เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 ศิษย์พี่ฉู่จะหนีรอดจากคนของนิกายเสิ้นกังหรือไม่

ตอนที่ 10 ศิษย์พี่ฉู่จะหนีรอดจากคนของนิกายเสิ้นกังหรือไม่

ตอนที่ 10 ศิษย์พี่ฉู่จะหนีรอดจากคนของนิกายเสิ้นกังหรือไม่


ตอนที่ 10 ศิษย์พี่ฉู่จะหนีรอดจากคนของนิกายเสิ้นกังหรือไม่

 

อีกด้านหนึ่ง

ที่ลานกว้างหน้าคฤหาสน์ตระกูลอู๋

ผู้บ่มเพาะร่างอ้วนท้วมกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง  ฝึกฝนเคล็ดลับวิชาอยู่เงียบๆ

มีบาดแผลลึกที่แขนข้างซ้ายของเขา เนื่องจากว่ายังมีพลังดาบหลงเหลืออยู่ เขาจึงรู้สึกเจ็บปวด  และไม่สามารถกำจัดความเจ็บปวดนี้ไปได้

นอกจากนี้  สีหน้าของเขายังแสดงความเจ็บปวดออกมาเป็นครั้งคราว

เขาไม่ใช่ใครอื่น  นอกจากศิษย์ผู้สืบทอดของบรรพบุรุษลำดับที่สาม ผู้บ่มเพาะในช่วงสร้างรากฐานของนิกายอู๋จี๋...หลิวเจิ้งสง

ทว่าในตอนนั้น เขาก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาของเขาดูเย็นชาขึ้นมาทันที

“คนจากนิกายเสินกังกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้อย่างนั้นหรือ?”

หลิวเจิ้งสงหยิบเหรียญออกมา ฉีดพลังจิตวิญญาณเข้าไปในนั้น และตะโกนเสียงต่ำทันที “สาวกของนิกานอู๋จี๋ มาหาข้าเร็วเข้า”

รหัสลับของนิกายอู๋จี๋  ไม่เพียงแต่มีแค่สัญลักษณ์เฉพาะเท่านั้น  แต่ยังมีการสื่อสารทางจิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในการสื่อสารเช่นนี้อยู่ นั่นก็คือหากผู้สื่อสารอยู่ห่างเกินหนึ่งพันลี้ จะไม่สามารถส่งสัญญาณได้

ไม่นาน เฉินเกอ เว่ยหัว และศิษย์คนอื่นๆ ก็รีบวิ่งเข้ามาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้

ในลานเล็กๆ มีผู้บำเพ็ญช่วงกลั่นลมปราณมากกว่าสิบคนมารวมตัวกัน

หลิวเจิ้งสงได้พูดออกมาเบาๆ “มีผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานสองคนจากนิกายเสินกังกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้  คาดการณ์ว่าพวกมันอาจจะตั้งใจมาหาข้า”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกตกใจ

หลิวเจิ้งสงจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึก “สวีหมิง,ไป๋เฟิง ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดที่อยู่ในช่วงกลั่นลมปราณที่มีอยู่ตอนนี้ พวกเจ้าทั้งสองแข็งแกร่งที่สุด ข้าอยากให้พวกเจ้าสองคน แบ่งออกเป็นสองทีม และนำศิษย์ของเราที่เหลือหลบหนีแยกกันไป”

“ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่ เพื่อถ่วงเวลาให้พวกเจ้าได้หลบหนีออกไปก่อน”

เหล่าสาวกก็รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องยอมรับคำสั่งออกมา “ขอรับ!”

เฉินเกอและเว่ยหัวได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมทีมของสวีหมิง

ขณะที่คนสองสามคนกำลังเก็บของ เฉินเกอก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมา และหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น “ศิษย์พี่ฉู่ ได้มาขอซื้อมหาค่ายกลแปลงโลหิตและเพิ่งกลับออกไป เขาคงจะไม่ถูกผู้บ่มเพาะของนิกายเสินกังจับตัวไปหรอกใช่ไหม”

เว่ยหัวถอนหายใจเบาๆ เมื่อได้ยินเช่นนี้ “พูดยาก ข้าหวังว่าเขาจะโชคดีและสามารถหลีกเลี่ยงผู้บ่มเพาะของนิกายเสินกังได้”

ทว่าสวีหมิงกลับเยาะเย้ยออกมา “เพราะเขามัวกังวลว่ามีคนมากมาย และจะกลายเป็นเป้าหมายใหญ่จึงไม่เต็มใจที่จะติดตามอาจารย์อาหลิวไปเองไม่ใช่หรือ ? พวกเจ้าจะไปกังวลกับเขาทำไม?”

“ต่อให้เขาตายไป แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรา?”

เว่ยหัวขมวดคิ้ว “สวีหมิง แม้ว่าเราจะเป็นผู้บำเพ็ญมาร แต่นิกายของเราก็ถูกทำลายไปแล้ว ทุกคนตอนนี้ก็เหมือนตั๊กแตนที่อยู่บนเชือกเดียวกัน  พวกเราควรจะอยู่ในเรือลำเดียวกัน  อคติของเจ้าที่มีต่อฉู่เสวียนมันใหญ่โตมาก เจ้ายังต้องการเหยียบย่ำเขาในเวลานี้อีกหรือ?”

สวีหมิงขมวดคิ้วอย่างเย็นชา “เรื่องของข้ากับเขา ไม่ใช่หน้าที่ที่เจ้าจะมาแทรกแซง”

“เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าอาจารย์อาหลิวเพิ่งพูดอะไร? ข้าเป็นผู้นำของทีมนี้!”

เว่ยหัวกัดฟันและต้องหุบปากไปทันที

ตอนที่นิกายอู๋จี๋ยังไม่ถูกทำลายลง สวีหมิงมักจะแข่งขันกับฉู่เสวียนเพื่อชิงอันดับที่สิบของศิษย์ฝ่ายในของนิกายอู๋จี๋เสมอมา

เนื่องจากศิษย์ทั้ง 10 อันดับแรกของฝ่ายในนั้นมีสิทธิ์ได้รับความโปรดปรานจากผู้อาวุโส และอาจได้รับการยอมรับว่าเป็นสาวกโดยตรง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระดับของสวีหมิงจะสูงกว่าฉู่เสวียนเล็กน้อย แต่ความแข็งแกร่งของเขากลับสู้ฉู่เสวียนไม่ได้

เขาพ่ายแพ้ต่อฉู่เสวียนหลายครั้ง เขาจึงอยู่ในอันดับที่11 ของฝ่ายในนิกายอู๋จี๋ และเป็นรองฉู่เสวียนเสมอมา

เพราะเหตุนี้เองที่สวีหมิงถึงได้เกลียดชังฉู่เสวียนมาโดยตลอด

ดังนั้นเฉินเกอ เว่ยหัวและศิษย์คนอื่นๆ ก็รู้เรื่องนี้โดยธรรมชาติ

“ไป่เฟิง เจ้าพาพวกเขาออกประตูทางทิศตะวันออก  และมุ่งหน้าไปยังภูเขาลั่วเฟิง”

“พวกเราจะเลี่ยงประตูฝั่งตะวันตก จากนั้นก็ข้ามทะเลสาบแดง และไปซ่อนตัวอยู่ที่ภูเขาไป๋หมาง”

สวีหมิงสั่งงการออกมาอย่างใจเย็น

ผู้บำเพ็ญสายมารที่สามารถมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ เชื่อว่าไม่มีใครโง่

ทันทีที่พวกเขามาถึงคฤหาสน์ตระกูลอู๋ เขาก็คาดเดาว่าไม่ช้าก็เร็ว ผู้บำเพ็ญสายธรรมเหล่านั้นจะต้องตามมาถึงประตูเป็นแน่

จึงได้เตรียมแผนการหลบหนีไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว

ภูเขาลั่วเฟิงและภูเขาไป๋หมางเป็นหนึ่งในภูเขาลึกและป่าเก่าแก่ที่สุดในเมืองชิงเหอ

แม้ว่าผู้บ่มเพาะของนิกายเสินกังจะใช้กำลังคนจำนวนมากในการค้นหาพวกเขา แต่การซ่อนตัวอยู่ในภูเขาทั้งสองแห่งนี้ก็ไม่สามารถพบพวกเขาได้ภายในสองถึงสามเดือน

แต่หากว่านิกายเสินกังให้ผู้บ่มเพาะช่วงแก่นปราณทองคำใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตามหาพวกเขา ก็จะสามารถมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดในเทือกเขานี้ได้

ไม่มีใครที่ซ่อนสามารถตัวจากสายตาของพวกเขาได้

ในกรณีนั้น พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บำเพ็ญช่วงแก่นปราณทองคำจะลงมือกับผู้เยาว์ที่อยู่ในช่วงกลั่นลมปราณอย่างพวกเขาเป็นการส่วนตัว

ประการแรก คือ กลัวที่จะถูกดูหมิ่นว่ารังแกผู้น้อย

มหาอำนาจอย่างผู้บำเพ็ญช่วงแก่นปราณทองคำกลับเคลื่อนไหวต่อต้านผู้เยาว์ที่อยู่ในช่วยกลั่นลมปราณ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ประการที่สอง ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้น

แต่หากมีผู้บำเพ็ญสายมารช่วงแก่นปราณทองคำที่หลบหนีเข้าไปในภูเขาลึก ผู้บำเพ็ญสายธรรมช่วงแก่นปราณทองคำเหล่านั้นย่อมต้องออกค้นหาพวกเขาโดยเร็วที่สุด

“ไปกันเถอะ”

สวีหมิงโบกมือใหญ่ของเขา

เฉินเกอ เว่ยหัว และอีกสี่คนก็ได้ตามเขาออกมาทันที

พวกเขาเปลี่ยนการแต่งกายมาสวมเสื้อผ้าลำลองโดยตั้งใจ

ไม่นานหลังจากที่เดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลอู๋มาแล้ว

ทั้งห้าก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมาจากข้างหลังของพวกเขา

มีเสียงดังก้องอยู่ในท้องฟ้า

เห็นได้ชัดว่าหลิวเจิ้งสงและผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐานสองคนของนิกายเสินกังกำลังเริ่มต่อสู้กันแล้ว

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด

“รีบๆ ออกไปให้เร็วที่สุด อีกเดี๋ยวอาจารย์อาหลิวก็คงจะตามเรามา”

เว่ยหัวรีบกล่าวออกมา

สวีหมิงพยักหน้า

จากนั้นทั้งห้า ก็เริ่มวิ่งออกไปทันที

ทว่าเมื่อพวกเขาออกจากตระกูลอู๋ไปได้ประมาณเจ็ดถึงแปดลี้

สวีหมิงก็หยุดวิ่งกะทันหัน และในเวลาเดียวกันก็ยกมือขึ้นมาส่งสัญญาณให้คนทั้งสี่คนที่อยู่ข้างหลังเขาหยุดเช่นกัน

“เกิดอะไรขึ้น?” เฉินเกอตกใจ

ตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรจากกระต่ายที่ตื่นตุมแล้ว

สวีหมิงพูดออกมาเบาๆว่า “ตั๊กแตนพิษของข้าเห็นว่ามีศิษย์ของนิกายเสินกังเฝ้าอยู่ที่สี่แยกข้างหน้าข้า ดังนั้นพวกเราจึงต้องเลี่ยงไปทางอื่น”

เขาเลี้ยงแมลงตัวหนึ่งไว้ และเรียกมันว่า ตั๊กแตนพิษ

เมื่อมองดูครั้งแรกก็ดูไม่ต่างจากตั๊กแตนธรรมดาเลย

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่มีพวกมันนับพันตัว ก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับศัตรูได้

อย่างไรก็ตาม ตั๊กแตนพิษยังใช้เป็นหน่วยสอดแนมได้

ก่อนที่สวีหมิงจะออกเดินทาง เขาก็ได้ปล่อยตั๊กแตนพิษที่เขาเลี้ยงไว้ออกไปสอดแนมก่อน  และสังเกตการเคลื่อนไหวทุกอย่างรอบตัวเขา

“ทางไหน” เว่ยหัวถาม

สวีหมิงกัดฟัน “ทางไปสู่ภูเขาไป๋หมางทิศตะวันตก มีศิษย์นิกายเสินกังสามคนเฝ้าอยู่ พวกเราจะต้องไปทางใต้เท่านั้น”

“ทิศใต้?” เฉินเกอและคนอื่นๆ ตกใจขึ้นมาทันใด “นั่นคือประตูหลักของคฤหาสน์ตระกูลอู๋ ซึ่งมันก็เป็นถนน!”

“คงจะมีสาวกของนิกายเสินกังเฝ้าอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน!”

สวีหมิงกัดฟัน “ตอนนี้เราทำได้เพียงเดินไปทีละก้าวเท่านั้น ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยู่ที่นั่น เราก็สามารถผ่านที่นั่นไปได้”

“ข้าหวังว่าพวกเขาจะไม่รู้ก็แล้วกัน”

“ตามข้ามา”

สวีหมิงโบกมือและเดินนำออกไป

เฉินเกอ เว่ยหัว และคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากัน และพวกเขาก็ทำได้เพียงเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้

หากไม่มีความแข็งแกร่งและไม่มีผู้หนุนหลัง พวกเขาก็ไม่ต่างจากหนูข้ามถนนเท่านั้น

ในตอนนั้น ทั้งห้าคนก็เดินไปข้างหน้าอย่างความระมัดระวัง

ไม่นานก็เดินมาถึงถนนเรียบ

เฉินเกอได้กล่าวออกมาเบาๆว่า “ข้าคาดว่าศิษย์พี่ฉู่น่าจะเดินทางออกมาถึงถนนใหญ่แล้ว แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา”

เว่ยหัวครุ่นคิดสักครู่ “ฉู่เสวียนเชี่ยวชาญในเทคนิคการปลอมตัว เขาอาจถูกสาวกของนิกานเสินกังกักตัวไว้ในฐานะผู้บ่มเพาะธรรมดาก็เป็นได้”

เฉินเกอเองก็เป็นกังวลไม่น้อย “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราควรทำอย่างไรดีขอรับ?”

สวีหมิงเยาะเย้ย “เจ้ายังต้องการเปิดเผยตัวตนของตนเองและช่วยชีวิตเขาอยู่อีกหรือ? คิดมากเกินไป! ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด แต่กลับต้องการช่วยหลือคนอื่นอยู่อีก?”

“หากเจ้าต้องการช่วยเหลือผู้อื่น เจ้าก็ต้องช่วยเหลือตนเองให้ได้เสียก่อน!”

“เจ้าคงไม่โง่พอที่จะไม่เข้าใจเรื่องนี้หรอกใช่ไหม?”

เฉินเกอ เว่ยหัวและศิษย์คนอื่นๆ ต่างเงียบไปทันที

"ในที่สุดก็มาถึงแล้ว"  ในขณะนี้ เฉินเกอสังเกตเห็นว่าวิสัยทัศน์ข้างหน้าเปิดโล่ง ดังนั้นเขาจึงกระซิบบอกทุกคน

“หยุดพูดก่อน”  สวีหมิงตะโกนเตือนขึ้นมา

“เดี๋ยวนะ...ข้าได้กลิ่นเลือด” เว่ยหัวกล่าวออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึง

ทันใดนั้นทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปตามๆกัน

ทว่าในตอนนั้นเอง พวกเขาก็รู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นศพสามศพนอนนิ่งอยู่บนพื้นตรงหน้าพวกเขา

เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้า ก็เห็นได้ชัดว่าทั้งสามศพเป็นศิษย์ของนิกายเสิ่นกัง

สองคนหัวขาดออกจากบ่า ตกอยู่คนละทิศละทาง

ดวงตาของเขาโปนออกมา ราวกับว่ารู้สึกประหลาดใจอะไรบางอย่าง

จบบทที่ ตอนที่ 10 ศิษย์พี่ฉู่จะหนีรอดจากคนของนิกายเสิ้นกังหรือไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว