เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 54 วิญญาณหยินที่เหมาะสมกับเชือกยึดวิญญาณ

ตอนที่ 54 วิญญาณหยินที่เหมาะสมกับเชือกยึดวิญญาณ

ตอนที่ 54 วิญญาณหยินที่เหมาะสมกับเชือกยึดวิญญาณ


ตอนที่ 54 วิญญาณหยินที่เหมาะสมกับเชือกยึดวิญญาณ

หวันอู๋อิงยักไหล่ "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร"

ฉู่เสวียนรู้สึกหมดหนทาง เดิมทีเขาไม่อยากจะเปิดเผยความแข็งแกร่งที่มี แต่สุดท้ายเขาก็ถูกอาจารย์ทรยศ

มีอาจารย์ที่ชอบอวดก็ปวดหัวจริงๆ

เขาจึงตอบจ้าวอู๋หยาออกไปอย่างช่วยไม่ได้ว่า  "ผู้อาวุโสจ้าว การล่มสลายของนิกายอู๋จี๋ ทำให้ข้าได้ตระหนักถึงหลักการของผู้บ่มเพาะอมตะ ที่ว่าผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่แข็งแกร่งอยู่เสมอ วันนั้นจึงเป็นเหมือนการตรัสรู้ ข้าได้ออกผจญภัยเพียงลำพัง และเจอเรื่องโชคดีบ้าง มันจึงทำให้เขตแดนของข้าพุ่งทะยานได้รวดเร็วขนาดนี้”

“จริงๆแล้วคุณสมบัติของข้าก็ไม่ได้ดีไปกว่าคุณสมบัติของพี่หลี่และพี่หลิวเลย มันก็แค่โชคดีเท่านั้น”

ฉู่เสวียนรู้ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติการบ่มเพาะของเขา..ที่เป็นแบบนี้ได้ก็เพราะโชคดีจริงๆ

ถ้าข้าไม่ได้รับกระจกโลหิตจนทะลุมิติไปยังดาวเคราะห์โลกาวินาศมาเป็นสวนหลังบ้านของข้า ข้าจะมีความแข็งแกร่งอย่างเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร?

เมื่อเห็นว่าเขาถ่อมตัวเพียงใด หวันอู๋อิงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจเล็กน้อย

จ้าวอู๋หยาเองก็พยักหน้าเช่นกัน

ความโชคดีนั้นเป็นสิ่งที่ได้มาเพราะบุญเก่าของแต่ละบุคคล  ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถขอกันได้ มีตัวอย่างอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกของผู้ฝึกฝนอมตะ  บางคนก็พลาดจนตกหน้าผา ก่อนจะมาค้นพบถ้ำที่คนรุ่นก่อนได้ทิ้งสมบัติเอาไว้โดยบังเอิญ

บางคนก็สามารถทะลวงผ่าน 1 ขั้นได้ภายในวันเดียว  และกระโดดจากมนุษย์ธรรมดาสู่ผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การผจญภัยและได้มาซึ่งสมบัติต่างๆโดยบังเอิญของฉู่เสวียนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกขนาดนั้น

หากว่าเขามีโอกาสได้พบกับสมบัติเข้าโดยบังเอิญเพราะโชคช่วยจริงๆ  ก็ไม่น่าแปลกใจที่เขตแดนของฉู่เสวียนจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา

จ้าวอู๋หยาพยักหน้าและพูดด้วยอารมณ์ว่า "ผู้อาวุโสหวัน  เจ้าเจอต้นกล้าที่ดีแล้ว"

หวันอู๋อิงยิ้ม เขารู้สึกภูมิใจเล็กน้อย

จ้าวอู๋หยายื่นมือของเขาออกมา "ข้าจะรายงานสถานการณ์ให้เจ้าสำนักทราบ  อย่างช้าที่สุดจะมีการนัดหมายเฉพาะเจาะจงภายในสองวัน  ระหว่างนี้ก็พักผ่อนที่ห้องโถงเฟยซานไปก่อน”

หวันอู๋อิงพยักหน้า "ตกลง ข้า จะรอฟังข่าวดีก็แล้วกัน"

จ้าวอู๋หยาพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นและเหยียบพื้นอย่างดุเดือด ในตอนนั้นเขาก็หายตัวไปในพริบตา

