- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 188 ความวุ่นวายจากแดนไกล
บทที่ 188 ความวุ่นวายจากแดนไกล
บทที่ 188 ความวุ่นวายจากแดนไกล
บทที่ 188 ความวุ่นวายจากแดนไกล
ในฐานะศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาภูตเถื่อน ร่างกายของเว่ยซานเจ๋อแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังมีปราณแท้คุ้มกาย เมื่อบวกกับการหนุนเสริมจากตบะสร้างรากฐานขั้นสูงสุดแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาในระดับเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นการผสานสองวิถีเข้าด้วยกันคงไม่มีความหมายอะไร เป้าหมายของมันก็เพื่อความร้ายกาจที่เหนือกว่าการฝึกแค่วิถีเดี่ยว แถมยังช่วยลดความยากในการบำเพ็ญเพียรลงไปได้เยอะ
แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่งนะ... มันต้องใช้ปราณแท้ได้!
หากวัดกันที่ความแข็งแกร่งของกายเนื้อล้วนๆ ความจริงแล้วมันยังสู้หวังอี้ในระดับสองขั้นกลางไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
และ [ค่ายกลผนึกวิญญาณสังหารชีวา] ก็รวบรวมทั้งการมัด ผนึก สังหาร และป้องกันไว้ในหนึ่งเดียว ในฐานะค่ายกลขนาดใหญ่ระดับสามขั้นกลาง การปิดผนึกปราณแท้ก็คือหนึ่งในประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของมัน!
ติงหมิงที่อยู่ด้านข้างค่อยๆ อ้าปากค้าง เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงที่การโต้กลับของหวังอี้จะตรงไปตรงมาและรุนแรงขนาดนี้ สายตาที่ใช้มองเขาจึงอดไม่ได้ที่จะแฝงความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน
เจ้านี่มันไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ แฮะ
ส่วนเว่ยซานเจ๋อก็ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะค่อยๆ สูญเสียสติสัมปชัญญะไป และสลบเหมือดในที่สุด
วายุและอสนีบาตค่อยๆ สงบลง
หลังจากได้ลิ้มลองสัมผัสเคล็ดวิชาวายุอสนี รวมถึงพลังกายเนื้ออันเปี่ยมล้นแล้ว หวังอี้ก็สะบัดมือปลดโซ่ตรวนวัชระที่ผนึกร่างไว้ออก พร้อมกับฉวยโอกาสรูดแหวนมิติของเว่ยซานเจ๋อมาไว้ในมืออย่างเนียนๆ
เขาไม่สนใจสภาพร่างกายเขียวช้ำม่วงช้ำของมัน คว้าแขนหมุนเหวี่ยงเป็นวงกลมเพื่อยืมแรง แล้วโยนร่างทิ้งออกไปไกลๆ ราวกับกำลังโยนขยะทิ้งอย่างไรอย่างนั้น จากนั้นจึงตบมือปัดฝุ่นแล้วเดินเข้าไปหาติงหมิง
“เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร...”
“ไม่ได้จะทำอะไรสักหน่อย”
หวังอี้หัวเราะหึๆ “เว่ยซานเจ๋อเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีข้าก่อน ทำเอางานเลี้ยงที่หวังผู้นี้ตั้งใจเตรียมไว้พังไม่เป็นท่า แถมยังทำลายโต๊ะที่ทำจากไม้ล้ำค่าอายุหมื่นปีของข้าอีก
“เอาแหวนมิติวงนี้มาเป็นค่าชดเชย ก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีใช่ไหมล่ะขอรับ?”
“ไม้ล้ำค่าอายุหมื่นปี...”
ติงหมิงถูนิ้วมือไปมาด้วยความประหม่าเล็กน้อย
หางตาของมันกระตุกยิกๆ ขณะมองเศษไม้ที่กองอยู่บนพื้น ความรู้สึกในใจยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด รู้อย่างนี้มันไม่น่ารับปากช่วยเซี่ยเสียอันเลยจริงๆ
นี่มันถ้ำเสือวังมังกรชัดๆ ใครอยากจะมาบุกก็เชิญตามสบายเถอะ
“เอามาสิ”
เมื่อเห็นมือของหวังอี้ยื่นมา ติงหมิงก็พลันนึกขึ้นได้
“ค่าซ่อมแซมมิตรภาพใช่ไหม ห้าหมื่นหินวิญญาณนี่ให้เจ้า แล้วพวกเราก็ถือว่าเป็นสหายกันแล้วนะ?”
“พวกเราเป็นสหายกันอยู่แล้วนี่ ศิษย์พี่ล่วงเกินข้า ทำลายมิตรภาพอันดีงามของเรา จะไม่ยอมควักหินวิญญาณสักหน่อยเพื่อมาซ่อมแซมความสัมพันธ์เลยหรือขอรับ?”
หวังอี้ยอมยิ้มไม่เปลี่ยน ทว่าติงหมิงกลับควักจ่ายอย่างเด็ดขาด มันเข้าใจความหมายแฝงของท่านเจ้าเมืองหวังดี นี่มันคือค่าซื้อข่าวชัดๆ
“คุยกับคนฉลาดนี่มันง่ายจริงๆ ข้าบอกตามตรงเลยก็แล้วกัน ตอนจบของเรื่องราวหวังผู้นี้ก็ไม่รู้ จัวโส่วชิ่งเองก็ไม่รู้ แต่ว่า...”
“หากศิษย์พี่สามารถรวบรวมขื่อคาและตรวนโลหิตได้ครบชุด แล้วเข้าไปในคุกสยบมารแห่งเขตหลวงอีกครั้ง น่าจะได้เห็นกระบี่ล้ำค่าสีเลือดเล่มหนึ่ง ของสิ่งนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นของวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ในยุคโบราณกาลผู้นั้น”
ดวงตาของติงหมิงเปล่งประกาย ก่อนจะมองหวังอี้ด้วยสายตาตัดพ้อเล็กน้อย “ศิษย์น้องหวังรู้ละเอียดขนาดนี้ หรือว่าเคยลองมาแล้วรึ?”
“ไม่เคยเลยขอรับ” หวังอี้ส่ายหน้าด้วยสีหน้าจริงใจสุดๆ
“นี่คือสิ่งที่ข้าวิเคราะห์โดยรวมข้อมูลปัจจุบันของตงจี๋จิงเข้ากับข่าวที่จัวโส่วชิ่งบอกข้า มีความเป็นไปได้สูงถึงเจ็ดส่วน ท่านลองดูก็จะรู้เอง”
หากเป็นข่าวกรองของแท้ จะเอามาขายแค่ห้าหมื่นหินวิญญาณได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องเพิ่มราคาขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัวสิ
จุดประสงค์ที่หวังอี้บอกเรื่องนี้กับติงหมิง แน่นอนว่าเพื่อหลอกใช้ให้มันไปเป็นหนูทดลองกรุยทางให้ก่อน เพราะเขาก็แอบหวั่นไหวกับสมบัติในโบราณสถานอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ช่วงเวลานี้มันยังไม่ค่อยเหมาะสมก็เท่านั้น
หากสามารถพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ได้ ถ้าเช่นนั้นสองสุดยอดมรดกสืบทอดระดับแปลงเทวะก็ต้องอยู่ในคุกสยบมารแห่งเขตหลวงอย่างแน่นอน โบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์แห่งนี้น่ากลัวจริงๆ ไม่รู้เลยว่าในส่วนแกนกลางที่เป็นเมืองหลวงจะมีสภาพเป็นเช่นไร
การซื้อขายเป็นอันเสร็จสิ้น
ติงหมิงจึงขอตัวลากลับ ก่อนจะจากไปมันยังทิ้งคำเตือนไว้ประโยคหนึ่ง
