเจกต์ที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนัก

"ประมาณสามหมื่นหยวนครับ"

กู้รั่วเฉินยกแก้วน้ำขึ้นจิบก่อนจะตอบออกไป

อายุสามสิบกว่าแล้วแต่มีเงินเก็บแค่นี้ เขารู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

"หึหึหึ"

หญิงสาวคู่ดูตัวแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

ถ้าไม่ใช่เพราะคนแนะนำบอกว่าอีกฝ่ายกำพร้าพ่อแม่ เธอคงไม่มีทางมาเด็ดขาด

เพราะการที่ผู้ชายไม่มีพ่อแม่จะช่วยตัดปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ไปได้

"ฉันเรียนจบทำงานมาสี่ปีเศษ ปกติก็ใช้จ่ายไม่ใช่น้อยนะ ถึงอย่างนั้นตอนนี้ฉันยังมีเงินเก็บตั้งหลักแสน แต่นายอายุสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว เงินเก็บไม่ถึงแสนเนี่ยนะ"

กู้รั่วเฉินฟังออกถึงน้ำเสียงเย้ยหยันในประโยคนั้น

ตอนแรกเขากะจะอธิบาย แต่คิดไปคิดมาก็ช่างมันเถอะ อธิบายไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี จึงทำเพียงขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย

"ฉันว่าเกิดเป็นผู้ชายก็ควรจะพยายามให้มากหน่อยนะ ต้องมีความกระตือรือร้นก้าวหน้าบ้าง"

"ไม่อย่างนั้นคงไม่มีผู้หญิงคนไหนชายตามองนายหรอก ดีไม่ดีนายอาจจะต้องครองตัวเป็นโสดไปจนตายเลยก็ได้"

คิ้วของกู้รั่วเฉินขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม

ถ้าไม่พอใจก็แค่ลุกเดินออกไป จำเป็นต้องพูดจาถากถางกันขนาดนี้ด้วยหรือ

เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อข่มความรู้สึกอยากจะด่าคนเอาไว้

หึ ไม่พยายามงั้นหรือ ไม่มีความกระตือรือร้นงั้นหรือ

กู้รั่วเฉินจำได้ลางๆ ว่าตอนเด็กเหมือนเขาจะป่วยหนัก จากนั้นก็ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนเขาก็ตั้งใจเรียนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นประถม มัธยมต้น หรือมัธยมปลาย ผลการเรียนของเขาก็อยู่ในระดับแนวหน้าของห้องเสมอ

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาสอบติดมหาวิทยาลัยตงไห่ซึ่งติดอันดับท็อปห้าสิบของประเทศ เพียงแต่คณะที่ได้เรียนไม่ใช่คณะที่เขาใฝ่ฝันก็เท่านั้น

ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปี 2012 เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง เขาก็จะออกไปรับจ้างทำงานพาร์ตไทม์สารพัดอย่าง เพียงเพื่อจะได้หาเลี้ยงตัวเองให้รอด

ปี 2016 เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ด้วยความที่เรียนจบสายวิศวกรรมโยธา กู้รั่วเฉินในฐานะเด็กจบใหม่จึงต้องวิ่งวุ่นอยู่ตามไซต์งานก่อสร้างและทำโอทีทุกวัน

เขาอดทนทำงานหนักอยู่แบบนั้นนานถึงสองปีกว่า แต่สุดท้ายโอกาสเลื่อนตำแหน่งที่ควรจะเป็นของเขากลับถูกคนอื่นแย่งไปหน้าตาเฉย

ภายหลังกู้รั่วเฉินถึงได้รู้จากคนอื่นว่าคนที่แย่งตำแหน่งเขาไปนั้นเป็นญาติของหัวหน้า

ต้นปี 2019 กู้รั่วเฉินลาออกจากบริษัท

เขากำเงินเก็บเจ็ดหมื่นกว่าหยวนบวกกับเงินกู้อีกหลายหมื่น รวมแล้วมีทุนอยู่แสนสองหมื่นหยวน แล้วก็หอบเอาความมุ่งมั่นทะเยอทะยานไปเปิดร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง

ช่วงแรกธุรกิจถือว่าไปได้สวยทีเดียว รายได้สุทธิแต่ละเดือนดีกว่างานเก่าที่เคยทำเสียอีก

แต่ช่วงเวลาดีๆ มักอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเขาต้องเผชิญกับเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เขาพยายามประคับประคองร้านอยู่หนึ่งปี แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง

กู้รั่วเฉินต้องแบกรับหนี้สินหลักแสนหยวนจากเหตุการณ์นั้น

เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ เขาจึงต้องหางานใหม่ โดยทำงานไปด้วยและใช้หนี้ไปด้วย

ระหว่างนั้นเขาก็พยายามหาวิธีหาเงินสารพัดรูปแบบ ถึงขั้นไปศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้น

แรกๆ ก็ได้กำไรอยู่บ้าง แต่สุดท้ายพอขาดทุนไปเกือบหมื่นหยวนเขาก็รีบถอนตัวออกมาทันที

เวลาผ่านไปสองปีกว่า ในที่สุดกู้รั่วเฉินก็ใช้หนี้สินก้อนนั้นจนหมดเกลี้ยง

หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามทำธุรกิจอะไรอีก เพราะสำหรับเขาแล้ว ต้นทุนของการลองผิดลองถูกมันสูงเกินไปจริงๆ

ถ้าสู้ชีวิตขนาดนี้แล้วยังถูกมองว่าไม่พยายามและไม่มีความกระตือรือร้นอีก เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

ดิ้นรนต่อสู้ในสังคมเพียงลำพังมาเกือบสิบปี กู้รั่วเฉินมองทะลุปรุโปร่งในหลายๆ เรื่อง

เขาเติบโตขึ้นอย่างโชกโชน ไม่ได้ใสซื่อไร้เดียงสาอีกต่อไป จิตใจก็หล่อหลอมจนแข็งแกร่งดั่งหินผา เขาจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับคำพูดพรรค์นี้แม้แต่น้อย

เขารู้สึกว่าถึงจะพูดเรื่องพวกนี้ให้อีกฝ่ายฟังไปก็เปล่าประโยชน์

เพราะผู้หญิงบางคนมองแค่ว่าตอนนี้คุณมีเงินเท่าไหร่ต่างหาก

หญิงสาวคู่ดูตัวจิบกาแฟแล้วพูดต่อ

"อ้อ แล้วเมื่อกี้นี้นายยังกล้าพูดว่าไม่จ่ายสินสอดอีกเหรอ"

"แหม สมัยนี้มันจะมีเรื่องดีๆ แบบนั้นได้ยังไงกัน นี่นายกำลังล้อฉันเล่นอยู่ใช่ไหม ทำไมฉันถึงต้องมาเจอผู้ชายห่วยแตกแบบนายด้วยเนี่ย"

"ระดับฉันน่ะ ไม่ต้องถึงขั้นให้ผู้ชายเตรียมบ้านเตรียมรถพร้อมสรรพหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็ต้องมีสินสอดสักสองสามแสนหยวนสิ"

กู้รั่วเฉินปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า

ใบหน้าของเธอฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ หน้าบาน ตาตี่ จมูกบานเป็นชมพู่ จะบอกว่าขี้เหร่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่ก็เฉียดฉิวเต็มที มีดีแค่อุ่นเครื่องเรื่องรูปร่างนิดหน่อยเท่านั้น

"ได้สิ สินสอดสองสามแสนหยวนฉันให้ได้สบายมาก"

กู้รั่วเฉินข่มความโกรธแล้วพยักหน้ารับ

"แต่ฉันขอถามเธอหน่อยเถอะ เธอเคยคบแฟนมาแล้วกี่คน"

"ส สะ สามคน ทำไมล่ะ"

"งั้นความบริสุทธิ์ของเธอก็คงเสียไปตั้งนานแล้วใช่ไหม"

ใบหน้าของหญิงสาวคู่ดูตัวฉายแววกระอักกระอ่วนขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

