เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 52 ข้าอยากจะเป็นผู้นำสายเลือด

ตอนที่ 52 ข้าอยากจะเป็นผู้นำสายเลือด

ตอนที่ 52 ข้าอยากจะเป็นผู้นำสายเลือด


ตอนที่ 52 ข้าอยากจะเป็นผู้นำสายเลือด

หวันอู๋อิงมองไปที่ฉู่เสวียนด้วยความสนใจ ราวกับว่ามองดูหยกที่ยังไม่ได้เจียระไนอย่างไรอย่างนั้น  ปัจจุบันต้นกล้าดีๆแบบนี้มีเหลืออยู่ไม่มากนัก หลังจากที่นิกายอู๋จี๋ถูกทำลายลงไป ผู้ฝึกฝนความเป็นอมตะทั้งหมดในอาณาจักรหยูก็ถูกควบคุมโดยห้านิกายสายธรรม

หากฉู่เสวียนคนนี้มีคุณสมบัติดังกล่าวจริงๆ เขาก็มีแนวโน้มที่จะทะลวงเข้าสู่ช่วงแก่นปราณทองคำได้ในอนาคต! ศิษย์ประเภทนี้ควรจะรักษาไว้อย่างดีและฝึกฝนอย่างระมัดระวัง!

หวันอู๋อิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ฉู่เสวียน เจ้ายินดีจะนับถือข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าหรือไม่"

ฉู่เสวียนรีบคำนับทันที และกล่าวด้วยความเคารพว่า "บรรพบุรุษ ข้ามาที่นี่เพื่อต้องการจะติดตามท่านในฐานะลูกศิษย์อยู่แล้วขอรับ!"

หวันอู๋อิงหัวเราะเสียงดัง  " ดี ดี! ข้ารู้สึกมีความสุขมากที่มีลูกศิษย์เช่นเจ้า!"

สวีหมิง, เฉินเกอ, เว่ยหัวและไป่เฟิงต่างก็รู้สึกอิจฉาไปตามๆกันเมื่อเห็นฉากนี้

นี่คือบรรพบุรุษแก่นปราณทองคำ!

ในวันธรรมดานั้น พวกเขาไม่มีบุญได้เห็นแม้แต่หัวหรือหางของมังกรด้วยซ้ำ

คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษเหล่านี้ ถือเป็นบุคคลที่สูงส่งจนพวกเขาไม่อาจจะแตะต้องได้

แต่ตอนนี้ เนื่องจากความสามารถและความแข็งแกร่งของฉู่เสวียน  เขาจึงถูกยอมรับให้เป็นศิษย์ส่วนตัวของบรรพบุรุษ!

ในอดีต ฉู่เสวียนเป็นเพียงผู้บ่มเพาะหนุ่มที่อยู่ในช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 4 เท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกบรรพบุรุษรับเป็นศิษย์แบบนี้ ?

หลี่ซวนหมิงที่เห็นฉากนี้ตรงหน้าเขา ก็รู้สึกซับซ้อนเล็กน้อยภายในใจอย่างบอกไม่ถูก

ฉู่เสวียนมีคุณสมบัติที่น่าทึ่ง และความแข็งแกร่งของเขาก็ถือว่าเข้าขั้นสุดยอด เห็นได้ชัดว่าในมุมมองของหวันอู๋อิง ​​ฉู่เสวียนนั้นอยู่เหนือเขาไปแล้ว มิฉะนั้น ฉู่เสวียนคงไม่ใช่คนแรกที่หวันอู๋อิงยอมรับเป็นศิษย์อย่างแน่นอน และตำแหน่งอัจฉริยะของเขา อาจจะสั่นคลอนได้ในอนาคต

เมื่อนึกถึงตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก เขายังคงมองศิษย์น้องคนนี้ว่าอ่อนแอ จึงสั่งให้ไปจัดการกับค่ายกลข้างนอกอย่างหยิ่งยโส แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของฉู่เสวียนในตอนนี้นั้นเทียบได้กับเขาแล้ว เขาจึงดูหยิ่งเกินไป ที่ได้ดูถูกฉู่เสวียนในตอนแรก

หวันอู๋อิงหัวเราะเบา ๆ "ซวนหมิง ตอนนี้ข้าเป็นผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในนิกายอู๋จี๋ เจ้ายินดีที่จะนับถือข้าในฐานะอาจารย์ของเจ้าหรือไม่"

หลี่ซวนหมิงไม่ลังเลใจ เขารีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วแล้วคำนับ " ศิษย์หลี่ซวนหมิง ยินดีรับท่านเป็นอาจารย์!”

