แชร์เรื่องนี้
บทที่ 362 - ตระกูลถังแห่งชวนสู่ ห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองบัญชาการปราบปราม ◉◉◉◉◉ เมืองหลวง จวนอ๋องหลง หรือก็คือจวนขององค์ชายสี่ องค์ชายผู้สำเร็จราชการแผ่นดินทั้งเก้าแห่งราชวงศ์ต้าโจวหลังจากแยกจวนออกไปแล้ว ก็จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงบรรดาศักดิ์อ๋อง นับว่าเป็นการยอมรับในสถานะของพวกเขา ภายในโถงกว้างขวาง "จักรพรรดิราตรีและราชินีทิวากดดันกองบัญชาการปราบปรามจนเอาสมุดทะเบียนไปจากมือของโอวหยางสยงได้" น้ำเสียงขององค์ชายสี่หลิวหลงแฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ การที่หอพิรุณทองมาเปิดทำการในเมืองหลวงนั้น แท้จริงแล้วเขาไม่ได้มองในแง่ดีนัก ผู้คนมากมายในเมืองหลวงต่างก็ไม่ปรารถนาให้ขุมกำลังที่ไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างหอพิรุณทองมาตั้งรกรากที่นี่ ทว่าบัดนี้จักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาแห่งตำหนักเทียนหยาได้สะกดข่มกองบัญชาการปราบปราม เรียกได้ว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวง "ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าคนของกองบัญชาการปราบปรามจะจัดการกับจักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาผู้นั้นอย่างไร" องค์ชายสี่หลิวหลงมองไปยังชายชราท่าทางองอาจดุดันในชุดผ้าไหมสีครามที่อยู่ไม่ไกลนัก ชายชราผู้นั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งคล้ายหลับคล้ายตื่น เมื่อได้ยินคำกล่าวขององค์ชายสี่หลิวหลง ชายชราที่หรี่ตาก็ลืมตาขึ้น เขาเอ่ยถามคนที่กำลังรายงานอยู่เบื้องหน้าองค์ชายสี่ว่า "จักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาตอนนี้อยู่ที่ใด" "เรียนผู้เฒ่าถัง จักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาออกจากเมืองไปแล้วขอรับ หลังจากออกนอกเมืองไปร่องรอยก็เอาแน่เอานอนไม่ได้" ผู้มาเยือนรีบตอบกลับ "มีความระแวดระวังแฝงอยู่ในความโอหัง ทว่าการกระทำของหอพิรุณทองในครั้งนี้ถือเป็นการหักหน้าองค์ชายเจ็ด ข้าคิดว่าองค์ชายเจ็ดคงไม่ยอมปล่อยสองคนนี้ไปง่ายๆ" "อีกทั้งหอพิรุณทองก็มีความบาดหมางกับพรรคเหรียญทอง ช่วงนี้พรรคเหรียญทองได้ติดต่อกับองค์ชายเจ็ดและจวนราชครูพร้อมกัน ดังนั้นครั้งนี้พวกเขาจะต้องลงมือกับจักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาเป็นแน่" "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา สิ่งสำคัญของเราในตอนนี้คือการสืบหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังผู้ไม่หวนกลับแห่งหวงเฉวียน หากสืบหาไม่ได้ก็จงควบคุมตัวผู้ไม่หวนกลับแห่งหวงเฉวียนผู้นี้มาไว้ในกำมือของเราเสีย" ในขณะที่ผู้เฒ่าถังเอ่ยปาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ประกายตาเจิดจ้าดุจพยัคฆ์ราชสีห์ "เรื่องนี้ข้าจะลงมือจัดการด้วยตนเอง" ในขณะที่พูดชายชราก็หยัดกายลุกขึ้นยืน ยามที่ชายชราลุกขึ้น รูปร่างของเขากลับสูงกว่าองค์ชายเจ็ดถึงหนึ่งศีรษะ กลิ่นอายบนร่างแผ่ซ่านออกมาราวกับเกลียวคลื่นที่พร้อมจะกลืนกินผู้คนให้สูญสิ้น ผู้เฒ่าถังผู้นี้คืออาจารย์สอนวิชายุทธ์ขององค์ชายสี่ พลังฝีมือของเขาทะลวงเข้าสู่ขั้นเทวาด่านเคราะห์ที่เก้ามาเนิ่นนานแล้ว เรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือขั้นเทวาด่านเคราะห์ที่เก้ารุ่นเก่าแก่ แน่นอนว่าชายชราผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาคือปรมาจารย์แห่งตระกูลถัง ถังสิง แห่งตระกูลอันดับหนึ่งในดินแดนชวนสู่ "หากท่านอาจารย์ลงมือ เช่นนั้นหนี้แค้นของชิงเฉินก็คงจะได้ชำระแล้ว!" ใบหน้าขององค์ชายสี่หลิวหลงเผยรอยยิ้มยินดี "เรื่องการตายของท่านหญิงตานหยางมีข่าวคราวอันใดเล็ดลอดออกมาหรือไม่" "เพียงแค่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคนของจวนราชครู ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ อีกเลยขอรับ" คนผู้นั้นตอบกลับ "การตายของท่านหญิงตานหยางมีเงื่อนงำน่าสงสัย ข้ารู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของคนเบื้องหลังผู้ไม่หวนกลับแห่งหวงเฉวียน มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการใส่ร้ายป้ายสีเสียมากกว่า" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "จับตาดูต่อไป!" จากนั้นชายชราก็หันไปสั่งการกับผู้ที่มารายงาน "ขอรับ!" คนผู้นั้นขานรับก่อนจะค้อมกายถอยร่นออกจากโถงไป หลังจากที่คนผู้นั้นจากไปแล้ว องค์ชายสี่หลิวหลงก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยว่า "ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าผู้ใดเป็นคนใส่ร้ายจวนราชครูหรือ เขาคงคิดจะยืมมือราชครูให้ไปต่อกรกับน้องเจ็ดเป็นแน่" "แต่น้องเจ็ดแม้ภายนอกจะดูวู่วาม ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นคนคิดอ่านลึกซึ้ง เขาคงไม่ปักใจเชื่อว่าท่านหญิงตานหยางถูกคนของจวนราชครูสังหารหรอก" องค์ชายสี่หลิวหลงกล่าว "จุดนั้นไม่สำคัญหรอก ตราบใดที่ยังจับตัวคนฆ่าท่านหญิงตานหยางไม่ได้ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะตกเป็นภาระของยอดฝีมือประจำจวนราชครูผู้นั้น" ผู้เฒ่าถังกล่าวสืบไปว่า "แม่หนูเหมยเสวียนซวงเดินทางไปยังมณฑลหลิ่งหนาน บัดนี้อยู่ที่สำนักขุนเขาสายน้ำ ทางฝั่งนางมีข่าวคราวอันใดส่งมาบ้าง" "ทางฝั่งเสวียนซวงส่งข่าวมาว่า อาการบาดเจ็บของนางกำลังฟื้นตัว" "เพียงแต่การเข้าหาซูเฉินนั้นผลลัพธ์กลับไม่ค่อยสู้ดีนัก" องค์ชายสี่หลิวหลงกล่าว "ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวขึ้นเป็นจ้าวปฐพีได้ง่ายๆ การที่ซูเฉินถูกพรรคมังกรฟ้าเลือกย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน" "ทางฝั่งเจ้าต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอีกฝ่ายเอาไว้" ผู้เฒ่าถังเอ่ย เมื่อพูดถึงตรงนี้ใบหน้าของเขาก็เผยความโกรธเกรี้ยวออกมา "ตกลงแล้วผู้ใดเป็นคนสังหารชิงเฉินกันแน่ ช่างรนหาที่ตายเสียจริง" หากมู่หรงชิงเฉินไม่ตาย เช่นนั้นหลังจากที่ซูเฉินกลายเป็นผู้นำชาวยุทธ์แห่งเก้ามณฑลแดนเหนือ ทางฝั่งพวกเขาก็จะสามารถร่วมมือกับซูเฉินได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่จำเป็นต้องมาคอยพะวงเรื่องผู้นำชาวยุทธ์แห่งเก้ามณฑลแดนเหนือดังเช่นในตอนนี้ "ส่งข่าวไปหาเหมยเสวียนซวง ให้หยั่งเชิงซูเฉินต่อไป ดูซิว่าเขาจะสามารถร่วมมือกับพวกเราได้หรือไม่" ผู้เฒ่าถังเอ่ยปาก "ทางข้าจะติดต่อไปหาเสวียนซวงเอง แต่ว่าท่านอาจารย์ ทางฝั่งตำหนักฉางเฮิ่นเล่า พวกเราไม่จำเป็นต้องกดดันไว้หรือ" "คนบางกลุ่มกระโดดออกมาเตรียมจะไปร่วมมือกับองค์ชายท่านอื่นแล้ว" องค์ชายสี่หลิวหลงกล่าว "คนพวกนี้ไม่ควรค่าแก่การกังวล เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยกวาดล้างพวกมันทิ้งเสีย" ผู้เฒ่าถังกล่าวด้วยเสียงเย็นชา หลังจากกล่าวจบผู้เฒ่าถังก็เอนกายกลับไปนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือดังเดิม กองบัญชาการปราบปราม ภายในโถงตำหนักส่วนลึก บุคคลห้าคนนั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ภายในตำหนัก ฝั่งหนึ่งมีสองคน อีกฝั่งหนึ่งมีสามคน ทั้งห้าคนนี้คือห้าผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกองบัญชาการปราบปราม ซึ่งโอวหยางสยงและเฮ่อเหลียนเล่ออู๋ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย "ราชินีทิวาและจักรพรรดิราตรีแห่งตำหนักเทียนหยา ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกมันหลุดรอดออกไปจากเขตเมืองหลวงได้" "หากปล่อยให้พวกมันจากไป ความน่าเกรงขามของกองบัญชาการปราบปรามพวกเราคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี" โอวหยางสยงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของพี่โอวหยาง จักรพรรดิราตรีผู้นั้นแม้จะมีพลังฝีมือกล้าแข็ง ทว่าเมื่อถูกกองกำลังค้อนสวรรค์โจมตี พลังลมปราณบนร่างของมันก็เกิดความผันผวน หากทางฝั่งเราร่วมมือกันสองคนก็น่าจะสังหารมันได้ ส่วนราชินีทิวามีพี่โอวหยางนำกองกำลังกระบี่สวรรค์ไปก็คงสามารถปิดล้อมสังหารนางได้อย่างแน่นอน" ชายหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมขนมิงค์สีขาวบริสุทธิ์ซึ่งนั่งอยู่ข้างโอวหยางสยงเอ่ยขึ้น ชายผู้นี้มีใบหน้าขาวสะอาดราวกับผลึกแก้ว ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่เหมือนดวงตาของคนหนุ่มแต่อย่างใด คนผู้นี้คือหนึ่งในห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองบัญชาการปราบปราม นามว่า หลิ่วมู่เฟิง เป็นศิษย์ของราชครูคนปัจจุบัน อย่าได้มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูอ่อนเยาว์ของเขา แท้จริงแล้วเขามีอายุล่วงเลยวัยหกสิบปีไปแล้ว และมีพลังฝีมืออยู่ในขั้นเทวาด่านเคราะห์ที่เก้า อันที่จริงแล้วห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองบัญชาการปราบปรามต่างก็มีพลังฝีมืออยู่ในขั้นเทวาด่านเคราะห์ที่เก้าด้วยกันทั้งสิ้น หากไม่ถึงด่านเคราะห์ที่เก้าย่อมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่เบื้องหลังกองบัญชาการปราบปรามได้ "พี่หลิ่ว จักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาแห่งตำหนักเทียนหยาผู้นี้สามารถเอาชนะกองบัญชาการปราบปรามของเราได้ซึ่งๆ หน้า หากเราลงมือสังหารจักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาไป ตำหนักเทียนหยาที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาคงตามล้างผลาญกองบัญชาการปราบปรามของเราแบบไม่ตายไม่เลิกราเป็นแน่!" "เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่ซับซ้อน ข้าคิดว่ากองบัญชาการปราบปรามของเราไม่สมควรจะสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีก!" ในเวลานี้เฮ่อเหลียนเล่ออู๋ก็เอ่ยปากขึ้น ทางฝั่งเฮ่อเหลียนเสี่ยวเยานั้นมีความสัมพันธ์กับไป๋โฉวเฟยแห่งหอพิรุณทอง เฮ่อเหลียนเล่ออู๋จึงคิดจะใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของเฮ่อเหลียนเสี่ยวเยาเพื่อเชื่อมโยงกับตำหนักเทียนหยาที่อยู่เบื้องหลังหอพิรุณทอง จักรพรรดิราตรีและราชินีทิวาก็เป็นเพียงประมุขตำหนักอุดรทั้งสองแห่งตำหนักเทียนหยาเท่านั้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่าตำหนักเทียนหยาต้องมียอดฝีมืออย่างน้อยแปดคน นี่คือขุมกำลังที่มีอานุภาพแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง "ข้าเองก็เห็นด้วยกับความคิดของพี่เฮ่อเหลียน องค์หญิงชิงเฉินและท่านหญิงตานหยางเกิดเรื่องขึ้นติดๆ กัน มีคนต้องการให้เมืองหลวงเกิดความปั่นป่วน ในเวลาเช่นนี้หากกองบัญชาการปราบปรามของเราสร้างศัตรูมากเกินไป เกรงว่าอาจจะถูกผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสเอาได้" ชายสวมชุดคลุมผ้าไหมสีดำที่นั่งอยู่ข้างเฮ่อเหลียนเล่ออู๋เอ่ยขึ้น "พี่กัว ท่านคิดเห็นเช่นไร" โอวหยางสยงที่เพิ่งจะพูดไปก่อนหน้านี้หันไปมองคนที่นั่งเงียบอยู่ คนผู้นี้สวมชุดขุนนางเต็มยศ เขาคือผู้บัญชาการคนหนึ่งแห่งหน่วยองครักษ์หน้าพระที่นั่งแห่งราชวงศ์ต้าโจว แม้ตำแหน่งขุนนางจะไม่ได้สูงเท่าเฮ่อเหลียนเล่ออู๋ ทว่าคนผู้นี้กลับเป็นถึงพระญาติฝ่ายนอกของราชวงศ์ [จบแล้ว]
Close