- หน้าแรก
- ระบบสุ่มเทพเซียน พลิกชะตาฟ้าศิษย์รับใช้ไร้พ่าย
- บทที่ 100 - ไปเยือนซูมู่ไป๋
บทที่ 100 - ไปเยือนซูมู่ไป๋
บทที่ 100 - ไปเยือนซูมู่ไป๋
บทที่ 100 - ไปเยือนซูมู่ไป๋
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อวิ๋นหมิงออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียร ไม่ได้มุ่งหน้าไปที่แดนลับในทันที แต่แวะไปที่พักของซูมู่ไป๋เสียก่อน
เขาเป็นห่วงว่าจิ๊วจิ๊วเอาแต่อุดอู้อยู่ในถ้ำ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวภายนอก ซ้ำยังคิดเลขไม่ค่อยเป็น สู้ไปถามซูมู่ไป๋ดีกว่าว่าแดนลับนี้มันเรื่องอะไรกันแน่
ถ้ำบำเพ็ญเพียรของซูมู่ไป๋อยู่ทางทิศตะวันออกของสำนักสายใน สร้างอิงแอบภูเขา ดูเงียบสงบและงดงาม ตอนที่อวิ๋นหมิงไปถึง ประตูถ้ำแง้มอยู่เล็กน้อย ภายในมีกลิ่นอายของไฟหลอมโอสถลอยออกมาจางๆ
เขายืนรออยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ไม่ได้บุกรุกเข้าไปรบกวน
ราวหนึ่งก้านธูปให้หลัง กลิ่นอายไฟหลอมโอสถก็ค่อยๆ จางลง เสียงของซูมู่ไป๋ดังมาจากด้านใน "ด้านนอกคือสหายอวิ๋นใช่หรือไม่"
อวิ๋นหมิงขานรับ
เสียงฝีเท้าดังขึ้น ซูมู่ไป๋รีบก้าวออกมารับ บนใบหน้าประดับด้วยความประหลาดใจระคนยินดี "สหายอวิ๋นออกจากการเก็บตัวแล้วหรือ"
เขากวาดตามองอวิ๋นหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเคร่งขรึมลงเล็กน้อยก่อนจะประสานมือคารวะ "ยินดีด้วยสหายอวิ๋น ที่ควบแน่นจินตันสำเร็จแล้ว"
อวิ๋นหมิงยิ้มบาง "โชคดีเท่านั้นแหละ"
ซูมู่ไป๋เบี่ยงตัวหลบทาง "เชิญเข้ามาข้างในก่อน"
ทั้งสองเดินเข้ามาในถ้ำบำเพ็ญเพียรและนั่งลงในห้องรับแขก ซูมู่ไป๋หยิบชาปราณออกมาชงให้ด้วยตัวเอง กลิ่นชาหอมกรุ่นชวนให้จิตใจสงบ
อวิ๋นหมิงจิบชาไปคำหนึ่ง ก่อนจะล้วงเอาขวดหยกแปดใบออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางเรียงกันบนโต๊ะ
ซูมู่ไป๋ชะงักไป "นี่คือ..."
"โอสถหล่อเลี้ยงวิญญาณ" อวิ๋นหมิงกล่าว "ระดับสองขั้นกลาง คุณภาพพอใช้ได้ ข้าเก็บตัวไปแปดเดือน ต้องรบกวนสหายซูไปสอนแทนข้า ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ อย่าได้เกรงใจเลย"
สีหน้าของซูมู่ไป๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบโบกมือปฏิเสธ "สหายอวิ๋นทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร การสอนแทนเป็นความสมัครใจของข้าเอง ข้าจะรับโอสถของเจ้าได้อย่างไร"
"สมควรแล้วรับไปเถอะ"
"ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ได้จริงๆ" ซูมู่ไป๋ลุกขึ้นยืนแล้วผลักไสปฏิเสธเป็นพัลวัน
อวิ๋นหมิงมองท่าทางจริงจังของอีกฝ่าย ก็รู้ว่าเขาคงไม่อยากรับไว้จริงๆ
เขายิ้มและไม่ได้บีบบังคับ จึงเก็บขวดหยกกลับเข้าแขนเสื้อตามเดิม
อวิ๋นหมิงจิบชาอีกคำแล้วเข้าประเด็น "ช่วงที่ข้าเก็บตัว สำนักมีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่"
ซูมู่ไป๋ครุ่นคิดก่อนจะตอบ "เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือการเปิดแดนลับหลิงเจ๋อ"
"แดนลับหลิงเจ๋อหรือ"
"ก็แดนลับที่ใหญ่ที่สุดนั่นแหละ" ซูมู่ไป๋อธิบาย "สหายอวิ๋นน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง แดนลับนี้ไม่ได้เปิดมาเป็นร้อยปีแล้ว ครั้งนี้จู่ๆ ก็เปิดขึ้นมาโดยอ้างว่าให้ศิษย์ได้เข้าไปฝึกฝน มีกำหนดเวลาหกเดือน ของวิเศษที่หามาได้ตกเป็นของบุคคลนั้นๆ ทั้งหมด"
อวิ๋นหมิงเลิกคิ้ว "หกเดือนเชียวหรือ นานขนาดนั้นเลย"
"ใช่แล้ว" ซูมู่ไป๋พยักหน้า "ตอนนี้ผ่านไปแล้วสามเดือน เหลือเวลาอีกสามเดือน"
อวิ๋นหมิงหยั่งเชิงถามต่ออย่างแนบเนียน "แดนลับหลิงเจ๋อนี้ นอกจากทรัพยากรสำหรับฝึกฝนแล้ว ยังมีสิ่งใดอยู่อีกหรือ"
ซูมู่ไป๋ส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าก็ไม่ค่อยรู้หรอก ข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องแดนลับอยู่แล้ว การหลอมโอสถต่างหากที่เป็นเส้นทางหลักของข้า แต่ท่านอาจารย์เคยเปรยให้ฟังว่า ข้างในมีสมุนไพรวิญญาณและสัตว์อสูรเยอะมาก เหมาะแก่การเก็บสมุนไพรและล่าสัตว์"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "อันที่จริง การที่สำนักเปิดแดนลับนี้ก็ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แม้ภายนอกจะบอกว่าของทั้งหมดที่หาได้ตกเป็นของศิษย์ แต่ศิษย์ส่วนใหญ่ได้สมุนไพรไปก็หลอมโอสถไม่เป็น ล่าสัตว์อสูรมาได้ก็หลอมอาวุธไม่เป็น สุดท้ายก็ต้องบากหน้ามาพึ่งพาสำนักอยู่ดี ไม่ว่าสำนักจะหักส่วนแบ่งหรือรับซื้อเอาไว้ สำนักก็มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น"
อวิ๋นหมิงพยักหน้า นี่เป็นความจริงทีเดียว
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง" ซูมู่ไป๋ลดเสียงลง "ข้าได้ยินท่านอาจารย์บอกว่า แดนลับแห่งนี้เหลือเวลาอีกแค่สามเดือนก็จะพังทลายแล้ว ถึงตอนนั้นสำนักก็จะเหลือแดนลับแค่สองแห่ง ท่านบรรพชนอาจจะต้องหาทางเอาแดนลับแห่งใหม่มาจากที่อื่น แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพิจารณา"
อวิ๋นหมิงใจเต้นตึกตัก
พังทลาย
สามเดือน
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ อย่างเช่น... ความเคลื่อนไหวของพวกผู้อาวุโส"
ซูมู่ไป๋นึกทบทวนก่อนจะส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าไม่ทันได้ยินมาเลย แต่ช่วงนี้ผู้อาวุโสหยวนเจินจื่อดูจะยุ่งๆ นะ เห็นเข้าออกตำหนักท่านเจ้าสำนักอยู่บ่อยครั้ง ท่านอาจารย์ข้าเคยพูดถึงอยู่หนหนึ่ง แต่เรื่องรายละเอียดท่านอาจารย์ก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน"
อวิ๋นหมิงแอบคิดตามในใจ
นั่งคุยกันอีกพักใหญ่ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง อวิ๋นหมิงลุกขึ้นขอตัวลากลับ ตอนที่กำลังจะเดินออกไปก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันกลับมาถาม "สหายซู ตอนนี้เจ้าเป็นนักปรุงโอสถระดับสองขั้นกลางแล้วใช่หรือไม่"
ซูมู่ไป๋พยักหน้า "ต้องขอบคุณคำชี้แนะของสหายอวิ๋นคราวก่อน ข้าถึงทะลวงขั้นได้สำเร็จ"
อวิ๋นหมิงยิ้มแล้วล้วงเอาหยกจดจำแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยื่นส่งให้ "ในนี้เป็นประสบการณ์ตอนที่ข้าควบแน่นจินตัน หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับเจ้าบ้าง"
ซูมู่ไป๋อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะรับมาอย่างจริงจังแล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "ขอบคุณมากสหายอวิ๋น"
อวิ๋นหมิงโบกมือลาแล้วเดินฝ่าความมืดกลับไป
เมื่อกลับถึงถ้ำบำเพ็ญเพียร อวิ๋นหมิงก็ไม่รอช้า เริ่มเก็บกวาดข้าวของทันที
เขาต้องไปดูแดนลับนั่นด้วยตาตัวเองให้ได้
ไม่ว่าหยวนเจินจื่อจะมีแผนการอะไรในใจ ค่ายกลเคลื่อนย้ายนั่นเขาต้องไปเห็นกับตา หากมีโอกาสก็จะเก็บมันใส่ภาพวาดบรรพตชลธีแล้วขนหนีไปเลย ช่างหัวเรื่องความร่วมมืออะไรนั่น ลงมือเองปลอดภัยที่สุดแล้ว
จิ๊วจิ๊วนั่งยองๆ อยู่บนโต๊ะ มองดูเขาเอาของออกมาวางเรียงรายด้วยความสงสัย "เจ้านาย พวกเราจะย้ายบ้านหรือ"
"ก็ทำนองนั้นแหละ" อวิ๋นหมิงตอบโดยไม่เงยหน้า "ต้องไปที่ที่หนึ่ง อาจจะไปอยู่นานหน่อย"
เขาเทของทั้งหมดในแหวนมิติซ่อนเร้นออกมาจนเกลี้ยง ทั้งหินวิญญาณ โอสถ วัตถุดิบ ของวิเศษ และของจุกจิก กองรวมกันเป็นภูเขาขนาดย่อม จากนั้นแค่คิดในใจ ภาพวาดบรรพตชลธีก็ลอยออกมาจากทะเลวิญญาณมาลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ม้วนภาพคลี่ออกเผยให้เห็นผืนฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล
"เข้าไปสิ" อวิ๋นหมิงชี้ไปที่ภาพวาด
จิ๊วจิ๊วเบิกตากว้าง "นี่มัน...?"
"โลกของข้าเอง" อวิ๋นหมิงยิ้ม "ตั้งแต่นี้ไปเจ้าต้องไปอยู่ในนี้แล้วนะ"
จิ๊วจิ๊วกะพริบตาปริบๆ แล้วกระพือปีกบินเข้าไปข้างใน มันร่อนลงบนยอดเขาแห่งหนึ่ง มองซ้ายมองขวาแล้วร้องอย่างตื่นเต้น "ใหญ่จังเลย เจ้านายเก่งจังเลย"
อวิ๋นหมิงไม่ได้สนใจมัน เขาเริ่มขนของเข้าไปไว้ข้างใน
สิ่งแรกที่ย้ายเข้าไปก็คือแปลงสมุนไพร
เขาใช้พลังปราณยกแปลงสมุนไพรทั้งแปลงพร้อมกับดินวิญญาณซีหร่างส่งเข้าไปในภาพวาดบรรพตชลธี ทันทีที่ดินวิญญาณซีหร่างเข้าไปถึง มันก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที ราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วและหลอมรวมเข้ากับผืนดินอันรกร้างนั้น
ในชั่วพริบตานั้น อวิ๋นหมิงก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันแสนละเอียดอ่อน
ภายในภาพวาดบรรพตชลธี พลันบังเกิดพลังปราณสายหนึ่งขึ้นมา
แม้พลังปราณสายนั้นจะวาบขึ้นมาเพียงชั่วครู่แล้วสลายหายไปจนหมดสิ้น แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในเสี้ยววินาทีนั้นก็ทำเอาอวิ๋นหมิงใจเต้นแรง
ดินวิญญาณซีหร่างถูกดูดซับไปแล้ว
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ภาพวาดบรรพตชลธีกำลังดูดซับของวิเศษเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ตัวเองต่างหาก
เขานึกถึงข้อบกพร่องของโลกใบนี้ กฎเกณฑ์ยังไม่สมบูรณ์ ไม่มีพลังปราณ ถ้าหากใช้ของวิเศษจำนวนมหาศาลถมลงไป ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
แววตาของอวิ๋นหมิงทอประกายสว่างวาบ
เขาไม่ลังเลที่จะส่งของทุกอย่างในแหวนมิติซ่อนเร้นเข้าไป
หินวิญญาณ โอสถ วัตถุดิบ ส่วนใหญ่ก็แค่วางกองกันไว้นิ่งๆ ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร แต่บรรดาแร่ธาตุต่างๆ ทันทีที่เข้าไปถึงก็จมลงสู่ใต้ดินและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดิน ส่วนพวกพืชวิญญาณอย่างสมุนไพรที่รวบรวมมาก่อนหน้านี้ พอร่วงลงสู่พื้นก็หยั่งรากเติบโตทันที ซ้ำยังโตเร็วกว่าอยู่ข้างนอกเสียอีก
อวิ๋นหมิงมองภาพตรงหน้าพลางครุ่นคิด
สิ่งที่ภาพวาดบรรพตชลธีต้องการ ก็คือพวกของที่เป็น 'ต้นกำเนิดฟ้าดิน' ส่วนหินวิญญาณหรือโอสถธรรมดานั้นมันไม่เห็นอยู่ในสายตาเลย
เขาขนของจุกจิกทั้งหลายแหล่ส่งเข้าไปจนหมด ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชนก็ตาม ยังไงก็ทิ้งไว้เฉยๆ อยู่แล้ว บนพื้นดินอันรกร้างภายในภาพวาดค่อยๆ ก่อตัวเป็นภูเขาขนาดย่อมขึ้นมา นั่นคือสมบัติที่เขาอุตส่าห์สะสมมาหลายปี
จิ๊วจิ๊วบินวนเวียนอยู่รอบภูเขาเล็กๆ ลูกนั้น ตื่นเต้นประหนึ่งหนูแฮมสเตอร์ที่เพิ่งค้นพบขุมสมบัติ
อวิ๋นหมิงหลุดขำและไม่ได้สนใจมันอีก
หลังจากเก็บกวาดข้าวของเสร็จสิ้น เขาก็มองถ้ำบำเพ็ญเพียรที่เขาอาศัยมานานกว่าครึ่งปีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังผลักประตูเดินจากไป
ทางเข้าแดนลับหลิงเจ๋ออยู่ทางตอนเหนือของสำนักสายนอก มันคือน้ำตกขนาดมหึมา
อวิ๋นหมิงใช้วิชาท่องไท่ชิงเหาะไป ไม่นานก็ถึงที่หมาย
[จบแล้ว]