หวันอู๋อิงมองไปที่อู๋เถิง

อู๋เถิงเข้าใจทันที  "ศิษย์อู๋เถิง ยินดีรับท่านเป็นอาจารย์!"

หวันอู๋อิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

เขามองไปที่ฉู่เสวียนอีกครั้ง “เสวียนเอ๋อ เจ้ามีคุณสมบัติดีที่สุด แต่ซวนหมิง อู๋เถิง และเจิ้งสงล้วนมีคุณสมบัติที่สูงกว่าเจ้า ทั้งสามคนจึงเป็นศิษย์พี่ของเจ้า”

หวันอู๋อิงหัวเราะออกมาแล้วพูดต่อ "เจ้าควรไปเคารพศิษย์พี่ทั้งสามของเจ้าด้วย"

“ขอรับ” ฉู่เสวียนรับคำ จากนั้นก็ไปทำความเคารพทีละคน

หลังจากพิธีรับศิษย์ผ่านไป  ก็ถือว่าเขาได้กลายมาเป็นศิษย์ของหวันอู๋อิงอย่างแท้จริง นอกจากนี้เขายังมีศิษย์พี่ทั้งสามคน ฉู่เสวียนไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่เหนือหลี่ซวนหมิงและยกย่องเขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ เพราะเขารู้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้วว่าหลี่ซวนหมิงต้องการเป็นศิษย์พี่ใหญ่ นอกจากนี้เขายังอายุน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับหลี่ซวนหมิงและคนอื่น ๆ แล้ว เขาไม่คิดที่จะถือตัวว่าตนเองอยู่สูง เพราะถ้าหากว่าเขาทำตัวยโสโอหัง เขาก็อาจจะประสบปัญหาได้ในอนาคต

หลิวเจิ้งสงได้ถามออกมาว่า "ท่านอาจารย์ ท่านมีแผนที่จะทำอย่างไรต่อไป"

หวันอู๋อิงไม่ได้ตอบออกมาทันที แต่เขากลับยิ้ม แล้วถามออกมาว่า "ห้านิกายสายธรรมมีอะไรบ้าง "

คำถามนี้ของหวันอู๋อิงไม่มีผู้บ่มเพาะคนใดที่ไม่รู้เรื่องนี้  หลิวเจิ้งสงจึงได้ตอบทันทีว่า "นิกายเสินกัง, วัดจินหลง, พระราชวังเหมี่ยวอิน, ภูเขาหยูหลิงและภูเขาเทียนหยิน"

หวันอู๋อิงถามออกมาอีกครั้งว่า "แล้วสำนักไหนที่ยึดคลองทั้งสามแคว้นของนิกายอู๋จี๋เราไป"

เรื่องนี้มีคนน้อยมากที่จะรู้...

ทว่าหลี่ซวนหมิงกลับกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า "ข้ารู้  แคว้นตงโจวถูกนิกายเสินกังยึดไป แคว้นเจียงโจวถูกวัดจินหลงและพระราชวังเหมี่ยวหยินแบ่งกันคนละครึ่ง  ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือของแคว้นอู๋โจว ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดถูกภูเขาหยูหลิงยึดคลองไป และสองในสามของพื้นที่ป่าทางตอนใต้ของแคว้นอู๋โจวตกเป็นของภูเขาเทียนหยิน"

หวันอู๋อิงยิ้มออกมาเล็กน้อย "ทางตอนใต้ของแคว้นอู๋โจวเต็มไปด้วยป่าฝน งูเลี้ยว เขี้ยวขอ หนู มด สัตว์มีพิษและวิญญาณชั่วร้ายต่างๆ ทั้งสี่สำนักจึงไม่แม้แต่จะมองมัน และโยนไปให้ภูเขาเทียนหยินโดยตรง เจ้าคิดว่าตอนนี้ภูเขาเทียนหยินมีทัศนคติต่อทั้งสี่สำนักอย่างไร"

ดวงตาของฉู่เสวียนเป็นประกาย  ห้านิกายสายธรรมต่างก็มีส่วนร่วมในการทำลายล้างนิกายอู๋จี๋ แต่เมื่อริบของมาได้กลับถูกแบ่งอย่างไม่เท่าเทียมกัน

นิกายเสินกังนั้นแข็งแกร่งที่สุดจึงได้ครอบครองพื้นที่เยอะที่สุด

วัดจินหลง มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับสอง แต่ได้รับเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ภูเขาเทียนหยินนั้นเลวร้ายที่สุด และทางตอนใต้ของแคว้นอู๋โจวนั้นเป็นดินแดนที่ไม่สามารถเอาทำประโยชน์อะไรได้เลยสำหรับพวกเขา ฉะนั้นภูเขาเทียนหยินจะต้องไม่พอใจเป็นแน่

ตอนนี้ ฉู่เสวียนพอจะเดาได้ว่าเป้าหมายของหวันอู๋อิงคืออะไร

หวันอู๋อิงหรี่ตาลงและพูดด้วยรอยยิ้ม "มันคือ ภูเขาเทียนหยิน!"

"ผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำสองคนจากภูเขาเทียนหยินเสียชีวิตลงในการต่อสู้ปิดล้อมนิกายอู๋จี๋ของเรา เราต้องใช้โอกาสนี้ในการเข้าหาพวกเขาและเอาดินแดนป่าทางตอนใต้ของแคว้นอู๋โจวคืนมาให้ได้ มันเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับเราที่จะร่วมมือกับภูเขาเทียนหยินในตอนนี้”

อู๋เถิงกล่าวออกมาด้วยความกังวล “แต่ท่านอาจารย์ ท้ายที่สุดแล้วพวกเราทุกคนก็เป็นผู้บำเพ็ญสายมาร แล้วภูเขาเทียนหยินจะยอมรับพวกเราหรือขอรับ?”

หวันอู๋อิงหัวเราะออกมาเบา ๆ “ต้องมีบางคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่แล้วไงล่ะ ข้าเชื่อว่าพวกเขาย่อมต้องการเทคนิคและวิชาต่างๆของนิกายอู๋จี๋ของเราอยู่แล้ว อีกอย่างพวกเขาก็ขาดแคลนคน พวกเขาย่อมต้องการผู้บำเพ็ญช่วงกลั่นลมปราณและช่วงสร้างรากฐานให้มาอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว?”

หลี่ซวนหมิงและคนอื่นๆ ต่างพยักหน้า

ผลประโยชน์อยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว ใครล่ะจะไม่คว้ามันไว้?

ยิ่งไปกว่านั้น นิกายสายธรรมก็ไม่เหมือนกับนิกายสายมารอย่างนิกายอู๋จี๋ ที่ไม่ยอมจำนนง่ายๆ

ผู้บ่มเพาะแก่นปราณทองคำนั้นต้องทำการฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลานาน ต้องใช้เวลาอีกสี่ถึงห้าร้อยปีกว่าจะผลิตผู้บ่มเพาะแก่นปราณทองคำขึ้นมาได้หนึ่งคน แต่การที่พวกเขาร่วมมือกัน อีกฝ่ายก็จะได้ผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำเพิ่มขึ้นมาอีกคน ใครกันที่จะไม่เต็มใจเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองล่ะ ?

หนึ่งวันต่อมา...

กลุ่มคนที่นำโดยหวันอู๋อิงก็ได้เดินทางไปยังสาขาที่สองของภูเขาเทียนหยินที่อยู่ใกล้เคียง

...

สาขาที่สองของภูเขาเทียนหยินหรือที่รู้จักในชื่อห้องโถงเฟยซาน ตั้งอยู่ในเมืองจินโจว ทางทิศตะวันตกของแคว้นอู๋โจว

หลังจากที่นิกายอู๋จี๋ถูกทำลายลงไป ภูเขาเทียนหยินก็กล้าบุกเข้ามาอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นอู๋โจว แม้ว่าพื้นที่นี้จะมีวิญญาณชั่วร้าย ทั้งสัตว์มีพิษมากมายอย่าง งู แมลง หนู และมด ที่โผล่ออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยังมีสำนักเล็ก ๆ ในท้องถิ่นบางสำนักที่รวมตัวกันต่อต้านภูเขาเทียนหยิน ซึ่งถือว่าพวกเขาเจออุปสรรคมามากมาย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สาขาที่สองของภูเขาเทียนหยินก็ถูกตั้งขึ้นในอู๋โจวได้ในที่สุด

และตอนนี้หวันอู๋อิงก็ได้พาฉู่เสวียนและคนอื่นๆ ไปที่ "ห้องโถงเฟยซาน"

ห้องโถงเฟยซานสร้างขึ้นท่ามกลางภูเขาเขียวขจี ซึ่งมีต้นไซเปรสสีเขียวและต้นไผ่เติบโตอยู่แน่นขนัด

เมื่อมองแวบแรก ก็ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น และเป็นส่วนตัว แต่อันที่จริงนี่ถือว่ามีวิญญาณชั่วร้ายและสัตว์มีพิษอยู่รอบๆ

ถ้าไม่ใช่เพราะผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำของภูเขาเทียนหยินมาเปิดทาง คงไม่มีมนุษย์คนใดกล้าสร้างสาขาในสถานที่ดังกล่าว

เมื่อมองลงมาจากที่สูง ในห้องโถงเฟยซานแห่งนี้มีผู้บ่มเพาะอยู่ที่นี่ไม่มากนัก โดยพื้นฐานแล้ว ที่นี่มีผู้บำเพ็ญที่อยู่ในช่วงกลั่นลมปราณเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนผู้บำเพ็ญที่อยู่ในช่วงสร้างฐานรากเกือบทั้งหมดก็กำลังทำการฝึกฝนอยู่  ดังนั้นการมาถึงของพวกเขา จึงทำให้ผู้บ่มเพาะทุกคนตกใจทันที

“ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่นี่ ให้เขาออกมาหาข้าที” หวันอู๋อิงมองไปรอบ ๆ และพูดอย่างใจเย็น

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บ่มเพาะวัยกลางคนก็เดินออกมาอย่างรวดเร็ว

“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสคือ…” ผู้บ่มเพาะวัยกลางคนรู้สึกกดดันจากรัศมีในตัวของหวันอู๋อิงที่แผ่ออกมา

เขาสามารถเดาได้อย่างรวดเร็วว่าผู้เฒ่าคนนี้น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำ  เขาจะกล้าไม่สนใจได้อย่างไร.. เขาโค้งคำนับด้วยท่าทางเคารพทันที  และเรียกหวันอู๋อิงว่าผู้อาวุโสทันที

“ข้า หวันอู๋อิง เป็นผู้บำเพ็ญแกนปราณทองคำ  ข้ากำลังจะมาบอกพวกเจ้าสำนักภูเขาเทียนหยินว่าข้ายินดีที่จะนำเชื้อสายถ้ำจีหยินของข้าไปสักการะที่สำนักภูเขาเทียนหยิน”

หวันอู๋อิงโบกมือแล้วกล่าวออกมาอย่างใจเย็น

ผู้บ่มเพาะวัยกลางคนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

หวันอู๋อิง? ชื่อนี้คุ้นหูมาก

เดี๋ยวก่อน... ผู้บำเพ็ญแก่นปราณทองคำ ของนิกายอู๋จี๋ที่นิกายเสินกังและวัดจินหลงร่วมมือกันเข้าจับกุมและสังหารเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็มีชื่อว่าหวันอู๋อิงไม่ใช่หรือ?  เป็นไปได้ไหมว่าคนที่อยู่ข้างหน้าข้าคือผู้บำเพ็ญสายมารช่วงแก่นปราณทองคำของนิกายอู๋จี๋

ดวงตาของผู้บ่มเพาะวัยกลางคนเบิกกว้างขึ้นมาทันที

จบบทที่ ตอนที่ 52 ข้าอยากจะเป็นผู้นำสายเลือด

คัดลอกลิงก์แล้ว