“เว่ยซานเจ๋อเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้น ตระกูลเว่ยในนิกายศักดิ์สิทธิ์เองก็มีบรรพชนวิญญาณแรกกำเนิดคอยนั่งบัญชาการอยู่ ถือเป็นตระกูลทรงอิทธิพลระดับแนวหน้าที่เป็นรองเพียงตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง มีอำนาจกว้างขวางมากในยอดเขาภูตเถื่อน”
สำหรับเรื่องนี้ หวังอี้ไม่ได้แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ เขาเพียงตอบกลับไปแบบนี้
“โอ้? …แล้วถ้าต้องเผชิญหน้ากับตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง ตระกูลอวี่แห่งเขาศักดิ์สิทธิ์ และตระกูลจั่วชิวแห่งเสียนหยินล่ะขอรับ”
ติงหมิงจนด้วยคำพูด ไม่มีอะไรจะกล่าวอีก
เรื่องของศิษย์สายตรงทั้งสองคน เป็นเพียงแค่ฉากคั่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น และเนื่องจากเว่ยซานเจ๋อยังมีชีวิตอยู่ ตราประทับสัมผัสเทวะที่มันทิ้งไว้ในแหวนมิติจึงยังคงแข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง
ต่อให้เป็นคนที่มีสัมผัสเทวะทรงพลังอย่างหวังอี้ ก็ยังต้องใช้เวลาขัดเกลาอยู่หลายวัน กว่าจะทลายขีดจำกัดเพื่อเข้าไปดูว่ามีอะไรอยู่ข้างในบ้าง
หลายวันต่อมา
เว่ยซานเจ๋อมาบุกถึงหน้าประตูเพียงลำพัง มันเอาแต่โอดครวญว่าของที่อยู่ในแหวนมิติล้วนเป็นของสำคัญยิ่งชีพของมัน ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
ข้างในนั้นมีอาวุธคู่ใจที่สุดอย่าง [ขวานคู่สายฟ้าม่วง] หากขาดอาวุธวิเศษระดับสองขั้นสุดยอดชิ้นนี้ไป พลังฝีมือของมันคงต้องลดฮวบลงไปอีกขั้น
แถมยังมีโอสถวิญญาณระดับสาม โอสถคุ้มภัยท้าวสวรรค์ ที่สามารถช่วยชีวิตมันในยามวิกฤตเฉียดตายได้อีกหนึ่งชีวิต
รวมถึงยันต์เร้นมิติระดับสามสองแผ่น ยันต์ทลายข้อห้ามระดับสามห้าแผ่น และไพ่ตายระดับสูงที่ผู้อาวุโสตระกูลเว่ยมอบให้ ธงค่ายกล โอสถวิญญาณ อาวุธวิเศษ... และอื่นๆ อีกมากมาย
นับไม่ถ้วนเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ล้วนเตรียมมาเพื่อการลงพื้นที่สำรวจครั้งนี้ ตอนนี้พอถูกหวังอี้รูดไปจนเกลี้ยง มันก็ไม่กล้าไปเสี่ยงตายที่ตงจี๋จิงอีกเลย
เพราะเรื่องนี้ มันยังโดนติงหมิงหัวเราะเยาะอยู่หลายวัน จนสุดท้ายทนไม่ไหวจริงๆ ถึงต้องแบกหน้ากลับมาขอขมาหวังอี้
พูดกันตามตรง หวังอี้ก็แอบเกรงใจสถานการณ์แบบนี้อยู่เหมือนกัน
ทั้งๆ ที่อีกแค่นิดเดียว เขาก็จะลบตราประทับบนแหวนมิติได้สำเร็จแล้วแท้ๆ ถึงเวลานั้นสมบัติข้างในก็จะเป็นของเขาทั้งหมด
การที่เว่ยซานเจ๋อมาบีบน้ำตาแบบนี้ แถมยังสารภาพหมดเปลือกว่ามีอะไรอยู่ข้างในบ้าง โดยเฉพาะพวกไพ่ตายคุ้มกันชีวิตที่ผู้อาวุโสตระกูลเว่ยทิ้งไว้ให้ เขาจึงไม่สามารถฮุบมันไว้ดื้อๆ ได้อีกต่อไป
มิเช่นนั้น ภายหลังจะต้องมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
ต่อให้จะอ้างว่าเป็นค่าชดเชยที่ล่วงเกิน แต่มันก็ออกจะเกินไปหน่อย ยังไงซะพวกลูกคุณหนูรุ่นสองพวกนี้ก็ไม่ใช่คนไร้หัวนอนปลายเท้า จะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงภูมิหลังของพวกมันด้วย
ดังนั้น
หวังอี้จึงดองเว่ยซานเจ๋อทิ้งไว้อีกหนึ่งวัน รอจนเขาลบตราประทับสัมผัสเทวะออกได้สำเร็จ และตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก เขาจึงแบ่งสมบัติออกครึ่งหนึ่ง หินวิญญาณจำนวนสองแสนสามหมื่นก้อน รวมไปถึงยาล้ำค่าและทองวิญญาณยิบย่อย ถูกเขารูดเรียบไม่เหลือ
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเขาเหลือทิ้งไว้ให้เว่ยซานเจ๋อ พวกไพ่ตายคุ้มกันชีวิตที่มีอยู่อย่างละชิ้น เขาไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุด ศิษย์สายตรงเว่ยก็ทำได้เพียงรับของกลับไปด้วยสีหน้าตัดพ้อ แถมยังต้องเอ่ยปากขอบคุณหวังอี้ที่ทำตัวมีคุณธรรมอีกต่างหาก
การจัดการเช่นนี้ ทำให้บุญคุณความแค้นถูกตีกรอบจำกัดอยู่แค่ระหว่างคนสองคน แถมยังช่วยลดความรุนแรงลงไปได้มาก ไม่ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องตายกันไปข้าง
แน่นอน
หากเว่ยซานเจ๋อเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระล่ะก็ คงพูดยาก สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหรือผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นบุกเบิกที่มาจากระดับรากหญ้า ทรัพยากรก็คือชีวิต สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่สำหรับพวกคุณชายตระกูลใหญ่ มันก็แค่ของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เมื่อทรัพย์สินในตัวเพิ่มพูนขึ้นอีกระดับ หวังอี้จึงเดินหน้ากว้านซื้อทรัพยากร ยันต์ระดับสูง และธงค่ายกลอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น
เขาค้นพบแล้วว่า ค่ายกลนี่มันโคตรจะใช้งานได้ดีจริงๆ
โดยเฉพาะเวลาที่ต้องฉะกับใคร มันคือเคล็ดลับแห่งการเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าด้วยความอ่อนแออย่างไม่ต้องสงสัย ลำพังแค่ [ค่ายกลผนึกวิญญาณสังหารชีวา] ของจวนเจ้าเมืองค่ายกลเดียว ก็ไม่รู้ว่าช่วยเหลือเขาไปตั้งเท่าไหร่แล้ว
ในมือเขายังมี [ค่ายกลแปดทิศลวงเทวะ] อีกหนึ่งชุด ถึงแม้จะเป็นแค่ระดับหนึ่ง แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ หากสามารถหาธงค่ายกลต้นตำรับมาได้ มันก็จะกลายเป็นค่ายกลกักขังระดับสามแบบพกพา ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล
ไม่รู้เหมือนกันว่าตาเฒ่าหนิงนั่นไปได้วาสนานี้มาจากที่ไหน
…………
…………
หลังจากเรื่องราวในครั้งนั้น นอกเหนือจากการบำเพ็ญเพียรแล้ว หวังอี้ก็เริ่มทุ่มเทเวลาให้กับการจัดการตลาดในเมืองหยกวิญญาณ ปรับเปลี่ยนสวัสดิการในด้านโอสถ ศัสตรา ยันต์ และค่ายกล เพื่อดึงดูดคนมีความสามารถให้เข้ามาร่วมงานกับจวนเจ้าเมืองให้มากขึ้น
ขยายขนาดร้านค้าในสังกัดจวนเจ้าเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด
ส่วนคนสายตรงของจวนเจ้าเมืองกลุ่มแรกที่เขาปลุกปั้นมา ก็เริ่มทยอยกันมารับตำแหน่งได้แล้ว ตบะโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับหลอมปราณขั้นที่สาม แต่ก็มีพวกหัวกะทิส่วนน้อยที่ทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นกลางได้สำเร็จ
โดยเฉพาะคนที่มีรากวิญญาณคู่เพียงคนเดียวอย่างสวีรั่วโจว เมื่อได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากจวนเจ้าเมือง ตบะจึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหวังอี้ก็ได้ฝังจิตมารลงในตัวเขาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว
ไม่ได้ทำไปเพื่อช่วงชิงพรสวรรค์หรอกนะ แต่เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งต่างหาก
ศิษย์ทั้งสี่คนของเขาล้วนเป็นผลผลิตจากการรวมกลุ่มพันธมิตรทางการเมือง ไม่มีทางที่จะกลายมาเป็นคนสนิทของเขาได้ ปากบอกว่าเป็นศิษย์อาจารย์ แต่ความจริงสู้บอกว่าเลี้ยงดูของล้ำค่าไว้หลายชิ้นเพื่อเอาไว้ปฏิบัติต่อกันด้วยมารยาทเสียมากกว่า
การปลุกปั้นสวีรั่วโจว ย่อมเป็นเพราะอยากให้เขากลายเป็นชนชั้นผู้มีอำนาจในจวนเจ้าเมือง ยังไงซะหวังอี้ก็ถือครองอธิปไตยในเมืองหยกวิญญาณตั้งสามร้อยปี ลูกน้องในสังกัดก็ต้องมีคนทำงานเป็นบ้าง
หากมีความจงรักภักดีมากพอ รอจนเขาออกจากเมืองหยกวิญญาณไป อีกฝ่ายย่อมต้องได้รับผลประโยชน์มากมาย แต่หากคิดคดทรยศซ่อนความชั่วร้ายไว้ในใจ ครรภ์มารเสวียนหยวนของเขาก็จะสามารถเติบโตขึ้นไปได้อีกระดับ ยังไงก็ไม่มีทางขาดทุน
ในวันนี้
หวังอี้นั่งอยู่หน้าเตาหลอมโอสถ
ขณะมองดูโอสถวิญญาณอสูรระดับสองขั้นสุดยอดที่เพิ่งจะออกจากเตาร้อนๆ ภายในใจก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นี่คือโอสถเพิ่มตบะที่เขาตั้งใจเตรียมไว้ให้เสวี่ยอวี้โดยเฉพาะ เมื่อมียาเม็ดนี้คอยช่วยเหลือ
ใช้เวลาไม่ถึงสองปี เสวี่ยอวี้ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับสร้างรากฐานขั้นที่สามได้แล้ว
“กินซะสิ รีบโตไวๆ ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าไร้เทียมทานในระดับเดียวกันหรอก ขอแค่เจ้าช่วยข้าต่อสู้ได้ ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว~”
หวังอี้ที่กำลังอารมณ์ดี จู่ๆ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
เสียงของสวีรั่วโจวดังขึ้นมาได้จังหวะพอดี
“ท่านเจ้าเมือง มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้วขอรับ โบราณสถานตงจี๋จิงเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นกะทันหัน ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไปลงพื้นที่สำรวจปะทะกันอุตลุดไปหมดแล้ว ข่าวสารที่ส่งมาถึงเราล่าช้าไปครึ่งชั่วยามขอรับ”
ปัง!
บานประตูตำหนักเปิดออกพร้อมกัน หวังอี้เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
“หินบันทึกภาพเก็บบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้หรือไม่”
“มีขอรับ บันทึกไว้ในนี้ทั้งหมดแล้ว อีกครึ่งชั่วยามสายลับของเราจะส่งข่าวความคืบหน้าตามมาอีกขอรับ”
“ดีมาก”
ข้อดีของการมีกองกำลังขนาดใหญ่อยู่ในมือ ตอนนี้ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้านก็สามารถรู้เรื่องราวใต้หล้าได้ แถมยังสามารถกอบโกยทรัพยากรได้มหาศาล มันช่างเหมาะกับเขาซะจริงๆ
เมื่ออัดฉีดปราณแท้เข้าไป ภาพในหินบันทึกภาพก็ปรากฏขึ้นมา มันคือภาพบรรยากาศบนพื้นดินของโบราณสถานตงจี๋จิงนั่นเอง
ในช่วงแรกเริ่มบรรยากาศยังคงสงบเงียบ ทุกที่เต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรที่จับกลุ่มกันสองสามคน และจุดพักแรมที่สร้างขึ้นชั่วคราวตอนรวมตัวกัน
แต่ความสงบก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก ในโบราณสถานจู่ๆ ก็เกิดการพังทลายขึ้นสองจุด เผยให้เห็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นหลุม
เสาแสงสองลำ สีเทาและสีแดง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
มันปั่นป่วนก้อนเมฆจนกลายเป็นรูปน้ำวน ความมุ่งร้ายและจิตสังหารอันบริสุทธิ์อัดแน่นไปทั่วฟ้าดิน เงาร่างสีเทาดำและเงาร่างสีเลือดปรากฏให้เห็นบนผืนนภา
ร่างหนึ่งถือธง ร่างหนึ่งถือกระบี่
พวกมันพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด นี่ก็คือปรากฏการณ์ประหลาดที่เพิ่งถูกกระตุ้นขึ้นมาล่าสุด… [หลัวซ่าสู้ซิวหลัว] !!!
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ตลอดทั้งตงจี๋จิงก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที
และนับตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ประหลาดในช่วงแรกสุด เวลาผ่านไปแล้วหลายปี มีคนจากไปและมีคนเดินทางมา ผู้บำเพ็ญเพียรที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่มีมากกว่าหมื่นคนเลยทีเดียว
ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่แดนลับ จึงไม่มีเกณฑ์จำกัดการเข้า ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณก็สามารถมาเสี่ยงโชคได้ เมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น ในภาพจะเห็นได้ว่าแทบทุกคนต่างก็พุ่งทะยานไปยังตำแหน่งของเสาแสง
สีหน้าบ้าคลั่งหลงใหล วิธีการโหดเหี้ยมอำมหิต มีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด
เลือดสดสาดกระเซ็นไปทั่วโบราณสถาน การเข่นฆ่าแผ่ลามไปทั่วสารทิศ ใครวิ่งเร็วที่สุด ก็ตายไวที่สุดเช่นกัน ต่อให้รั้งท้ายอยู่ข้างหลังก็ยังมีคนกล้าลอบโจมตี
พวกมันคือพวกฉวยโอกาส ไม่ได้มาเพื่อสมบัติและมรดกสืบทอดในโบราณสถาน แต่ตั้งใจมาเพื่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บำเพ็ญเพียรที่มาลงพื้นที่สำรวจโดยเฉพาะ พวกมันทั้งฉลาดและเจ้าเล่ห์ ในเรื่องการหาจังหวะและโอกาสนั้นเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
นี่คือความวุ่นวายจากแดนไกล!
หวังอี้ตั้งสมาธิเพ่งมองไปยังด้านล่างของเสาแสงทั้งสองลำ ไม่ผิดจากที่คาดไว้ ตรงนั้นมีจุดสีดำเล็กๆ อยู่หลายจุด พวกมันอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว