- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 9 เจิ้นจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!
บทที่ 9 เจิ้นจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!
บทที่ 9 เจิ้นจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!
“บังอาจ!!!”
“เกินไปแล้ว!” ครานี้มิใช่เพียงฉินสื่อหวงที่เดือดดาล แม้แต่ฝูซูก็ยังพิโรธโกรธา บรรดาองค์ชายคนอื่นๆ อีกยี่สิบกว่าพระองค์ล้วนขุ่นเคืองเป็นล้นพ้น
พวกเขาทุกคนต่างระเบิดโทสะออกมา พากันสาวเท้าก้าวเข้าหาหูไฮ่อย่างคุกคาม
“ทะ... ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พวกท่าน... พวกท่านน่ากลัวเหลือเกินแล้ว”
“น่ากลัวอย่างนั้นรึ!” ฉินสื่อหวงตวาดลั่น พระพักตร์มืดครึ้มดั่งอสนีบาต
“สิ่งที่เจ้ากระทำลงไปต่างหากที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า!”
การปลอมแปลงพระราชโองการยังพอทำเนาได้ อย่างไรเสียหูไฮ่ก็มักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นฮ่องเต้ การลอบสังหารฝูซูก็ยังพอเข้าใจได้อยู่บ้าง ด้วยหากฝูซูยังคงมีชีวิตอยู่ บัลลังก์ย่อมสั่นคลอน
ทว่าเหตุใดจึงต้องลงมือสังหารพี่น้องร่วมสายโลหิตอย่างเหี้ยมโหดถึงเพียงนั้น! ต่อให้จำเป็นต้องกำจัดพี่น้องเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์ แล้วเหตุใดถึงต้องเข่นฆ่าเหล่าพี่สาวน้องสาวด้วยเล่า!
ซ้ำร้ายยังใช้การลงทัณฑ์รถม้าแยกร่าง อันเป็นอาญาแผ่นดินที่โหดเหี้ยมทารุณ กระทำต่อเหล่าองค์หญิงผู้อ่อนแอและบอบบางถึงเพียงนั้น!
“พวกนางล้วนเป็นพี่สาวและน้องสาวร่วมสายเลือดของเจ้าทั้งสิ้นนะ!”
พฤติการณ์เช่นนี้มิใช่การสร้างความมั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์อีกต่อไป ทว่ามันคือความวิปริตผิดมนุษย์ เป็นเพียงความชื่นชอบในการเข่นฆ่าผู้คนเพื่อสนองความสำราญชัดๆ! บุตรชั่วช้าเยี่ยงนี้ ยังสมควรเก็บเอาไว้อีกหรือ?
“เสด็จพ่อ ลูก... ลูก...”
ยามนี้หูไฮ่ลนลานจนมิได้ใส่ใจเรื่องที่จะถูกเปิดเผยความลับต่อหน้าฉูหยวนอีกต่อไปแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงมหาศาลที่แผ่ซ่านมาจากร่างของฉินสื่อหวง
โอรสสวรรค์พิโรธเพียงหนึ่งครา ซากศพย่อมเกลื่อนกลาดนับล้าน!
“เหมิง... พี่ชาย ท่านเข้ามาพาตัวมันออกไปเสียเดี๋ยวนี้”
แม้ฉินสื่อหวงจะตกอยู่ในห้วงโทสะอันแรงกล้า ทว่าพระองค์ยังคงพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ส่วนหนึ่ง มิได้เผลอไผลเปิดเผยฐานะที่แท้จริงต่อหน้าฉูหยวน
“รับด้วยเกล้... ทราบแล้ว” เหมิงเถียนรีบรับคำ ก่อนจะตรงเข้าลากตัวหูไฮ่ออกไปจากที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
มันจะมีชีวิตรอดหรือตกตาย ย่อมมิใช่เรื่องที่จะมาตัดสินกันในสถานที่แห่งนี้
“อ้าว!” ทว่าฉูหยวนซึ่งไม่อาจมองเห็นสถานการณ์ที่แท้จริงกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขัดใจเล็กน้อย
“ลุงฉิน นี่พวกคุณเห็นผมตาบอดก็เลยแกล้งกันอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย อยู่ดีๆ เข้ามาวุ่นวายกับนักเรียนของผมทำไมกันครับ”
“ฉินซู” ฉินสื่อหวงส่งสายตาเป็นนัยให้แก่ฝูซูในทันที ฝูซูย่อมตระหนักรู้ได้ในพริบตา
เขาค้อมกายประสานมือพลางเดินเข้าไปเบื้องหน้าฉูหยวนอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ฉูขอรับ พวกข้ากับท่านพ่อเพียงกำลังละเล่น ‘โข่วซื่อพูเล่ย’ (การออกเสียงคอสเพลย์แบบจีนตามฉูหยวน) กันอยู่ขอรับ ฉินไฮ่เขากำลังสวมบทบาทเป็นหูไฮ่”
ฉูหยวนพยักหน้าเข้าใจ “อ๋อ ที่แท้ก็เล่นคอสเพลย์กันอยู่นี่เอง ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรครับ”
ทางด้านฉินสื่อหวงกลับจ้องมองฝูซูด้วยความตกตะลึงระคนประหลาดใจ นี่เจ้าละทิ้งการศึกษาหลักปรัชญาขงจื่อแล้วก็เริ่มปล่อยเนื้อปล่อยตัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงขั้นกล้าเลียนแบบถ้อยคำประหลาดของฉูหยวน วาจาที่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์เช่นนี้ เจ้ายังกล้าเอ่ยออกมาได้?
องค์ชายเกาฉวยโอกาสเอ่ยปากถามขึ้นมา “ท่านอาจารย์ฉูขอรับ เช่นนั้นการที่ต้าฉินล่มสลายลง เป็นความผิดของหูไฮ่เพียงผู้เดียวหรือขอรับ”
ฉินสื่อหวงอดมิได้ที่จะหันไปมองบุตรชายผู้นี้ องค์ชายเกานับว่าน่าสนใจนัก ตัวพระองค์เองก็กำลังอยากไต่ถามถึงเรื่องนี้อยู่พอดี หากความผิดของหูไฮ่มิได้หนักหนาจนเกินอภัย จะได้ละเว้นโทษตายให้มันได้หรือไม่
“ตั้งใจเรียนดีนี่เรา” ฉูหยวนเอ่ยชมองค์ชายเกาไปหนึ่งประโยค ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ
“การที่ต้าฉินล่มสลายเนี่ย หูไฮ่ย่อมมีความผิดมหันต์อยู่แล้วล่ะ แต่ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดน่ะ ไม่ได้อยู่ที่ตัวหูไฮ่หรอกนะ แต่อยู่ที่คนอีกคนต่างหาก”
“จ้าวเกา!” ฝูซูและองค์ชายเกาโพล่งออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน
“ถูกต้อง ตัวการก็คือจ้าวเกานั่นเอง!” ฉูหยวนผินหน้าไปทางลูกศิษย์ทั้งสองที่แย่งกันตอบคำถามด้วยรอยยิ้มพึงพอใจยิ่ง
อันที่จริง พอได้อยู่คลุกคลีกันนานเข้า ฉูหยวนก็พบว่าศิษย์พวกนี้มีหลายเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก ซึ่งไม่ใช่เพราะสติปัญญาบกพร่องหรอก แต่เป็นเพราะความคิดความอ่านของพวกเขามันโบราณคร่ำครึเกินไปต่างหาก
เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่มีความสามารถในการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะฉินซู ความรู้ที่สอนไปในวันนี้ ต่อให้เนื้อหาจะยาวเหยียดแค่ไหน วันรุ่งขึ้นเขาก็สามารถท่องจำได้จนหมดเกลี้ยง ถ้าขืนปล่อยให้ไปเรียนมัธยมปลาย พวกบทกวีผีผาสิงหรือฎีกาออกศึกอะไรพวกนั้น หมอนี่คงท่องจำได้คล่องปร๋อทั้งแบบท่องเดินหน้าและท่องถอยหลังเป็นแน่
ฉูหยวนวกกลับเข้าสู่หัวข้อหลักของการบรรยาย “เริ่มแรกเลยก็คือจ้าวเกา เขาใช้วิธีช่วงชิงอำนาจมาจากหลี่ซือเพื่อดัดแปลงแก้ไขพระราชโองการสั่งเสียของจิ๋นซีฮ่องเต้ จากนั้นหูไฮ่ถึงสามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ แถมเพื่อให้แน่ใจว่าพระราชโองการฉบับปลอมนั้นจะดูเนียนสมจริง จ้าวเกายังใช้วิธีปิดข่าวการสวรรคต ปล่อยให้ศพของจิ๋นซีฮ่องเต้เน่าเหม็นคลุ้งอยู่แบบนั้นเลยนะ!”
“บังอาจ!” ฉินสื่อหวงทรงพิโรธจัด!
“จ้าวเกาผู้นี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก เจิ้นเน่าเชียวหรือ!”
ฉินสื่อหวงเดือดดาลเป็นล้นพ้น มันถึงขั้นกล้าลบหลู่พระบรมศพของเจิ้นถึงเพียงนี้ สมควรตายนัก!
“โธ่ ลุงฉินไม่ใช่จิ๋นซีฮ่องเต้สักหน่อย จะมาเน่าอะไรกันล่ะครับเนี่ย...” ฉูหยวนส่ายหัวไปมา
เขาเริ่มจะชินกับการอินบทบาทจัดของผู้ใหญ่บ้านฉินแล้ว ทว่าก็ยังอดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้
“ไม่เป็นไรๆ เจิ้นไม่เน่า เจิ้นไม่เน่า” ฉินสื่อหวงแค่นเสียงหัวเราะแห้งแล้งเพื่อลดทอนความกระอักกระอ่วน ทว่าแววตาของพระองค์กลับยิ่งทวีความเย็นเยียบ เพราะพระองค์มิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า นอกจากจ้าวเกาแล้ว แม้แต่หลี่ซือก็ยังแอบมีส่วนร่วมด้วย!
พระองค์ทรงหลงคิดมาตลอดว่าหลี่ซือจะเป็นผู้ที่คอยขัดขวางจ้าวเกาเสียอีก หลี่ซือผู้นั้นแม้จะดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งต้าฉิน ซึ่งมีฐานะศักดิ์เป็นรองเพียงเฝิงชวี่จี๋ผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา แต่ฐานะของหลี่ซือในพระทัยของฉินสื่อหวงนั้นกลับไม่มีผู้ใดสามารถมาทดแทนได้
ทว่าใครเล่าจะล่วงรู้ว่าหลี่ซือถึงกับกล้าร่วมมือปลอมแปลงพระราชโองการ
บังอาจนัก!
สวีฝูหลอมโอสถพิษร้าย จ้าวเกาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้แก่ต้าฉิน หูไฮ่ลักลอบช่วงชิงบัลลังก์มังกร หลี่ซือปลอมแปลงพระราชโองการ ฉินสื่อหวงยิ่งทรงพระดำริก็ยิ่งพิโรธโกรธา ในยามนี้ภายในพระทัยแทบจะไม่หลงเหลือความเชื่อใจในตัวผู้ใดอีกต่อไปแล้ว
“หลังจากนั้นนะ จ้าวเกาก็ตั้งพวกพ้องของตัวเอง เข้ามากุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก เพื่อที่จะกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วย เขาเลยใช้วิธีที่เรียกว่า ‘จื่อลู่เหวยหม่า’ (ชี้กวางเป็นม้า)” ฉูหยวนเอ่ยอธิบายต่อ
“จื่อลู่เหวยหม่าหรือขอรับ” ฝูซูเอ่ยถามด้วยความฉงน “นั่นคือวิธีใดกัน เหตุใดจึงสามารถใช้กำจัดผู้เห็นต่างได้เล่า”
“มันก็คือเหตุการณ์ที่จ้าวเกาจูงกวางเข้ามาตัวนึงกลางท้องพระโรง แล้วก็ป่าวประกาศว่านี่คือม้า จากนั้นก็สั่งให้ขุนนางที่เห็นด้วยว่าเป็นม้าไปยืนอยู่ฝั่งนึง ส่วนขุนนางที่เห็นว่าเป็นกวางให้ไปยืนอีกฝั่งนึง สุดท้ายแล้ว เขาก็สั่งประหารขุนนางที่ยืนกรานว่ามันเป็นกวางทิ้งจนหมดเกลี้ยงเลยไงล่ะ”
“อันใดนะ!”
เมื่อได้ยินคำบอกเล่ามาถึงตรงนี้ ฉินสื่อหวงก็พิโรธดั่งเพลิงกัลป์เผาผลาญ แทบอยากจะพุ่งตัวออกไปสับร่างจ้าวเกาเสียเดี๋ยวนี้
ผู้ที่ยืนกรานด้วยความสัตย์จริงว่าสัตว์ตัวนั้นเป็นกวาง ย่อมต้องเป็นเหล่าขุนนางตงฉินผู้ซื่อสัตย์ที่ไม่ยินยอมร่วมทางชั่วกับจ้าวเกาเป็นแน่ ทว่าจ้าวเกากลับใช้วิธีการอันต่ำช้านี้คัดแยกพวกเขาออกมา แล้วลงมือสังหารทิ้งจนหมดสิ้น!
“จ้าวเกา เจ้าเดรัจฉานช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก! มันเป็นตัวการทำให้ต้าฉินล่มสลายลงเช่นนี้เองหรือ!”
“ยังไม่หมดแค่นั้นนะ” ฉูหยวนส่ายหน้า “จ้าวเกาไม่ได้แค่กำจัดผู้เห็นต่างในราชสำนักเท่านั้น แต่เขายังไปเป่าหูสนับสนุนให้ฮ่องเต้ฉินเอ้อร์ซื่อเพิ่มภาษีแล้วก็เพิ่มการเกณฑ์แรงงาน ขูดรีดประชาชนอย่างหนักหน่วง อัครมหาเสนาบดีหลี่ซือก็เพราะออกหน้าคัดค้านเรื่องการเพิ่มภาษีกับงานเกณฑ์แรงงานนี่แหละ สุดท้ายก็เลยถูกจ้าวเกาใส่ร้ายจนต้องติดคุก แถมยังถูกประหารด้วยบทลงโทษตัดเอวจนตายอนาถ สุดท้ายพอราชสำนักขูดรีดหนักเข้าเรื่อยๆ ประชาชนทนไม่ไหวก็เลยต้องลุกฮือก่อกบฏไงล่ะ จากนั้นขุมกำลังที่ตั้งตัวต่อต้านต้าฉินก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดต้าฉินก็ถึงคราวล่มสลายลง”
“ว่ากระไรนะ!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ฉินสื่อหวงทรงสดับฟังจนจบความ พระองค์แทบจะพิโรธจนหน้ามืดวิงเวียนล้มพับไป ต้าฉินเพิ่งจะทำศึกรวบรวมหกแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียวได้ไม่นาน ซ้ำยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากชนเผ่าซยงหนูและไป่เยว่ ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีจึงค่อนข้างหนักหน่วง ฉินสื่อหวงย่อมทรงทราบข้อเท็จจริงนี้ดี
ทว่าหากให้เก็บภาษีหนักอึ้งไปมากกว่านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากราษฎรทนดิ้นรนอดอยากไม่ไหว ย่อมต้องลุกฮือก่อกบฏขึ้นเป็นธรรมดา ซ้ำร้ายยังมีเหล่าเชื้อพระวงศ์สายเลือดเก่าของทั้งหกแคว้นที่คอยจ้องหาจังหวะชิงชัย ใต้หล้าย่อมไม่มีทางสงบร่มเย็น
แต่จ้าวเกาผู้นี้ ถึงกับบังอาจเพิ่มการรีดเก็บภาษี! นี่มิใช่การบีบคั้นให้ราษฎรทั่วทั้งใต้หล้าต้องลุกฮือขึ้นมาหรอกหรือ!
จ้าวเกาสมควรตายนัก!
ในขณะเดียวกันนั้น เดิมทีฉินสื่อหวงทรงรังเกียจหลี่ซือเข้ากระดูกดำ โทษฐานที่หลี่ซือบังอาจบิดเบือนพระราชโองการของพระองค์ ทว่าเมื่อได้รับรู้ว่าหลี่ซือพยายามยืนหยัดขัดขวางการเพิ่มภาษี ภายในพระทัยก็ยังคงบังเกิดความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างขึ้นมา อย่างน้อยที่สุด
หลี่ซือก็ยังเข้าใจกระจ่างแจ้ง ว่าหากขูดรีดภาษีเพิ่มขึ้นราษฎรย่อมต้องก่อกบฏ ทว่า เหตุใดจึงไม่ยืนหยัดรักษาความจงรักภักดีเอาไว้จนถึงที่สุดเล่า!
“ต้าฉินล่มสลายลงเพราะเหตุนี้เองหรือ...” ฝูซูพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่ง
บรรดาองค์ชายคนอื่นๆ ต่างก็พากันก้มหน้าเงียบงัน มิมีผู้ใดกล้าจินตนาการ ต้าฉินที่กรีฑาทัพกวาดล้างหกแคว้น สยบชนเผ่าซยงหนูและไป่เยว่ผู้แข็งแกร่งจนยอมศิโรราบ
จักรวรรดิต้าฉินอันเกรียงไกรถึงเพียงนั้น กลับต้องมาล่มสลายลงเช่นนี้เชียวหรือ?
“ล่มสลายลงเช่นนี้จริงๆ หรือ” ฉินสื่อหวงยังคงไม่อยากจะเชื่อ “ต้าฉินมีทหารกล้าระดับหัวกะทิมากมายถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงพ่ายแพ้ปราชัยให้แก่กองกำลังของเหล่าชาวนาได้เล่า”
ฉินสื่อหวงทอดพระเนตรมองไปยังฉูหยวนพลางเอ่ยถาม
ฉูหยวนทอดถอนหายใจยาว “สาเหตุมันมีอยู่สองประการนะ ประการแรกคือ ทหารต้าฉินนั้นเก่งกาจจริง ขุนพลก็รบเก่งจริง อย่างพวกจางหานกับหวังหลีก็ล้วนแต่ฝีมือไม่เลวเลย แต่ว่าในฝั่งของกองทัพกบฏ เขาก็มีคนที่เชี่ยวชาญการศึกอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ อย่างเช่นเซี่ยงอวี่แห่งแคว้นฉู่ คนนั้นน่ะบอกเลยว่าแข็งแกร่งและดุดันมาก ส่วนหลิวปังแม้จะมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย แต่ทักษะการคุมทัพทำศึกก็นับว่าใช้ได้ทีเดียว... แต่ทว่าสาเหตุที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นก็คือ”
น้ำเสียงของฉูหยวนเจือไปด้วยความสลดเสียดายอย่างเห็นได้ชัด “สุดท้ายก็ยังเป็นจ้าวเกาอยู่ดีนั่นแหละ ตอนที่จางหานกำลังทำศึกติดพันอยู่กับเซี่ยงอวี่ จ้าวเกากลับลอบเตรียมการวางแผนจะสังหารจางหานทิ้งทันทีที่จางหานรบชนะเซี่ยงอวี่ พอจางหานรู้ตัว เขาก็เลยไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องยอมจำนนสวามิภักดิ์ไปซะเลย”
“ว่ากระไรนะ! เป็นจ้าวเกาอีกแล้วรึ!” ฉินสื่อหวงพิโรธโกรธาจนถึงขีดสุด
มันสมควรตายจริงๆ!