- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 1 ศิษย์ของข้าล้วนเป็นองค์ชายแห่งต้าฉิน
บทที่ 1 ศิษย์ของข้าล้วนเป็นองค์ชายแห่งต้าฉิน
บทที่ 1 ศิษย์ของข้าล้วนเป็นองค์ชายแห่งต้าฉิน
คิมหันตฤดูร้อนระอุ ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ภายในเรือนชั้นเดียวหลังหนึ่งพลันมีเสียงสนทนาดังแว่วออกมา
"นักเรียนทุกคน วันนี้เราจะมาเรียนประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฉินกันนะ"
"มีใครรู้บ้างไหมว่า สาเหตุการสวรรคตของฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) คืออะไร?"
"ไม่มีใครรู้เลยเหรอ? ถ้างั้นครูจะบอกให้ฟัง"
อาจารย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าชั้นเรียน ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฉินให้แก่เหล่านักเรียน พร้อมกันนั้นก็ตวัดชอล์กเขียนอักษรเจ็ดตัวความว่า 'ฉินสื่อหวงสิ้นพระชนม์เพราะพิษ'
"หนึ่งในสามสาเหตุหลักที่ทำให้จิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต ก็คือการกินยาอายุวัฒนะที่สวีฝู... ไอ้จอมลวงโลกคนนั้นปรุงขึ้นมาจนได้รับพิษ ยาพวกนั้นน่ะมีสารพิษร้ายแรงมากเลยนะ"
"เป็นไงล่ะ นึกไม่ถึงกันล่ะสิ ว่าระดับฮ่องเต้กลับต้องมามีจุดจบแบบนี้"
อาจารย์หนุ่มผู้นี้มีนามว่าฉูหยวน รูปโฉมหล่อเหลาสง่างาม ท่วงท่าลมปราณเหนือสามัญ ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับมืดบอด
เดิมทีเขาคือบัณฑิตหัวกะทิที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหัวเซี่ย เดินทางมาเป็นครูอาสาในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
มีอยู่คราวหนึ่ง เขาเข้าเมืองไปซื้อหาของใช้ในชีวิตประจำวันให้แก่เหล่านักเรียน ทว่ารถม้าเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ร่างของเขาถูกเหวี่ยงตกลงไปในแม่น้ำสายเชี่ยว ยามที่ได้รับการช่วยเหลือจนฟื้นคืนสติ ดวงตาทั้งสองข้างก็มืดบอดไปเสียแล้ว
หลังฉูหยวนกล่าวขอบคุณผู้มีพระคุณ เขาก็คิดจะเดินทางจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป ทว่าผู้ใหญ่บ้านเฒ่าฉิน เมื่อทราบว่าอาชีพของเขาคืออาจารย์ ก็ดึงดันจะรั้งตัวเขาไว้ให้จงได้ เพื่อให้เขาสอนลูกชายของตนอ่านเขียน
บังเอิญว่าในยามนั้น ฉูหยวนได้ปลุกระบบอาจารย์ผู้ประเสริฐขึ้นมาพอดี
[ระบบอาจารย์ผู้ประเสริฐ]
ขอเพียงสั่งสอนศิษย์ในสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นยอดคน ฉูหยวนก็จะได้รับรางวัล และดวงตาก็จะกลับมามองเห็นได้อีกครั้งในอีกห้าปีให้หลัง
ฉูหยวนจนใจ ทำได้เพียงลงหลักปักฐานในหมู่บ้านแห่งนี้ ถ่ายทอดความรู้ให้แก่พวกเขา
ทว่าฉูหยวนคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าผู้ใหญ่บ้านฉินที่ดูซื่อสัตย์จริงใจผู้นี้ จะมีลูกชายตั้งยี่สิบกว่าคน!
อีกทั้งยังมาพูดถ่อมตัวกับฉูหยวนอีกว่า คนอื่นที่เป็นฮ่องเต้เขามีลูกเยอะกว่านี้ตั้งเยอะ
บ้าไปแล้ว! นี่ลุงคิดว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้หรือไงเนี่ย!
ลูกเยอะก็แล้วไปเถอะ ทว่าหลังจากฉูหยวนได้คลุกคลีกับพวกเขา กลับพบว่าเด็กเหล่านี้แม้อายุยังน้อย แต่ความคิดความอ่านกลับคร่ำครึหัวโบราณกู่ไม่กลับอย่างถึงที่สุด
ลูกชายคนโตชื่อฉินซู ทุกครั้งที่ตั้งใจฟังเขาบรรยายบทเรียนจนจบ ก็มักจะคุกเข่าโขกศีรษะกราบกรานให้อย่างนอบน้อมเสมอ
นี่พวกเธอหลุดมาจากซีรีส์ย้อนยุคหรือไง! สมัยนี้ใครเขายังมาคุกเข่ากราบกรานเทิดทูนครูบาอาจารย์อะไรเบอร์นี้กันอีก!
แถมยังมีลูกชายอีกคนชื่อฉินไฮ่ที่ยิ่งเลอะเทอะไปกันใหญ่ พอถามว่าโตขึ้นมีความฝันอยากเป็นอะไร เด็กนั่นกลับตอบหน้าตาเฉยว่า อยากเป็นเหมือนพ่อ มีเมียสักห้าสิบคน มีลูกสักร้อยคน
จะบ้าตาย! นี่คิดว่าอยู่ยุคโบราณหรือไง ถึงได้คิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องดีงามน่ะ ช่วยมีความฝันหรือแพสชันที่มันสร้างสรรค์และยิ่งใหญ่กว่านี้หน่อยจะได้ไหม!
ฉูหยวนต่อว่าไปแบบนั้น ทว่าฉินไฮ่กลับย้อนถามตาใสว่า ความฝันแค่นี้ยังยิ่งใหญ่ไม่พออีกเหรอ?
ฟังแล้วปวดตับจนแทบกระอักเลือดจริงๆ!
เพื่อทลายชุดความคิดหัวโบราณที่ฝังรากลึกของเด็กพวกนี้ ฉูหยวนจึงตัดสินใจสอนวิชาประวัติศาสตร์หัวเซี่ยให้พวกเขาก่อน เพื่อให้ค่อยๆ ซึมซับมายด์เซ็ตที่ก้าวหน้าทันโลก
ความตั้งใจของฉูหยวนก็คือ การใช้ความรู้มา 'เบิกเนตร' เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่เด็กน้อยในหมู่บ้านบนดอยอันล้าหลังเหล่านี้ นำพาพวกเขาก้าวออกจากขุนเขา แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำให้จงได้!
ส่วนเรื่องที่หมู่บ้านแห่งนี้จะกันดารแค่ไหน ฉูหยวนไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด สำหรับจิตวิญญาณความเป็นครูของเขา ไม่ว่าที่ไหนก็สามารถเปลี่ยนเป็นโพเดียมยืนสอนได้ทั้งนั้น
ในมุมมองของฉูหยวน ทุกสิ่งจึงดูราวกับเป็นแค่บรรยากาศในชั้นเรียนของหมู่บ้านชนบทธรรมดาๆ
ทว่าหากมีผู้ใดสัญจรผ่านไปมา แล้วได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ภายในชั้นเรียนนี้ ย่อมต้องตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อเป็นแน่!
ศิษย์ภายในชั้นเรียน ล้วนสวมใส่อาภรณ์ยุคโบราณทั้งสิ้น
ผู้ที่นั่งอยู่กึ่งกลางชั้นเรียน ผู้ที่ต้องโขกศีรษะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็คือฝูซู พระราชโอรสองค์โตแห่งฉินสื่อหวง ฮ่องเต้แห่งต้าฉิน
ผู้ที่นั่งอยู่เบื้องซ้ายของแท่นบรรยาย ผู้ที่ต้องการแต่งภรรยาห้าสิบคน ให้กำเนิดบุตรชายร้อยคน ก็คือองค์ชายหูไฮ่
ผู้ที่นั่งอยู่เบื้องขวาของแท่นบรรยาย คือองค์ชายเกา
ศิษย์ที่เหลืออีกยี่สิบกว่าคน ล้วนเป็นพระราชโอรสของฉินสื่อหวงทั้งสิ้น!
ภายในชั้นเรียน ไม่มีผู้ใดเลยที่มิใช่องค์ชายแห่งต้าฉิน
สถานที่แห่งนี้ คืออุทยานหลวงแห่งพระราชวังเสียนหยางของต้าฉิน เป็นสถานศึกษาที่ฉินสื่อหวงมีพระราชโองการลับให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของเหล่าองค์ชายโดยเฉพาะ
ผู้ที่นั่งอยู่ภายในชั้นเรียน หาใช่เด็กน้อยในหมู่บ้านบนเขาอันล้าหลังอันใดไม่
พวกเขาคือองค์ชายแห่งจักรวรรดิต้าฉิน!
หากฉูหยวนฟื้นฟูดวงตาจนกลับมามองเห็นได้ ไม่ทราบเลยว่าจะตื่นตะลึงจนมีสภาพเช่นไร
ยามนี้ ฉินสื่อหวงกำลังประทับยืนอยู่หน้าประตูชั้นเรียน
"หนึ่งในสามสาเหตุหลักที่ทำให้ฉินสื่อหวงสวรรคต ก็คือการกินยาอายุวัฒนะที่สวีฝูจอมลวงโลกนั่นเป็นคนปรุง จนร่างกายได้รับสารพิษสะสม ยาพวกนั้นมีพิษร้ายแรงมากเลยนะ"
เสียงของฉูหยวนดังแว่วออกมาอย่างราบเรียบและใจเย็น
"บังอาจ!" ฉินสื่อหวงพิโรธโกรธากริ้ว
เหลวไหลสิ้นดี ปีนี้ฉินสื่อหวงเพิ่งจะพระชนมายุสี่สิบสองชันษา กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์แข็งแรงสมบูรณ์
แม้อายุขัยเฉลี่ยของผู้คนในยุคโบราณจะต่ำต้อย ทว่าฉินสื่อหวงคือฮ่องเต้ อายุขัยจะนำไปเทียบกับราษฎรสามัญได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินสื่อหวงทุ่มเทกำลังของแว่นแคว้น มีราชโองการให้สวีฝูออกตามหาโอสถเซียน
สวีฝูกล่าวว่าฉินสื่อหวงสมควรมีพระชนมายุยืนยาวเป็นอมตะ โอสถเซียนจะมีพิษได้อย่างไร!
ฉูหยวน ช่างกำเริบเสิบสานผิดทำนองคลองธรรมยิ่งนัก!
"ชิ้ง!"
เหมิงเถียนที่อยู่เบื้องหลังฉินสื่อหวงชักกระบี่ออกในพริบตา ขอเพียงฉินสื่อหวงมีรับสั่งคำเดียว เขาก็พร้อมจะพุ่งทะยานเข้าไปสังหารทันที
"ช้าก่อน!" ทว่าฉินสื่อหวงกลับตรัสห้ามเหมิงเถียนกะทันหัน พระองค์ทรงตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน
ฉินสื่อหวงกำลังประทับเรือล่องทะเลสาบร่วมกับเหมิงเถียน
จู่ๆ ก็มีแสงสีขาวสว่างวาบ ฉูหยวนปรากฏกายขึ้น ร่วงหล่นจากกลางอากาศที่ความสูงราวหกฉื่อกระแทกลงบนเรือ!
ฉินสื่อหวงทอดพระเนตรเห็นกับตา ว่าเขาปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า จึงตื่นตะลึงนึกว่าเป็นเซียนผู้วิเศษ!
พระองค์ทรงส่งทหารไปปิดล้อมข่าวสารทั้งหมดในทันที
หลังจากนั้น ฉินสื่อหวงได้สนทนากับฉูหยวนด้วยพระองค์เอง จึงพบว่าฉูหยวนเป็นผู้รอบรู้มากความสามารถ
สิ่งที่ฉินสื่อหวงตรัสถาม ไม่มีสิ่งใดที่ฉูหยวนไม่รู้ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่กระจ่าง กระทั่งเรื่องราวในยุคหลัง ฉูหยวนก็ยังสามารถอธิบายออกมาได้อย่างฉะฉาน
รอบรู้ยิ่งกว่าหลี่ซือ อัครมหาเสนาบดีแห่งต้าฉินเสียอีก
เรียกได้ว่าหยั่งรู้เรื่องราวสองพันปีก่อนหน้า และล่วงรู้เรื่องราวสองพันปีให้หลังอย่างแท้จริง
ฉินสื่อหวงทรงคาดเดาว่า ฉูหยวนอาจเป็นเซียนจริงๆ สถานที่ที่ฉูหยวนจากมา ก็คือดินแดนเซียน
ต่อให้มิใช่เซียน ก็ต้องเป็นยอดคนผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่
ฉินสื่อหวงยังทรงทราบจากการสนทนาอีกว่า อาชีพของฉูหยวนในโลกก่อนหน้านี้ก็คืออาจารย์
รอบรู้ถึงเพียงนี้ หากให้มาสั่งสอนพระราชโอรสของพระองค์ พระราชโอรสของพระองค์มิกลายเป็นยอดคนกันหมดหรอกรึ
ฉินสื่อหวงจึงทรงขอร้องให้ฉูหยวนรั้งอยู่เพื่อสั่งสอนเหล่าองค์ชายในทันที
หลังจากฉูหยวนตอบตกลง ฉินสื่อหวงก็รับสั่งให้คนลอบสร้างสถานศึกษาขึ้นมาอย่างลับๆ
ทว่าฉินสื่อหวงทรงสงสัยใคร่รู้ ว่าฉูหยวนจะถ่ายทอดเนื้อหาอันใด ดังนั้นในการบรรยายสองสามคราแรก ฉินสื่อหวงจึงเสด็จมาแอบฟังด้วยพระองค์เอง
ฉูหยวนบรรยายตั้งแต่ผานกู่เบิกฟ้า ไปจนถึงเจ็ดวีรชนแห่งยุคจ้านกั๋ว
ตั้งแต่นวี่วาซ่อมฟ้าอุดรอยรั่วสวรรค์ ไปจนถึงเล่าไอ่หมุนกงล้อรถม้า
ฉินสื่อหวงทรงสดับฟังจนเคลิบเคลิ้มหลงใหล ตื่นเต้นพระทัยอย่างหาที่สุดมิได้ ยิ่งกว่ายามที่ทรงร่วมอภิรมย์กับพระมารดาของหูไฮ่เสียอีก
คิดไม่ถึงเลยว่าฉูหยวนจะรอบรู้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งเนื้อหาบางส่วนที่ถ่ายทอดออกมา ก็ยังช่วยเปิดพระเนตรเปิดพระกรรณให้แก่ฉินสื่อหวงด้วย
ตัวอย่างเช่น ข้อเสียของระบบศักดินาในราชวงศ์โจว ที่ส่งผลให้ราชวงศ์เสื่อมถอย เหล่าเจ้านครรัฐตั้งตนเป็นใหญ่ จนใต้หล้าเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
ทว่ายามที่ฉินสื่อหวงทรงบังคับใช้ระบบจวิ้นเสี้ยน กลับยังมีบัณฑิตคร่ำครึยากไร้บางกลุ่ม กระโดดออกมาคัดค้าน กล่าวอ้างว่าระบบศักดินานั้นดีกว่า
(ระบบจวิ้นเสี้ยน - ระบบการปกครองส่วนภูมิภาคแบบรวมศูนย์ที่แบ่งดินแดนออกเป็น "จวิ้น" (เมือง/มณฑล) และ "เสี้ยน" (อำเภอ) โดยมีจุดเด่นคือการส่งข้าราชการจากส่วนกลางไปปกครองแทนการสืบทอดอำนาจตามสายเลือดเหมือนระบบศักดินา)
คิดไม่ถึงว่า ฉูหยวนเองก็เห็นด้วยกับระบบจวิ้นเสี้ยน และต่อต้านระบบศักดินา เหตุผลเหล่านั้นยิ่งลึกซึ้งกินใจฉินสื่อหวงยิ่งนัก
"คุณแบ่งที่ดินให้ลูกชาย ลูกชายยังไม่แน่เลยว่าจะเลี้ยงดูคุณตอนแก่ แล้วยังจะไปคาดหวังให้คนนอกมาจงรักภักดีต่อคุณอีกเหรอ"
"ถ้าคุณหวังความภักดีจากคนนอก งั้นก็แบ่งดินแดนให้ไปเถอะ รอจนลูกหลานของพวกนั้นมาขุดสุสานของคุณ ถึงตอนนั้นค่อยไปร้องไห้คร่ำครวญในนรกก็แล้วกัน"
คำกล่าวโต้แย้งเหล่านี้ หากยามนั้นฉินสื่อหวงสามารถนำไปตรัสกลางท้องพระโรงได้ มีรึที่บัณฑิตคร่ำครึหน้าไหนจะไม่ยอมจำนน
ฉินสื่อหวงยิ่งทรงเลื่อมใสในความรอบรู้ของฉูหยวนมากขึ้นไปอีก
ทว่าเมื่อฉินสื่อหวงทรงได้ยินฉูหยวนกล่าวว่า พระองค์สวรรคตเพราะได้รับพิษจากโอสถเซียนของสวีฝู ก็ทรงพิโรธโกรธาเป็นล้นพ้น
โอสถเซียนนั่นคือสิ่งที่ทำให้เจิ้นมีชีวิตเป็นอมตะ จะมีพิษได้อย่างไร!
เหลวไหลสิ้นดี!
ฉินสื่อหวงพิโรธจัด ทว่าจู่ๆ ก็ทรงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ฉูหยวนอาจเป็นเซียน หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง
จึงทรงห้ามเหมิงเถียนไว้ แล้วตรัสถามออกไป
"ท่านอาจารย์ฉู ในเมื่อโอสถเซียนที่สวีฝูหลอมขึ้นมีพิษร้ายแรง เหตุใดฉินสื่อหวงจึงไม่สวรรคตในทันทีเล่า"
"อีกทั้งฉินสื่อหวงทรงเป็นถึงฮ่องเต้ ก่อนเสวยจะไม่หาคนมาทดสอบพิษก่อนหรืออย่างไร"
สุรเสียงของฉินสื่อหวงไม่ดังนัก ทว่าเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม สั่นสะเทือนจนทุกคนในที่นั้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เหมิงเถียนมีโทสะประดับบนใบหน้า โอสถของฉินสื่อหวง ย่อมต้องมีผู้ทดสอบพิษด้วยตนเองอยู่แล้ว ยามนี้ฉูหยวนกลับกล่าวว่ามีพิษ นี่มิใช่ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงหรอกรึ
เหล่าองค์ชายล้วนมีสีหน้าตึงเครียด ฉูหยวนกล่าวเช่นนี้ เกรงว่าภัยใหญ่คงมาเยือนถึงตัวแล้ว
พวกเขายังค่อนข้างชื่นชอบอาจารย์ผู้นี้อยู่มาก
ฉินสื่อหวงทรงหรี่พระเนตรลง หากฉูหยวนกล่าวผิดไปแม้แต่ประโยคเดียว จุดจบย่อมเป็นที่รู้กัน
"ผมจะบอกให้นะคุณลุงฉิน ลุงก็เป็นคนยุคปัจจุบันแท้ๆ ไม่รู้จักอาการพิษสะสมหรือไง ยาพวกนั้นทำมาจากสารปรอททั้งนั้นแหละ"
"รู้ไหมว่าทำไมยาถึงมีสีแดง ก็เพราะมันสกัดมาจากปรอทไงล่ะ"
"ฉินสื่อหวงพลาดก็ตรงที่เอาคนมาทดสอบยานี่แหละ ร่างกายคนเราออกจะใหญ่โต พิษจากปรอทมันไม่แสดงอาการออกมาทันทีหรอก"
"แต่ถ้าลุงลองเอากระต่ายมาทดสอบดูสิ รับรองว่าป้อนตัวนึง ก็ตายตัวนึง"
ปรอทเหลว!
ที่แท้ก็คือการรับพิษเรื้อรัง!
"บังอาจนัก!" ฉินสื่อหวงพิโรธโกรธากริ้ว ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหาร
"สวีฝูบังอาจป้อนปรอทเหลวให้ฮ่องเต้เสวย มันไม่กลัวถูกประหารสามชั่วโคตร ถูกม้าแยกร่างหรืออย่างไรกัน!"