ผู้บ่มเพาะวัยกลางคนที่เป็นคนต้องรับหวันอู๋อิงมาก่อน  ได้เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เขาพูดด้วยความเคารพว่า "ผู้อาวุโสหวัน ข้าชื่อหลี่ซาน ข้าเป็นคนดูแลของสำนักเทียนหยินสาขา 2 แห่งนี้ ตอนนี้ข้ารับผิดชอบงานต่างๆ ของห้องโถงเฟยซาน ข้าได้จัดถ้ำชั่วคราวสำหรับเพื่อนลัทธิเต๋าของถ้ำจีหยินไว้ให้แล้ว  ผู้อาวุโสหวัน ท่าน..."

หวันอู๋อิงโบกมือ "ไม่ต้องเตรียมการอะไรหรอก เมื่อการนัดหมายอย่างเป็นทางการมาถึงในอีกสองวัน ข้าก็จะกลับไปที่ถ้ำของตัวเองแล้ว "

"ขอรับ" หลี่ซานรับคำสั่งแล้วออกไปทันที

“ไปพักผ่อนกันเถอะ” หวันอู๋อิงโบกมือ

ฉู่เสวียนและคนอื่นๆ ได้เดินตามผู้บ่มเพาะของสำนักเทียนหยินตรงไปยังถ้ำชั่วคราวที่พวกเขาได้เตรียมไว้ให้

ถ้ำที่ฉู่เสวียนเลือกนั้นตั้งอยู่ระหว่างครึ่งทางที่ขึ้นไปบนภูเขา

หลังจากที่เขาเข้ามาข้างในเขาก็ได้ทำการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เมื่อยืนยันว่าข้างในนี้ไม่มีใครอยู่ เขาก็เริ่มสร้างค่ายกลป้องกัน ค่ายกลเตือนภัย และค่ายกลซุ่มโจมตีขึ้นมาที่ทางเข้าให้เสร็จสิ้น  จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิบนเตียงหินและรู้สึกผ่อนคลายลงในที่สุด

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงประสบการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้แต่ฉู่เสวียนเองก็ยังประหลาดใจกับตัวเองเล็กน้อย

“ข้าไม่คาดคิดเลยว่าความแข็งแกร่งของข้าจะเพิ่มขึ้นจนน่าทึ่งขนาดนี้  ทั้งที่ฮุยคงเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้บ่มเพาะรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ข้ากลับสามารถฆ่าเขาได้ทั้งที่ยังไม่ได้เรียกเส้นเลือดโลหิตออกมาด้วยซ้ำดังนั้นความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ ก็น่าจะ..สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานที่อยู่ในระดับไล่เลี่ยกันสั่นคลอนได้”

ฉู่เสวียนยิ้มออกมาเล็กน้อย ในตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจความแข็งแกร่งของตัวเองมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้เขาอยู่เพียงขั้นที่ 2 ของช่วงสร้างฐานรากเท่านั้น แต่กลับสามารถปราบปรามผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วงสร้างรากฐานขั้นสูงกว่าได้ ดังนั้นเมื่อบรรลุถึงขั้นที่ 3 ของช่วงสร้างฐานรากแล้ว แม้แต่ผู้บำเพ็ญที่อยู่ในขั้นที่ 4 ของช่วงสร้างรากฐานก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

ด้วยการที่มีกระจกโลหิตอยู่ในมือ  และดาวเคาะห์โลกาวินาศยังเต็มไปด้วยซอมบี้ที่คอยให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ทุกอย่างก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

“เอ๊ะ มีการเคลื่อนไหวในเชือกยึดวิญญาณอย่างนั้นหรือ” หัวใจของฉู่เสวียนเต้นรัว เขารีบดึงเชือกยึดวิญญาณออกมาทันที

ที่ผ่านมาวิญญาณดิบที่เขาใส่เข้าไปหลายดวงต่างก็ถูกเชือกยึดวิญญาณปฏิเสธทั้งหมด

เดิมทีเขาวางแผนที่จะใช้วิญญาณดิบของซุนชือมาเป็นวิญญาณที่คอยควบคุมเชือกยึดวิญญาณ

แต่ต่อมา เขาก็ได้วิญญาณดิบของฮุยคงมา จึงตัดสินใจโยนมันเข้าไปในเชือกยึดวิญญาณเพื่อให้วิญญาณทั้งสองต่อสู้กัน เพราะมีเพียงแค่ผู้ชนะเท่านั้น ที่จะสามารถเป็นคนควบคุมเชือดยึดวิญญาณนี้ได้

และผู้ชนะก็ได้รับการตัดสินแล้ว

โฮ โฮ โฮ!

เสียงคำรามแห่งชัยชนะดังมาจากภายในเชือกยึดวิญญาณ

เมื่อฉู่เสวียนมองเข้าไปใกล้ ๆ และเห็นว่าฮุยคงกำลังฉีกวิญญาณดิบของซุนซือออกเป็นชิ้น ๆ และกลืนกินมันเข้าไป ฉู่เสวียนจึงได้เรียกฮุยคงออกมา

ฮุยคงในตอนนี้เป็นเพียงวิญญาณดิบเท่านั้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความดุร้ายและกระหายเลือด เขาได้สูญเสียจิตสำนึกไปนานแล้ว

เมื่อมันเห็นฉู่เสวียน มันก็ได้กระโจนเข้าใส่เขาทันที

แต่เมื่อฉู่เสวียนคิด เชือกยึดวิญญาณก็ได้ฟาดวิญญาณของฮุยคงอย่างแรงจนมันล้มลงกับพื้น

พรืบ!  ฮุยคงยิ้มออกมาด้วยความเจ็บปวด วิญญาณของมันก็มัวหมองลงไปมาก

แต่มันก็ยังไม่ย่อท้อ ยังคงพุ่งเข้าหาฉู่เสวียนด้วยสายตาที่ดุร้ายเช่นเคย

พรืบ! เชือกยึดวิญญาณก็ได้ฟาดเข้าไปที่ร่างของมันอีกครั้ง

วิญญาณของฮุยคงก็ได้จางลงอีกระดับหนึ่ง

พรืบ!พรืบ! ฮุยคงถูกเชือกยึดวิญญาณฟาดเข้าไปหลายสิบครั้งติดต่อกัน

จิตวิญญาณของเขาจึงมัวหมองลงจนเกือบจะโปร่งใส

เพียงอีกครั้งเดียว มันก็จะสลายไปอย่างสมบูรณ์

แม้แต่ฉู่เสวียนเองก็ได้แต่ขมวดคิ้ว

และไม่คิดที่จะสั่งการเชือกยึดวิญญาณให้ฟาดฮุยคงอีก

ขืนฟาดอีกที วิญญาณนี้คงจะแตกสลายหายไปเป็นแน่..

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ดวงตาของฮุยคงก็สงบลงในที่สุด

ตอนนี้วิญญาณของเขาไม่ต่างกับอยู่ในกำมือของฉู่เสวียน

อย่าคิดจะต่อกรกับข้าอีก...

จากนั้น ฉู่เสวียนก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แค่นั้นแหละ

ด้วยความดุร้ายและความโหดร้ายในตอนนี้ของฮุยคง ก็เพียงพอที่จะเอามาเป็นวิญญาณควบคุมเชือกยึดวิญญาณได้แล้ว

หากว่าเขาได้มีโอกาสดึงวิญญาณของผู้บ่มเพาะมาได้อีกครั้งในอนาคต ก็สามารถโยนไปให้ฮุยคงกินได้ เพื่อบำรุงร่างกายของมัน

ในฐานะที่เป็นอาวุธเวทย์มนตร์ของฉู่เสวียน เชือกยึดวิญญาณจะถูกอัพเกรดขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

และความแข็งแกร่งของฮุยคงจะค่อยๆเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

“ดี ข้าจะได้ฝึกฝนเทคนิคการหลอมเทพเจ้าต่อไป”

ฉู่เสวียนไม่ได้เก็บเชือกยึดวิญญาณเข้าไป  เพราะเขายังปล่อยให้ฮุยคงเดินเล่นไปรอบๆ ถ้ำ

จากนั้นเขาก็หลับตา ใช้เทคนิคการหลอมเทพเจ้า เพื่อฝึกควบคุมพลังวิญญาณของเขาต่อไป

ฮุยคงแสดงสีหน้าดุร้ายต่อฉู่เสวียนหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ระงับมันไว้ด้วยความกลัว

สุดท้ายแล้ว เขาก็ทำได้แค่อยู่เฉยๆ

สองวันผ่านไปในพริบตา...

ในตอนนั้นเสียงของสวีหมิงก็ดังมาจากข้างนอกถ้ำ

“ฉู่..อาจารย์อาฉู่! ตอนนี้เราได้รับการยืนยันมาจากสำนักเทียนหยินแล้ว! บรรพบุรุษขอให้ข้ามาเรียกเจ้าออกไป!”

ฉู่เสวียนถอนหายใจออกมาเบาๆ  และก้าวออกจากถ้ำไป

ออร่าของเขาสว่างวาบผ่านเข้ามาในดวงตาของสวีหมิง เมื่อเห็นสิ่งนี้  ก็ทำให้สวีหมิงรู้สึกเย็นชาและหวาดกลัว

"ว่า.." ฉู่เสวียนถามออกมาอย่างใจเย็น

สวีหมิงรีบตอบว่า "เชื้อสายถ้ำจีหยินของเราถูกยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนักเทียนหยินแล้ว"

"อย่างไรก็ตาม แทนที่จะได้ไปที่ภูเขาเทียนหยินโดยตรง แต่เราจะต้องอยู่ในอู๋โจวก่อนเพื่อช่วยกันขยายอาณาเขตของห้องโถงเฟยซานต่อไป"

.

เป็นอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด

ภูเขาเทียนหยินไม่สามารถปฏิเสธผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำและผู้บำเพ็ญสร้างรากฐานทั้งสี่คนที่มาหาถึงหน้าประตูได้

นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะได้ขยายอาณาเขตสาขาออกไปอีกด้วย

“แล้วอาจารย์ข้าอยู่ที่ไหน” ฉู่เสวียนถามขึ้นมาอีกครั้ง

สวีหมิงกล่าวด้วยความเคารพว่า "เรากำลังเลือกสถานที่ที่มีพลังทางจิตวิญญาณสูงในการเปิดถ้ำขยายอาณาเขต บรรพบุรุษบอกให้เจ้าบินตามไปทางใต้ และจะเจอเขาเอง"

"ตกลง” ฉู่เสวียนพยักหน้า

เขาหยิบดาบบังเหินเทียนกังออกมาทันที ก่อนจะมุ่งหน้าออกไปทางใต้

สวีหมิงได้แต่มองตามหลังของชายที่จากไปด้วยความอิจฉา

“ในอนาคตข้าจะต้องกลายเป็นเหมือนอาจารย์อาฉู่ให้ได้!” เขากำหมัดแน่นและตัดสินใจ

ฉู่เสวียนบังคับดาบบังเหินให้มุ่งหน้าไปทางใต้ทันที ไม่นานข้าก็สังเกตเห็นแสงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า

หลี่ซวนหมิง, หลิวเจิ้งสงและอู๋เถิงควบคุมอาวุธเวทย์มนตร์บินได้ของตนเองรอเขาอยู่กลางอากาศ

เขาขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น

“ศิษย์น้องฉู่” เมื่อทั้งสามเห็นเขา ทุกคนก็ยิ้มและพยักหน้าให้

“พลังวิญญาณของศิษย์น้องฉู่ดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าเดิมนะ” หลิวเจิ้งสงกล่าวขึ้นมาทันที

ฉู่เสวียนพยักหน้า "ขอรับข้าได้ฝึกฝนเทคนิคการหลอมเทพเจ้าขั้นที่ 1 ได้สำเร็จแล้ว "

หลิวเจิ้งสงจึงยกย่องออกมาว่า "มันเร็วมาก สำหรับคนอื่น ๆ แล้ว กว่าที่พวกเขาจะฝึกฝนเทคนิคการหลอมเทพเจ้าขั้นที่1ได้สำเร็จก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีด้วยซ้ำ”

จู่ๆในเวลานี้ก็มีเสียงดังก้องมาจากยอดเขาข้างหน้า

เห็นได้ชัดว่าหวันอู๋อิงเริ่มทำการเปิดถ้ำแล้ว

“เอาล่ะ ไปที่นั่นกันเถอะ” ดวงตาของหลี่ซวนหมิงลุกเป็นไฟ

จบบทที่ ตอนที่ 54 วิญญาณหยินที่เหมาะสมกับเชือกยึดวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว