- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัด ร่างโคลนอสูรสังหารวิวัฒนาการอนันต์
- บทที่ 12: พลังป้องกันหมื่นเท่า
บทที่ 12: พลังป้องกันหมื่นเท่า
บทที่ 12: พลังป้องกันหมื่นเท่า
พลังป้องกันหมื่นเท่า ชั่วขณะหนึ่ง ซูเสี่ยวคิดไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรบนโลกนี้สามารถทำอันตรายมันได้
"มัน... วิวัฒนาการแล้วเหรอ?"
กวนเสี่ยวหานนั่งยองๆ ลงลูบคลำมัน พบว่าขนตามลำตัวของเจ้านกดำตัวใหญ่นั้นนุ่มลื่นอย่างเหลือเชื่อ ทว่าเธอกลับสัมผัสได้ถึงความเหนียวแน่นและแข็งแกร่งอย่างชัดเจน สัมผัสจากมือของเธอบ่งบอกถึงความทนทานอย่างเต็มเปี่ยม
ยิ่งไปกว่านั้น ขนบริเวณช่วงหน้าของปีกยังแข็งทื่อดุจเหล็กหล่อ ในขณะที่ขอบขนหางและขนด้านข้างก็คมกริบราวกับมีดเล่มเล็กๆ
"ใช่ นกกระจอกยักษ์ พละกำลังพันเท่า พลังป้องกันหมื่นเท่า เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญระดับต่ำ" ซูเสี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อะไรนะ!" กวนเสี่ยวหานอุทานพร้อมกับลุกพรวดขึ้น "แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย!"
เธอรู้ดีว่าพละกำลังพันเท่าและพลังป้องกันหมื่นเท้านั้นหมายความว่าอย่างไร
หากพละกำลังพื้นฐานของมันคือ 1 มันจะสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ถึง 1,000 หน่วย และถ้าเป็น 2 ก็จะเท่ากับพลังงาน 2,000 หน่วย
และเจ้านกกระจอกยักษ์ตัวนี้ก็เป็นถึงสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญระดับต่ำแล้ว ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่ง หากระเบิดพละกำลังพันเท่าออกมา... กวนเสี่ยวหานลองจินตนาการเทียบพละกำลังพันเท้านี้กับตัวเธอเอง
ถ้าเธอมีพละกำลังเพิ่มขึ้นพันเท่า เธอจะต้องไร้เทียมทานในหมู่คนรุ่นเดียวกันอย่างแน่นอน และแม้แต่ผู้ฝึกวิถียุทธ์ระดับสามหรือระดับสี่ก็คงถูกเธอสังหารได้ในพริบตา
นี่ย่อมหมายความว่า เจ้านกกระจอกยักษ์ตัวนี้มีพละกำลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกวิถียุทธ์ระดับสามหรืออาจจะระดับสี่ไปแล้ว
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามหรือสี่นั้น ถือเป็นยอดฝีมือระดับกลางค่อนไปทางสูงในเมืองหลินไห่เล็กๆ ของพวกเขาที่มีประชากรเพียงไม่กี่แสนคนแล้ว
พวกเขาล้วนเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เช่น หัวหน้าหน่วยสืบสวนอาชญากรรม หรือหน่วยค้นหา
แม้แต่ในกองทัพ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามหรือสี่ก็ยังได้เป็นถึงผู้บังคับหมู่หรือผู้บังคับหมวด
ทว่า เจ้านกกระจอกยักษ์ตัวนี้เพิ่งจะวิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญระดับต่ำแท้ๆ กลับครอบครองพละกำลังอันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
"ผู้ชายของเธอยังไงก็ยอดเยี่ยมเสมอแหละ ใช่ไหมล่ะ?" ซูเสี่ยวเลิกคิ้วขึ้นอย่างภูมิใจ ก่อนจะโน้มตัวไปหอมแก้มกวนเสี่ยวหานฟอดใหญ่ กวนเสี่ยวหานจึงสวนกลับทันควันด้วยการกระทุ้งศอกเข้าที่หน้าอกของเขา
ซูเสี่ยวเอื้อมมือออกไปปัดป้องตามสัญชาตญาณ และสามารถสกัดการโจมตีของกวนเสี่ยวหานเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สิ่งนี้ทำเอากวนเสี่ยวหานถึงกับประหลาดใจ
จากแรงปะทะที่ซูเสี่ยวสกัดกั้นเอาไว้ กวนเสี่ยวหานสัมผัสได้เลยว่ารากฐานร่างกายของเขาพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะก่อนหน้านี้ เวลาที่เธอโจมตีซูเสี่ยวแบบนี้ เขาไม่เคยแม้แต่จะตอบสนองได้ทันท่วงที แต่ตอนนี้เขากลับป้องกันมันได้สบายๆ
เรื่องนี้ทำให้เธอฉุกคิดอะไรหลายๆ อย่างขึ้นมาได้ในทันที เธอไม่ใช่คนโง่ ในทางกลับกัน เธอเป็นถึงนักเรียนหัวกะทิและอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์สูงส่ง สมองของเธอจึงประมวลผลอย่างรวดเร็ว
เธอพอจะเดาเค้าลางของเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว
นกกระจอกยักษ์วิวัฒนาการ และความแข็งแกร่งของซูเสี่ยวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากจะบอกว่าสองเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ต่อให้เอาผีมาหลอกก็คงไม่มีใครเชื่อ
"มันวิวัฒนาการ แล้วนายก็สามารถพัฒนาตามไปด้วยใช่ไหม?" กวนเสี่ยวหานเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
ซูเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและยกนิ้วโป้งให้กวนเสี่ยวหาน "สมกับเป็นนักเรียนหัวกะทิ ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
"จริงดิ?"
"อืม"
"ทำไมล่ะ?" กวนเสี่ยวหานรีบคว้าแขนซูเสี่ยวแล้วถามต่อ ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นซูเสี่ยวยังคงเงียบ กวนเสี่ยวหานก็เริ่มงอน เธอเอื้อมมือไปหยิกหมับเข้าที่เนื้อก้อนโตของเขาอย่างแรง พร้อมกับขู่ฟ่อ "นี่ฉันจะแต่งงานกับนายอยู่แล้วนะ! นายยังจะมีความลับอะไรปิดบังฉันอยู่อีก! แล้วก็ไม่ยอมบอกฉันด้วย"
ซูเสี่ยวถึงกับหน้าเบ้ด้วยความเจ็บปวด "เบาๆ หน่อย เบาๆ ฉันจะบอกแล้วๆ นี่แหละคือพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของฉัน เหมือนกับที่เธอมีพรสวรรค์เรื่อง 'บ่มเพาะได้เร็ว' นั่นแหละ ส่วนพรสวรรค์ของฉันก็คือเจ้านี่"
ซูเสี่ยวชี้ไปที่นกกระจอกยักษ์
"ว้าว~ จริงเหรอเนี่ย~" กวนเสี่ยวหานมองสลับไปมาระหว่างซูเสี่ยวกับนกกระจอกยักษ์ พลางร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ "นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว พวกนายสองคนดูไม่เห็นจะเหมือนกันตรงไหนเลย!"
"เดี๋ยวนะ เจ้านกกระจอกยักษ์นี่คงไม่ได้เกิดจากนายไปทำอีท่าไหนกับนกตัวอื่นหรอกใช่ไหม?"
"ไปไกลๆ เลย! คิดบ้าอะไรของเธอเนี่ย? ฉันจะมีลูกกับนกได้ยังไงฮะ?" ซูเสี่ยวยื่นมือไปหยิกแก้มเนียนนุ่มของกวนเสี่ยวหานด้วยความหมั่นเขี้ยวสองสามที ซึ่งเธอก็ไม่ได้หลบแต่อย่างใด
"โอ๊ยๆๆ เจ็บนะ! เบาๆ หน่อยสิ แก้มฉันแดงหมดแล้วเนี่ย" กวนเสี่ยวหานปัดมือของซูเสี่ยวออกแล้วชกเข้าที่หน้าอกของเขา
โชคดีที่คราวนี้ซูเสี่ยวตอบสนองได้เร็วกว่าเดิม เขาจึงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าทันทีที่เขาหลบพ้น หมัดซ้ายของกวนเสี่ยวหานก็พุ่งตามมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ กระแทกเข้าที่ซี่โครงของซูเสี่ยวอย่างจังจนเขาถึงกับสูดปากด้วยความเจ็บปวด
"ยิ่งเจ้านกกระจอกยักษ์แข็งแกร่งขึ้น นายก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย ถ้าอย่างนั้น แค่เราหาอาหารมาให้มันเยอะๆ นายก็จะเก่งขึ้นเร็วๆ เลยใช่ไหมล่ะ?" เธอเมินเฉยต่อซูเสี่ยวที่กำลังหน้าเบ้ด้วยความเจ็บปวด
กวนเสี่ยวหานรู้สึกว่าตัวเองจับจุดสำคัญได้แล้ว
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้
"อืม" ซูเสี่ยวลูบซี่โครงตัวเองป้อยๆ พร้อมกับพยักหน้าอธิบาย "แต่มันต้องใช้เงินเยอะมากเลยนะ การวิวัฒนาการแต่ละครั้งต้องใช้อาหารเพิ่มขึ้นสิบเท่า ตอนนี้เรายังพอรับไหว แต่ต่อๆ ไป จำนวนเงินที่ต้องใช้คงมหาศาลจนแทบจะเรียกได้ว่าสูงเสียดฟ้าเลยล่ะ"
"การเอาแต่ซื้อของมาประเคนให้มันคงไม่ใช่ทางออกในระยะยาว อีกอย่าง ในเมืองก็ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญด้วย ฉันเลยกะว่า หลังจากให้มันวิวัฒนาการอีกสักครั้ง จะปล่อยให้มันบินไปล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ริมชายฝั่งทะเลเอาเอง"
"แบบนั้นก็เข้าท่าดีเหมือนกัน พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ฉันจะสะสมแต้มผลงานให้ได้อีกสักแต้มแล้วเอาไปแลกเป็นเงิน เราจะได้ซื้ออาหารมาให้มันกินเยอะๆ เพื่อให้มันวิวัฒนาการได้อีกครั้ง"
"ถึงตอนนั้น นายก็น่าจะสามารถทะลวงผ่านการขัดเกลาร่างกายขั้นที่สิบ ดูดซับพลังงานเหนือสามัญ และเริ่มบ่มเพาะวิถียุทธ์ได้แล้วใช่ไหมล่ะ?" กวนเสี่ยวหานยกนิ้วขึ้นมานับ "ถ้าอย่างนั้น นายก็จะสามารถบ่มเพาะวิถียุทธ์ได้ภายในเจ็ดวัน! เพอร์เฟกต์ไปเลย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูเสี่ยวก็ตระหนักถึงความตั้งใจของกวนเสี่ยวหาน เธอเอาแต่คิดหาวิธีช่วยให้เขาพัฒนาขึ้นอยู่ตลอด
ซูเสี่ยวรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ยังเอ่ยเตือนเธอไปว่า
"อย่าไปบอกเรื่องนี้กับใครล่ะ นี่คือความลับขั้นสุดยอดของฉันเลยนะ"
"รู้แล้วน่า ฉันไม่ได้โง่นะยะ ใครจะเอาความลับของผู้ชายตัวเองไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้กันล่ะ?" กวนเสี่ยวหานมองเขาประหนึ่งว่าเขาเป็นคนบื้อ
สายตานั้นทำเอาซูเสี่ยวรู้สึกฉุนขึ้นมานิดๆ
วินาทีต่อมา หมัดของกวนเสี่ยวหานก็ลอยมาจากไหนไม่รู้ กระแทกเข้าที่ท้องของซูเสี่ยวเต็มเปา
"อั้ก~ กวนเสี่ยวหาน ยัย..." ซูเสี่ยวกัดฟันกรอด ตัวงอเป็นกุ้งด้วยความจุก
"ป่ะ~ กลับบ้านกันเถอะ" กวนเสี่ยวหานเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เดินนำออกไปได้สองก้าว ก่อนจะหันกลับมาคว้าคอเสื้อของซูเสี่ยวแล้วลากเขาขึ้นมา
"อ้อ~ ฉันบอกแม่แล้วนะ บอกว่านายจะเดินไปส่งฉันที่บ้าน"
"หา~ เธอออกจะถึกทนปานนี้? ส่วนฉันก็บอบบางซะขนาดนี้? จะให้ฉันไปส่งเธอเนี่ยนะ? เอาจริงดิ?"
"ฉันจะเป็นคนกลัวความมืดบ้างไม่ได้หรือไงยะ! ไปกันได้แล้ว!"
กวนเสี่ยวหานลากซูเสี่ยวออกจากห้องน้ำ พอดีกับที่แม่ซูกำลังถือชามเดินผ่านหน้าไปพอดี เธอหันมามองทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจ
"ลูก... พวกลูกสองคน..."
"แม่ครับ กวนเสี่ยวหานรังแกผม" ซูเสี่ยวรีบฟ้องร้องขอความช่วยเหลือทันที
"เปล่านะคะๆ คุณป้า เราแค่หยอกกันเล่นเฉยๆ ค่ะ อ้อ จริงสิ หนูจะกลับบ้านแล้ว ให้ซูเสี่ยวเดินไปส่งหนูนะคะ?" พูดจบ กวนเสี่ยวหานก็ลากแขนซูเสี่ยววิ่งฉิวออกไปนอกประตู
ขณะที่ถูกกวนเสี่ยวหานลากตัวไป เขาก็แอบควบคุมให้นกกระจอกยักษ์บินกลับเข้าไปซ่อนในห้องนอนของเขา
แม่ซู: "..."
...บริเวณหน้าทางเข้าหมู่บ้าน
รถตู้คันหนึ่งค่อยๆ ขับมาจอดเทียบท่า
ไฟหน้าดับลง ทว่ากลับไม่มีใครก้าวลงมาจากรถ และไม่มีใครเผยใบหน้าให้เห็น ดูลึกลับน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
"วางเส้นทางไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?" น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามขึ้น
หากหลินฮ่าวอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำได้อย่างแน่นอนว่าเจ้าของเสียงนี้คือใคร
เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเฉินเปียว คุณลุงแสนดีของเขานั่นเอง
"จัดการเรียบร้อยแล้วครับ แถวนี้เป็นชานเมืองที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งทะเล จากทางแยกข้างหน้า ขับลงไปทางทิศใต้ประมาณ 10 นาที ก็จะถึงจุดเปลี่ยวไร้ผู้คนริมชายฝั่งทะเลแล้วครับ"
ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะคนขับเป็นผู้ตอบ
"ดีมาก" เฉินเปียวรับคำ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ทางเข้าหมู่บ้านเขม็ง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งก็วิ่งหยอกล้อไล่จับกันออกมา แล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง
"สองคนนั่นไง ซูเสี่ยวกับกวนเสี่ยวหาน"
"ตามพวกมันไป"
รถตู้คันนั้นค่อยๆ ขับสะกดรอยตามไปอย่างเงียบเชียบ