"นี่มันยุคไหนสมัยไหนกันแล้ว ใครเขายังมานั่งถือเรื่องพวกนี้กันอีก"

ตอบแบบนี้แสดงว่าไม่เหลือแล้วแน่นอน

กู้รั่วเฉินคิดว่าการเรียกสินสอดน่ะทำได้ แต่มันต้องสมเหตุสมผลสิ

เขาหลุดขำออกมาเบาๆ

"แฟนคนแรกของเธอจ่ายค่าม่านรูดแค่ร้อยสองร้อยก็พรากครั้งแรกของเธอไปได้ แฟนคนที่สองแค่เลี้ยงข้าวเธอหนึ่งมื้อเธอก็ยอมไปขึ้นเตียงกับเขา ส่วนคนที่สามแค่ซื้อกระเป๋าหรือรองเท้าให้เธอก็ยอมร่วมรักกับเขาง่ายๆ"

"ดีไม่ดีเธออาจจะมีคนที่สี่ คนที่ห้าตามมาอีกเป็นพรวน"

"แล้วทำไมพอมาถึงตาฉัน ฉันถึงต้องจ่ายสินสอดตั้งสองสามแสนถึงจะได้นอนกับเธอล่ะ"

"ผู้หญิงอย่างเธอมีดีอะไรนักหนา หรือว่าหน้าหนาจนคิดว่าตัวเองมีค่าขนาดนั้น"

หญิงสาวคู่ดูตัวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจนเครื่องสำอางหนาเตอะก็ปิดไม่อยู่

เธอแผดเสียงด่าทอด้วยความโมโหสุดขีด

"ไอ้ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่สั่งสอน แกมายุ่งอะไรด้วยว่าฉันมีดีอะไร คนที่พร้อมจะแต่งงานกับฉันมีถมเทไป วันนี้ซวยจริงๆ ที่ต้องมาเจอกับคนอย่างแก"

ปัง

กู้รั่วเฉินตบโต๊ะเสียงดังลั่นเมื่อได้ยินประโยคนั้น

เขาลุกขึ้นยืนจ้องหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาดุดัน

ท่าทางเอาเรื่องของกู้รั่วเฉินทำเอาหญิงสาวคู่ดูตัวถึงกับชะงักค้างด้วยความหวาดกลัว

ลูกค้าคนอื่นๆ ในร้านกาแฟต่างหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเริ่มซุบซิบนินทา

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ ผัวเมียทะเลาะกันเหรอ"

"ไม่รู้สิ"

"เหมือนผู้หญิงจะด่าผู้ชายว่ามีแม่เกิดแต่ไม่มีแม่เลี้ยงนะ"

"จริงดิ งั้นผู้ชายคนนี้ก็เป็นเด็กกำพร้าสิ ทำไมด่าแรงขนาดนั้นล่ะ"

กู้รั่วเฉินหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมา แล้วดึงธนบัตรใบละร้อยหยวนออกมาจากเคสโทรศัพท์ตบลงบนโต๊ะ ก่อนจะตะโกนบอกพนักงานที่อยู่ไม่ไกล

"น้อง ค่าเครื่องดื่มของพี่วางอยู่ตรงนี้นะ เงินทอนไม่ต้องเอาไปเป็นทิปเลย"

"ส่วนค่ากาแฟของยัยนี่"

กู้รั่วเฉินชี้หน้าหญิงสาวคู่ดูตัว

"ไปเก็บกับหล่อนเอาเอง"

พูดจบกู้รั่วเฉินก็ก้าวฉับๆ ออกจากร้านกาแฟไปทันที

พอเดินพ้นประตูร้าน กู้รั่วเฉินก็รู้สึกเลือดลมตีกลับ

เขาเงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า แสงแดดจ้าสาดส่องลงมาจนทำให้เขารู้สึกหน้ามืดตาลายกะทันหัน

จากนั้นร่างของเขาก็ร่วงลงไปกองกับพื้น

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในฤดูร้อนของปี 2012 เสียแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 1 - ย้อนเวลากลับไปปี 2012

คัดลอกลิงก์แล้ว