เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 164 มังกรเพลิงเผาคลัง

บทที่ 164 มังกรเพลิงเผาคลัง

บทที่ 164 มังกรเพลิงเผาคลัง


บทที่ 164 มังกรเพลิงเผาคลัง

ทรัพย์สินที่ถูกฮุบและยักยอกไปเหล่านี้ ต่อให้หวังอี้ดึงดันจะเก็บคืนมาให้ได้ ความจริงก็คือเก็บไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นเขาจึงนำมันมาทำเป็นของรางวัลเสียเลย ถือเป็นการใจป้ำไปในตัว

เพื่อรักษาความหน้าชื่นอกตรมเอาไว้ให้ดูดีมีระดับ

"ลำดับต่อไป เจ้าเมืองอย่างข้าจำเป็นต้องตรวจสอบนาวิญญาณที่สูญหาย สมุดบัญชีของร้านค้าต่างๆ ในห้าเขตเมืองใหญ่ และภาษีที่สามตระกูลใหญ่ต้องส่งมอบให้ครบถ้วน"

"ไม่ทราบว่าเหล่ายอดคนแห่งเมืองหยกวิญญาณทุกท่าน มีความมั่นใจที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จหรือไม่ หากทำสำเร็จ เจ้าเมืองอย่างข้าสามารถเสนอชื่อลูกหลานชั้นยอดของพวกท่าน ให้เข้าไปเป็นศิษย์สายในของนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง"

ทุกคนในโถงประชุมต่างมองหน้ากันไปมา

แม้ว่ารางวัลที่หวังอี้เสนอให้จะล่อตาล่อใจ ทว่าเมื่อเทียบกับความยากในการทำเรื่องนี้ให้สำเร็จแล้ว มันกลับไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

บางเรื่อง... ก็เป็นเรื่องที่ทำไม่สำเร็จหรอก

แม้แต่เฉาอวิ๋นเหนียงยังยิ้มเจื่อน "ท่านเจ้าเมืองเจ้าคะ ท่านประเมินความยากของเรื่องนี้ต่ำเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ต่อให้เป็นช่วงที่จวนเจ้าเมืองรุ่งเรืองถึงขีดสุดก็ยังไม่แน่ว่าจะเก็บได้ครบ แล้วจะนับประสาอะไรกับตอนนี้เล่า"

ขณะที่พูด นางก็ปรายตามองคนของสำนักสุ่ยโม่และลัทธิเหวินเซียง เป็นการส่งสัญญาณบอกใบ้อย่างชัดเจน

สิ่งที่นางทำก็เพียงเพื่อตักเตือนหวังอี้

สำนักระดับแก่นทองคำเหล่านี้รู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของขุมอำนาจระดับวิญญาณแรกกำเนิดดี ดังนั้นในเรื่องของความถูกผิดใหญ่หลวง พวกเขาจึงยินดีให้ยืมกำลังคนเพื่อช่วยให้เจ้าเมืองคนใหม่อย่างเขาก้าวข้ามช่วงเวลาที่น่าอึดอัดซึ่งไม่มีใครให้ใช้งานไปได้

ทว่าเมื่อใดที่ไปแตะต้องผลประโยชน์ของพวกเขา คนพวกนี้ก็คือคนที่ไว้ใจไม่ได้ การคิดจะเก็บภาษีย้อนหลังห้าปีนี้ให้ครบ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่หวังอี้ต้องท้าชนกับคนทั้งเมืองด้วยตัวคนเดียว

แต่หากเขาเก็บไม่ได้ ในรอบห้าปีต่อไป ก็ยังคงต้องรักษาสภาพความเคยชินในการดำเนินงานขององค์กรขนาดใหญ่เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการค้างชำระหินวิญญาณ หรือการหลบเลี่ยงไม่จ่ายภาษี

ภายในโถงประชุมเงียบงันไปเนิ่นนาน ก็ยังคงไม่มีใครตอบรับ

หวังอี้แค่นเสียงเย็นในใจ

ไอ้พวกแมลงชั้นต่ำเอ๊ย แบบนี้จะไปบริหารเมืองหยกวิญญาณให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร!

ในเมื่อไม่อยากทำ ถ้างั้นก็ไม่ต้องทำ หากเขาไม่ได้กินล่ะก็ บิดาจะคว่ำหม้อทิ้งให้หมดเลยคอยดู!

ไม่ทุบทำลายก็สร้างใหม่ไม่ได้ อย่างไรเสียในคลังสมบัติของจวนเจ้าเมืองก็ยังมีหินวิญญาณเหลืออยู่อีกนับล้านก้อนเพื่อไว้ใช้รับมือกับการส่งเครื่องบรรณาการครั้งนี้ ระยะเวลาห่างจากรอบห้าปีครั้งหน้ายังเหลือเวลาอีกมาก จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้

ขณะที่หวังอี้กำลังครุ่นคิดว่าจะใช้ค่ายกลกักขังพวกเขาทั้งหมดไว้ที่นี่ หรือจะปล่อยตัวออกไปแล้วใช้วิธีอื่นแทนดี

ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด

"ท่านเจ้าเมือง ตระกูลไป๋ของข้ายินดีทำตัวเป็นแบบอย่าง นำภาษีห้าปีที่ค้างชำระมาจ่ายชดเชยให้ครบจำนวนขอรับ"

"โอ้…"

ต้องบอกเลยว่าจังหวะนี้เขาตกใจจริงๆ ในสายตาของเขา ตระกูลไป๋คือพวกหัวแข็งตัวเอ้ ตามการคาดเดาของเขา คนที่น่าจะยอมอ่อนข้อให้ก่อนเป็นคนแรกควรจะเป็นตระกูลเจียงต่างหาก

ตระกูลเจียงนั้นรากฐานตื้นเขิน หากถูกต้อนให้จนมุมก็มีแต่จะต้องยอมจำนน

ส่วนตระกูลไป๋มีรากฐานลึกล้ำ จำนวนยอดฝีมือก็มีมาก หรือว่า... จะถูกเขากระตุ้นความหวาดกลัวที่มีต่อนิกายโลหิตวิญญาณผกผันเข้าให้แล้ว?!!

ประมุขตระกูลกวนและประมุขตระกูลเจียงต่างก็ตกตะลึงไม่น้อย คำพูดที่คิดจะเอ่ยห้ามปรามมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ทว่าหลังจากสัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นเยียบของหวังอี้ พวกเขาก็ต้องจำใจกลืนคำพูดเหล่านั้นกลับลงคอไปจนหมด

ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงหวังดี

"ประมุขกวน ประมุขเจียง ท่านเจ้าเมืองใจกว้างไม่ถือสาเอาความผิดของพวกเรา พวกท่านก็อย่าดื้อดึงไปเลย รีบสะสางเรื่องราวให้จบๆ ไปเถอะ จะได้ไม่ต้องถูกนิกายศักดิ์สิทธิ์ตามมาคิดบัญชีในภายหลัง!"

น้ำใสสะอาดเกินไปย่อมไร้ปลา หวังอี้ที่รู้ซึ้งถึงสันดานของวิถีมารเป็นอย่างดี ก็ไม่ได้บีบบังคับให้ต้องจ่ายครบเป๊ะทุกแดง ทว่าตัวเลขคร่าวๆ ก็ต้องตรงกัน

ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ในครั้งนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก และเรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีอะไร

"เรื่องในวันนี้ เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน"

"ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ เจ้าเมืองอย่างข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือนในการนำภาษีที่ค้างชำระมาจ่ายให้ครบ หากเกินกำหนดจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ทุกคนก็เช่นเดียวกัน"

"แยกย้ายกันได้แล้ว"

"ขอรับ"

"ขอรับ"

"น้อมรับคำสั่งขอรับ"

มีคนปิติยินดี มีคนไม่ยินยอมพร้อมใจ รอจนทุกคนเดินออกจากจวนเจ้าเมือง ประมุขตระกูลกวนก็คว้าหมับเข้าที่ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ เอ่ยเค้นถามด้วยน้ำเสียงดุดัน "พวกเจ้ากำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่!"

ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ยักไหล่อย่างไร้เดียงสา ริมฝีปากขยับมุบมิบ

แอบใช้เคล็ดวิชาส่งเสียงผ่านลมปราณอย่างเงียบเชียบ

พริบตาต่อมา

มือของประมุขตระกูลกวนก็คลายออก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

"นี่... นี่จะไม่เป็นการยั่วโมโหเจ้าเด็กนั่นจนสติแตกหรอกหรือ"

"แล้วอย่างไรเล่า ก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่อาศัยค่ายกลมาวางอำนาจบาตรใหญ่ก็เท่านั้น ลูกน้องก็ไม่มี แม่ทัพก็ไม่มา เขาจะทำอะไรข้าได้?"

การสนทนาลับของทั้งสองสิ้นสุดลง ประมุขตระกูลเจียงก็ขยับเข้ามาใกล้

"พี่กวน ผู้อาวุโสไป๋พูดอะไรกับท่านหรือ"

"เจ้าอยากรู้จริงๆ หรือ"

"ย่อมต้องอยากรู้สิ"

"หึหึ…"

ประมุขตระกูลกวนขยับเข้าไปใกล้ คำเพียงไม่กี่คำทำเอาประมุขตระกูลเจียงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ถึงขั้นที่ว่าใจคอเริ่มไม่ดี เขามีความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเอาเสียเลย

"มังกรเพลิงเผาคลัง!"

.............

.............

อีกด้านหนึ่ง

หลังจากส่งทุกคนกลับไปแล้ว หวังอี้ก็ไม่ได้มามัวใส่ใจกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อีก ในเมื่อตระกูลไป๋เป็นฝ่ายมาสวามิภักดิ์เพื่อขจัดความบาดหมางเรื่องการตายของประมุขตระกูลไป๋ เขาย่อมต้องยินดีมอบโอกาสให้แน่นอน

มาอยู่ที่เมืองหยกวิญญาณได้สักพักแล้ว สมควรต้องนำจุดศูนย์กลางมาไว้ที่การบำเพ็ญเพียรเสียที ต่อให้จะวางแผนมาเป็นพันอย่าง ต่อให้จะมีสติปัญญาฉลาดล้ำดั่งปีศาจ ก็ยังสู้หมัดเดียวของบรรพชนวิญญาณแรกกำเนิดอย่างข้าไม่ได้หรอก!

ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ระดับตบะต่างหากถึงจะเป็นอำนาจสูงสุด

หากเขามีตบะระดับแก่นทองคำ ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้แล้ว ลำพังเพียงแค่เขาก็สามารถกำราบทุกคนให้อยู่หมัด ให้ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างง่ายดาย

การบำเพ็ญเพียรต่างหากถึงจะเป็นเรื่องที่เขาสมควรต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายมากที่สุด แก่นแท้ของการบริหารเมืองหยกวิญญาณก็เพื่อนำมาสนับสนุนการบำเพ็ญเพียรของเขา ลำดับความสำคัญนี้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เด็ดขาด

ในเมื่อมีการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ลำดับต่อไปก็คือการรอคอย

วันนี้

หวังอี้มาถึงห้องกลั่นปราณที่อบอวลไปด้วยปราณวิญญาณหนาแน่นที่สุดในจวนเจ้าเมืองเพื่อปิดด่าน อย่างไรเสียที่นี่ก็สร้างขึ้นบนชีพจรวิญญาณระดับสามขั้นกลาง ห้องกลั่นปราณทำนองนี้ยังมีอยู่อีกมากมาย

สิ่งอำนวยความสะดวกในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ พรสวรรค์ระดับรากวิญญาณสองสาย สามสาย สี่สาย จะได้รับประโยชน์มากที่สุด พวกเขาเองก็เป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

ปีนั้นตอนที่เขาอยู่หอไหมน้ำแข็ง เขามองห้องกลั่นปราณเป็นเหมือนซี่โครงไก่ที่ทิ้งก็เสียดายกินก็ไร้รสชาติ ทว่าตอนนี้กลับกลายมาเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่ช่วยเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของร่างต้นได้ เมื่อสั่งสมไปนานวันเข้า ย่อมสามารถบำเพ็ญปราณแท้ออกมาได้ไม่น้อย

หลังจากจุดธูปสงบจิตไปหนึ่งก้าน หวังอี้ก็นั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง

เมื่อใต้ก้นไม่มีการเสริมพลังจากเบาะรองนั่งรู้แจ้งสวรรค์แล้ว เขาจึงรู้สึกไม่ชินอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อโคจรวิชา ก็ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะสงบนิ่งได้ในที่สุด

การบำเพ็ญในครั้งนี้ของเขา ก็เพื่อระดับสัมผัสเทวะโดยเฉพาะ

สูดลมหายใจเข้าลึก ไอสังหารผีสีดำทะมึนถูกสกัดออกมาจากแขนขากระดูกทั่วร่าง ยันต์เกราะมารดำที่วิชาเกราะมารกลืนวิญญาณควบแน่นขึ้นตรงตำแหน่งสะดือของเขา ก็กำลังเปล่งประกายเจิดจ้าเช่นกัน

ภายในห้องที่เงียบสงัดมีลมหยินพัดหวีดหวิว หนาวเหน็บจนถึงขีดสุด

ทุกสรรพชีวิตที่ถูกหวังอี้กลืนวิญญาณไป ล้วนคล้ายกับได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในวินาทีนี้ ดวงตาของพวกมันแดงก่ำ เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม มีทั้งคนและมีทั้งปีศาจ

เมื่อหันกลับไปมองตำแหน่งที่หวังอี้นั่งขัดสมาธิอยู่ เรือนกายเนื้อก็คล้ายจะอันตรธานหายไปแล้ว หลงเหลือเพียงแค่ร่างวิญญาณโปร่งแสงชั้นหนึ่งที่กำลังขมวดคิ้วนั่งอยู่ตรงนั้น รอบกายมีเปลวปราณสีขาวแผ่กระจายออกมา นั่นก็คือวิชาลับสัมผัสเทวะ [ปราณหนึ่งวิญญาณสวรรค์]!

วิญญาณดุร้ายหลายร้อยดวงที่อาศัยเกราะมารในการดำรงอยู่ ต่างพากันพุ่งพรวดเข้ามาอย่างอดรนทนไม่ไหว นี่คือศัตรูคู่แค้นของพวกมันนะ หากไม่พุ่งเข้ามาตอนนี้แล้วจะให้รอตอนไหน?!!

โลกภายนอก

หวังอี้ย้งคงนั่งนิ่งอยู่บนเบาะรองนั่ง นอกเหนือจากที่มีเกราะมารดำปกคลุมอยู่ทั่วร่างแล้ว ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอื่นใดอีก

ลวดลายใบหน้าผีบนพื้นผิวของเกราะคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมา กำลังแหวกว่ายไปมาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้หวังอี้จะหลับตาลง และจมดิ่งลงสู่ภาพมายาแห่งการกลืนกินบางอย่าง นิ้วมือก็ยังคงจิ้มลงบนร่างอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

นั่นก็คือ "ดรรชนีสลายวิญญาณ" ขอบเขตความสำเร็จขั้นเล็ก เขากำลังยืมการที่วิญญาณดุร้ายกัดกินร่างมาขัดเกลาสัมผัสเทวะ ย่อมต้องควบคุมขีดจำกัดสูงสุดเอาไว้ให้ดี วิญญาณดุร้ายเหล่านั้นที่ถูกเขาดีดจนแหลกสลาย จะหวนคืนสู่ลวดลายหน้าผีของพวกมันเอง

แล้วเข้าสู่สภาวะหลับใหลอย่างสมบูรณ์ รอคอยที่จะดูดซับพลังของสมาชิกใหม่จนเพียงพอแล้วค่อยฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อแว้งกัดศัตรู

นี่แหละคือความลี้ลับทั้งหมดของวิชาพิสดารวิถีมาร [วิชาเกราะมารกลืนวิญญาณ] หากตีพวกมันจนแตกกระเจิงไปหมด พลังของเกราะมารดำก็จะลดทอนลงไปด้วย ได้ไม่คุ้มเสีย การควบคุมระดับความพอดี จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด รอจนหวังอี้ลืมตาตื่นขึ้นมา ทั่วร่างก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ นั่นคือร่องรอยที่เกิดจากความเจ็บปวด

ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรงเล็กน้อย ทว่าสายตากลับสว่างไสวเป็นประกายเจิดจ้า

"เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ วิญญาณดุร้ายกัดกินร่างคือโอกาสอันยอดเยี่ยมในการขัดเกลา ระดับสัมผัสเทวะก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานช่วงท้ายได้อย่างราบรื่น..."

เคล็ดวิญญาณโบราณ + แสงจันทร์ไท่หยิน ตบะจึงพุ่งพรวดๆ ขึ้นไป

หลังจากเก็บพลัง หวังอี้ก็พักผ่อนครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มกระตุ้นผลลัพธ์ของวิญญาณดุร้ายกัดกินร่างขึ้นมาเองอีกครั้ง เขาต้องการจะทำให้พวกมันทั้งหมดหลับใหลไปในรวดเดียว จะได้ไม่เข้ามาขัดจังหวะ เวลาต่อสู้ประชันเวท

ดูเหมือนว่าผลข้างเคียงของวิชาพิสดารวิถีมารนี้ จะถูกเขาหลบเลี่ยงไปได้แล้ว

ในเวลาเดียวกัน

เมืองหยกวิญญาณ ตระกูลไป๋

ตอนที่ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ นำแผนการอันยอดเยี่ยมอย่าง [มังกรเพลิงเผาคลัง] ที่ตัวเองคิดขึ้นมาเองโดยพลการไปบอกเล่าให้บรรพชนตระกูลไป๋ฟัง

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดที่อายุใกล้จะสามร้อยปีแล้ว ซึ่งตอนหนุ่มๆ ร่างกายเคยได้รับบาดเจ็บภายในมาไม่น้อย และยังเคยใช้ของวิเศษต่ออายุขัยมาผู้นี้ ถึงกับโมโหจัดจนตบหน้าเขาปลิวลอยกระเด็นออกไป

"ไอ้สารเลว!"

บรรพชนตระกูลไป๋เลือดลมพลุ่งพล่าน ร่างกายที่เดิมทีก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เขาหน้ามืดวิงเวียนไปวูบหนึ่ง นิ้วมือของเขาสั่นเทาขณะชี้ไปยังตัวการก่อเรื่อง

"ไป๋จือหยาง บิดาให้เจ้าไปขอขมาน้อมรับผิด แล้วนี่คือสิ่งที่เจ้าทำงั้นรึ?!! เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้าทำแบบนี้มันจะพาทั้งตระกูลไป๋ไปตายกันหมด!"

ผู้อาวุโสใหญ่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเศษซากสิ่งปลูกสร้าง กุมแก้มที่บวมเป่งแดงเถือกอย่างทุลักทุเล เขากัดฟันกรอดเอ่ยว่า

"ท่านบรรพชน ไอ้เด็กนั่นก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นสองเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะค่ายกลของจวนเจ้าเมือง ท่านประมุขก็คงไม่ตายอยู่ที่นั่นหรอก เขามีจิตสังหารเด็ดขาดต่อตระกูลไป๋ของเราแล้ว"

"เจ้า...เจ้าาาา!"

เวลานี้ ผู้อาวุโสของตระกูลไป๋พากันวิ่งกรูกันเข้ามาเพิ่ม ช่วยกันพยุงบรรพชนด้วยความกังวล เอ่ยอย่างระมัดระวัง

"ท่านบรรพชน อย่าโมโหจนเสียสุขภาพเลยขอรับ"

"พรวด~"

เนิ่นนาน บรรพชนตระกูลไป๋ก็ชกเข้าที่หน้าอกตัวเองแรงๆ หนึ่งหมัด หลังจากกระอักเลือดคั่งที่เกิดจากไฟโทสะพุ่งพล่านออกมา สีหน้าก็ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที เขาสูดลมหายใจหอบฮักแล้วกล่าว

"เจ้าเอะอะก็ไอ้เด็กนั่น เอะอะก็ไอ้เด็กนั่น ทั้งยังดูถูกที่เขาอยู่แค่ระดับสร้างรากฐานขั้นสอง เจ้าก็น่าจะสัมผัสได้นี่ว่ากลิ่นอายพลังชีวิตของอีกฝ่ายยังอายุน้อยแค่ไหน"

ผู้อาวุโสใหญ่พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ได้แต่เอ่ยอ้อมแอ้ม

"รู้สึกว่า...น่าจะอายุไม่เกินห้าสิบปีขอรับ"

"หา? ถึงกับเป็นอัจฉริยะยอดเยี่ยมปานนี้เชียวรึ มิน่าเล่าถึงได้มากุมอำนาจเมืองหยกวิญญาณที่เป็นดั่งดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นี่คือรางวัลและการปลุกปั้นที่นิกายศักดิ์สิทธิ์มอบให้เขาต่างหากเล่า!"

ในบรรดาผู้อาวุโส มีคนแสดงความตกตะลึงและกังวลใจออกมา เริ่มมีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้แล้ว แต่ก็ยังมีคนที่แสดงด้านที่ดูแคลนและละโมบโลภมากออกมาเช่นกัน

"แล้วอย่างไรเล่า? ในเมื่อมาถึงเมืองหยกวิญญาณแล้ว เป็นมังกรก็ต้องขด เป็นเสือก็ต้องหมอบ คิดจะมาขูดรีดหินวิญญาณไปจากมือตระกูลไป๋ ถ้าเช่นนั้นก็เผามันทิ้งให้หมด ดูสิว่าเขาจะมาเก็บอย่างไร เขาจะกล้าออกมางั้นรึ?!"

"ถูกต้องที่สุด ก็แค่เต่าหดหัวตัวหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงไม่เข้าไปในจวนเจ้าเมือง เขาจะมาทำอะไรพวกเราได้"

เมื่อเผชิญกับคำพูดของพวกลูกหลานเหล่านี้ บรรพชนตระกูลไป๋ก็รู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง เขาพยายามดิ้นรนลุกขึ้นยืนโดยทันที

"โง่เขลา ไอ้พวกโง่เง่าเต่าตุ่นเอ๊ย!"

"เมืองหยกวิญญาณเป็นของนิกายศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าจะขัดขืนใครก็ขัดขืนได้ แต่ขัดขืนนิกายศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ไปจับมือร่วมมือกับอารามหวงเฉวียนก็ตามที ผลกำไรก้อนนี้ก็ต้องเจียดส่วนที่ควรจ่ายออกมาเสียภาษีด้วย!"

"ท่านบรรพชน!"

ตบะบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นเก้า อีกทั้งยังมีอายุขัยเหลืออีกห้าสิบปีอย่างผู้อาวุโสใหญ่เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างสิ้นเชิง

"เด็กๆ พาบรรพชนกลับไปที่จวนเก่าตระกูลนอกเมือง ส่งศิษย์สายตรงของสายสามตามไปให้หมดด้วย"

"มังกรเพลิงเผาคลัง แผนนี้ข้าต้องทำแน่!"

จบบทที่ บทที่ 164 มังกรเพลิงเผาคลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว