- หน้าแรก
- ยอดชาวประมงน้อยกับระบบไลฟ์สดสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 12 หลิ่วเสี่ยวจู
บทที่ 12 หลิ่วเสี่ยวจู
บทที่ 12 หลิ่วเสี่ยวจู
บทที่ 12 หลิ่วเสี่ยวจู
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ หวังเทียนฮุยก็จัดการแบ่งพุทราน้ำหนักกว่าร้อยจินที่เก็บมาใส่หีบห่อเรียบร้อย จากนั้นเขาก็ไปขอยืมรถสามล้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังตัวตำบลหลงหยาง และจัดการส่งของทั้งหมดตามข้อมูลของแฟนคลับที่โชคดีได้รับรางวัล
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เกือบเที่ยงแล้ว
เขาไม่ได้รั้งอยู่ในตัวตำบลนานนัก รีบขับรถสามล้อไฟฟ้ามุ่งหน้ากลับหมู่บ้านชาวประมงทันที
เมื่อขับมาได้ครึ่งทาง ร่างที่ดูบอบบางแต่อ่อนช้อยและคุ้นตาอยู่ไม่ไกลข้างหน้าก็ดึงดูดความสนใจของเขา
เธอมีผมสีดำขลับเงางามทิ้งตัวลงบนไหล่ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงยีนส์ตัวเก่าที่สีเริ่มซีดจางไปบ้าง แม้จะแต่งกายด้วยชุดที่เรียบง่ายธรรมดา แต่ก็ไม่อาจปกปิดรูปร่างที่สูงเพรียวของเธอได้ เพียงแค่มองจากแผ่นหลังก็ทำให้รู้สึกเจริญตาเจริญใจแล้ว
หญิงสาวกำลังเข็นจักรยานคันเก่าไปตามทาง โซ่จักรยานห้อยระย้าลงมา ดูท่าทางโซ่คงจะขาด
บนจักรยานยังมีหาบไม้ไผ่สำหรับขายเต้าหู้แขวนอยู่ด้วย
ตัวตนของเธอชัดเจนอยู่แล้ว เธอคือลูกสาวคนโตของ 'แม่ค้าเต้าหู้' หลิ่วเสี่ยวจู!
แม่ค้าเต้าหู้สุขภาพไม่ค่อยดี ทุกวันจึงได้แต่วุ่นวายทำงานอยู่ที่บ้าน หน้าที่ในการขายเต้าหู้จึงตกเป็นของหลิ่วเสี่ยวจู เธอต้องหาบเต้าหู้ไปขายตามหมู่บ้านอื่นๆ หรือในตัวตำบลทุกวัน
ตอนนี้เธอคงขายเสร็จแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้านเช่นกัน
หวังเทียนฮุยรับรู้ถึงสถานการณ์ของครอบครัวหลิ่วดี เมื่อมองดูร่างที่บอบบางแต่เข้มแข็งนั้น ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกสงสารและเอ็นดู
"เสี่ยวจู มาเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง" หวังเทียนฮุยหยุดรถสามล้อไฟฟ้าข้างกายหญิงสาว
"พี่เทียนฮุย?"
หลิ่วเสี่ยวจูชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
ไม่ว่าจะเป็นป้าเฟิ่งแม่สื่อ หรือแม้แต่แม่ค้าเต้าหู้แม่ของเธอ ต่างก็บอกเรื่องของเธอกับหวังเทียนฮุยให้ทราบแล้ว เมื่อมาเจอหน้าหวังเทียนฮุยตอนนี้ เธอจึงรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
"โซ่ขาดเหรอ?"
