- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยหนี้สิน ผมกลายเป็นเศรษฐีได้ด้วยการแจ้งเบาะแส
- บทที่ 306 - ฟื้นคืนสติ
บทที่ 306 - ฟื้นคืนสติ
บทที่ 306 - ฟื้นคืนสติ
บทที่ 306 ฟื้นคืนสติ
เจียงอวี๋นั่งอยู่ตรงมุมเตียง ปอกเปลือกองุ่นเงียบๆ ทีละลูก
“บัญชีของหลิวซ่วยซ่วยถูกแบนถาวรแล้วนะ ทางการออกประกาศแล้วด้วย โดนขัง 15 วัน...”
“ในเน็ต คลิปที่นายจับพี่ยุ่นยังคงเป็นไวรัลอันดับหนึ่งอยู่เลย มีคนเอาไปรีวิวเพียบ คนเกาะกระแสก็เยอะ แต่ตอนนี้คลิปที่ว่อนอยู่ก็เซนเซอร์หน้านายหมดแล้วนะ”
“สำนักข่าว CCTV ออกมาตำหนิพวกที่แชร์คลิปมั่วซั่วในเน็ตด้วย บอกว่ามีกองกำลังต่างชาติกำลังมุ่งเป้าโจมตีแก้แค้นนาย โห วันที่ข่าวออก เน็ตแทบแตกแน่ะ นายรู้ไหมว่ามีคนสนับสนุนนายเยอะแค่ไหน มีคนด่าพี่ยุ่นกับประเทศ M จนยับไปกี่คน...”
หลินหนิงนอนเอนหลังพิงเตียงพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ฟังหวังเฉียวกับหยางเหว่ยเฟิงเจื้อยแจ้วด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเว่อร์วัง
แต่ภายใต้ฉากหน้าที่ดูอบอุ่นและคึกคัก กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกห่างเหินและเกรงใจ
หวังเฉียวและหยางเหว่ยเฟิงสบตากัน
หยางเหว่ยเฟิงหรี่ตาลง: ชักจะรับมือยากแล้วแฮะ
หวังเฉียวกะพริบตาซ้ายช้าๆ: นั่นสิ ทำไงดี?
หยางเหว่ยเฟิงเกาหัวแกรกๆ: ฉันก็ปลอบคนไม่เก่งซะด้วยสิ ซัดสักหมัดดีไหม?
หวังเฉียวตบหน้าผากฉาด: นายดูผ้าพันแผลบนตัวมัน ดูผมหงอกๆ กับผิวเหี่ยวๆ ของมันสิ ขืนนายซัดไปหมัดเดียว ไม่กลัวมันตายคาที่หรือไง?
หยางเหว่ยเฟิงลูบหน้า: แล้วจะทำยังไงล่ะวะ?
หวังเฉียวกวาดสายตามองไปรอบๆ พอเห็นท้องฟ้าสีครามกับต้นไม้เขียวขจีข้างนอกหน้าต่าง ก็พูดขึ้นมาว่า
“อากาศดีจัง ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกกันเถอะ”
หลินหนิงถูกหยางเหว่ยเฟิงจับยัดลงบนรถเข็นโดยไม่สนคำปฏิเสธ แล้วก็เข็นออกไปทันที
เจียงอวี๋กำลังจะยัดกล่องทัปเปอร์แวร์ที่ใส่องุ่นปอกเปลือกแล้วใส่มือหลินหนิง
แต่ถูกหวังเฉียวรับไปแทน
“เธอพักผ่อนเถอะ เฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนแล้ว เดี๋ยวพวกเราพามันไปเดินเล่นเอง”
เจียงอวี๋เหลือบมองหลินหนิงแวบหนึ่ง
หลินหนิงก้มหน้า เธอจึงยิ้มและพยักหน้า
พอออกจากตึกผู้ป่วยใน คลื่นความร้อนก็ปะทะเข้าเต็มหน้า แสงแดดจ้าจนขาวโพลน ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มไปทุกอณูแม้กระทั่งตอนหายใจ
แต่พอหลินหนิงมองดูท้องฟ้าสีครามที่ไร้ก้อนเมฆ อารมณ์ของเขาก็ผ่อนคลายลงบ้าง
ยังไม่ถึง 5 นาที หวังเฉียวและหยางเหว่ยเฟิงก็เหงื่อแตกพลั่ก
โดยเฉพาะหยางเหว่ยเฟิง หลังจากแต่งงานมีลูก กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของเขาก็ค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยชั้นไขมันนุ่มๆ
แป๊บเดียว เสื้อผ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับตัว
เขาพยายามเข็นหลินหนิงไปตามร่มไม้ แล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
“ไอ้หลิน พวกฉันต้องช่วยนายยังไงนายถึงจะอารมณ์ดีขึ้นฮะ? นายทำตัวครึ่งผีครึ่งคนใส่พวกฉันก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้านายทำแบบนี้กับเจียงอวี๋ ขืนเธอหนีไปล่ะก็ ถึงตอนนั้นนายจะมาเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้วนะ”
หลินหนิงมองดูท้องฟ้าสีครามและต้นไม้เขียวขจี หลุบตาลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“อยู่ข้างๆ ฉันมันอันตรายเกินไป แล้วอีกอย่าง การต้องมาใช้ชีวิตแบบอกสั่นขวัญแขวนแบบนี้ มันไม่แฟร์สำหรับเธอเลย”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
“พวกนายก็เหมือนกัน ฉันรู้ว่าพวกนายหวังดี...”
จู่ๆ หวังเฉียวก็หัวเราะเยาะออกมา ขัดจังหวะคำพูดของเขา
“ฮะ! พอเลย! ตอนนายเป็นแบบนั้น ตอนฉันเป็นแบบนี้ แล้วก็ตอนที่ไอ้บ้าจางเสวียเหิงเป็นแบบโน้น พวกเราเคยทิ้งกันซะที่ไหน? จะมีก็แต่หยางเหว่ยเฟิงนี่แหละที่ซวยสุด ต้องคอยเดือดร้อนเรื่องคนนู้นทีคนนี้ที แล้วตอนนี้นายก็มาทำตัวงี่เง่าแบบนี้อีก”
เขายกแขนขึ้นรองท้ายทอย แหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้
“อันตรายเหรอ? คนของกระทรวงความมั่นคงที่ชื่อเฉินจื้อก็เล่าเรื่องของนายในครั้งนี้ให้พวกเราฟังแล้ว นายเก่งกาจขนาดนี้ มีอะไรต้องกลัวอีก?”
“ถ้าจะกลัว นายควรจะกลัวว่าพวกเราจะทนกระสุนเคลือบน้ำตาลไม่ไหวมากกว่ามั้ง? ส่วนอันตรายที่นายพูดถึงน่ะ ฉันไปหาข้อมูลมาแล้ว กระต่ายตื่นตูมชัดๆ ตราบใดที่พวกเราไม่ออกนอกประเทศ มีอะไรต้องกลัว?”
หยางเหว่ยเฟิงก็พยักหน้าเห็นด้วย
“คนระดับบิ๊กๆ ที่สำคัญกว่านายตั้งเยอะแยะ มีใครบ้างที่ไม่แต่งงานมีลูก ไม่มีครอบครัวหรือเพื่อนฝูง? ก็ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรนี่ นายแค่ขวัญเสียกับเรื่องเพื่อนจากกระทรวงความมั่นคงของนายคนนั้นต่างหากล่ะ รอให้เขาหายดีก็ไม่มีอะไรแล้ว เพราะงั้นตอนนี้นายทำตัวดีๆ หน่อย ฉันจะบอกอะไรให้นะ เมียฉันบอกแล้วว่ายอมรับให้เจียงอวี๋เป็นน้องสะใภ้เท่านั้น”
หลินหนิงหุบปาก ไม่โต้ตอบ
หวังเฉียวกับหยางเหว่ยเฟิงแอบกัดฟันกรอด ถึงจะรู้ว่าไอ้หลินมีปัญหาทางจิตใจอย่างที่เฉินจื้อบอกก็เถอะ แต่มันก็น่าหมั่นไส้อยู่ดี
ไม่ไกลออกไปนัก มีเสียงหัวเราะดังแว่วมา
ที่ลานกว้างใต้ร่มไม้ บนม้านั่งสองแถวที่ตั้งฉากกัน มีหญิงชราแต่งตัวดีดูมีชาติตระกูลหกเจ็ดคนนั่งล้อมวงกันอยู่
เสียงของคุณยายคนหนึ่งฟังดูห้าวหาญ
“ตอนนั้นตาแก่บ้านฉันตาบอดไปข้างนึง ยังจะมาขอเลิกกับฉันอีก ก็แค่ขาดการสั่งสอน ฉันแต่งกับเขาเพราะอวัยวะเขามีครบ 32 ประการหรือไงเล่า...”
หวังเฉียวกลอกตาไปมา แล้วขยิบตาให้หยางเหว่ยเฟิง
หยางเหว่ยเฟิงเข้าใจทันที เขาเม้มปากเบาๆ
เข็นรถเข็นเดินทอดน่องไปทางนั้น
พอเดินไปถึงตรงกลางระหว่างม้านั่งสองตัว เขาก็หักเลี้ยวรถเข็น ให้หลินหนิงหันหน้าเข้าหากลุ่มคุณยายที่นั่งล้อมเป็นครึ่งวงกลม แล้วก็กดล็อกล้อรถเข็น
ในช่วงเวลาที่หลินหนิงกับพวกคุณยายกำลังงุนงง เขากับหวังเฉียวก็เดินจากไปอย่างหน้าตาเฉย
“เชี่ย...” หลินหนิงตั้งสติได้ ก็อ้าปากจะด่า
แต่พอเจอสายตาเป็นประกายของกลุ่มคุณยายที่จ้องมองมา เขาก็ต้องหุบปากฉับ แล้วส่งยิ้มแหยๆ แก้เก้อ
เสียงของหวังเฉียวลอยมา
“คุยกับคุณป้าๆ เขาให้สนุกนะ”
เสียงทุ้มๆ ของหยางเหว่ยเฟิงดังเสริม
“ใช่! ให้คุณป้าๆ ช่วยเตือนสติแกหน่อย”
สายตาของพวกคุณยายกลุ่มนี้เปลี่ยนเป็นมองอย่างสนใจใคร่รู้ทันที
หน้าของหลินหนิง ครึ่งหนึ่งมาจากความโกรธ อีกครึ่งหนึ่งมาจากความอาย ค่อยๆ แดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้ต้าเหล่าหวัง ไอ้บ้า อย่าบังคับให้ฉันต้องเรียกชื่อจริงพวกแกนะโว้ย!”
หวังเฉียวยืนอยู่ห่างออกไปสิบกว่าก้าว จู่ๆ ก็หยุดกึก หันกลับมา โยกย้ายส่ายสะโพก พลางร้องเพลงอย่างเริงร่า
“ถ้าหากว่าเธอไม่ชอบใจฉัน ก็ด่าเพื่อนฉันได้เลย ฉันยังเป็นซะแบบนี้ แล้วเพื่อนฉันมันจะเป็นคนดีได้ยังงายยยยยย...”
ทำนองเพลงโดราเอมอนที่แสนคุ้นเคย แต่เนื้อเพลงกลับทำเอาหลินหนิงแทบขาดใจตาย
เพื่อนของพวกมันสองคนก็คือเขานี่หว่า?
แม่มเอ๊ย!
“ฮ่าๆๆ... วัยรุ่นสมัยนี้นี่ตลกกันจังเลยนะ”
“เด็กคนนี้หน้าตาดีจัง นิสัยก็น่ารัก เพื่อนพ่อหนุ่มนี่สิ... หน้าตาดูเป็นผู้ใหญ่ไปนิสสสนะ”
หลินหนิงโกรธจนแทบจะหยุดหายใจ
เขาใช้สองมือกดพนักวางแขนรถเข็นพยุงตัวยืนขึ้น ขาข้างที่ใส่เฝือกลอยเค้ง พยายามจะปลดล็อกล้อรถเข็น
คุณยายร่างผอมบางดัดผมลอนหยิกดูทันสมัยคนหนึ่งรีบลุกขึ้นมา ใช้แรงที่มีมหาศาลกดเขาให้นั่งลงไปบนรถเข็นตามเดิม
“หนูอย่าขยับสิลูก เดี๋ยวก็ล้มหรอก! ไม่เป็นไรนะ มีอะไรไม่สบายใจก็เล่าให้ป้าฟังได้ เพื่อนหนูเขาอยากให้พวกป้าช่วยเตือนสติหนู...”
“ไม่ต้องอายหรอก หนูเป็นทหารเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ตึกข้างหลังนี่เป็นของกองทัพใช้กันเองทั้งนั้น ตาแก่บ้านป้าก็พักอยู่ที่นี่ ไม่แน่อาจจะเป็นผู้บังคับบัญชาหนูก็ได้นะ มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ป้าจะไปคุยกับเขาให้...”
“แหม เดี๋ยวนี้กองทัพทำงานด้านความคิดจิตใจไม่ทั่วถึงเลยนะเนี่ย หนูอยู่กองทัพไหน สังกัดไหนจ๊ะ?”
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ สมัยก่อนที่พวกป้าจะเกษียณก็เคยทำงานในกองทัพกันมาก่อน หนูมีปัญหาอะไร พวกป้าจะจัดการให้เอง...”
พวกคุณยายทำราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่และได้หัวข้อสนทนาใหม่ ต่างพากันแย่งพูดเจื้อยแจ้ว
หลินหนิง: “............”
พวกคุณป้าก็เปิดโอกาสให้ผมพูดบ้างสิครับ
“หลินหนิง! หลินหนิง!”
เสียงเจียงอวี๋ดังแว่วมาแต่ไกล ร่างที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความดีใจ
เธอวิ่งมาถึงตรงหน้า หอบแฮ่กจนพูดแทบไม่เป็นคำ
“หลี่เชาฟื้นแล้ว! หลี่เชาฟื้นแล้ว!”