เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 พลิกไปพลิกมา

บทที่ 72 พลิกไปพลิกมา

บทที่ 72 พลิกไปพลิกมา


บทที่ 72 พลิกไปพลิกมา

นี่แหละคือความเป็นจริง บ้าเอ๊ย เขาตามไม่ทันจริงๆ ด้วย

ดูเหมือนว่าในเรื่องของความเร็ว วิชาย่างก้าวลวงตาจะแก้ปัญหาได้แค่ตอนต่อสู้ระยะประชิดเท่านั้น แต่เรื่องการวิ่งระยะไกลยังคงเป็นจุดบอดของเขาอยู่ดี

ช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้ อย่าว่าแต่ตามไปกินเศษเดนชาวบ้านเลย นับประสาอะไรกับจะไปวางแผนแย่งชิงผลประโยชน์

หวังอี้อดไม่ได้ที่จะด่าทออยู่ในใจ

ในเวลาเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ดูแลสวีที่ใช้วิชาลับสะกดอาการบาดเจ็บไว้ ก็สามารถยื้อเวลาได้เต็มที่แค่วันเดียวเท่านั้น พอครบกำหนดวิชาลับเสื่อมฤทธิ์ อาการบาดเจ็บก็จะยิ่งสาหัสกว่าเดิม

แต่ในระหว่างนี้ พอได้โอสถช่วย ทะเลปราณของเขาก็ฟื้นฟูไปได้กว่าครึ่ง แม้สภาพร่างกายภายนอกจะดูสยดสยอง แต่ตราบใดที่วิชาลับยังไม่หมดฤทธิ์ เขาก็กลับมามีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานอีกครั้ง

ร่างที่กำลังเหาะหนีอย่างรวดเร็วพลันหยุดชะงัก

เขาหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับหลิ่วจินเซียนที่ไล่ตามมาติดๆ พร้อมกับเผยรอยยิ้ม ‘เป็นมิตร’

"คิดหรือว่า... ผู้แซ่สวีจะไม่กล้าฆ่าเจ้าจริงๆ?!!"

สองมือประกบเข้าหากัน ประสานมุทราอย่างรวดเร็ว คลื่นปราณแท้พลังมหาศาลปะทุขึ้นราวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทร ซัดสาดระลอกแล้วระลอกเล่า

ทว่านี่คือเกลียวคลื่นแห่งเปลวเพลิง!

เขาคือนักหลอมโอสถสายเพลิง วิชาที่บ่มเพาะก็คือวิชาธาตุไฟ ดังนั้นวิชาอาคมของเขาย่อมเป็นสายเดียวกัน

เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ถึงจะสร้างความสำเร็จได้

เมื่อเห็นคลื่นเพลิงความสูงยี่สิบสามสิบเมตรถาโถมเข้ามาจากทุกสารทิศ หลิ่วจินเซียนก็เปรียบเสมือนมดปลวกตัวจ้อยที่กำลังถูกประกบตี

การสวนกลับอย่างกะทันหันนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของหลิ่วจินเซียน แต่นางก็ไม่ได้โง่เง่าถึงขนาดจะไม่ระวังตัวไว้เลย

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีแมลงสีเทาขนาดเท่าเล็บมือตัวหนึ่งมุดออกมาจากรูจมูก รูปร่างของมันคล้ายกับตัวกะปิ แต่กลับมีดวงตาขุ่นมัวยุบยับเต็มไปหมด

ตู้มม

ตัวกู่แมลงระเบิดออก เปลือกสีเทาของมันขยายใหญ่ขึ้นห่อหุ้มร่างนางไว้อย่างมิดชิด ตามรอยแยกของเปลือกแมลงมีดวงตาสีเหลืองผุดขึ้นมาจ้องเขม็งไปที่ผู้ดูแลสวี

คลื่นเพลิงถาโถมเข้าปะทะกับรังไหมเปลือกแมลง

ยังไม่ทันรู้ผลแพ้ชนะ ผู้ดูแลสวีก็ชักกระบี่ระดับสองขั้นต่ำซึ่งเป็นอาวุธวิเศษออกมา กระโดดลอยตัวขึ้นสูง ก่อนจะตวัดฟาดลงมาจากระยะไกล

อากาศบิดเบี้ยวเพราะความร้อนระอุ

กระบี่ฟาดฟันปราณกระบี่เพลิงความยาวเกือบสองจั้งออกมา ผ่ารังไหมเปลือกแมลงออกเป็นสองซีก เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาตามรอยแยก ดวงตาแมลงเหล่านั้นก็ดับวูบลง

ผู้ดูแลสวีค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้อย่างระแวดระวัง สายตาจับจ้องไปที่กองเลือดด้วยความแคลงใจ สัมผัสเทวะของเขาแทบจะเจาะทะลุเปลือกแมลงเข้าไปตรวจสอบสภาพภายในไม่ได้เลย

เขาต้องระวังไพ่ตายก้นหีบที่อาจจะถูกงัดออกมาใช้อีก

ก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สอง...

ทันใดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของผู้ดูแลสวีก็ยุบตัวลง หมอกพิษสามสี เขียว ชมพู และแดงโลหิต พวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน สีหน้าของเขาพลันตึงเครียด

เขาเหยียบอากาศดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจถอนต้นหอมจากดินแห้ง ในระหว่างที่หนี ยังไม่ลืมตวัดกระบี่ฟาดฟันปราณกระบี่เพลิงความยาวสองจั้งสวนกลับไปอีกหนึ่ง

จังหวะนั้นเอง [กู่ยุงโลหิต] ซึ่งเป็นกู่แห่งชีวิตของหลิ่วจินเซียนก็ปรากฏตัวขึ้นจากควันพิษ ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็กลายเป็นยุงยักษ์ตัวเขื่องยาวห้าหกเมตร

ปากแหลมของมันสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ปราณกระบี่เพลิงนั่นก็ถูกมันสูบกลืนเข้าไปราวกับสูบน้ำ ลวดลายสีเลือดบนตัวกู่ยุงโลหิตแปรเปลี่ยนเป็นลวดลายเปลวเพลิง ชั่วอึดใจเดียวมันก็พ่นลูกไฟสีเลือดขนาดเท่าถังน้ำออกมา

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน!

ผู้ดูแลสวีเองก็ตั้งรับไม่ทัน ภายใต้สัญชาตญาณ เขาเงื้อกระบี่ขึ้นหมายจะฟันปราณกระบี่เพลิงระลอกที่สาม แต่ใครจะไปคิดว่า จู่ๆ ก็มีผึ้งพิษสีเทาขาวตัวหนึ่งบินโฉบผ่านตัวเขาไปอย่างเงียบเชียบ

พ่นพิษออกจากก้น ร่วงแหมะลงบนกระบี่วิเศษพอดี กระบี่ระดับสองขั้นต่ำเล่มนี้กะพริบแสงริบหรี่ แม้จะยังไม่พังทลายเสียทีเดียว แต่มันก็ฟาดฟันปราณกระบี่เพลิงแบบเต็มร้อยออกมาไม่ได้แล้ว

ไม่มีเวลาให้รับมือกับการโจมตีระลอกสอง

ลูกไฟสีเลือดพุ่งอัดเข้าใส่ผู้ดูแลสวีอย่างจัง อานุภาพร้ายกาจประดุจขีปนาวุธขนาดย่อม ระเบิดกระแทกอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกเป็นวงแหวน

ตุ้บ!

ร่างไหม้เกรียมร่วงหล่นลงกระแทกพื้น เหลือเพียงแผ่นอกที่ยังกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา

ตอนนั้นเอง หลิ่วจินเซียนถึงได้โผล่พรวดขึ้นมาจากใต้ดิน

นางมองสภาพอเนจอนาถของผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าที่อัปลักษณ์เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน "เก่งนักไม่ใช่เรอะ? กล้ามากระตุกหนวดเสืออย่างข้า วันนี้แหละจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงคำว่าเสียใจ!"

หลิ่วจินเซียนเดินเข้าไปใกล้อย่างระแวดระวังเช่นกัน เพ่งสมาธิจับจ้องไปที่สภาพของอีกฝ่าย พอเห็นเลือดพิษสีเขียวไหลซึมออกมาจากผิวหนังไหม้เกรียม นางถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก

"พิษงูมรกตถึงจะเป็นแค่พิษระดับสอง แต่ก็ใช่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นต้นอย่างเจ้าจะแก้ได้ง่ายๆ คลานเข้ามากราบแทบเท้าข้าสิ แล้วข้าจะให้โอกาสเจ้าได้เป็นทาสรับใช้ข้า!"

นางคิดจะทำแบบนี้จริงๆ สมกับเป็นลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือเสียจริง!

ผู้ดูแลสวีที่ร่อแร่ใกล้ตาย เปลือกตาถูกไฟเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงลูกตาแดงก่ำกลอกไปมา พอได้ยินคำพูดโอหังเช่นนี้ ความคลุ้มคลั่งก็ยิ่งทวีคูณ

"เจ้า... เข้ามาสิ..."

กู่ยุงโลหิตไม่เพียงแต่ทำร้ายเขาจนสาหัส แต่ยังไปป่วนวิชาลับของเขาอีก พออาการบาดเจ็บทั้งสองอย่างกำเริบพร้อมกัน เขาก็แทบจะไม่มีแรงลุกขึ้นยืนแล้ว โดยเฉพาะพิษงูมรกตนี่แหละตัวดี

เขาสัมผัสได้เลยว่าพลังชีวิตกำลังหลุดลอยไป เหงือกที่เผยอออกครึ่งหนึ่ง ผสานกับแผลไฟลวกพุพองน้ำหนองไหลเยิ้มทั่วร่าง ทำให้เสียงของเขาแหบพร่าและติดขัดอย่างหนัก

"ข้า... ยินดี... ทำพันธสัญญา... ทาส!"

"ยอดคนย่อมรู้ทิศทางลม" หลิ่วจินเซียนเลิกคิ้ว ความโกรธเกรี้ยวและฉุนเฉียวมลายหายไปจนสิ้น กลับถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมลำพองใจ

ปากก็พูดไปงั้น แต่ท่าทีไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย

สองมือประสานมุทรา กระบี่บินพุ่งออกจากถุงเก็บของ ฟันฉับเข้าที่ลำคอของผู้ดูแลสวีอย่างไร้ความปรานี

เห็นได้ชัดว่าไอ้ที่บอกจะให้มาเป็นทาสน่ะ มันก็แค่รสนิยมวิปริตของนางเท่านั้น นางแค่อยากจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน เพื่อเอาคืนที่โดนหยามเกียรติตอนอยู่บนภูเขากระดูกดำ

ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของนาง ร้ายกาจยิ่งกว่าคำร่ำลือเสียอีก!

กระบี่บินไม่เพียงแต่ใช้เป็นพาหนะได้เท่านั้น แต่ความคมของมันก็เป็นที่หนึ่งในบรรดากระบี่ด้วยกัน แถมยังเป็นอาวุธวิเศษที่ผู้บำเพ็ญเพียรนิยมใช้กันมากที่สุดอีกด้วย

กระบี่ในมือของหลิ่วจินเซียนก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

ตอนที่มันแหวกอากาศพุ่งออกไป แทบจะไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย หัวของผู้ดูแลสวีก็หลุดกระเด็นออกจากบ่า พลังชีวิตดับสูญในพริบตา

เมื่อทุกอย่างสงบลง หลิ่วจินเซียนก็ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง นี่เป็นครั้งแรกที่นางลงมือฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ไม่นึกว่าจะง่ายดายปานนี้ ความภาคภูมิใจและโอหังยิ่งพุ่งทะยาน

"ระวัง!"

ฉับพลันนั้น เสียงของหวังอี้ก็ดังมาจากที่ไกลๆ หลิ่วจินเซียนกระโดดถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่ก็ถูกเชือกควันดำเส้นหนึ่งพุ่งเข้ารัดเอวไว้แน่น

ควันดำกลุ่มใหญ่พวยพุ่งออกมาจากศพของผู้ดูแลสวี

สัมผัสเทวะอันแข็งแกร่งที่สั่งสมมาจากการหลอมโอสถมาแรมปี ถูกกระตุ้นด้วยวิชาพิสดารวิถีมารที่ไม่ทราบที่มา กลายสภาพเป็นวิญญาณอาฆาตที่ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ!

ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว อ้าปากกว้างเขมือบหลิ่วจินเซียนลงไปทั้งตัวในคำเดียว

ทำเอาหวังอี้ที่มองดูอยู่ถึงกับขนลุกซู่

อุตส่าห์รีบตามมาแทบตาย ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่งอยู่ดี ความน่ากลัวของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ ใครจะไปรู้ว่าพวกมันซ่อนวิชาลับวิชามารอะไรไว้บ้าง...

ทางที่ดีคือฆ่าให้ตายแล้วเผาศพ ทำลายวิญญาณให้แหลกเป็นผุยผง นั่นแหละถึงจะรัดกุมที่สุด

ขนาดสวีเจียวเจียวยังมีวิชาพิสดารวิถีมารติดตัว คนเป็นพ่อก็อาจจะมีของดีซ่อนอยู่อีกเพียบ ก็แน่ล่ะ ในดินแดนมารฉื่อเหวียน การที่จะปีนป่ายขึ้นมาถึงระดับสร้างรากฐานด้วยลำแข้งตัวเอง ถือเป็นผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นบุกเบิกได้ ย่อมต้องมีดีอยู่บ้าง

"งานงอกแล้วไง"

จบบทที่ บทที่ 72 พลิกไปพลิกมา

คัดลอกลิงก์แล้ว