เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 390 - หนี่ว์วามาเยือน

บทที่ 390 - หนี่ว์วามาเยือน

บทที่ 390 - หนี่ว์วามาเยือน


บทที่ 390 - หนี่ว์วามาเยือน

ตำหนักมนุษยชาติ

หลี่ลั่วดึงสายตากลับมา หมุนตัวหันไปมองหนี่ว์วาที่อยู่เบื้องหน้า

เพียงเห็นความงดงามของนางที่ไร้ผู้ใดเปรียบเปรย เรือนผมสีดำขลับสยายจรดบั้นเอว ดูปล่อยปละละเลยเล็กน้อย ทว่ากลับแฝงด้วยกลิ่นอายสูงส่งเหนือโลกีย์ อบอุ่นดั่งหยก บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์

“สหายเต๋าหนี่ว์วา มีสิ่งใดก็กล่าวมาตามตรงเถอะ!”

เมื่อครู่ ชิงหลาน เด็กรับใช้ในสำนักมารายงานว่านักบุญหนี่ว์วามาเยือน หลี่ลั่วจึงเชิญนางเข้ามา

ทั้งสองสนทนาสัพเพเหระกันสองสามประโยค ประจวบเหมาะกับที่เฉินเหิงจือสร้างนิ้วทองคำสายศรัทธาสถาปนาเทพประเภทนิยายขึ้นมาพอดี หลี่ลั่วจึงหยุดชะงักไป

ยามนี้เมื่อหันกลับมา เขาจึงเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ของการมาเยือน

ดังคำกล่าวที่ว่า หากไร้ธุระร้อนรนย่อมไม่มาเยือนตำหนักซานเป่า

สำหรับจุดประสงค์ของหนี่ว์วานั้น หลี่ลั่วพอจะคาดเดาได้บ้าง

คงไม่พ้นสองกรณี หนึ่งคือเห็นจุนถีเป็นตัวอย่าง จึงทำให้หนี่ว์วาเกิดความหวั่นไหว

หรือสอง คือมาเพื่อเรื่องของฝูซี

“สหายเต๋าเหรินจู่ ข้ามีเรื่องอยากขอร้อง เพียงแต่...”

หนี่ว์วาเผยอริมฝีปากแดงระเรื่อ นางปรายตามองชิงหลานที่ยืนอยู่ด้านข้าง แล้วหยุดคำพูดลง

“เจ้าถอยไปก่อนเถอะ!”

เมื่อหลี่ลั่วเห็นดังนั้น จึงโบกมือไล่ให้เด็กรับใช้ออกไป

“สหายเต๋าหนี่ว์วา ตอนนี้ที่นี่มีเพียงเจ้ากับข้าแล้ว เจ้าพูดต่อได้เลย!”

จากนั้นเขาก็พยักหน้าแล้วกล่าวขึ้น

“ข้าอยากให้ท่านพี่กลับชาติมาเกิดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ขอเหรินจู่โปรดอำนวยความสะดวกให้ด้วย!”

หนี่ว์วากัดริมฝีปาก ในที่สุดก็ยอมเอ่ยจุดประสงค์ของการมาเยือนในครั้งนี้ออกมา

หากเป็นเพียงการชุบชีวิตธรรมดา นางย่อมสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ขอเพียงส่งจิตวิญญาณแท้จริงของฝูซีเข้าสู่วัฏสงสารหกภูมิ เขาย่อมมีวันได้กลับชาติมาเกิดใหม่

ทว่า การกลับชาติมาเกิดเช่นนั้น ใครจะรู้เล่าว่าฝูซีจะไปเกิดเป็นสิ่งใด?

อาจจะเป็นต้นหญ้า อาจจะเป็นต้นไม้ อาจจะเป็นกระต่าย หรืออาจจะเป็นนกน้อยสักตัว?

ท้ายที่สุดแล้ว วัฏสงสารหกภูมินั้นอยู่ในการควบคุมของโฮ่วถู่ ผู้เป็นคู่ปรับเก่าของนาง

ใครจะรับประกันได้ว่าโฮ่วถู่จะไม่ตุกติก?

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในใจของหนี่ว์วาก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า พี่ชายของนางจะสามารถอาศัยโชคชะตาของเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อหลุดพ้นได้

หงอวิ๋นที่เคยถูกไท่อีและตี้จวิ้นรุมสังหาร บัดนี้ก็ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ในนามอวิ๋นจงจื่อแล้ว

ผ่านไปเพียงหมื่นกว่าปี เขาก็สามารถเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับจินเซียนได้แล้ว การฟื้นฟูตบะให้กลับไปเทียบเท่าชาติก่อนคงอยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อม

จากจุดนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่า โชคชะตาของเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นรุ่งโรจน์เพียงใด

“กลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์งั้นหรือ? สหายเต๋าหนี่ว์วาคิดดีแล้วใช่หรือไม่!”

หลี่ลั่วแย้มยิ้มบางๆ แล้วกล่าว “ชาติหนึ่งเป็นคน ทุกชาติภพย่อมเป็นคน! การจะกลับชาติมาเกิดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ของข้านั้นย่อมไม่มีปัญหา แต่ข้อแม้คือเจ้าห้ามแทรกแซงให้เขาฟื้นคืนความทรงจำในอดีตชาติก่อนเวลาอันควร และห้ามก้าวก่ายชีวิตของเขาเด็ดขาด!”

เป็นไปตามคาด หนี่ว์วามาเพื่อฝูซีผู้เป็นพี่ชาย สมกับที่เป็นน้องสาวผู้ติดพี่ชายอย่างเลื่องชื่อจริงๆ

สำหรับเรื่องการกลับชาติมาเกิดของฝูซี หลี่ลั่วย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

ไม่ว่าผู้ใดที่ต้องการกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ เขาก็ยินดีอนุญาตทั้งสิ้น

ทว่า เมื่อกลายเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมไม่มีทางให้หวนกลับ

เรื่องราวต่างๆ ในชาติก่อน จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับร่างที่กลับชาติมาเกิดใหม่อีกต่อไป

ก่อนที่หลี่ลั่วจะทะลุมิติมา ฝูซีมีฐานะสูงส่งเป็นถึงจักรพรรดิซีแห่งเผ่าเยา หลังจากสิ้นชีพก็พลิกผันกลายมาเป็นเทียนหวงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งหนี่ว์วาเองก็ออกแรงช่วยเหลือไปไม่น้อย

แต่ในชาตินี้ ตัวเขาได้กลายเป็นเหรินจู่แล้ว ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ย่อมไม่มีที่ว่างให้ฝูซีมามีบทบาทใดๆ อีก

ตราบใดที่เหล่านักบุญแห่งเทียนเต้าไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ต่อให้ฝูซีจะกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ วันข้างหน้าเขาจะก้าวไปได้ถึงระดับใด ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาเอง หลี่ลั่วจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

“ขอบคุณเหรินจู่ ขอเพียงท่านพี่ได้กลับชาติมาเกิด ข้าขอรับรองว่าจะไม่ก้าวก่ายทุกสิ่งทุกอย่างของเขาเลย!”

เมื่อหนี่ว์วาได้ยินดังนั้น ดวงตาก็ทอประกาย รีบค้อมกายคารวะเพื่อแสดงความขอบคุณ

ต่อหน้าเหรินจู่ผู้ทรงอำนาจ การที่สามารถให้พี่ชายได้กลับชาติมาเกิดก็ถือว่าดีมากแล้ว นางย่อมไม่กล้าเรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่านี้

โชคดีที่หนี่ว์วาเพียงต้องการให้ฝูซีอาศัยโชคชะตาของมนุษยชาติในการกลับชาติมาเกิด ส่วนเรื่องจะสามารถหลุดพ้นได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของเขาเอง

“นี่คือพิณฝูซีของท่านพี่สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ภายในมีจิตวิญญาณแท้จริงของเขาบรรจุไว้ ขอสหายเต๋าเหรินจู่โปรดพิจารณา”

หนี่ว์วาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือเรียกพิณเหยาฉินออกมา นางลูบไล้ตัวพิณอย่างทะนุถนอมพลางเอ่ยขึ้น

“ได้ ข้าจะจัดการส่งเขาเข้าสู่วัฏสงสารของมนุษยชาติเพื่อไปเกิดใหม่เดี๋ยวนี้แหละ!”

หลี่ลั่วรับพิณฝูซีมา โบกมือเปิดเส้นทางมิติขึ้นสายหนึ่ง ปลายทางของเส้นทางนั้นคือปราณหยินที่ม้วนตัวเดือดพล่านไม่สิ้นสุด

ภูมิประเทศที่นั่นเต็มไปด้วยความขรุขระและสลับซับซ้อน

สูงชันดุจเทือกเขาสู่ หินผาสูงตระหง่านดั่งเขาหลู

ไม่ใช่ภูเขาชื่อดังในโลกมนุษย์ ทว่าเป็นดินแดนอันตรายแห่งยมโลก

พุ่มหนามซุกซ่อนภูตผี หน้าผาหินซ่อนเร้นปีศาจมาร

ข้างหูไร้ซึ่งเสียงวิหคร้องกู่ก้อง เบื้องหน้ามองเห็นเพียงภูตผีเดินขวักไขว่

ลมหยินพัดหวีดหวิว หมอกดำแผ่ปกคลุม

ลมหยินพัดหวีดหวิว คือควันที่พวยพุ่งจากปากของอาวุธเทวะ

หมอกดำแผ่ปกคลุม คือปราณที่เหล่าภูตผีพ่นออกมาในความมืด

บนถนนหวงเฉวียนปกคลุมไปด้วยหมอกมัว ขบวนวิญญาณนับไม่ถ้วนกำลังเดินเรียงรายไปข้างหน้า

มองไปสุดสายตาไร้ซึ่งทิวทัศน์งดงาม หันมองซ้ายขวามีแต่ความตาย

ที่นั่นมีทั้งภูเขา ยอดเขา สันเขา ถ้ำ และลำธาร

ทว่าภูเขาไร้ซึ่งหญ้างอกงาม ยอดเขาไม่สูงเสียดฟ้า สันเขาไร้ผู้คนสัญจร ถ้ำไม่กักเก็บเมฆา ลำธารไร้ซึ่งสายน้ำไหล

ริมฝั่งเต็มไปด้วยภูตผี ใต้สันเขาล้วนเป็นมารปีศาจ

ในถ้ำกักขังผีเร่ร่อน ก้นลำธารซ่อนเร้นวิญญาณชั่วร้าย

สถานที่แห่งนี้ก็คือสถานที่แห่งวัฏสงสารของมนุษยชาติที่เหรินจู่เป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง

เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว ร่างแยกหมิงตี้ที่ประจำการอยู่ในวัฏสงสารของมนุษยชาติก็ก้าวเดินแหวกอากาศมา

“นี่คือจิตวิญญาณแท้จริงของฝูซี จักรพรรดิซีแห่งเผ่าเยา เจ้าจงพาเขาไปเกิดใหม่เถิด!”

หลี่ลั่วส่งจิตวิญญาณแท้จริงในพิณฝูซีให้ร่างแยกหมิงตี้ พร้อมกับเอ่ยสั่งการ

“ได้!”

ร่างแยกกับร่างต้นเชื่อมโยงจิตใจและสติปัญญากัน ร่างแยกหมิงตี้จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดให้มากความ

หลังจากรับคำ เขาก็หันหลังกลับไปยังดินแดนแห่งวัฏสงสาร

เส้นทางมิติก่อนหน้านี้ค่อยๆ สลายหายไป

“สหายเต๋าหนี่ว์วาโปรดวางใจ พี่ชายของเจ้าได้ไปเกิดใหม่แล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงจะได้ถือกำเนิดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ของข้า!”

หลี่ลั่วมองหนี่ว์วาที่มีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคะนึงหา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ความหมายแฝงก็คือ จุดประสงค์ที่เจ้ามาในวันนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว หากไม่มีธุระอื่นใด ก็กลับไปได้แล้ว

“น้ำใจที่สหายเต๋ายื่นมือเข้าช่วยเหลือในครั้งนี้ หนี่ว์วาจะจดจำจารึกไว้ในใจ รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง!”

หนี่ว์วามองเขาด้วยแววตาซาบซึ้งพลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

พี่ชายฝูซีในฐานะญาติเพียงคนเดียวที่อยู่ร่วมกับนางมาเช้าค่ำนับหยวนฮุ่ยไม่ถ้วน ย่อมเป็นบุคคลที่นางห่วงใยมาโดยตลอด

บัดนี้ จิตวิญญาณแท้จริงของพี่ชายได้ไปเกิดใหม่แล้ว นางก็ถือว่าได้เติมเต็มความปรารถนาไปเปราะหนึ่ง

“สหายเต๋าเหรินจู่ ข้ายังอยากขอคำชี้แนะจากท่าน ทำอย่างไรจึงจะยกระดับความแข็งแกร่งได้?”

หนี่ว์วาปัดปอยผมที่ปรกหน้าผาก พยายามสงบอารมณ์ตื่นเต้นในใจ แล้วเอ่ยถามต่อ

ความตายของจุนถี เหล่านักบุญล้วนประจักษ์แก่สายตาและจดจำไว้ในใจ

ในบรรดานักบุญแห่งเทียนเต้า เจียอินและไท่ชิงอยู่ในระดับแนวหน้า อวี้ชิงและซ่างชิงจัดอยู่ในระดับรองลงมา ส่วนจุนถีและหนี่ว์วาถือว่าอยู่ในระดับรั้งท้าย

เวลานี้ แม้จุนถีจะตายไปแล้วครั้งหนึ่งและสูญเสียพลังปราณไปอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ ทว่าเมื่อมีสมบัติวิเศษระดับกำเนิดแต่โบราณกาลอยู่ในครอบครอง พลังรบของเขาย่อมสามารถก้าวขึ้นไปเทียบชั้นกับกลุ่มระดับรองลงมาได้อย่างแน่นอน

เช่นนี้แล้ว นางหนี่ว์วาก็จะกลายเป็นการดำรงอยู่ที่อ่อนแอที่สุดในหมู่นักบุญ

นางจะยอมจำนนได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ หนี่ว์วาจึงมาหาหลี่ลั่ว เพื่อต้องการยกระดับความแข็งแกร่ง

ส่วนเรื่องให้ฝูซีไปเกิดใหม่นั้น เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น

“สหายเต๋าหนี่ว์วาพูดล้อเล่นแล้ว เจ้าในฐานะนักบุญแห่งเทียนเต้ามีฐานะสูงส่งเกินพรรณนา ข้าหลี่ลั่วก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มีคุณธรรมความสามารถอันใดถึงกล้าไปสั่งสอนนักบุญ?”

เมื่อหลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่มองหนี่ว์วาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เป็นไปตามคาด เมื่อมีจุนถีเป็นตัวอย่างอยู่ตรงหน้า นักบุญคนอื่นๆ ย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจได้

เรื่องนี้ หลี่ลั่วคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

ทว่าเขาไม่อยากทำธุรกิจที่ขาดทุนอีกต่อไปแล้ว

ทำธุรกิจขาดทุนแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว หากยังต้องขาดทุนต่อไปเรื่อยๆ คงไม่คุ้มค่าแน่

ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของหนี่ว์วา เขาจึงแกล้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจเสียเลย

“สหายเต๋าเหรินจู่ยังคงผูกใจเจ็บเรื่องในอดีตอยู่อีกหรือ? ตอนนั้นข้ามันโง่เขลา เลือกข้างผิด แต่เผ่าเยาก็ถูกกวาดล้างไปแล้ว ข้าก็รู้ตัวว่าผิดแล้ว! ท่านจะใจกว้างสักหน่อย เลิกแล้วต่อกันไม่ได้หรือไง?”

เมื่อหนี่ว์วาได้ยินดังนั้น หยาดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตา นางเอ่ยด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ

เรื่องราวมันผ่านพ้นไปแล้ว หนี่ว์วาคิดว่าเหรินจู่คงจะลืมเลือนไปแล้วเสียอีก

คิดไม่ถึงเลยว่า เขายังคงยึดติดกับเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อย

“หึหึ นี่เป็นเรื่องตลกที่ขำที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาในชีวิตเลย!”

หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “เจ้าในฐานะพระแม่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ข้า นอกจากตอนที่สร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่ออาศัยเป็นสะพานบรรลุเป็นนักบุญแล้ว เจ้าเคยชายตามองเผ่าพันธุ์มนุษย์ของข้าบ้างหรือไม่?”

“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไกลตัว เอาแค่ตอนที่เผ่าวู่และเผ่าเยาคิดจะสังหารหมู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกเขาทำไปเพื่ออะไร เจ้ากล้าพูดหรือว่าเจ้าไม่รู้เรื่อง?”

“เพียงเพื่อสายเลือดเทวะอันน้อยนิดที่แฝงอยู่ในสายเลือดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ข้า ถึงกับคิดจะเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์นับร้อยล้าน เผ่าพันธุ์เช่นนี้ไม่สมควรถูกกวาดล้างหรืออย่างไร?”

“หากไม่ใช่เพราะข้าเพียรพยายามบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นฮุ่นหยวน จึงสามารถปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ของข้าให้รอดพ้นจากมหันตภัยมาได้ เจ้าเคยรู้บ้างหรือไม่ว่าผลลัพธ์มันจะเลวร้ายเพียงใด?”

“แล้วตอนนี้ เจ้าพูดมาอย่างมักง่ายประโยคเดียว ก็คิดว่าเรื่องราวมันผ่านพ้นไปแล้ว สามารถเลิกแล้วต่อกันได้งั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี!”

“ภัยพิบัติที่เผ่าวู่และเผ่าเยาก่อขึ้น ต่อให้เวลาผ่านไปอีกร้อยล้านพันล้านปี เผ่าพันธุ์มนุษย์ของข้าก็ไม่มีวันลืม!”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลี่ลั่วก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้

ไม่รู้ว่าแม่นางคนนี้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร ตอนนั้นเป็นใครกันที่ทำเป็นมองไม่เห็นความน่าเวทนาของเผ่าพันธุ์มนุษย์?

ตอนนี้กว่าจะผ่านพ้นมหันตภัยมาได้อย่างยากลำบาก กลับมาทำหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ ราวกับว่าเขาไปปรักปรำนางอย่างนั้นแหละ

โบราณว่าผู้หญิงทำมาจากน้ำ เห็นทีจะจริงดั่งว่า เพราะในสมองของนางคงมีแต่น้ำแน่ๆ

“เจ้า...”

เมื่อหนี่ว์วาได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็หมองคล้ำลง ดูไม่ได้เลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ นางไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อน

หากไม่มีเหรินจู่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคมดาบสังหารของเผ่าวู่และเผ่าเยา เผ่าพันธุ์มนุษย์จะเอาตัวรอดได้อย่างไร?

บางที ในสายตาของนาง ตราบใดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังไม่ถูกกวาดล้างจนสิ้นเผ่าพันธุ์ ต่อให้ต้องล้มตายไปเป็นสิบล้านร้อยล้านคน ก็ไม่เห็นเป็นไร

ถึงอย่างไรเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็สืบพันธุ์ได้รวดเร็วอยู่แล้ว ขอเพียงผ่านไปไม่กี่ปี เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้ดังเดิม

“งั้นท่านก็คืนลูกแพรแดงมงคลของข้ามา!”

หนี่ว์วาที่มีสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจเบิกตากว้าง ถลึงตาใส่หลี่ลั่วแล้วเอ่ยอย่างโกรธเคือง

ผู้ชายคนนี้ ช่างเหมือนก้อนหินในส้วมจริงๆ ทั้งเหม็นทั้งแข็ง

อุตส่าห์ยอมลดตัวลงมาขนาดนี้แล้ว เขายังไม่ยอมลดราวาศอกอีก

พูดไปพูดมา มันก็เป็นเพียงเรื่องของจุดยืนที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

เมื่อมองจากมุมมองของหนี่ว์วา นางไม่คิดว่าตัวเองทำผิด

นาง คือนักบุญหนี่ว์วา อันดับแรกคือกษัตริย์หวงแห่งเผ่าเยา รองลงมาค่อยเป็นพระแม่ของมนุษยชาติ

แม้หลังมือเป็นเนื้อ หน้ามือก็เป็นเนื้อ ทว่ามันย่อมมีความใกล้ชิดห่างเหินต่างกัน

แต่สำหรับหลี่ลั่ว ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ เขาก็คือมนุษย์มาโดยตลอด

ไม่ว่าเวลาใด เขาก็มักจะพิจารณาปัญหาจากมุมมองของมนุษยชาติเสมอ

สิ่งใดที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติ ล้วนเป็นศัตรูของเขาทั้งสิ้น

รวมถึงหนี่ว์วา ผู้เป็นพระแม่ของมนุษยชาติด้วย

สาเหตุที่เขาไม่จัดการหนี่ว์วาให้สิ้นซาก เป็นเพียงเพราะเขาไม่อยากทำให้หงจวินโกรธเกรี้ยวขึ้นมาก็เท่านั้น

จากที่ได้รับรู้มาจากไข่มุกมหามรรคา หงจวินได้บรรลุถึงขั้นเต้าจู่ ผู้ครอบครองมหามรรคากว่าเก้าสิบเก้าสายแล้ว ซึ่งห่างไกลจากความสามารถที่หลี่ลั่วในปัจจุบันจะต่อกรได้

หากทำให้หงจวินลงมือขึ้นมาละก็ คงยากจะคาดเดาความเป็นตายได้

“บางที หงจวินอาจจะมีแผนการร้ายอะไรซ่อนอยู่ ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ยอมนั่งดูข้าเติบโตขึ้นมาหรอก!”

หลี่ลั่วคาดเดาความคิดของหงจวินในใจ และได้ข้อสรุปเพียงแค่นี้

ตัวร้ายไร้สมองในนิยายที่มักจะถือตัว ไม่ยอมลงมือเอง เอาแต่ส่งลูกน้องไปตายทีละคนสองคน แล้วนั่งดูตัวเอกเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทางเกิดขึ้นกับหงจวินอย่างแน่นอน

ในความเป็นจริง หงจวินไม่มีทางนั่งดูหลี่ลั่วเติบโตจนกลายมาเป็นภัยคุกคามต่อตัวเขาแน่

ทว่า หลี่ลั่วในตอนนี้ได้เติบโตขึ้นจนถึงระดับที่สามารถคุกคามหงจวินได้แล้ว

แต่หงจวินกลับยังคงนิ่งเฉย ทำราวกับไม่รู้เรื่องราวใดๆ เลย

สถานการณ์เช่นนี้ นอกจากจะมีแผนการร้ายที่ซ่อนอยู่แล้ว ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นอีก

“คราวที่แล้วข้าก็บอกไปแล้ว รอให้เจ้าสำนึกในความผิดของตัวเองเมื่อไหร่ ข้าถึงจะคืนให้!”

หลี่ลั่วส่ายหน้า แล้วปฏิเสธ “แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เจ้าก็ยังคงดื้อดึงถือดี ไม่มีความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย! ข้าให้เจ้าไม่ได้!”

แม้จะหวาดหวั่นหงจวิน ทว่าเขากลับไม่ได้เห็นเหล่านักบุญแห่งเทียนเต้าเหล่านี้อยู่ในสายตาเลย

อย่าว่าแต่หนี่ว์วาที่อ่อนแอที่สุดในหมู่นักบุญทั้งหกเลย ต่อให้นักบุญทั้งหกร่วมมือกัน เขาก็ไม่ยี่หระแม้แต่น้อย

“ฮือฮือ... ท่านรังแกข้า!”

หนี่ว์วาชี้หน้าหลี่ลั่ว หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าตา รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถึงขีดสุด

ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมา อย่างน้อยก็เป็นร้อยล้านปี นางเคยต้องมาเจอเรื่องน้อยหน้าเช่นนี้ที่ไหนกัน?

ก่อนที่จะบรรลุเป็นนักบุญ ก็มีพี่ชายฝูซีคอยปกป้องดูแล ไม่เคยต้องทนทุกข์ทรมานแม้แต่น้อย

ขนาดตอนที่ไปฟังธรรมที่วังจื่อเซียว พี่ชายก็ยังยอมสละที่นั่งให้นางเลย

ส่วนหลังบรรลุเป็นนักบุญแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีใครกล้าล่วงเกินนักบุญบ้างล่ะ?

ใครจะไปรู้ ตั้งแต่เหรินจู่ผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น นางก็เหมือนเจอเข้ากับดาวข่มอย่างจัง

ทำอะไรก็ไม่ราบรื่น แถมยังคอยขัดแข้งขัดขานางไปเสียทุกเรื่อง

“พอได้แล้วๆ ถ้าคนอื่นมาเห็นเจ้าในสภาพนี้ คงคิดว่าข้าทำอะไรเจ้าเข้าแน่ๆ!”

เมื่อเห็นสีหน้าของหนี่ว์วา หลี่ลั่วก็ปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ

“ไม่ล้อเล่นกับเจ้าแล้วล่ะ อยากได้ลูกแพรแดงมงคลคืน ฝันไปเถอะ!”

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเนิบๆ “แต่ถ้าอยากยกระดับตบะล่ะก็ ข้าพอบอกวิธีให้เจ้าได้!”

ผู้หญิงคนนี้ช่างน่ารำคาญจริงๆ รีบไล่นางไปให้พ้นๆ ดีกว่า

“ฮี่ฮี่ ท่านน่าจะพูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง!”

เมื่อหนี่ว์วาได้ยินดังนั้น หยาดน้ำตาบริเวณหางตาก็หายวับไปในพริบตา เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเบิกบานแทน

“อะแฮ่ม!”

แม่ยอดนักแสดงเอ๊ย หลี่ลั่วกระแอมไออย่างไม่เป็นธรรมชาติ ลอบบ่นในใจ

“มีเพียงการทำความเข้าใจมหามรรคาหนึ่งสายอย่างถ่องแท้ และเดินไปจนสุดทาง จนกลายเป็นปรมาจารย์แห่งมหามรรคานั้น ผู้ที่อยู่ในขั้นต้าหลัวจึงจะสามารถบรรลุเป็นขั้นฮุ่นหยวนได้ และขั้นนี้ก็คือขั้นเต้าจู่นั่นเอง!”

หลี่ลั่วลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลัง เดินไปมาภายในตำหนัก พลางกล่าวช้าๆ

“เมื่อเดินมาถึงจุดนี้ ก็ถือว่าได้เดินมาจนสุดทางของมหามรรคาแล้ว!”

“ส่วนคนอื่นๆ เขาบำเพ็ญเพียรกันอย่างไรนั้น แม้ข้าจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดชัดเจนนัก จึงไม่สะดวกจะพูดมาก!”

“วันนี้ ข้าจะพูดแค่เรื่องเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรของข้าเองก็แล้วกัน เจ้าลองฟังดูเถิด!”

หลี่ลั่วมองหนี่ว์วาที่กำลังตั้งใจฟัง แล้วเอ่ยขึ้น

“มหามรรคามีสามพันสาย ทุกสายล้วนสามารถบรรลุสัจธรรมได้ทั้งสิ้น!”

“แม้ข้าจะบรรลุสัจธรรมด้วยธาตุทั้งห้า แต่ก็มีความรู้เกี่ยวกับมหามรรคาอื่นๆ อยู่บ้างเช่นกัน!”

“ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากบรรลุสัจธรรมแล้ว ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำความเข้าใจมหามรรคาอื่นๆ เลย!”

“ดังนั้น เคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรของข้าก็คือ หลังจากที่เชี่ยวชาญมหามรรคาหนึ่งสายแล้ว ก็ค่อยไปทำความเข้าใจมหามรรคาอื่นๆ ต่อ จนกว่าจะเดินมหามรรคาสายที่สองไปจนสุดทาง!”

“เช่นนี้แล้ว พลังความแข็งแกร่งของตนเองก็จะได้รับการยกระดับอย่างก้าวกระโดด!”

“หนึ่งบวกหนึ่งย่อมมีค่ามากกว่าสองมาก จากที่ข้าประเมิน ผู้ที่เชี่ยวชาญมหามรรคาสองสาย จะมีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้ที่เชี่ยวชาญมหามรรคาเพียงสายเดียวถึงสามเท่า”

“ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่เชี่ยวชาญมหามรรคาสามสาย จะมีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้ที่เชี่ยวชาญมหามรรคาสองสายถึงสามเท่า และมากกว่าผู้ที่เชี่ยวชาญมหามรรคาเพียงสายเดียวถึงเก้าเท่า!”

“เหตุผลที่ผู้แข็งแกร่งมักจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก คงไม่ต้องให้ข้าพูดอะไรมากแล้วใช่ไหม?”

หลังจากอธิบายหลักการบำเพ็ญเพียรของตนเองคร่าวๆ หลี่ลั่วก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก

หลักการก็คือหลักการ ส่วนรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านั้น ย่อมไม่สามารถนำมาเปิดเผยกันง่ายๆ ได้

จะสามารถทำความเข้าใจแก่นแท้ของมันได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของหนี่ว์วาเองแล้ว

“เดินมหามรรคาหนึ่งสายไปจนสุดทางงั้นหรือ?”

หนี่ว์วาขมวดคิ้วเรียวสวยงาม คำพูดของหลี่ลั่วดังก้องอยู่ในหัว นางรู้สึกสับสนไม่เข้าใจ

การทำความเข้าใจมหามรรคา มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?

ฟังจากที่เหรินจู่พูดมา มันดูง่ายดายราวกับการกินข้าวดื่มน้ำ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย

ทว่าในฐานะตัวตนที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคมหันตภัยมังกรฮั่น และมีชีวิตอยู่มานานนับร้อยล้านปี หนี่ว์วากล้าตบหน้าอกรับประกันเลยว่า การเข้าใจมหามรรคา นั้นยากมากจริงๆ!

สำหรับระดับก่อนที่จะถึงขั้นต้าหลัว ในฐานะผู้ศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิด หนี่ว์วาไม่ค่อยรู้รายละเอียดมากนัก นางรู้เพียงแค่ว่า ตั้งแต่ถือกำเนิดจิตสำนึกขึ้นมา การบำเพ็ญเพียรก็คือการทำความเข้าใจมหามรรคา

บางครั้ง ผ่านไปนับแสนล้านปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย

แถมเวลาก็ผ่านไปเร็วมาก บางทีแค่งีบหลับไปตื่นหนึ่ง เวลาหมื่นปีก็ผ่านไปแล้ว

ส่วนเรื่องการเดินมหามรรคาไปจนสุดทางนั้น ดูเหมือนนอกจากปรมาจารย์เต๋าหงจวินแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครไปถึงจุดนั้นได้เลย

มหามรรคาไร้จุดสิ้นสุด จะเดินไปจนสุดทางได้อย่างไรกัน?

โชคดีที่ปรมาจารย์เต๋าหงจวินได้ชี้แนะเส้นทางสว่าง และประทานปราณม่วงหงเมิงให้ เพื่อให้พวกนางใช้วิธีลัดในการบรรลุเป็นนักบุญแห่งเทียนเต้า

นักบุญแห่งเทียนเต้า ผู้ปกครองเอกภพและสรรพสิ่ง ผ่านพ้นหมื่นภัยพิบัติโดยไม่ดับสูญ สัมผัสเหตุและผลโดยไม่แปดเปื้อน

ในจักรวาลหงฮวงทั้งหมด พวกเขาครอบครองอำนาจอันยิ่งใหญ่ เป็นรากฐานสำคัญในการรักษาระบบการทำงานของโลกใบนี้

คงอยู่คู่ฟ้า ดำรงอยู่คู่มหามรรคา

เป็นตัวแทนของสวรรค์ เทียบเท่าเทียนเต้า

ช่างเป็นฐานะที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเพียงใด?

จนกระทั่งเหรินจู่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

เพียงแค่บรรลุสัจธรรมสู่ขั้นฮุ่นหยวน เขาก็มีพลังรบแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับนักบุญได้

ยิ่งไปกว่านั้น การทำความเข้าใจมหามรรคาก็ดูง่ายดายราวกับการกินข้าวดื่มน้ำ เวลาผ่านไปเพียงหมื่นกว่าปี เขาก็สามารถทำความเข้าใจมหามรรคาได้ถึงสามสาย สังหารนักบุญได้ง่ายดายราวกับเชือดสุนัขตัวหนึ่ง

พูดง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่เหรินจู่ปรากฏตัว ความน่าเกรงขามของนักบุญแห่งเทียนเต้าก็ถูกลดทอนลงจนแทบไม่เหลือชิ้นดีในพริบตา

“ใช่แล้ว เดินมหามรรคาหนึ่งสายไปจนสุดทาง ไม่อย่างนั้นเจ้าจะทำยังไงล่ะ?”

หลี่ลั่วพยักหน้า ยืนยันคำตอบ

ถ้าไม่บำเพ็ญเพียรทำความเข้าใจมหามรรคาด้วยตัวเอง คิดว่าจะมีขนมเปี๊ยะหล่นมาจากฟ้าหรือไง?

“การทำความเข้าใจมหามรรคาช่างยากเย็นแสนเข็ญ แม้แต่นักบุญอย่างพวกข้ายังต้องใช้เวลานับร้อยล้านปีกว่าจะก้าวหน้าได้เพียงเล็กน้อย ทำไมท่านถึงทำความเข้าใจมหามรรคาได้ง่ายดายนักล่ะ?”

หนี่ว์วาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างกระดากอาย

จะว่าไปแล้ว เหรินจู่ผู้นี้ก็เป็นผลงานที่นางปั้นขึ้นมากับมือ ถือเป็นรุ่นน้องของนาง

แต่เขากลับก้าวล้ำหน้านางไปไกล จนไปถึงจุดที่นางได้แต่แหงนมองแล้ว

ช่างน่าอึดอัดใจเสียนี่กระไร!

“การทำความเข้าใจมหามรรคามันยากขนาดนั้นเลยหรือ? ข้าว่ามันไม่ได้ยากอะไรเลยนะ เวลาร้อยล้านปีก็เพียงพอที่จะทำความเข้าใจมหามรรคาหนึ่งสายตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นไปจนสุดทางได้แล้วล่ะ!”

หลี่ลั่วกล่าวด้วยความจริงใจยิ่งนัก

“วิธีของท่าน ข้าคงเรียนรู้ไม่ได้หรอก นักบุญคนอื่นๆ ก็คงเรียนรู้ไม่ได้เหมือนกัน!”

หนี่ว์วากะพริบตาปริบๆ แล้วกล่าวอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

แม้ไท่ชิงและเจียอินจะมีความแข็งแกร่งเหนือกว่านางไปขั้นหนึ่ง แต่สถานการณ์ของทุกคนก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองนั่นแหละ

“ข้าเดาว่า บางทีพวกเจ้าอาจจะเดินผิดทางตั้งแต่แรกแล้วก็ได้!”

หลี่ลั่วหรี่ตาลง ครุ่นคิดก่อนจะกล่าวออกมา

“เดินผิดทาง? หมายความว่ายังไง?”

หนี่ว์วาชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกไม่เข้าใจ

“ข้าสงสัยว่า ปราณม่วงหงเมิงที่หงจวินให้พวกเจ้ามีปัญหา!”

หลี่ลั่วไตร่ตรองคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกมาช้าๆ

ตามหลักการแล้ว นักบุญที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทียนเต้า น่าจะสามารถทำความเข้าใจมหามรรคาได้อย่างง่ายดายสิ

ไม่ต้องพูดถึงการครอบครองมหามรรคาทั้งสามพันสาย เอาแค่สามสิบหรือห้าสิบสายก็น่าจะทำได้อย่างไม่มีปัญหา

แต่ในความเป็นจริง นับตั้งแต่นักบุญเหล่านี้บรรลุสัจธรรม ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน พลังความแข็งแกร่งของพวกเขากลับไม่มีความก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย

ที่บอกว่าพวกเขาอยู่ในขั้นฮุ่นหยวน ก็เป็นแค่การตักตวงผลประโยชน์จากเทียนเต้าเท่านั้นแหละ

หากตัดอำนาจที่เทียนเต้ามอบให้ออกไป พลังความแข็งแกร่งของพวกเขาก็คงเทียบได้แค่ระดับจุนเซิ่งเท่านั้น

อย่างไท่ชิง ก็แค่ตัดสามศพ แต่ยังไม่สามารถรวมสามศพเป็นหนึ่งเดียวได้ด้วยซ้ำ

ส่วนอวี้ชิง ทงเทียน และคนอื่นๆ ก็ตัดศพไปได้แค่สองศพเท่านั้น ความลุ่มหลงในตัวตน ยังไม่ถูกตัดขาดไปเลย

หากต้องอธิบายปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็คงมีเพียงคำตอบเดียวคือ นี่เป็นแผนการร้ายของหงจวิน ปราณม่วงหงเมิงนั่นจะต้องถูกเขาดัดแปลงอะไรบางอย่างแน่ๆ

ไม่อย่างนั้น คงยากที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้

บางที เขาอาจจะใช้สิ่งนี้เพื่อควบคุมนักบุญทั้งหก และใช้พวกเขาทั้งหกควบคุมสรรพสิ่งในหงฮวงอีกทอดหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ไม่อาจเปิดเผยได้ของตนเอง?

แต่สิ่งเดียวที่หลี่ลั่วไม่เข้าใจก็คือ หงจวินทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่?

จะบอกว่าเพื่อเป็นใหญ่หรือเพื่อปกครองหงฮวง ก็คงไม่ใช่

เมื่อมาถึงระดับของหลี่ลั่วและหงจวินในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือผลประโยชน์ ล้วนไม่มีความหมายใดๆ ต่อพวกเขาอีกต่อไป

อย่างน้อยสำหรับหลี่ลั่ว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้นำเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือจ้าวแห่งมนุษยชาติ ก็ไม่ได้ดึงดูดใจเขาเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่ไม่รู้ว่า หงจวินมีจุดประสงค์แอบแฝงอะไรกันแน่

“ปราณม่วงหงเมิงงั้นหรือ? มีปัญหา? ซี๊ด...”

หนี่ว์วาไม่ใช่คนโง่ เมื่อได้ยินคำพูดประโยคเดียวของหลี่ลั่ว นางก็เดาอะไรบางอย่างออกได้ในทันที ใบหน้าของนางพลันซีดเผือดลง

จะว่าไปแล้ว ก่อนที่หงจวินจะปรากฏตัวขึ้น เดิมทีในหงฮวงก็ไม่มีเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรใดๆ อยู่แล้ว

ในฟ้าดิน ผู้ที่สามารถถือกำเนิดจิตสำนึกและก่อกำเนิดเป็นรูปร่างได้ ล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดทั้งสิ้น

นอกจากจะมีสมบัติวิเศษติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้ว พวกเขายังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมหามรรคาบางส่วนติดตัวมาด้วย

ขอเพียงย่อยสลายความรู้เกี่ยวกับมหามรรคาส่วนนั้นได้ พวกเขาก็สามารถก่อกำเนิดเป็นรูปร่างได้สำเร็จ

ส่วนเส้นทางในอนาคตหลังจากนั้น ล้วนต้องคลำหาทางเอาเอง ใครมีวิถีทางของใคร ใครมีเคล็ดวิชาของใคร ก็ว่ากันไปตามนั้น

จนกระทั่งหงจวินบรรลุสัจธรรมขึ้นมาอย่างกะทันหัน อานุภาพแห่งนักบุญแผ่ซ่านไปทั่วโลกหงฮวง เป็นการประกาศการมาถึงของเขา

ดินแดนหงฮวงได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งนักบุญอย่างเป็นทางการ

จากนั้น นักบุญหงจวินก็ได้เปิดการแสดงธรรมที่วังจื่อเซียว ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตแดนหุนตุ้น ดึงดูดให้สรรพสัตว์ในฟ้าดินแห่แหนกันไปฟังธรรมอย่างเนืองแน่น

ณ วังจื่อเซียว นักบุญหงจวินได้แสดงธรรมทั้งหมดสามครั้ง รวมเป็นเวลาหนึ่งหมื่นปี และได้เปิดเส้นทางการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าไว้ให้

ด้วยเหตุนี้ นักบุญหงจวินจึงได้รับการเคารพยกย่องจากสรรพสัตว์ในฟ้าดินให้เป็นปรมาจารย์เต๋า

พอมานึกย้อนดูตอนนี้ หนี่ว์วาก็พบกับจุดที่น่าสงสัยบางอย่าง

ก่อนที่หงจวินจะบรรลุสัจธรรม ในโลกหงฮวง แม้ทุกคนจะคลำหาทางบำเพ็ญเพียรกันเอง แต่ก็ยังมีความก้าวหน้าให้เห็นอยู่บ้าง ไม่ได้ยากลำบากเหมือนในปัจจุบัน

ทว่าหลังจากที่หงจวินบรรลุสัจธรรม แม้เส้นทางข้างหน้าจะชัดเจนขึ้น แต่การก้าวเดินกลับยากลำบากยิ่งกว่าเดิม ผ่านไปนับสิบล้านปีก็ไม่มีใครก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย

ที่สำคัญที่สุดคือ ก่อนหน้านี้ในหงฮวง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดมากมายเพียงใด?

ต้องรู้ก่อนว่า ตอนนั้นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นต้าหลัวที่สามารถเข้าไปในวังจื่อเซียวได้ ก็มีมากถึงสามพันกว่าคนแล้ว

ส่วนระดับที่ต่ำกว่านั้นอย่าง ไท่อี่ จินเซียน และอื่นๆ ยิ่งนับไม่ถ้วน

แล้วหลังจากนั้นล่ะ? ตั้งแต่การแสดงธรรมครั้งที่สามของหงจวินจนถึงปัจจุบัน เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงแสนกว่าปีเท่านั้น

ผู้ที่เคยไปฟังธรรมที่วังจื่อเซียวในตอนนั้น ปัจจุบันหลงเหลืออยู่กี่คนกัน?

ถ้าไม่ตายในมหันตภัย ก็ตายด้วยอุบัติเหตุ เหลือรอดเพียงหยิบมือเดียว

เมื่อลองนึกดูให้ละเอียด หนี่ว์วาก็รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก

ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง จัดฉากทุกอย่างเอาไว้อย่างลับๆ

ปกติแล้ว ต่อให้เป็นนักบุญแห่งเทียนเต้าก็ไม่เคยมีใครนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน ราวกับจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจมองข้ามเรื่องนี้ไป

ตอนนี้ เมื่อได้ยินเหรินจู่พูดถึง นางถึงเพิ่งจะตื่นจากภวังค์ เพิ่งจะรู้ตัวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวเองถูกจูงจมูกมาโดยตลอด

“ขอเหรินจู่โปรดช่วยข้าด้วย!”

ความคิดนับพันหมื่นสับสนวุ่นวายอยู่ในหัว ยิ่งคิดหนี่ว์วาก็ยิ่งกลัว ดวงตาของนางฉายแววหวาดหวั่น มองหลี่ลั่วด้วยสายตาอ้อนวอน

ราวกับม่านหมอกที่ปิดบังดวงตาถูกปัดเป่าออกไป ในตอนนี้ นางเพิ่งจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์ของตนเองนั้นเข้าขั้นวิกฤตแล้ว

“ช่วยเจ้างั้นหรือ? ข้าจะไปช่วยเจ้าได้ยังไง? ตอนนี้พลังของข้ายังห่างชั้นกับหงจวินมากนัก ต่อให้อยากช่วยก็ช่วยไม่ได้หรอก!”

หลี่ลั่วแบมือออก แสดงสีหน้าจนใจ “แต่ทว่า ต้นกระเทียมอาจจะยังไม่โตเต็มที่ เขาจึงยังไม่รีบร้อนเก็บเกี่ยว!”

“เพราะฉะนั้น เจ้ายังมีโอกาส!”

“หวังว่าข้าจะสามารถเติบโตขึ้นจนมีพลังพอจะต่อต้านหงจวินได้ ถึงจะสามารถช่วยพวกเจ้าไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะลงมือ!”

“ไม่อย่างนั้น ข้าก็หมดหนทางเหมือนกัน!”

หลี่ลั่วถอนหายใจพลางกล่าว

พูดไปพูดมา เขาก็แค่ไม่อยากทำให้หงจวินต้องตกใจเพียงเพื่อช่วยหนี่ว์วา จนอาจจะนำภัยพิบัติมาสู่ตนเอง

ซึ่งนั่นไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเขาและเผ่าพันธุ์มนุษย์เลย

จะโทษก็ต้องโทษเจ้าหนูเฉินเหิงจือนั่นแหละ ที่วางโครงเรื่องไว้แค่คร่าวๆ

ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า หงจวินมีแผนการร้ายอะไรซ่อนอยู่

หลี่ลั่วยังจำได้ดีว่า ประโยคนั้นเขียนเอาไว้ว่าอย่างไร

“เพื่อลบล้างอิทธิพลของผานกู่ หงจวินยอมตัดขาดเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของสรรพสัตว์ในโลกหงฮวง ทำให้พวกเขาหมดหนทางก้าวไปข้างหน้า”

“เมื่อผ่านพ้นไปหลายยุคมหันตภัย การแสวงหามหามรรคาของสรรพสัตว์ในฟ้าดินก็ยิ่งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยุคสิ้นธรรม โลกหงฮวงก็ได้ก้าวเข้าสู่กาลอวสานแห่งยุคมหันตภัย!”

แล้วจากนั้น ก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว

นอกจากประโยคที่คลุมเครือนี้ ก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องอื่นใดอีก

แน่นอน แม้จะมีการกล่าวถึงในเนื้อเรื่อง หลี่ลั่วก็คงไม่เชื่ออย่างสนิทใจหรอก

เจ้าเด็กนั่นก็แค่คนดวงดีคนหนึ่ง อาจจะได้รับอิทธิพลจากอะไรบางอย่าง ทำให้ล่วงรู้เรื่องราวของเขาโดยบังเอิญ แล้วนำไปเขียนเป็นนิยายเท่านั้น

มันก็แค่มีความคล้ายคลึงกับชะตากรรมของหลี่ลั่วอย่างผิวเผินเท่านั้นแหละ

ยิ่งตอนนี้ สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไป ก็เริ่มเบี่ยงเบนไปจากเส้นทางเดิมที่ถูกกำหนดไว้เสียแล้ว

“ท่านเองก็ไม่มีวิธีงั้นหรือ... นี่พวกข้าเหล่านักบุญ นอกจากนอนรอความตายแล้ว ก็ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วงั้นหรือ...”

เมื่อหนี่ว์วาได้ยินดังนั้น นางก็ไม่ได้สงสัยในคำพูดของเขาเลย ได้แต่พึมพำกับตัวเองอย่างเลื่อนลอย

แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าหงจวินมีจุดประสงค์แอบแฝงอะไรกันแน่ แต่ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

ถ้าพลาดพลั้งขึ้นมา นักบุญทั้งหกก็คงกลายเป็นเครื่องสังเวยของหงจวิน ตายไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ต่อต้านงั้นหรือ?

เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่ใช่ไม่อยากต่อต้าน แต่เป็นเพราะต่อต้านไม่ได้ต่างหาก

หลวมตัวลงเรือลำเดียวกับนักบุญแห่งเทียนเต้าไปแล้ว จะถอนตัวได้อย่างไรล่ะ?

ตอนที่หงจวินประทานปราณม่วงหงเมิงให้ เขาก็บอกเอาไว้แล้วว่า หลังจากใช้ปราณม่วงหงเมิงบรรลุเป็นนักบุญแล้ว ก็จะต้องผูกชะตาติดกับโลกหงฮวง ร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน

ในตอนนั้น ทั้งสามชิง เจียอิน จุนถี และหนี่ว์วา ต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ใครจะไปคิดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบนี้ล่ะ?

“ข้าหมดหนทางจริงๆ เจ้าก็ปกป้องตัวเองให้ดีก็แล้วกัน!”

หลี่ลั่วส่ายหน้า จากนั้นก็เงียบไป

“ปกป้องตัวเองให้ดีงั้นหรือ? หึหึ ปกป้องตัวเองให้ดี...”

หนี่ว์วาพึมพำคำพูดเหล่านี้ นางลุกขึ้นอย่างเลื่อนลอย แล้วเดินออกไปข้างนอก

ไม่นาน นางก็จากตำหนักมนุษยชาติไป

หลี่ลั่วเอามือไพล่หลัง ดวงตาของเขาทอดมองไปยังทิศทางที่หนี่ว์วาจากไปอย่างเหม่อลอย ไร้ซึ่งจุดหมาย

เขากำลังขบคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผานกู่ หงจวิน นักบุญแห่งเทียนเต้า และโลกหงฮวง

ไข่มุกมหามรรคาเคยบอกไว้ว่า มหาเทพผานกู่ยังไม่ตาย แต่ได้จำแลงร่างกลายเป็นสรรพสิ่ง เพื่อรอคอยให้ถึงเวลาที่เหมาะสม แล้วจึงจะหวนกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง

เมื่อถึงเวลานั้น โลกพหุจักรวาลหงฮวงและหมื่นภพจบสากลทั้งหมด จะต้องกลายเป็นอาหารบำรุงพลังของเขา

เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว จุดประสงค์ของหงจวินก็คงเดาได้ไม่ยาก

ไม่หงจวินก็เป็นพวกเดียวกับผานกู่ และสิ่งที่เขาทำลงไปทั้งหมด ก็เพื่อปูทางให้ผานกู่สามารถผ่านพ้นวิกฤติและหวนกลับมาได้อย่างราบรื่น

ก็เป็นไปได้ว่า หงจวินรู้ถึงแผนการของผานกู่ และที่เขาทำแบบนี้ ก็เพื่อปกป้องตัวเอง

นอกจากนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าหงจวินไม่รู้เรื่องของผานกู่เลย แต่มีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่

แม้ในใจหลี่ลั่วจะรู้สึกร้อนรนอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่เคยแสดงออกให้เห็น และไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง

ทำไปตามขั้นตอน เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง

รีบร้อนไม่ได้ เร่งรีบไม่ได้

ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือนที่ดังแว่วมาเบาๆ ก็ทำลายห้วงความคิดของหลี่ลั่ว ทำให้เขาได้สติกลับมา

“ครืน!”

วินาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องกัมปนาทดังมาจากแดนมนุษย์ กระจายไปทั่วโลกหงฮวง

ภายนอกแดนมนุษย์ ปราณหุนตุ้นอันไร้ขอบเขตถูกเปลี่ยนเป็นปราณเซียนเทียน ไหลบ่าราวกับน้ำป่าไหลหลาก ทะลักเข้าสู่แดนมนุษย์อย่างไม่ขาดสาย

ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์ ภายในตำหนักเหรินจู่ เจียงลั่วหวังนั่งขัดสมาธิ ร่างกายเปล่งประกายเจิดจรัสไร้ที่สิ้นสุด

ลำแสงอันตระการตาสายหนึ่งพุ่งทะลุจากกลางกระหม่อมของเขา หายลับเข้าไปในแม่น้ำแห่งห้วงเวลาและโชคชะตาที่ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

“ไอ้เด็กบ้า ในที่สุดก็บรรลุสัจธรรมสู่ขั้นต้าหลัว หลุดพ้นอย่างแท้จริงแล้วสินะ!”

สายตาของหลี่ลั่วเปลี่ยนไป ทะลวงผ่านอุปสรรคนานัปการ และมองเห็นแม่น้ำแห่งห้วงเวลาและโชคชะตาในพริบตา

ดวงจิตวิญญาณของเจียงลั่วหวังได้เข้าสู่กระแสแม่น้ำแห่งนั้น เพื่อค้นหารอยประทับจิตวิญญาณแท้จริงของตนเอง

สายน้ำไหลเอื่อย สรรพสัตว์นับล้านล้านชีวิตต่างลอยคออยู่ท่ามกลางกระแสน้ำ ไม่สามารถหลุดพ้นได้

ไม่นาน เจียงลั่วหวังก็พบรอยประทับจิตวิญญาณแท้จริงของตัวเอง เมื่อคว้ามาได้ เขาก็ออกจากแม่น้ำสายลี้ลับแห่งนี้ และกลับคืนสู่ร่างเนื้อ

วินาทีต่อมา แรงกดดันอันทรงพลังยิ่งกว่าเดิมก็แผ่กระจายออกจากร่างของเจียงลั่วหวัง ครอบคลุมไปทั่วทั้งแดนมนุษย์

สามบุปผารวมยอด ห้าปราณคืนสู่บรรพกาล

ในเวลานี้ เจียงลั่วหวังได้บรรลุสัจธรรมสู่ขั้นต้าหลัวอันเป็นนิรันดร์อย่างเป็นทางการแล้ว

“คารวะท่านผู้นำ!”

“ท่านผู้นำทรงพระเจริญ!”

ชนเผ่ามนุษย์นับไม่ถ้วนต่างโห่ร้องแสดงความยินดี และทำความเคารพเขา

เจียงลั่วหวังลอยตัวอยู่กลางอากาศ บดบังท้องฟ้า แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่ง

ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ขณะรับการสดุดีจากชนเผ่า

ในที่สุดก็บรรลุเป็นต้าหลัวได้สำเร็จ ก้าวตามทันคนส่วนใหญ่แล้ว

“ส่งคำสั่งของข้าลงไป จัดงานเลี้ยงฉลองเป็นเวลาสามวัน!”

เจียงลั่วหวังมองลงไปยังชนเผ่าเบื้องล่าง ค่อยๆ ลดระดับลงมาจากท้องฟ้า แล้วสั่งการกับเหล่าผู้อาวุโสของเผ่า

อุตส่าห์บรรลุสัจธรรมได้ทั้งที ก็ต้องให้ชนเผ่าได้ร่วมยินดีและเฉลิมฉลองกันหน่อย

“ขอรับ!”

เหล่าผู้อาวุโสต่างยิ้มแย้มแจ่มใส พากันไปจัดการตามคำสั่ง

การที่ผู้นำสามารถบรรลุเป็นต้าหลัวได้ พิสูจน์ให้เห็นว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

นี่เป็นเรื่องน่ายินดี สมควรแก่การเฉลิมฉลอง

กลุ่มแชท

[ปั๋วเจวี๋ย] นักพรตจางแห่งอู่ตัง : “@ทุกคน ผู้นำเผ่าพันธุ์มนุษย์คนปัจจุบันแห่งหงฮวงได้บรรลุเป็นต้าหลัวแล้ว ทุกท่านจะมาร่วมสนุกที่หงฮวงกันไหม?”

ขณะที่ปะปนอยู่ในฝูงชนเพื่อกล่าวแสดงความยินดีกับเจียงลั่วหวัง จางซานเฟิงก็เปิดกลุ่มแชทขึ้นมาแล้วแท็กทุกคน

ที่บอกว่ามาร่วมสนุกที่หงฮวง จริงๆ แล้วนอกจากอิ๋งเจิ้ง เจียงอวี้เยี่ยน หยางกวง หานลี่ เฉินหนาน ฟางหาน ฟางอวิ้น หงชิงซาน สมาชิกเก่าทั้งแปดคน รวมไปถึงสมาชิกใหม่อีกแปดคนแล้ว

สมาชิกคนอื่นๆ ล้วนพาโลกของตนเองย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่หงฮวงตั้งนานแล้ว

[ผู้ดูแลระบบ] ปฐมจักรพรรดิต้าฉิน : “เจียงลั่วหวังบรรลุเป็นต้าหลัวแล้วรึ? ข้าเองก็ดูเหมือนจะขาดอีกเพียงก้าวสุดท้ายเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมันช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอีกพันปีถึงจะก้าวข้ามขั้นนี้ไปได้กระมัง!”

ในขณะที่ร่างแยกกำลังเที่ยวเล่นอยู่ในโลกแห่งชีวิตนิรันดร์ ร่างต้นของอิ๋งเจิ้งกลับไม่ได้อยู่เฉยๆ เขายังคงทำศึกปราบปรามโลกต่างมิติอย่างไม่หยุดหย่อน

หลังจากพิชิตโลกเหล่านั้นได้แล้ว ก็นำมารวมเข้ากับราชสำนักศักดิ์สิทธิ์ต้าฉิน

เพียงแต่ แถบสถานะการเลื่อนขั้นเป็นมหาโลกพันภพกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์มานานแสนนาน ก้าวสุดท้ายยังคงก้าวข้ามไปไม่ได้เสียที

[จื่อเจวี๋ย] ฟางหาน : “ในที่สุดเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็มีผู้แข็งแกร่งระดับต้าหลัวที่ถือกำเนิดในท้องถิ่นคนที่สองแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกคนทั่วหล้าควรเฉลิมฉลองร่วมกัน!”

โลกแห่งชีวิตนิรันดร์ ณ แดนเซียน

ฟางหานพาสมาชิกกลุ่มอีกห้าคนไปท่องเที่ยวในโลกทั้งสามพันใบ จนในที่สุดก็เดินทางมาถึงแดนเซียน

ณ จุดสูงสุดของแดนเซียนทั้งหมด มีพระราชวังแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่

พระราชวังแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ทอดยาวนับล้านล้านลี้ ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสวรรค์ชั้นเก้า ปลดปล่อยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว แผ่รังสีอำมหิตเย็นเยียบจนน่าขนลุกออกมา

ต่อให้ยืนอยู่บนพื้นโลก ห่างออกไปล้านล้านลี้ ก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

นี่คือที่ตั้งของสวรรค์ ซึ่งก็คือสมบัติล้ำค่าที่ราชันเซียนจ้าวฮว่าสร้างขึ้นในอดีต ภายในไม่เพียงแต่จะบรรจุห้วงมิติเวลาอันไร้ขอบเขต แต่ยังมีค่ายกลมรรคาเซียนนับไม่ถ้วนคอยปกป้อง และมียอดคนระดับเทียนจวินจำนวนมากสถิตอยู่

เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทั้งอันตรายที่สุดและเป็นแดนแห่งโชคลาภอันดับหนึ่งของโลกแห่งชีวิตนิรันดร์เลยทีเดียว

เพียงแต่ หลังจากที่ฟางหานเข้ามาเป็นเจ้าของแดนเซียน สวรรค์ทั้งหมดก็เปลี่ยนมาใช้แซ่ฟางแล้ว

จะว่าไป ราชันเซียนจ้าวฮว่าก็เป็นคนดีจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดั่งหัวหน้าทีมขนส่งสมบัติวิเศษเลยทีเดียว

ตามต้นฉบับ หากไม่ใช่เพราะการวางแผนของราชันเซียนจ้าวฮว่า ต่อให้ฟางหานจะเป็นวิญญาณศาสตราของประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ที่กลับชาติมาเกิด ตลอดชีวิตนี้เขาก็คงเป็นได้แค่บ่าวรับใช้เท่านั้น

วิญญาณศาสตราของประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ ต่อให้กลับชาติมาเกิดเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก็ไม่มีทางผงาดขึ้นมาเป็นตำนานได้อย่างฟางหานหรอก

หากไม่ได้พบกับไป๋ไห่ฉาน ร่างแยกของราชันเซียนจ้าวฮว่าที่ถูกส่งออกมาจากประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ หากไม่ตกหลุมพรางของราชันเซียนจ้าวฮว่า ฟางหานก็คงยังเป็นแค่ทาสรับใช้ต่อไป

แม้ในใจจะไม่ยอมจำนน แต่ก็ไร้กำลังจะพลิกฟื้นสถานการณ์

และเขาอาจจะต้องเป็นเพียงคนที่มีพรสวรรค์ทางวรยุทธ์ต่ำต้อย เป็นทาสรับใช้ไปตลอดชีวิต จนกระทั่งสิ้นอายุขัยและตายจากไปในที่สุด

แต่ในวินาทีที่เขาตกหลุมพรางของราชันเซียนจ้าวฮว่า เขาก็ได้ซึมซับโชคชะตาเสี้ยวหนึ่งของราชันเซียนจ้าวฮว่ามาด้วย ทำให้ชะตาชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป เป็นดั่งปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร กลายร่างเป็นมังกรในที่สุด

เมื่อเข้าร่วมกับสำนักอวี่ฮว่า ฟางหานก็ยังคงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นกายเนื้อที่ไร้ซึ่งพลังฝึกปรือที่ลึกล้ำ

ในเวลานั้น “เหยียน” วิญญาณศาสตราของภาพหวงเฉวียนที่ราชันเซียนจ้าวฮว่าจงใจทิ้งไว้ให้ ก็ได้กลายมาเป็นอาจารย์คนที่สองของเขา

ตอนนั้น ฟางชิงเสวี่ยเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา คอยรับหน้าและป้องกันธนูอาบยาพิษที่พุ่งเป้ามาที่เขามากมาย

ต่อมา เจียหลานก็เป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา คอยรับมือกับคำขู่ของฮั่วเทียนตู

หลังจากนั้น เขาก็ได้รับต้นอ่อนพฤกษาโลกมาครอบครอง และก้าวเข้าสู่อันตรายทีละก้าว จนกระทั่งไปติดกับอยู่ในจวนเซียนไท่หยวน

แต่ในความอันตรายนั้น กลับมีโอกาสซ่อนอยู่ เขาได้รับความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสท่านหนึ่ง และยังได้รับความช่วยเหลือจากเฟิงไป๋อวี่ จนสามารถหนีรอดออกมาได้

ในเวลานั้น เฟิงไป๋อวี่คือผู้พิทักษ์มรรคาของเขา คอยขัดขวางการคุกคามจากผู้นำเผ่ามาร

ต่อมา มุนีมารชื่อหยวนก็กลายเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา คอยต่อต้านการลอบสังหารจากสำนักไท่อี

ต่อมา เซียนจุนหลิงหลงก็กลายเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา คอยต่อต้านการลอบสังหารจากสำนักไท่อี

ต่อมา ผู้เฒ่ามารจิตก็กลายเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา

ต่อมา พู่กันจักรพรรดิมนุษย์ก็กลายเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา

ต่อมา ราชันสวรรค์โกลาหลก็กลายเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา

ต่อมา ราชันศักดิ์สิทธิ์จุดจบก็กลายเป็นผู้พิทักษ์มรรคาของเขา

ตลอดเส้นทางที่ก้าวเดิน เขาได้สร้างตำนานมาตลอดทาง บำเพ็ญเพียรมาตลอดทาง ดูเหมือนว่าการบำเพ็ญเพียรของฟางหานจะไม่มีขีดจำกัดใดๆ พลังฝึกปรือของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เอาชนะยอดฝีมือไปคนแล้วคนเล่า

ตลอดเส้นทาง เขาได้รับวิชาลับและพลังเทวะมากมาย เช่น เทวะมหาปีศาจห้าจักรพรรดิ, มหาเวทตัดผ่า, มหาเวทต้นกำเนิด, มหาเวทกลืนกิน, มหาเวทโปรดสัตว์, มหาเวทเหตุและผล, เวทชะตากรรมย่อย, ทวยเทพสร้างโลก, มรรคาหงเมิง, หมัดจ้าวฮว่าสามสิบสามชั้นฟ้า, หมัดเทวะต้นกำเนิด และอื่นๆ อีกมากมาย

ตลอดเส้นทาง เขาได้รับของวิเศษมากมาย และยังได้หลอมสร้างของวิเศษขึ้นมาเองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพหวงเฉวียน, สถูปแปดส่วน, สมบัติวิเศษสามสิบสามชั้นฟ้า, กุญแจเทพหวง, ตราประทับสรรพชีวิต, ปีกแห่งอิสระ, คทาแห่งตำนาน และอื่นๆ อีกมากมาย

ตลอดเส้นทาง เขาได้ก้าวเดินจากมหาโลกเสวียนหวงไปสู่แดนเซียน จากขั้นกายเนื้อ เลื่อนไปสู่ขั้นเร้นลับเทวะ ขั้นอายุวัฒนะ และขั้นเซียน

จากระดับเทียนเซียน สู่เสินเซียน เสวียนเซียน จินเซียน จู่เซียน หยวนเซียน เซิ่งเซียน จื้อเซียน ครึ่งก้าวเทียนจวิน เทียนจวิน จนกระทั่งกลายเป็นเซียนหวังในท้ายที่สุด

วิญญาณศาสตราของประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ราวกับเปิดโหมดโกง สามารถกดขี่คู่ปรับอย่างฮั่วเทียนตูได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จากวิญญาณศาสตราของประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ กลายมาเป็นผู้ครอบครองประตูแห่งชีวิตนิรันดร์

ดังนั้น สำหรับวิญญาณศาสตราของประตูแห่งชีวิตนิรันดร์แล้ว ราชันเซียนจ้าวฮว่าถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว

บุญคุณของเขา บุญคุณที่ให้ชีวิตใหม่นั้น ยิ่งใหญ่ราวกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเลยทีเดียว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนดีเช่นนี้ เผชิญหน้ากับราชันเซียนจ้าวฮว่าที่เป็นดั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิด

วิญญาณศาสตราของประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ หรือก็คือเฒ่ามารฟางในอีกเนิ่นนานให้หลัง ในที่สุดก็กลืนกินเขาทั้งน้ำตา

และนี่ก็คือจุดจบของคนดีอย่างราชันเซียนจ้าวฮว่า ความน่าเวทนาของเขานั้นแทบจะเทียบชั้นกับหงอวิ๋นในโลกหงฮวงได้เลยทีเดียว

แน่นอน ในชาตินี้ ฟางหานมีกลุ่มแชทคอยช่วยเหลือ ความเร็วในการผงาดขึ้นมาย่อมเร็วกว่าในต้นฉบับอย่างเทียบไม่ติด เร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

บ่อยครั้งที่คู่ต่อสู้ของเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็จัดการคู่ต่อสู้จนราบคาบไปหมดแล้ว ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ในปัจจุบัน ฟางหานได้เติบโตมาจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุเป็นต้าหลัว พลิกชะตาชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ และกลายเป็นผู้ครอบครองประตูแห่งชีวิตนิรันดร์

ใครก็ไม่อาจขวางกั้นก้าวนี้ได้

คนที่สามารถคุกคามเขาได้ ถ้าไม่กลายเป็นเพื่อนของเขา ก็ถูกเขากลืนกิน กลายเป็นทรัพยากรสำหรับการเลื่อนขั้นไปจนหมดสิ้น

ในเวลานี้ ณ จุดสูงสุดของสวรรค์ บัลลังก์หลายตัวลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ โดยมีห้วงมิติเวลาเป็นฐานราก มีดวงดาวเป็นองค์ประกอบ และประดับประดาด้วยดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

เบื้องล่างบัลลังก์ มีโลกเม็ดทรายคงคาอันไร้ประมาณกำลังถือกำเนิดและดับสูญไปอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกาลเวลาไหลผ่าน โลกแห่งดวงดาวอันไร้ขอบเขตก็หมุนวนไปตามวัฏจักร

บนบัลลังก์แต่ละตัว มีร่างเงาขนาดมหึมานั่งประทับอยู่ ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

ร่างเงาเหล่านั้นดูราวกับจะใหญ่โตไร้ที่สิ้นสุด แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเล็กกระจ้อยร่อยจนหาที่สุดไม่ได้ คอยกดทับโลกทั้งสามพันใบ และกวาดล้างไปทั่วแปดทิศหกบรรจบ

เมื่อนั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ ก็ราวกับสัมผัสได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เป็นพลังที่ควบคุมกฎเกณฑ์มหามรรคาของโลกใบนี้

โลกทั้งใบสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของตนเองได้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

“ทุกท่าน เที่ยวเล่นมาตั้งนานแล้ว พวกเราควรกลับกันได้แล้วล่ะ!”

บนบัลลังก์ตัวหนึ่ง ฉินอวี่เอ่ยขึ้นมาเรียบๆ

“ถูกต้อง ในวาระที่ผู้นำเผ่าพันธุ์มนุษย์บรรลุเป็นต้าหลัว พวกเราก็เที่ยวเล่นมาพอแล้ว สมควรแก่เวลากลับเสียที!”

สือฮ่าวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อีกตัวพยักหน้าเห็นด้วย

“อ้าว รีบไปไหนกัน ข้ายังสนุกอยู่เลย!”

ฟางหานที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานรีบเอ่ยรั้งไว้

“ไว้โอกาสหน้าเถอะ ภายหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะแยะ!”

เฉินหนานส่ายหน้าปฏิเสธ

“สหายเต๋าฟาง ลาก่อนนะ!”

จ้าวหลิงเอ๋อร์ส่งยิ้มหวาน กล่าวลาฟางหาน แล้วร่างของนางก็ค่อยๆ เลือนหายไป

“วันหน้าถ้ามีโอกาส ก็แวะไปเที่ยวที่ต้าฉินของข้าได้ ลาก่อน!”

ร่างแยกของอิ๋งเจิ้งกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเดินทางออกจากโลกแห่งชีวิตนิรันดร์เช่นกัน

“เอาเถอะ ข้าเองก็ต้องไปเตรียมตัวสักหน่อย เพื่อไปแสดงความยินดีกับผู้นำเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่โลกหงฮวง พอกลับมา ข้าจะลงมือจัดการกับประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ล่ะ!”

เมื่อเห็นสมาชิกกลุ่มทยอยจากไปทีละคน ฟางหานก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังคลังสมบัติของสวรรค์

ไปแสดงความยินดีทั้งที จะขาดของขวัญไปได้อย่างไรล่ะ

เพราะฉะนั้น ราชันเซียนจ้าวฮว่านี่ช่างเป็นคนดีจริงๆ นะ

ในคลังสมบัติของสวรรค์นั้น มีของดีเก็บซ่อนเอาไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนตอนนี้ของพวกนั้น ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่ฟาง ตามสวรรค์ไปเสียแล้ว

เมิ่งฉี : “ผู้นำเผ่าพันธุ์มนุษย์บรรลุเป็นต้าหลัว พวกเราสมควรไปแสดงความยินดีด้วยตัวเองนะ!”

โจวชิง : “ที่พี่เมิ่งพูดมาถูกต้องที่สุด แต่คงต้องเตรียมของขวัญสักหน่อยแล้ว!”

เสวียนจ้าง : “เรื่องแบบนี้จะขาดข้าไปได้ยังไง! รอเดี๋ยว ขอข้าพาเจ้าลิงไปเปิดหูเปิดตาที่หงฮวงด้วยคน!”

ในวันนั้น สองอาจารย์และลูกศิษย์ยังคงเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกต่อไป

พวกเขาเดินทางมาถึงหุบเขาเหยี่ยวโศก ณ เขาเสอผาน ทันใดนั้นก็มีมังกรขาวตัวหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาจากลำธาร กางกรงเล็บพุ่งตรงเข้าใส่เสวียนจ้าง ซุนหงอคงเห็นดังนั้นก็รีบพาเสวียนจ้างขี่เมฆหนีไปอย่างรวดเร็ว

มังกรขาวไล่ตามซุนหงอคงไม่ทัน จึงอ้าปากเขมือบม้าขาวที่เสวียนจ้างขี่มาแทน จากนั้นก็ดำดิ่งกลับลงไปในน้ำ

“ไอ้ปลาไหลนี่สงสัยจะอายุสั้นเสียแล้ว ถึงกล้ามากระตุกหนวดเสือถึงที่นี่! ท่านอาจารย์ รอข้าตรงนี้สักเดี๋ยว ข้าจะไปคิดบัญชีกับมัน!”

เมื่อเห็นฉากนั้น ซุนหงอคงก็สบถด่าทอออกมาด้วยความโมโห

“เอ๊ะ เจ้าลิง อย่าเพิ่งใจร้อนไป ข้าจะพาเจ้าไปที่ที่หนึ่ง!”

ในตอนนั้นเอง เสวียนจ้างเห็นข้อความในกลุ่มแชท จึงรีบรั้งหงอคงเอาไว้

“ที่ไหนหรือ?”

เมื่อซุนหงอคงได้ยินดังนั้น ก็หยุดชะงักทันที ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

“เจ้ามักจะสงสัยมาตลอดไม่ใช่หรือ ว่าเพื่อนๆ ของข้ามาจากไหนกัน? ข้าจะพาเจ้าไปเยี่ยมพวกเขาเดี๋ยวนี้แหละ!”

เสวียนจ้างมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ

ส่วนเรื่องมังกรขาวนั่น ยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว ปล่อยมันไปก่อนละกัน ไว้ค่อยกลับมาจัดการทีหลัง

“จริงหรือ?”

เมื่อซุนหงอคงได้ยิน ดวงตาก็ทอประกายเจิดจ้า

“ข้าไม่เคยมุสา แต่ว่า เราต้องตกลงกันก่อนสามข้อ พอไปถึงที่นั่นแล้ว ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้นะ!”

“ท่านอาจารย์วางใจได้เลย ข้ารู้ว่าอะไรควรไม่ควรน่า!”

“รู้ก็ดีแล้ว ไปกันเถอะ!”

พอพูดจบ ร่างของทั้งสองก็กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานหายไปในพริบตา

“เอ่อ... นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? บทไม่เห็นตรงกันเลย!”

ณ ก้นลำธารหุบเขาเหยี่ยวโศก มังกรขาวที่กำลังรอให้ซุนหงอคงมาหาถึงที่ ถึงกับอ้าปากค้าง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 390 - หนี่ว์วามาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว