- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 190 งานชุมนุมเหวินเซียว
บทที่ 190 งานชุมนุมเหวินเซียว
บทที่ 190 งานชุมนุมเหวินเซียว
บทที่ 190 งานชุมนุมเหวินเซียว (หอมรัญจวน)
ต้องรู้ไว้ว่า ตามคำอธิบายของวิชาลับ...
ครรภ์มารเสวียนหยวนที่ก่อตัวสมบูรณ์แล้ว รูปลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือสภาวะไร้ใบหน้า หากครรภ์มารมีอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้างอกขึ้นมา นั่นหมายความว่ามันถูกจิตมารฟ้ากัดกร่อนเข้าให้แล้ว
รากวิญญาณครรภ์มารของเขา อยู่ในสภาวะสมบูรณ์แบบพอดี!
เรื่องนี้หวังอี้ไม่ได้คิดนานนัก เพราะอย่างไรเสียระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังอยู่ห่างไกลจากเขามากนัก ดูแลสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีก่อนก็พอ
โบราณสถานตงจี๋จิงกลับคืนสู่ความสงบถือเป็นเรื่องดี แผนการทำธุรกิจที่เขาวางไว้มาเนิ่นนาน ในที่สุดก็สามารถลองเริ่มดำเนินการได้เสียที
หวังอี้ต้องการอาศัยความถนัดของลัทธิเหวินเซียว มาจัดงานขึ้นในเมืองหยกวิญญาณ...นั่นคืองาน…[ชุมนุมเหวินเซียว]!
งานชุมนุมนี้ ไม่ใช่เพื่อหินวิญญาณ แต่เป็นการรวบรวมแวดวงผู้แข็งแกร่งของเมืองหยกวิญญาณและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน
โดยมีเขา ท่านเจ้าเมืองหวังเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุยขึ้นมา
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็จะสามารถก่อตั้งงานแลกเปลี่ยนสมบัติที่เป็นของเขาเองได้ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการดึงดูดผู้บำเพ็ญเพียรที่ครอบครองของวิเศษระดับแก่นทองคำให้มาร่วมงาน
นี่คือเส้นทางอันสว่างไสว
จำเป็นต้องให้เขารักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือเอาไว้ รวมถึงต้องมีพละกำลังที่มากพอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการปล้นชิงกันเองในระหว่างงานแลกเปลี่ยนสมบัติ
ในจุดนี้ เขาคิดแผนการชั้นยอดขึ้นมาได้แล้ว
เขาสั่งให้คนไปสร้างตำหนักขึ้นมาหลังหนึ่งตรงบริเวณริมขอบจวนเจ้าเมือง มีทั้งหมดสามชั้น กินพื้นที่ประมาณแปดร้อยหมู่ ซึ่งถูกค่ายกลครอบคลุมไว้ครึ่งหนึ่งพอดิบพอดี
ครึ่งนั้นคือสถานที่แลกเปลี่ยนสมบัติที่เขาเตรียมการไว้อย่างประณีต
ส่วนอีกครึ่งที่อยู่นอกค่ายกล คือสถานที่สำหรับเสพสุขและพูดคุยแลกเปลี่ยน เขาทุ่มเงินก้อนโตใช้เส้นสายของจัวโส่วชิ่ง เชิญปรมาจารย์ค่ายกลมาจัดวางค่ายกลซ่อนเร้นที่ทำให้หลงทิศทาง
มันสามารถชักนำคนเข้าสู่ค่ายกล แล้วทำให้เข้าใจผิดคิดว่ายังอยู่ในส่วนที่อยู่นอกค่ายกล เพื่อให้มั่นใจว่าตอนจัดงานแลกเปลี่ยนสมบัติจะปลอดภัยเพียงพอ ไม่ใช่เพราะใจดำอยากจะทำเรื่องเลวร้ายอะไร
โดยใช้งานชุมนุมเหวินเซียวเป็นรากฐาน ปล่อยผลประโยชน์ที่หาได้ยากบางอย่างออกมา
รอจนคนมีจำนวนมากพอ ค่อยเสนอเรื่องแลกเปลี่ยนสมบัติ ความจริงแล้วเรื่องนี้เขามีพื้นฐานที่ไม่เลวเลยทีเดียว ตระกูลกวน ตระกูลเจียง สำนักสุ่ยโม่ ภูเขาจื่อหลง และลัทธิเหวินเซียว ล้วนส่งคนมาเข้าร่วม
สิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการยอมเสียสละผลประโยชน์ในช่วงแรกของเขาอยู่บ้าง ทำงานกับเขาแล้วหาหินวิญญาณได้ แถมยังได้มากกว่าในอดีต ยอมเสียน้อยเพื่อซื้อความเชื่อใจในระดับหนึ่ง ไม่ถือว่าขาดทุน
แน่นอนว่า ตอนนั้นเขาคิดจะตกปลา ยอมจ่ายค่าเหยื่อไปก่อน รอจนอนาคตหมดวาระ ตอนที่จะจากไปค่อยเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่สักรอบ
ภายหลังเกิดเรื่องของจินเมี่ยวซ่านขึ้นมา กลับสามารถนำมาเชื่อมต่อกับแผนงานแลกเปลี่ยนสมบัติได้อย่างไร้รอยต่อ นอกเหนือจากนี้แล้ว
เขตเหนือเมืองหยกวิญญาณของเขาก็มีผู้แข็งแกร่งตั้งอยู่เรียงราย ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานก็มีไม่น้อย อย่างเช่นหอการค้าจื่อจิน หออวิ๋นเมิ่ง... เป็นต้น
นี่จะเป็นภารกิจทำธุรกิจระยะยาว
หลังจากก่อตั้งขึ้นมาแล้ว หากหวังอี้ต้องการสมบัติล้ำค่าชิ้นไหน ก็จะง่ายดายขึ้นเยอะ
ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ช่วยดึงให้เมืองหยกวิญญาณกลายเป็นศูนย์กลางของพื้นที่แถบนี้ได้ เมืองซานเหมา เมืองม่อสือ เมืองอวิ๋นเยียนที่อยู่ข้างๆ ก็มีผู้แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย
หากไม่ใช่เพราะจินเมี่ยวซ่านคว้าวาสนาแล้วจากไป การยืมสถานที่ของหอจินหม่านจะปลอดภัยมั่นคงกว่า แต่ตอนนี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว
ฉวยโอกาสที่ทุกคนยังคงดื่มด่ำอยู่กับควันหลงของโบราณสถานตงจี๋จิง หวังอี้นัดพบกับผู้แข็งแกร่งอันดับสองของลัทธิเหวินเซียวอย่างลับๆ
คนผู้นั้นคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นต้น นามว่า "เจินเหรินจินฮวา"
“ผู้อาวุโสจินฮวา ได้ยินชื่อเสียงมานาน”
คนผู้นี้อายุค่อนข้างมากแล้ว ชาตินี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่สามารถทะลวงไปสู่ระดับที่สูงกว่านี้ได้อีก ทั้งยังไม่ได้กินโอสถคงความงาม สถานการณ์เช่นนี้พบเห็นได้ค่อนข้างน้อยในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิง
ดังนั้นรูปลักษณ์ภายนอกของเจินเหรินจินฮวา จึงเป็นหญิงชราที่ใกล้จะลงโลง ผมสีเทาขาวผสมกันทั้งศีรษะ ถูกหวีเป็นมวยชี้ขึ้นฟ้า ประดับด้วยดอกไม้ทองฝังหยกสองสามดอก
รูปร่างค่อนข้างหลังค่อม แต่ใบหน้ากลับดูมีเมตตาอย่างยิ่ง ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเป็นกันเอง ความเข้าถึงง่ายมีเต็มเปี่ยม
“ท่านเจ้าเมืองหวังอย่าได้ลดทอนอายุขัยหญิงชราคนนี้เลย ชื่อเสียงของท่านโด่งดังยิ่งกว่าลัทธิเหวินเซียวเสียอีก ไยต้องเกรงใจปานนี้เจ้าคะ”
ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่สามารถมีชีวิตรอดจนถึงบั้นปลายในดินแดนมารฉื่อเหวียนได้อย่างปลอดภัย
สุภาษิตว่าไว้ยิ่งแก่ยิ่งเป็นปีศาจ แม้นางจะไม่สามารถมองทะลุความคิดของหวังอี้ได้ในปราดเดียว แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีเรื่องดีแน่นอน
หวังอี้เผยรอยยิ้ม เชิญให้นางนั่งลงแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ในดินแดนฉื่อเหวียน ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเคารพย่องยก ตบะของผู้อาวุโสจินฮวาเหนือกว่าผู้น้อยมากนัก ทั้งยังเป็นผู้อาวุโสที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมบารมี”
“ย่อมควรค่าแก่การต้อนรับอย่างให้เกียรติ ที่นัดพบในวันนี้ ความจริงแล้วมีเรื่องดีอยากจะปรึกษาหารือกับลัทธิของท่านขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจินเหรินจินฮวาก็ลอบถอนหายใจในใจ มาปะปนอยู่ในถิ่นคนอื่น ย่อมต้องมีเวลาที่ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ คำพูดนี้ไม่รับไว้ก็ไม่ได้
“ท่านเจ้าเมือง มีอะไรก็โปรดพูดมาตรงๆ เถิดเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี ตั้งแต่เรื่องของโบราณสถานจบลง ผู้น้อยมีความตั้งใจจะขยับขยายเมืองหยกวิญญาณให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก จึงอยากจะจัดงาน[ชุมนุมเหวินเซียว]ขึ้นสักรอบ...”
บลาๆๆ... หวังอี้พูดรวดเดียวจบ อธิบายความต้องการของตัวเองออกมาอย่างครบถ้วน
งานชุมนุมเหวินเซียว คือของรางวัลพิเศษก่อนจะถึงช่วงแลกเปลี่ยนสมบัติ
จำเป็นต้องให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้รับผลประโยชน์ และการดมกลิ่นหอมนี้ก็คือสิ่งนั้น! ลัทธิเหวินเซียวใช้สิ่งนี้เป็นชื่อ ทั้งยังเหมาะกับการให้คนจำนวนมากสูดดมลิ้มลอง เข้ากับความต้องการของหวังอี้อย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากพูดจบ หวังอี้ก็จิบชาแก้คอแห้ง เผยเป้าหมายที่แท้จริงออกมา
“ได้ยินมาว่าลัทธิเหวินเซียวมีทักษะลับอย่างหนึ่ง เรียกว่า 'สิบสองปั้นเมฆาหอม' ซึ่งเป็นวิชาทำธูประดับสามที่หาได้ยาก
“[ธูปชิงหยวนเมี่ยวเต้า]ที่ลัทธิของท่านผลิตขึ้น มีสรรพคุณสุดวิเศษสี่ประการคือ รู้แจ้ง ชำระล้างจิตใจ บำรุงวิญญาณ ควบแน่นปราณ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเพียงจุดธูปนี้หนึ่งก้านตอนที่ทะลวงคอขวด ก็สามารถเพิ่มโอกาสสำเร็จได้ถึงสามส่วน
“ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำบำเพ็ญเพียรในยามปกติ การจุดธูปนี้ไว้ตลอดก็ยังสามารถเพิ่มผลลัพธ์ได้อีกครึ่งส่วน ภายในรัศมีเกือบหมื่นกิโลเมตรนี้ ล้วนรู้จักชื่อเสียงของธูปชนิดนี้ดี”
เจินเหรินจินฮวายิ้มขื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านเจ้าเมืองหวังกล่าวได้วิเศษวิโสเกินไปแล้ว ธูปนี้มีเพียงชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น จะไปมีอานุภาพมากมายปานนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”
นางรู้ดีว่า เป้าหมายของหวังอี้คือการสร้างชื่อเสียงให้กับงานชุมนุมเหวินเซียว ดังนั้นเขาจึงหมายตา 'ธูปชิงหยวนเมี่ยวเต้า' ซึ่งผลิตได้น้อยมากภายในลัทธิ
การจัดเตรียมธูปไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปัญหาคือเพื่อทำให้งานแลกเปลี่ยนสมบัติยิ่งใหญ่ขึ้น หวังอี้จะต้องทุ่มสุดตัวเพื่อยกยอธูปนี้แน่ๆ
หากล้มเหลวก็แล้วไปเถอะ แต่พอสำเร็จขึ้นมา ชื่อเสียงอันมหาศาลที่ตามมา ลัทธิเหวินเซียวรับมือไม่ไหวหรอกนะ! ในลัทธิมีแค่นางกับท่านเจ้าลัทธิที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ
แถมยังไม่ใช่ระดับชั้นแนวหน้า ต่อให้เป็นเจ้าลัทธิก็มีแค่ระดับแก่นทองคำขั้นกลางเท่านั้น
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยั่งเชิงถาม
“ปริมาณการผลิตของธูปนี้ อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของท่านเจ้าเมืองได้ มิสู้เปลี่ยนเป็น[ธูปชิงหยวน]ที่คุณภาพด้อยลงมาอีกขั้นหนึ่งดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“…ไม่ได้เด็ดขาด!”
หวังอี้มีหรือจะยอมปล่อยให้เนื้อที่เข้าปากแล้วหลุดลอยไป เขาพอจะเดาความกังวลของเจินเหรินจินฮวาได้คร่าวๆ จึงเสนอว่า
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ผู้อาวุโสจินฮวาเข้าร่วมกับจวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณ มาเป็นผู้พำนักรับรองของเมืองนี้ และผลิตธูปนี้ในนามของเมืองหยกวิญญาณ เป็นอย่างไรขอรับ?”
วิธีนี้แก้ที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ
เพราะคนตาดีล้วนมองออกว่าธูปนี้มีที่มาอย่างไร ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นทักษะแบบใด ขอแค่ถึงระดับสามก็จะดึงดูดความละโมบทั้งสิ้น
ในบรรดาร้อยวิชาแห่งการบำเพ็ญเพียร โอสถ ศัสตรา ยันต์ ค่ายกล ที่จัดอยู่แนวหน้ายังถือว่าดีหน่อย เพราะตัวมันเองก็เป็นสุดยอดในบรรดาร้อยวิชาอยู่แล้ว เครือข่ายเส้นสายทรัพยากรของปรมาจารย์เหล่านี้ ไม่ใช่วิถีเล็กๆ สายอื่นจะนำมาเทียบเคียงได้
เจินเหรินจินฮวาเงียบไปทันที
นางมองออกว่าหวังอี้มีเจตนาแอบแฝง
นั่นคือ… ให้ถ่ายทอด〈สิบสองปั้นเมฆาหอม〉แก่คนของจวนเจ้าเมือง ให้นางเป็นคนอบรมสั่งสอนด้วยตัวเอง ผ่านไปสักร้อยแปดสิบปี ก็จะสามารถมาทำหน้าที่แทนลัทธิเหวินเซียวได้
หากหวังอี้ล่วงรู้ความคิดนี้ของนาง เขาต้องร้องตะโกนว่าถูกใส่ร้ายเป็นแน่ เขาไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นจริงๆ
ในแผนการของเขา งานชุมนุมเหวินเซียวจะต้องสร้างชื่อเสียงให้ดังกระฉ่อนตั้งแต่การจัดงานสามครั้งแรก ถึงตอนนั้นงานแลกเปลี่ยนสมบัติก็จะจัดควบคู่กันไปสักสามสี่สิบปี ทุกอย่างก็จะสุกงอมไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ
การปั้นปรมาจารย์ทำธูปคนใหม่หรือ? ใช้เวลานานเกินไป ผลตอบแทนไม่สูง ไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย
อีกอย่าง การสอดแนมรากฐานการกอบโกยเงินทองของอีกฝ่ายอย่างบุ่มบ่าม ก็ไม่ต่างจากการล่วงเกินคนจนถึงขั้นแตกหัก เขาไม่มีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ
เนิ่นนานผ่านไป
บางทีอาจจะนึกขึ้นได้ว่าหวังอี้มาอยู่เมืองหยกวิญญาณได้แค่สิบกว่าปี แต่ก็สามารถสร้างผลงานการต่อสู้ที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ซึ่งยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ
ล้างบางตระกูลทั่วป๋า กวาดล้างจวนสกุลไป๋ ขูดรีดหอสมบัติ!
ไม่ว่าเรื่องไหน หากเป็นเมื่อก่อนล้วนเป็นเรื่องใหญ่ แต่คนผู้นี้กลับอาศัยฐานะของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล สีหน้าของเจินเหรินจินฮวาจึงยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม
“เฮ้อ...”
“ลัทธิเหวินเซียวไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้ประชันเวท การที่สามารถสืบทอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ในพื้นที่แถบนี้ สิ่งที่ถนัดที่สุดก็คือการพลิกแพลงตามสถานการณ์และคล้อยตามธรรมชาติ ในเมื่อท่านเจ้าเมืองพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หญิงชราก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่าเจินเหรินจินฮวาตอบตกลงโดยตรง หวังอี้ยังมีอาการประหลาดใจเล็กน้อย เขาอุตส่าห์เตรียมแผนสำรองไว้ถึงสองชั้น กะจะใช้ผลประโยชน์ก้อนโตมาแลกกับการสนับสนุนของลัทธิเหวินเซียว
นึกไม่ถึงว่าจะตอบตกลงง่ายดายขนาดนี้
“เรื่องการจัดเตรียมธูป นอกจากการซื้อขายตามปกติแล้ว หญิงชรายังมีเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อเจ้าค่ะ”
“เชิญพูดมาได้เลยขอรับ!”
“ขอให้ท่านเจ้าเมืองช่วยเปลี่ยนชื่อธูปชนิดนี้ โดยบอกว่าซื้อมาจากนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน จะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หวังอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตอบตกลง
“ได้ขอรับ”
“ผู้อาวุโสจินฮวาคิดให้ดีนะขอรับ ความเสี่ยงมักมาพร้อมกับโอกาส บางครั้งชื่อเสียงก็เป็นเรื่องดี บางทีนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ลัทธิเหวินเซียวก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น หากถอยร่นก็จะได้รับเพียงผลตอบแทนขั้นต่ำเท่านั้น”
เจินเหรินจินฮวาส่ายหัวอย่างเด็ดขาด
“ยืนริมสระอิจฉาปลา สู้ถอยกลับไปสานแหไม่ได้ พวกเราเองก็มีวิถีเอาชีวิตรอดเป็นของตัวเอง ท่านเจ้าเมืองหวัง... การแกว่งดาบฟันฝ่าขวากหนาม ไม่ใช่ท่านคนเดียวที่มีความกล้าหาญพร้อมความคิดอันแยบยลในการบุกเบิก แต่คนจำนวนมากล้วนพ่ายแพ้ย่อยยับไปแล้วต่างหากเล่าเจ้าคะ~”
นี่คือประสบการณ์ของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน หวังอี้เลือกที่จะรับฟังความคิดเห็น เรื่องแบบงานแลกเปลี่ยนสมบัติเนี่ย แน่นอนว่าต้องมีคนรุ่นก่อนเคยทำมาแล้ว
ทำเล่นๆ เล็กๆ น้อยๆ คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าทำในขนาดที่ใหญ่ขึ้น ก็อาจจะดึงดูดฉลามที่ดุร้ายกระหายเลือดมาได้ ไม่แน่ว่าอาจจะพลิกคว่ำเอาตอนไหนก็ไม่รู้
แต่ในดินแดนมารฉื่อเหวียนแห่งนี้ ทำอะไรบ้างล่ะที่ไม่อันตราย?
ช่วงแรกมีค่ายกลคอยคุ้มกัน ช่วงกลางรอให้เขาสร้างศพพิฆาตจันทร์ไท่หยินออกมาได้ ย่อมมีวิธีการรักษากฎระเบียบมากขึ้นไปเอง ส่วนช่วงหลัง เขาจัดการเองก็พอแล้ว
ความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย ไม่อาจเทียบได้กับผลประโยชน์ที่เรื่องนี้จะนำมาให้เลย
เขามีหินวิญญาณถมเถ สิ่งที่ขาดคือวิธีการเปลี่ยนมันเป็นของวิเศษล้ำค่าต่างหาก ทางฝั่งจัวโส่วชิ่งก็สามารถสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งขึ้นต่อไปได้ การขยายผลประโยชน์หลายๆ ทางพร้อมกันถึงจะเป็นวิถีแห่งราชัน
หลังจากปรึกษาหารือระเบียบการขั้นต่อไปเรียบร้อยแล้ว หวังอี้ก็ไปส่งเจินเหรินจินฮวาออกจากจวนเจ้าเมืองด้วยตัวเอง
ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดเพียงลมบูรพา!
จากนั้น
เจ้าเมืองหวังก็สะกดกลั้นความคิดเอาไว้ แล้วฝึกบำเพ็ญเพียร หลอมโอสถ และเลี้ยงจิ้งจอกตามปกติ ทุกวันนี้ต่อให้มี [ช่องจัดวาง] ห้าช่องคอยช่วยเหลือ ตัวหลักของเขาก็ยังยุ่งจนตัวเป็นเกลียวอยู่ดี
ทั้งต้องสกัดกลั่นปราณวิญญาณเพื่อสะสมปราณแท้ และยังต้องโคตรวิชามังกรอสูรหยินมรณะ เพื่อสกัดกลั่นยาลับโลหิตมังกรฉบับใหม่อย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ ควบแน่นเลือดบริสุทธิ์ให้มากขึ้น
กระทั่งในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ของเวลาเที่ยงตรง และช่วงเวลาพระจันทร์กลางฟ้า ทั้งสามช่วงเวลานี้ ยังต้องบำเพ็ญเคล็ดวิญญาณโบราณอีก เสร็จธุระแล้วก็ยังต้องไปที่ห้องลับ เพื่อพ่นปราณพิฆาตจันทร์ไท่หยินหนึ่งคำสำหรับเพาะเลี้ยงเจียงซือ
หากพอมีเวลาว่างสักหน่อย ก็จะเป็นการจัดการเอกสารของจวนเจ้าเมืองที่ต้องให้เขายืนยันด้วยตัวเอง ปริมาณงานในส่วนนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ เขากำลังพยายามโยนงานบางส่วนไปให้สวีรั่วโจวจัดการแทน
นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีเรื่องสำคัญกว่าอีกหนึ่งเรื่อง!
ในช่วงที่มีการสำรวจตงจี๋จิง จุดขุดค้นทรัพยากรหลายแห่งที่ขึ้นตรงต่อจวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณ ถูกพวกผู้บำเพ็ญเพียรจากต่างแคว้นแย่งชิงไป เขาจึงต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วย