เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 440 - เหาะเหินเดินอากาศ

บทที่ 440 - เหาะเหินเดินอากาศ

บทที่ 440 - เหาะเหินเดินอากาศ


บทที่ 440 - เหาะเหินเดินอากาศ

โลกธรณีพเนจร

กลางอากาศสูงสามฟุตเหนือเตียงนอน หวังเหล่ยลอยตัวนั่งขัดสมาธิอยู่ ราวกับคนทรงเจ้าที่ยังมีชีวิต

เพียงแต่ว่า เขาไม่เหมือนกับพวกคนทรงเจ้าที่หากินตามข้างถนนเหล่านั้นหรอกนะ

พวกคนทรงเจ้าเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ที่อาศัยการเล่นปาหี่หลอกตาเพื่อปลอมตัวเป็นยอดคน หวังดึงดูดความสนใจของผู้คนเท่านั้น

แต่หวังเหล่ยนั้น คือผู้ฝึกตนเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ที่เป็นของแท้แน่นอน

เขาลอยตัวอยู่กลางอากาศ ทั่วทั้งร่างถูกล้อมรอบด้วยแสงสีทองเรืองรอง

หากมองดูให้ดี ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แสงสีทองเหล่านั้นไหลเวียนไปตามร่างกายของเขาอย่างไม่หยุดนิ่ง

ทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาดูน่าเกรงขาม ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง

ทันใดนั้น หวังเหล่ยก็ลืมตาขึ้น

ลำแสงสองสายสาดส่องออกมา ทำให้ห้องที่มืดสลัวสว่างไสวดุจกลางวันในพริบตา

“เปรี๊ยะ ปร๊ะ...”

ท่ามกลางเสียงดังราวกับถั่วคั่ว ร่างกายของหวังเหล่ยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนสูงเพิ่มขึ้นจนเลยหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร และสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร

กล้ามเนื้อทั่วร่างนูนขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อหน้าท้องชัดเจน กล้ามเนื้อหัวไหล่เด่นชัด เผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันสมส่วนที่ผู้ชายเห็นแล้วต้องอิจฉา ส่วนผู้หญิงเห็นแล้วต้องหุบขาไม่ลง

การพัฒนาของเขาจัดได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดจากขอบเขตบรรพกาลขั้นสอง ขึ้นไปถึงขอบเขตจินตันขั้นหกเลยทีเดียว

พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ระดับพลังที่สูงขึ้น ทำให้ร่างกายของเขาได้รับการวิวัฒนาการ

สิววัยรุ่นบนใบหน้าหายไป สิวเสี้ยนก็หายไป สิวหัวดำยิ่งอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย

ใบหน้าทั้งใบราวกับไข่ปอกใหม่ๆ เรียบเนียนเปล่งปลั่ง ไร้รอยตำหนิแม้แต่น้อย

ต่อให้มองแค่ใบหน้าของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้หญิงสาวเก้าในสิบส่วนทั่วหล้ากรีดร้องจนเสียงหลงได้แล้ว

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปร่างของเขาเลย

ทว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น!

ขอบเขตจินตันขั้นหก สามารถเมินเฉยต่ออาวุธปืนทั่วไปได้โดยสิ้นเชิง ต่อให้เป็นขีปนาวุธก็ไม่อาจสังหารตัวตนระดับนี้ได้

เว้นเสียแต่ว่าจะถูกอาวุธระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ระดมยิงปิดทางหนีของผู้ฝึกตนจินตันเอาไว้ ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะสังหารตัวตนระดับนี้ลงได้

หรือไม่ก็ถูกสะกดพลังเอาไว้ แล้วใช้สุดยอดอาวุธทำลายล้างอย่างระเบิดนิวเคลียร์ทิ้งบอมบ์ใส่โดยตรง

อาจกล่าวได้ว่า พลังฝีมือเมื่อมาถึงระดับขอบเขตจินตันขั้นหก ก็สามารถหยิ่งผยองมองข้ามใต้หล้าได้เลย

ขอบเขตจินตันขั้นหก มีฤทธานุภาพปรากฏให้เห็นมากมาย เช่น เหาะเหินเดินอากาศ มุดดิน ดื่มน้ำค้างแทนข้าว อดอาหาร... เป็นต้น

เมื่อมองไปทั่วทั้งโลก เรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานโดยพื้นฐาน

ไม่เพียงเท่านั้น อายุขัยก็ยังยืนยาวถึงหนึ่งพันปีอีกด้วย

“ฮ่าๆๆ”

เมื่อใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบตนเอง และรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง หวังเหล่ยก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าหัวเราะร่วน

จนกระทั่งถึงเวลานี้ เขาถึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง ว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตวันสิ้นโลกที่กำลังจะมาเยือนได้

[ต้นแบบ]: มหาปราชญ์เสมอฟ้า ซุนหงอคง (ระดับสองดาว ฝากตัวเป็นศิษย์ผู้วิเศษผูถี)

[ความสามารถ]: กายวัชระอมตะ, เคล็ดวิชาเซียนสวรรค์ต้ามผิ่น, เมฆสีทอง

‘กายวัชระอมตะ’ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก บัดนี้เมื่อพลังฝีมือได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ความสามารถของมันก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน

หวังเหล่ยในยามนี้ ต่อให้ถูกอาวุธปืนยิงเข้าอย่างจัง ก็ไม่อาจทำลายการป้องกันลงได้ เรียกได้ว่าพลังป้องกันสูงขึ้นมาก

ส่วนเคล็ดวิชาเซียนสวรรค์ต้ามผิ่นนั้น เป็นสิ่งที่ซุนหงอคงเรียนรู้มาจากปรมาจารย์ผูถี

เคล็ดวิชานี้แฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกล้ำของลัทธิเต๋า พุทธ และขงจื๊อ คือความอิสระไร้ขอบเขต ความยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด และความเป็นที่สุดแห่งมรรค

เป็นมรรคาที่ไม่ธรรมดา แย่งชิงโชคชะตาของฟ้าดิน ก้าวก่ายความลี้ลับของสุริยันจันทรา

เพียงแต่ว่า เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ภูตผีเทพเซียนยากจะทนทาน ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทุกๆ ห้าร้อยปี รวมสามภัยพิบัติ ได้แก่ สายฟ้า ไฟ และลม

สำหรับหวังเหล่ยที่มีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นหยวนที่บรรพชนมนุษย์ถ่ายทอดให้แล้ว ย่อมมองข้ามเคล็ดวิชาเซียนระดับนี้ไปโดยปริยาย

ดังนั้น ต่อให้ได้รับ ‘เคล็ดวิชาเซียนสวรรค์ต้ามผิ่น’ มา หวังเหล่ยก็ไม่แม้แต่จะปรายตามอง

สุดท้าย ก็คือพาหนะคู่กายของลูกพี่หงอคง เมฆสีทอง!

นี่คือสุดยอดวิชาเหาะเหินเดินอากาศที่เร็วที่สุดในใต้หล้า ตีลังกาเพียงครั้งเดียวก็ไปไกลถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้

หนึ่งลมหายใจไปไกลหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้คือแนวคิดแบบไหนกัน?

ความเร็วแสงคือเกือบสามแสนกิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งก็คือหกแสนลี้

ทว่าความเร็วของเมฆสีทองนั้นสูงถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้ต่อหนึ่งลมหายใจ ซึ่งเทียบเท่ากับหนึ่งในห้าของความเร็วแสง!

มาบัดนี้ พาหนะคู่กายของลูกพี่หงอคงอย่างเมฆสีทอง ได้เปลี่ยนมาใช้แซ่หวังเสียแล้ว

นอกจากสามสุดยอดวิชานี้แล้ว ก็ยังมีวิชาเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ‘เคล็ดวิชาซ่อนเร้นกลิ่นอาย’, ‘เวทขจัดฝุ่น’... เป็นต้น

“เมฆสีทอง จงมา!”

หลังจากเดินออกจากบ้าน มาถึงภูเขาเล็กๆ ไร้ผู้คนนอกเมือง หวังเหล่ยก็หรี่ตาทั้งสองข้างลง สองมือผูกมัดตราประทับ ปากขมุบขมิบท่องมนตร์ แล้วเรียกหาเบาๆ

“วูบ!”

วินาทีต่อมา ไอน้ำกลางอากาศก็รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นก้อนเมฆสีขาวบริสุทธิ์

เมื่อสัมผัสดู จะรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่ม และมีกลิ่นอายเย็นสดชื่นแฝงอยู่

“เป็นเมฆสีทองจริงๆ ยอดไปเลย!”

หวังเหล่ยลูบคลำก้อนเมฆตรงหน้าด้วยความตื่นเต้นยิ่งนัก

เขาลองขึ้นไปยืนบนนั้น กลับพบว่าก้อนเมฆที่ดูนุ่มนิ่มราวกับน้ำ กลับสามารถรองรับน้ำหนักของเขาได้ราวกับยืนอยู่บนพื้นดิน

การยืนบนเมฆสีทอง ไม่ต่างอะไรกับการยืนบนพื้นราบเลยแม้แต่น้อย

“บินขึ้นไปเลย เมฆสีทอง!”

หวังเหล่ยยืนตัวสั่นระริกอยู่บนเมฆสีทอง ส่งพลังเวทสายหนึ่งเข้าไปควบคุมให้มันพาเขาเหาะไป

“วูบ!”

เขาใช้เวทพรางตัว เมฆสีทองที่ลอยนิ่งอยู่กับที่ก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปอย่างโอนเอน

หนึ่งเมตร!

สามเมตร!

ห้าเมตร!

สิบเมตร!

ยี่สิบเมตร!

ห้าสิบเมตร!

หนึ่งร้อยเมตร!

สามร้อยเมตร!

มันบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับห้าร้อยเมตร มันจึงหยุดนิ่ง

หวังเหล่ยก้มมองเบื้องล่าง เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นโลกล้วนเล็กลงไปถนัดตา

คนเดินถนนดูราวกับมด รถยนต์ บ้านเรือนดูราวกับกล่องใบเล็กๆ

“ไป!”

หวังเหล่ยยืนอยู่บนเมฆสีทอง เขย่งปลายเท้า แล้วร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น

“ฟิ้ว!”

เมฆสีทองสั่นสะท้านอย่างแรง ก่อนจะพาเขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง

วินาทีต่อมา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่เหนือท้องทะเลที่ห่างออกไปหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้

“ฮ่าๆๆ”

การเหาะเหินเดินอากาศไปตามสายลม เป็นความปรารถนาที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของชาวหัวเซี่ยมาโดยตลอด

มาบัดนี้ ในที่สุดความฝันก็กลายเป็นความจริง หวังเหล่ยขี่เมฆสีทองท่องไปทั่วหล้า

พื้นที่ผิวโลกทั้งหมดมีประมาณห้าร้อยสิบล้านตารางกิโลเมตร ด้วยความเร็วของเมฆสีทอง ไม่นานเขาก็เดินทางไปทั่วโลก

“สนุก สนุกเกินไปแล้ว!”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา หวังเหล่ยก็ร่อนลงจอดยังยอดเขาอวี้หวงบนเขาไท่ซาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

เขายืนอยู่บนยอดเขาอวี้หวง มองลงไปเห็นขุนเขาสายน้ำนับหมื่นลี้ ก็เกิดความฮึกเหิม ท่องบทกวีออกมาว่า:

“ขุนเขาสายน้ำงดงามถึงเพียงนี้ ดึงดูดวีรบุรุษนับไม่ถ้วนให้ยอมสยบ! ล้วนผ่านพ้นไปแล้ว หากจะนับยอดคนผู้สง่างาม ต้องดูที่ยุคปัจจุบัน”

โลกที่สวยงามเช่นนี้ จะปล่อยให้จมดิ่งสู่ความมืดมิดได้อย่างไร?

ให้ข้า หวังเหล่ยผู้นี้ เป็นผู้กอบกู้โลกเองเถอะ!

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เปิดกลุ่มแชตขึ้นมา

หวังเหล่ย: “ทุกท่าน ข้าได้รับความสามารถระดับสองดาวของลูกพี่หงอคงแล้ว เลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตันขั้นหกอย่างเป็นทางการ เมื่อครู่เพิ่งขี่เมฆสีทองท่องไปทั่วหล้า!”

“ติ๊ง! สมาชิกกลุ่ม หวังเหล่ย อัปโหลดไฟล์กลุ่ม [ขี่เมฆเหาะเหิน.WMV] คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด!”

เขาแทบรอไม่ไหวที่จะเข้ามาอวดในกลุ่มแชต จึงได้บันทึกภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาขี่เมฆเอาไว้ทั้งหมด แล้วอัปโหลดลงในกลุ่ม

เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆ ได้เชยชมความสง่างามของเขา

จูหยวนจาง: “อะไรนะ? เจ้าได้รับความสามารถขั้นสูงแล้วงั้นหรือ? เหาะเหินเดินอากาศ?”

เพิ่งจะยึดอำนาจการบริหารราชสำนักต้าหมิงในกาลเวลาปลายราชวงศ์หมิงมาได้หมาดๆ จูหยวนจางก็กำลังเตรียมจะลงมือทำตามแผนขั้นต่อไป

เพียงแต่ แผนการมักตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

เขาบังเอิญเห็นข้อความในกลุ่มแชต

จากนั้น เขาก็กดดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอที่หวังเหล่ยอัปโหลดไว้

ภาพตัดไป ปรากฏร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง ยืนอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร

เขาหันหน้าเข้าหากล้อง สองมือผูกมัดตราประทับ เรียกก้อนเมฆสีขาวมา

จากนั้นก็ขึ้นไปยืนบนก้อนเมฆสีขาว แล้วค่อยๆ ลอยขึ้นไปอย่างโอนเอน

ดูออกเลยว่า นี่เป็นการขี่เมฆครั้งแรกของเขา ยังไม่มีประสบการณ์

แต่ก้อนเมฆสีขาวที่ดูบอบบางนั่น กลับแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด มันพาชายหนุ่มเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า

ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังขี่เมฆท่องไปทั่วโลกอีกด้วย

ความเร็วในการขี่เมฆนั้นรวดเร็วมาก แทบจะทะยานไปหมื่นลี้ในพริบตา

เขาเดินทางไปทั่วทุกซอกทุกมุมของหัวเซี่ย และยังข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งเจ็ดทวีปและสี่มหาสมุทรทั่วโลก ล้วนมีรอยเท้าของเขาทิ้งไว้

ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามกว่า ชายหนุ่มก็มาถึงยอดเขาไท่ซาน แล้วมองลงไปยังขุนเขาสายน้ำเบื้องล่าง

เมื่อวิดีโอเล่นมาถึงตรงนี้ ภาพก็ตัดจบลงกะทันหัน

“ซี๊ด...”

เมื่อดูวิดีโอจบ จูหยวนจางก็รู้สึกปวดฟันขึ้นมาทันที

เข้ากลุ่มมาพร้อมกัน ได้รับโอกาสเหมือนกัน ได้รับนิ้วทองคำที่บรรพชนมนุษย์ประทานให้เหมือนกัน

ผ่านไปแค่ช่วงเวลาหนึ่ง น่าจะประมาณครึ่งเดือนได้กระมัง

ช่องว่างระหว่างสมาชิกใหม่ทั้งสี่คน กลายเป็นห่างเหินกันขนาดนี้แล้วหรือ?

ตนเพิ่งจะเริ่มดำเนินการในมิติเวลาปลายราชวงศ์หมิง ซึ่งยังห่างไกลจากมาตรฐานในการทำภารกิจให้สำเร็จมากนัก

แต่ออีกฝ่ายกลับประสบความสำเร็จแล้ว แถมยังได้รับสุดยอดวิชาที่น่าอิจฉาอีกด้วย

แบบนี้จะไปหาความยุติธรรมได้จากที่ไหนวะเนี่ย?

เหออวี่จู้: “อิจฉาจังเลย ลูกพี่ได้ดีแล้วก็อย่าลืมน้องชายคนนี้ล่ะ!”

หลิ่วไห่จู้: “อิจฉาจนหน้าตาเบี้ยวไปหมดแล้ว!”

ไม่เพียงแต่จูหยวนจางที่รู้สึกอิจฉา แม้แต่สมาชิกใหม่อีกสองคนก็รู้สึกเปรี้ยวปากเช่นกัน

แม้นิ้วทองคำของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่พูดตามตรงแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

เพียงแต่ เส้นเวลาและจำนวนประชากรในโลกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ประกอบกับนิ้วทองคำที่แตกต่างกัน ทำให้ความเร็วในการพัฒนาย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

โลกใบเล็กติดตัวของเหออวี่จู้ โดยเนื้อแท้แล้วก็คือเครื่องมือช่วยฝึกตน ยังต้องอาศัยการบำเพ็ญเพียรไปตามขั้นตอน

ส่วนระบบพ่อค้าอาวุธแห่งสรรพโลกของหลิ่วไห่จู้ ก็ต้องการให้เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการขายอาวุธ ยิ่งขายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กำไรมากเท่านั้น

ระบบต้าหมิงศักดิ์สิทธิ์ของจูหยวนจางยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต้องไปพิชิตโลกคู่ขนานของต้าหมิงทีละโลก เพื่อรับรางวัลหลังจากทำภารกิจสำเร็จ แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป

มีเพียงระบบสวมบทบาทเป็นเทพของหวังเหล่ยเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น

ยุคที่เขาอยู่ เป็นยุคที่มีประชากรหนาแน่นและวงการบันเทิงเจริญรุ่งเรือง ซึ่งส่งเสริมความสามารถของนิ้วทองคำของเขาได้อย่างมหาศาล

ด้วยปัจจัยเสริมทั้งสองประการนี้ หวังเหล่ยจึงสามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

[ผู้ดูแลกลุ่ม] ฟางหาน: “@หวังเหล่ย ยินดีด้วย ยินดีด้วย ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จบ้างแล้ว ต่อให้วันสิ้นโลกจะมาเยือนในตอนนี้ ก็ยังมีพลังป้องกันตัว!”

เมื่อเห็นความก้าวหน้าของหวังเหล่ย ฟางหานก็ตกใจเช่นกัน

เพิ่งจะผ่านไปเท่าไหร่กัน เต็มที่ก็ไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

กลับสามารถก้าวกระโดดจากมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ขึ้นไปถึงขอบเขตจินตันขั้นหกได้โดยตรง

พลิกโฉมหน้าได้อย่างงดงาม กลายเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานของโลกใบนั้น

พับผ่าสิ นั่งจรวดก็ยังไม่เร็วขนาดนี้เลย!

[โหวเจวี๋ย] ฉินอวี่: “ด้วยระดับพลังในตอนนี้ ก็สามารถป้องกันตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ยินดีด้วย!”

[ผู้ดูแลกลุ่ม] จิ๋นซีฮ่องเต้แห่งต้าฉิน: “ให้ตายเถอะ เจ้าเพิ่งจะเข้ากลุ่มมาไม่ถึงหนึ่งเดือนเอง ก้าวหน้าได้รวดเร็วจริงๆ!”

ฟางอวิ้น: “ร้ายกาจนัก ทะยานขึ้นฟ้าในคราเดียว มีราศีของมหาราชเชียวนะ!”

หวังเชา: “อิจฉาจัง!”

เมิ่งฉี: “ก็แค่นั้นแหละ (เปรี้ยวปากจะตายอยู่แล้ว)!”

โจวชิง: “เด็กใหม่มีราศีของต้าหลัว!”

จี้หนิง: “เด็กใหม่มีราศีของต้าหลัว!”

เสวียนจ้าง: “เด็กใหม่มีราศีของต้าหลัว!”

หงอี้: “เด็กใหม่มีราศีของต้าหลัว!”

อินสือเหนียง: “เด็กใหม่มีราศีของต้าหลัว!”

สมาชิกกลุ่มทยอยกันเห็นไฟล์วิดีโอที่หวังเหล่ยอัปโหลด ต่างก็ตกตะลึง และพากันโผล่หน้าออกมา

[เจ้าของกลุ่ม] บรรพชนมนุษย์: “@หวังเหล่ย ตอนนี้เจ้าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว วางแผนจะกอบกู้โลกอย่างไรบ้าง? มีแผนการอะไรหรือยัง?”

ในโลกหงฮวง หลังจากหลี่ลั่วส่งท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่หยางเหมยและบุตรชายเจียงลั่วหวังกลับไปแล้ว เขาก็กลับมายังตำหนักวิถีมนุษย์

เขาเปิดกลุ่มแชตขึ้นมา กวาดสายตามองไปยังโลกของสมาชิกกลุ่มแต่ละคน

เขาได้เห็นจูหยวนจางที่ยึดอำนาจของฉงเจินมาได้ เห็นหวังเหล่ยที่กำลังไลฟ์สดอย่างขะมักเขม้น เห็นเหออวี่จู้ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่หมดจด และเห็นหลิ่วไห่จู้ที่กำลังพยายามขายอาวุธอย่างกระตือรือร้น

เห็นอิ๋งเจิ้งที่กำลังเตรียมตัวเลื่อนขั้นเป็นต้าหลัว เห็นสือฮ่าวที่กำลังสู้กับบอส และเห็นสมาชิกเก่าอย่างจ้าวหลิงเอ๋อร์ ฮวงหรง คนเถื่อน อวิ๋นอวิ้น มาร์ค เฉาเจิ้งฉุน ที่กำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียร

ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ กำลังพัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆ หวังเหล่ยกลับสามารถก้าวกระโดดเป็นก้าวแรกได้อย่างสมบูรณ์

ต้นแบบซุนหงอคงระดับสองดาว มีความสามารถเทียบเท่ากับขอบเขตจินตันขั้นหก

ต้นแบบระดับสามดาว ก็สามารถเทียบชั้นกับขอบเขตตู้เจี๋ยขั้นเก้าได้โดยตรง

ต้นแบบระดับสี่ดาว ยิ่งสามารถเทียบได้กับขอบเขตเซียนสวรรค์ขั้นสิบสอง

เมื่อถึงระดับห้าดาวซึ่งเป็นระดับสูงสุด ก็จะได้รับความสามารถทั้งหมดของลิงหงอคงมาเสริมพลัง ซึ่งหมายความว่าจะสามารถก้าวกระโดดไปถึงขอบเขตเซียนทองคำอมตะขั้นสิบสี่ได้ในคราวเดียว

แน่นอนว่า การจะไปให้ถึงขั้นนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร

ความเหมือนในการสวมบทบาท 90% และต้องได้รับการยอมรับจากคนหนึ่งล้านคน จึงจะได้รับพลัง 30% ของลิงหงอคง หรือก็คือระดับสามดาว (มหาปราชญ์เสมอฟ้า)

ความเหมือนในการสวมบทบาท 95% และต้องได้รับการยอมรับจากคนสิบล้านคน จึงจะได้รับพลัง 50% หรือก็คือระดับสี่ดาว (อาละวาดแดนสวรรค์)

ความเหมือนในการสวมบทบาท 100% และต้องได้รับการยอมรับจากคนร้อยล้านคน จึงจะได้รับความสามารถทั้งหมดในช่วงพีกสุดของซุนหงอคง หรือก็คือระดับห้าดาว (พระพุทธะพิชิตมาร)

ในสามระดับหลัง การจะได้รับการยอมรับจากผู้คนนั้น คงไม่ใช่เรื่องยากนัก

อย่างน้อยที่สุด สำหรับหวังเหล่ยในตอนนี้ ขอเพียงเขาร่วมมือกับรัฐบาล โดยอาศัยอำนาจของรัฐบาลมาช่วย ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

แต่อีกหนึ่งเงื่อนไขที่ว่าความเหมือนในการสวมบทบาทต้องถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มนั้น ค่อนข้างยากเอาการ

ไม่เพียงแต่ต้องมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันเท่านั้น แต่ต้องมีแก่นแท้ จิตวิญญาณ และบุคลิกท่าทาง... ที่ถอดแบบมาจากซุนหงอคงทุกประการ

จุดนี้ นับเป็นความท้าทายที่ไม่น้อยเลยสำหรับหวังเหล่ย

แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่หวังเหล่ยต้องนำไปขบคิดพิจารณา หลี่ลั่วเพียงแค่คิดทบทวนในหัวผ่านๆ เท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจลงลึกในรายละเอียดนัก

สิ่งที่เขาสนใจมากกว่า คือหวังเหล่ยต้องการจะกอบกู้โลกด้วยวิธีใดกันแน่

หวังเหล่ย: “อ๊ะ ขอคารวะบรรพชนมนุษย์! เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าก็เคยคิดไว้บ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีวิธีที่ดีนัก ตอนนี้เลยกะว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน!”

เมื่อเห็นบรรพชนมนุษย์โผล่ออกมา และยังแท็กชื่อตนเอง หวังเหล่ยก็รู้สึกปลาบปลื้มใจระคนตกใจ รีบตอบกลับไป

หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ เขายังคงมีความสงสัยในความสามารถของบรรพชนมนุษย์อยู่บ้าง หลังจากที่ได้รับระบบสวมบทบาทเป็นเทพที่บรรพชนมนุษย์ประทานให้ เขาก็หมดข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น

นี่คือตัวตนสูงสุดที่เหนือล้ำเกินกว่าจินตนาการของคนธรรมดาสามัญไปมากนัก!

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนระดับนี้ ต่อให้เคารพนอบน้อมเพียงใดก็ไม่ถือว่ามากเกินไป

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่อีกฝ่ายประทานนิ้วทองคำมาให้ ทำให้ตนสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิต เปลี่ยนชะตากรรมของโลกใบนี้ได้เลย

เพียงแต่ว่า หลังจากที่ตั้งสติได้ หวังเหล่ยก็เริ่มหันมาเผชิญหน้ากับคำถามของบรรพชนมนุษย์อย่างจริงจัง

จะกอบกู้โลกได้อย่างไร?

จะว่าไปแล้ว เขาเองก็เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

แต่ว่า ตอนนี้ยังคิดหาวิธีดีๆ ไม่ออก

คงทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละขั้นเท่านั้น

[เจ้าของกลุ่ม] บรรพชนมนุษย์: “เจ้าเคยคิดที่จะเผยแผ่วิถีการฝึกตนไปทั่วหล้าบ้างหรือไม่? ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อผู้คนแข็งแกร่งขึ้น ถึงจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตวันสิ้นโลกไปได้ดียิ่งขึ้น!”

วิธีนี้ แม้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าดวงอาทิตย์ในโลกของหวังเหล่ยกำลังจะดับสูญได้

แต่มันสามารถหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังให้แก่มวลมนุษย์บนโลก ให้พวกเขามีทางเลือก และมีความหวังที่จะผ่านพ้นภัยพิบัติของโลกใบนี้ไปได้

อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งรอความตายไปวันๆ!

อีกทั้ง โลกนี้มีประชากรนับพันล้านคน ไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ สามารถบรรลุเป็นเซียนได้ในร้อยวันก็เป็นได้!

“ซี๊ดดดดด!”

เมื่อเห็นคำพูดของบรรพชนมนุษย์ สมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ ต่างก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่นาน

เผยแผ่วิถีการฝึกตนให้คนทั่วไปได้รับรู้ เริ่มต้นยุคสมัยแห่งการฝึกตนของคนทั้งชาติงั้นหรือ?

นี่... เป็นไปได้อย่างไร?

เอาเรื่องโลกที่หวังเหล่ยอาศัยอยู่ก่อน โลกนั้นอนุญาตหรือไม่ นั่นมันก็เป็นแค่โลกใบเล็ก พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินก็เบาบาง ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจจะเข้าไม่ถึงประตูแห่งการฝึกตนด้วยซ้ำ

เอาแค่เรื่องร่างกายของแต่ละคน ในสังคมยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะกึ่งแข็งแรงกึ่งป่วย จะบอกว่ามีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าก็ไม่เกินจริง

ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ บวกกับพลังวิญญาณฟ้าดินที่เบาบาง ยังคิดจะฝึกตนอีกหรือ?

ไปฝันเอาเถอะ!

แต่ว่า หากมองข้ามความเป็นจริงไป แนวคิดนี้ช่างน่าตื่นเต้นไม่เบา

ลองคิดดูสิ ว่าการปะทะกันระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับวิถีการฝึกตนอันเก่าแก่ จะก่อให้เกิดประกายไฟเช่นไร?

หวังเหล่ย: “บรรพชนมนุษย์ ท่านผู้เฒ่าพูดจริงหรือว่าล้อข้าเล่นเนี่ย?”

หวังเหล่ยอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา เขาถูกคำพูดของบรรพชนมนุษย์ทำให้ตกใจจนขวัญผวา

การฝึกตนของคนทั้งชาติ อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าชาวบ้านจะเชื่อคำพูดของเขาหรือไม่

ต่อให้คนอื่นเชื่อ รัฐบาลสหพันธ์จะทนดูเขาเผยแผ่วิถีการฝึกตนโดยไม่ขัดขวางได้งั้นหรือ?

ต้องเข้าใจว่า ชนชั้นในปัจจุบันใกล้จะตายตัวแล้ว ช่องทางสำหรับคนธรรมดาที่จะยกระดับตัวเองแทบจะถูกปิดตาย

เด็กบ้านนาที่ยากจน หากต้องการเปลี่ยนชะตาชีวิตที่ยากไร้ พลิกชะตาฟ้าดิน มันยากเย็นแสนเข็ญพอๆ กับการปีนขึ้นสวรรค์

แล้ววิถีแห่งการฝึกตนล่ะ?

ก็ไม่ต่างอะไรกับการมอบกุญแจดอกหนึ่งให้ทุกคน!

กุญแจที่เปิดประตูสู่เส้นทางสวรรค์!

เมื่อมีกุญแจดอกนี้ ทุกคนก็สามารถลุกขึ้นท้าทายสวรรค์ ทำลายการผูกขาดของชนชั้น ก้าวกระโดดในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หากเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ผ่านพ้นทัณฑ์สวรรค์เซียน ยิ่งสามารถทะยานขึ้นไปเหยียบย่ำอยู่เหนือหัวทุกคนได้

กุญแจที่แสนวิเศษเช่นนี้ เหล่าบุคคลระดับสูงจะยอมให้คนธรรมดาได้ครอบครองงั้นหรือ?

ใช้ส้นเท้าคิดก็รู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้!

เกรงว่าทันทีที่หวังเหล่ยประกาศวิถีแห่งการฝึกตนออกไป ก้าวต่อไปก็จะมีคนมาจับตัวเขาแล้ว!

ไม่ยัดข้อหากบฏให้ ก็คงยัดข้อหาที่ไม่มีอยู่จริงให้ จนต้องลงเอยด้วยการถูกจองจำไปตลอดชีวิต

ส่วนเรื่องการร่วมมือกับรัฐบาลสหพันธ์นั้น หวังเหล่ยก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ปัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

การร่วมมือกัน จะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายมีความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่ทั้งสองฝ่ายมีพลังอำนาจทัดเทียมกัน

ในสถานการณ์ที่ปราศจากพลังอำนาจทัดเทียมกัน สิ่งที่เรียกว่าความร่วมมือ ล้วนไร้ความหมายทั้งสิ้น

ตอนนี้ แม้เขาจะผ่านการไลฟ์สดแบบหามรุ่งหามค่ำ จนได้ความเหมือนในการสวมบทบาทถึง 85% และได้รับการยอมรับจากคนหนึ่งแสนคน ทำให้สามารถรับพลังของลูกพี่หงอคงได้ 10%

ระดับพลังก็บรรลุถึงขอบเขตจินตันขั้นหกแล้ว แต่หวังเหล่ยก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดี

เว้นเสียแต่ว่า จะมีขอบเขตพลังเหนือกว่าเซียนขั้นสิบ จึงจะมีโอกาสร่วมมือกับรัฐบาลสหพันธ์ได้

[เจ้าของกลุ่ม] บรรพชนมนุษย์: “เจ้าลองไปถามคนอื่นๆ ดูสิ ข้าไม่เคยล้อเล่น! ข้าลองคิดดูแล้ว วิธีนี้ทำได้จริง!”

หลี่ลั่วส่ายหน้า ไม่ได้ใส่ใจกับความกังวลของหวังเหล่ย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 440 - เหาะเหินเดินอากาศ

คัดลอกลิงก์แล้ว