หวังเทียนฮุยมองไปที่จักรยาน โดยไม่รอช้า เขาจัดการยกจักรยานพร้อมกับหาบเต้าหู้ขึ้นไปวางบนรถสามล้อทันที
จากนั้นเขาก็ขยับไปนั่งด้านหน้า แต่ชิดไปทางซ้ายสุดแล้วตบที่ว่างทางด้านขวาพลางยิ้มแล้วพูดว่า "เสี่ยวจู ขึ้นมาเถอะ ฝีมือขับรถของพี่ใช้ได้นะ ไม่เป็นไรหรอก"
"ขอบคุณค่ะ พี่เทียนฮุย"
หลิ่วเสี่ยวจูไม่ได้ปฏิเสธ เธอเดินขึ้นมานั่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ที่นั่งคนขับของรถสามล้อไฟฟ้ามีขนาดเล็กมาก การที่คนสองคนจะนั่งลงไปพร้อมกันนั้นค่อนข้างลำบาก ร่างกายของทั้งคู่จึงเบียดชิดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นยิ่งทำให้หลิ่วเสี่ยวจูเขินอายมากขึ้นไปอีก จนใบหูแดงซ่านไปหมด
เมื่อมีหญิงงามนั่งอยู่ข้างกาย หวังเทียนฮุยก็อยากชวนคุย เขาจึงขับรถให้ช้าลง
"เสี่ยวจู เรื่องของเรา...เอ่อ เธอคงรู้แล้วใช่ไหม?"
"ระ...รู้ค่ะ!"
หลิ่วเสี่ยวจูไม่คิดว่าหวังเทียนฮุยจะพูดตรงไปตรงมาขนาดนี้ เธอพยักหน้าอย่างเขินอาย มือเล็กๆ บิดชายเสื้อไปมา ไม่กล้าสบตาหวังเทียนฮุยตรงๆ
"แล้วเธอคิดยังไงล่ะ?"
หวังเทียนฮุยไม่เคยมีความรักมาก่อน และไม่เข้าใจวิธีพูดอ้อมค้อม อีกทั้งเขากับหลิ่วเสี่ยวจูก็รู้จักกันมานานแล้ว เขาจึงพูดจาฉะฉานเข้าประเด็นทันที
คำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อ ทุกอย่างมีครบหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่เขากับหลิ่วเสี่ยวจูจะพึงพอใจต่อกันหรือไม่
ถ้าไปกันได้ ก็ดำเนินต่อไป
ถ้าไม่ได้ ก็จะได้จบลงอย่างรวดเร็ว จะได้ไม่ต้องเยิ่นเย้อจนเกิดความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาภายหลัง
ตอนนี้ทั้งคู่ก็ถึงวัยที่ควรจะแต่งงานกันแล้ว
สำหรับในชนบท ช่วงวัยนี้เป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่า จะมัวชักช้าอยู่ไม่ได้
"ฉัน...คือฉัน..."
หลิ่วเสี่ยวจูอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหวังเทียนฮุยที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า "พี่เทียนฮุย พี่เป็นนักศึกษา มีความรู้เยอะ มีความสามารถมาก ส่วนฉันจบแค่ชั้นมัธยมต้น ทำเป็นแค่ทำนาขายเต้าหู้เท่านั้นเอง"
"อีกอย่าง พี่ก็รู้สถานการณ์ที่บ้านฉันดี น้องสาวคนเล็กก็ยังเรียนอยู่ แม่ก็สุขภาพไม่ค่อยดี..."
ยิ่งพูด เสียงของเธอก็ยิ่งเบาลงจนแทบจะเป็นการกระซิบ และเธอก็ก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ
หากไม่ใช่เพราะหวังเทียนฮุยขับรถช้าและตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ เขาคงไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดเลย
"ยัยเด็กบื้อเอ๊ย เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด เข้าใจไหม?"
หวังเทียนฮุยยิ้มบางๆ หยุดรถลงแล้วยื่นมือไปกุมมือนุ่มนวลของหลิ่วเสี่ยวจูเอาไว้พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ตอนเด็กๆ เล่นพ่อแม่ลูกกัน เธอยังยอมเป็นเมียพี่เลย ตอนนี้เราโตกันหมดแล้ว เธอก็มาเป็นเมียพี่เหมือนเดิมเถอะนะ"
"พี่เทียนฮุย..."
หลิ่วเสี่ยวจูเงยหน้าขึ้นสบตากับหวังเทียนฮุย ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความซึ้งใจและยินดี
แต่ในไม่ช้า ความขัดเขินตามประสาหญิงสาวก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เธอก้มหน้าลงทันที แต่ก็ไม่ลืมที่จะส่งเสียง "อื้อ" ออกมาอย่างหนักแน่น พร้อมกับที่มือนุ่มนวลนั้นกุมมือของหวังเทียนฮุยเอาไว้แน่น
เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังเทียนฮุยก็หัวเราะออกมา เขารู้แล้วว่าเรื่องนี้ตกลงกันได้ด้วยดี
"เสี่ยวจู กลับบ้านเรากันเถอะ!"
"ค่ะ ฮิๆ!"
หลังจากส่งหลิ่วเสี่ยวจูถึงบ้านและกล่าวทักทายแม่ค้าเต้าหู้ว่าที่แม่ยายแล้ว หวังเทียนฮุยจึงกลับมาที่บ้านของตัวเอง และเล่าเรื่องนี้ให้สวีหุ้ยฟางผู้เป็นแม่ฟัง
"สำเร็จแล้วเหรอ? ฮ่าๆ เยี่ยมไปเลย!"
สวีหุ้ยฟางดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้ "จริงสิ ฉันต้องรีบโทรไปบอกพ่อนายให้รีบกลับมา แล้วจะได้ไปบ้านตระกูลหลิ่วเพื่อหมั้นหมายเรื่องนี้ให้เป็นทางการเสียที"
หวังเทียนฮุยถึงกับหน้าเสีย มุมปากกระตุก "แม่ครับ ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลยนี่นา กลัวเขาจะหนีไปหรือยังไงครับ?"
"ทำไมจะไม่รีบล่ะ? ถ้ายังไม่ได้รับแม่หนูหลิ่วเข้ามาในบ้าน ฉันก็นอนไม่หลับหรอกนะ เรื่องนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้ เกิดเวลาผ่านไปนานๆ แล้วแม่หนูหลิ่วเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาจะทำยังไง?"
หวังเทียนฮุยอดไม่ได้ที่จะกลอกตา "แม่ครับ ลูกชายแม่แย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? ช่วยมั่นใจในตัวผมหน่อยได้ไหมครับ?"
"เอาล่ะ ฉันไม่เสียเวลากับนายแล้ว ฉันจะไปโทรหาพ่อนายก่อน แล้วค่อยไปบอกป้าสะใภ้ใหญ่กับอาสะใภ้สาม เสร็จแล้วยังต้องเอาของขวัญไปขอบคุณป้าเฟิ่งแม่สื่ออีก อ้อ ของที่ต้องใช้ในงานแต่งนายก็ต้องซื้อด้วย..."
สวีหุ้ยฟางดีใจจนแทบคลั่ง เธอพร่ำบ่นพลางเดินออกนอกประตูไปเพื่อแจ้งข่าวดีด้วยความปีติยินดี
เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังเทียนฮุยก็ได้แต่ยิ้มขื่นและเลิกสนใจไป อย่างไรเสียก็มีแม่และคนอื่นๆ คอยจัดการให้ เขาแค่รอทำตามแผนก็พอ
"การไลฟ์สดต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ ต้องคิดดูว่าจะไลฟ์สดให้ดียิ่งขึ้นได้ยังไง!" หวังเทียนฮุยครุ่นคิดพลางทานอาหารกลางวันไปพรางๆ
ถึงแม้จะมีห้องไลฟ์สดชนบทเป็นตัวช่วยที่ดี แต่การไลฟ์สดอย่างไร้ทิศทางก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก
ชนบทคือจุดเด่น แต่จะนำเสนอจุดเด่นนั้นออกมาอย่างไรให้เป็นที่ประทับใจ นั่นคือบททดสอบเชาวน์ปัญญา
ตอนนั้นเอง เขาก็ฉุกนึกถึงไข่มุกเลี่ยงน้ำขึ้นมา
เมื่อมีแล้ว การลงทะเลก็จะสะดวกขึ้นมาก เขาสามารถสำรวจพื้นที่ทางทะเลรอบๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อดูว่าผลผลิตทางทะเลในแต่ละจุดมีการกระจายตัวอย่างไร
เมื่อวานเขาพบว่าทรัพยากรประมงในเขตชายฝั่งนั้นจริงๆ แล้วมีไม่น้อย และยังมีคุณค่าในการพัฒนาอีกมาก
เนื่องจากอุปกรณ์จับปลาที่เรียบง่ายและขอบเขตกิจกรรมที่จำกัด หลายคนจึงคิดว่าทรัพยากรประมงชายฝั่งเกือบจะเหือดแห้งไปแล้ว การทำประมงเพียงอย่างเดียวเลี้ยงชีพได้ลำบาก คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านจำนวนมากจึงเลือกที่จะออกไปทำงานข้างนอก แม้แต่พ่อของเขาเองก็ไม่ได้ทำประมงเอง แต่ไปออกเรือกับกองเรือเพื่อรับเงินเดือน
หากเขาสามารถเป็นผู้นำในการจับสัตว์น้ำชายฝั่งได้จำนวนมาก เชื่อว่าหลายคนก็คงจะกลับมาทำอาชีพเก่าแก่ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษนี้อีกครั้ง รายได้อาจจะไม่น้อยไปกว่าการไปทำงานข้างนอกเลยก็ได้
อย่างน้อยเขาก็สามารถช่วยให้พ่อและญาติๆ ในครอบครัวไม่ต้องลำบากขนาดนั้นอีกต่อไป
หวังเทียนฮุยมีความคิดพรั่งพรูออกมามากมาย เมื่อทานอาหารกลางวันใกล้เสร็จ เขาก็จัดการรวบรวมความคิดกลับมายังเรื่องที่สำคัญที่สุด
การไลฟ์สด!
เขาสามารถไลฟ์สดสำรวจทะเลได้ ซึ่งเชื่อว่าหัวข้อนี้คงน่าสนใจไม่น้อยและดึงดูดผู้คนให้มาติดตามได้มาก
เพราะคนทั่วไปบางคนแทบไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลด้วยตาตัวเอง และไม่รู้ว่าอาหารทะเลแต่ละอย่างตอนยังมีชีวิตอยู่นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถเปิดช่องทางการขายอาหารทะเลผ่านการไลฟ์สดได้ก็คงจะดียิ่งขึ้น
ขนาดพัทยายังทำได้ อาหารทะเลก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
แต่ถ้าจะไลฟ์สดสำรวจทะเล การทำคนเดียวนั้นคงจัดการไม่ไหว อย่างน้อยก็ต้องมีคนช่วยถือโทรศัพท์เพื่อไลฟ์สดให้เขา
แน่นอนว่าถ้าในอนาคตหาอุปกรณ์พิเศษที่กันน้ำมาได้ การที่เขาถือโทรศัพท์ไลฟ์สดใต้น้ำเองก็เป็นไปได้
แต่ตอนนี้...
เขานึกถึงผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งขึ้นมาได้—หลิ่วเสี่ยวจู!
เขารวบเก็บจานชามไปไว้ในครัว จากนั้นก็คว้าถุงพุทราสดที่เก็บมาเมื่อเช้าติดมือไป แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหลิ่วทันที
เมื่อไปถึงบ้านตระกูลหลิ่ว หลิ่วเสี่ยวจูก็เพิ่งทานอาหารกลางวันเสร็จพอดี
"พี่เทียนฮุย พี่มาแล้วเหรอ!" หลิ่วเสี่ยวจูยิ้มหวานและรีบวิ่งออกมาต้อนรับทันที
หวังเทียนฮุยพยักหน้าพลางยื่นพุทราให้ แล้วเข้าประเด็นทันที "เสี่ยวจู พี่มาขอให้เธอช่วยงานหน่อยน่ะ..."
(จบบทที่ 12)