- หน้าแรก
- ระบบสุ่มเทพเซียน พลิกชะตาฟ้าศิษย์รับใช้ไร้พ่าย
- บทที่ 12 - ตระกูลอวิ๋น
บทที่ 12 - ตระกูลอวิ๋น
บทที่ 12 - ตระกูลอวิ๋น
บทที่ 12 - ตระกูลอวิ๋น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อวิ๋นหมิงนับหินวิญญาณสิบห้าก้อนแล้วยื่นให้ช่างไม้เฝิง
พอได้รับหินวิญญาณ ช่างไม้เฝิงก็รีบไปเตรียมของทันที
ส่วนอวิ๋นหมิงที่ตอนนี้ไม่มีที่ไป ก็เลยคิดว่ากลับไปเยี่ยมบ้านหน่อยดีกว่า
ปกติศิษย์รับใช้จะไม่มีสิทธิ์กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด นอกเสียจากว่าจะแก่หง่อมจนทำประโยชน์ให้สำนักไม่ได้แล้ว และระดับพลังก็ไม่มีทางก้าวหน้าหรือมีแต่จะถดถอยลง สำนักถึงจะอนุญาตให้กลับไปได้ ซึ่งก็หมายถึงการถูกไล่ออกจากสำนักอย่างถาวรนั่นแหละ
แต่ศิษย์สายนอกไม่มีข้อจำกัดนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะกลับบ้านได้ตามอำเภอใจนะ อย่างแรกเลยคือต้องทำภารกิจประจำเดือนให้เสร็จก่อน นี่คือเรื่องสำคัญที่สุด
อย่างที่สองคือ การกลับไปเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งจะใช้เวลาเกินครึ่งเดือนไม่ได้ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าทรยศต่อสำนักทันที ทางสำนักจะออกประกาศจับ และหากจับตัวได้ก็จะถูกประหารชีวิตสถานเดียว
และอย่างสุดท้ายก็คือ ในหนึ่งปีจะกลับไปเยี่ยมบ้านได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
อวิ๋นหมิงคิดว่าตัวเองก็เข้ามาอยู่ในสำนักได้ปีกว่าแล้ว ถึงเวลาต้องกลับไปเยี่ยมบ้านสักที เหตุผลหลักๆ ก็คือแอบหวั่นใจว่าไอ้เลวอวิ๋นซินมันจะส่งจดหมายบ้าบออะไรกลับไปที่ตระกูลจริงๆ
ไม่ต้องทำเรื่องยุ่งยากอะไร แค่ไปบอกกล่าวที่หอภารกิจสักคำก็พอ จากนั้นอวิ๋นหมิงก็เก็บข้าวของทั้งหมดแล้วออกเดินทาง
สำนักเมฆาอัสดงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาชีเสีย ส่วนฝั่งตะวันตกของเทือกเขาก็คือแคว้นต้าเฉียนซึ่งเป็นดินแดนของมนุษย์ธรรมดา ตระกูลอวิ๋นที่อวิ๋นหมิงสังกัดอยู่ตั้งอยู่ในเมืองอู่อัน ชายแดนของแคว้นต้าเฉียน
ตระกูลอวิ๋นเดิมทีก็เป็นตระกูลใหญ่ในเมืองอู่อันอยู่แล้ว พอมีเซียนโผล่มาถึงสองคนในตระกูล ตอนนี้ก็เลยดังพลุแตก ทำเอาหลายคนทั้งอิจฉาทั้งเกลียดชัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
จากที่เคยเย่อหยิ่งจองหองอยู่แล้ว ตอนนี้ตระกูลอวิ๋นยิ่งกำเริบเสิบสานหนักขึ้นไปอีก ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงมาเยือนเมืองอู่อัน ก็ยังต้องก้มหัวให้ตระกูลอวิ๋น
ถึงขั้นที่ว่าคำสั่งของฮ่องเต้อาจจะไม่มีความหมายในเมืองอู่อัน แต่คำสั่งของตระกูลอวิ๋นคือประกาศิต
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตระกูลอวิ๋นเรียกได้ว่าเป็นฮ่องเต้จำลองแห่งเมืองอู่อันตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ
เวลานี้อวิ๋นหมิงกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของตระกูลอวิ๋น การกลับมาครั้งนี้จุดประสงค์หลักก็เพื่อตัดขาดจากทางโลกและทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ และสิ่งที่ร่างเดิมห่วงใยมากที่สุดก็คือแม่ของเขา
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ยอมให้แม่ทนอยู่ในตระกูลอวิ๋นอีกต่อไป เขาไม่อยากให้คำขู่ของอวิ๋นซินกลายเป็นความจริง
ประจวบเหมาะกับที่มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม
คนผู้นี้สวมชุดผ้าไหมราคาแพง ท่าทางการเดินดูเย่อหยิ่งจองหองไม่เห็นหัวใคร แถมข้างกายยังมีชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงร่างกายกำยำเดินตามมาด้วยอีกสองคน
อวิ๋นหมิงจำคนคนนี้ได้ทันที เขาคืออวิ๋นชิง หนึ่งในลูกหลานตระกูลอวิ๋นที่ชอบรังแกเขาพร้อมกับอวิ๋นซินมาตั้งแต่เด็ก
อวิ๋นชิงเป็นลูกชายคนเล็กของลุงรองตระกูลอวิ๋น นิสัยก็ถอดแบบอวิ๋นซินมาเป๊ะ ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจจนเสียวินัย อายุแค่สิบหกก็เก่งทั้งกินเหล้าเมายาเล่นการพนันและเที่ยวหอนางโลม ลับหลังก็ยังชอบรังแกชาวบ้านทำเรื่องเลวทรามสารพัด
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาออกมาเดินเล่นหาความสำราญ
"เสี่ยวเอ้อ!" อวิ๋นชิงตะโกนลั่นโรงเตี๊ยม "ตาบอดหรือไง ไม่เห็นหรือว่าข้าจะมากินข้าวน่ะฮะ!"
เสี่ยวเอ้อหน้าเจื่อน นึกในใจว่าไอ้ตัวซวยนี่มาอีกแล้ว มาทีไรไม่เคยมีเรื่องดีเลยสักครั้ง
ถึงในใจจะคิดแบบนั้น แต่ใบหน้าก็ยังคงฉีกยิ้มประจบประแจงแล้วรีบวิ่งเข้าไปหา "แหม คุณชายอวิ๋น ข้าน้อยตาบอดเองขอรับ ที่มองไม่เห็นท่านเดินทางมา เชิญๆ ท่านโปรดอภัยด้วย"
เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อก้มหัวประจบประแจงอยู่ตรงหน้า อวิ๋นชิงก็ยกเท้าถีบเสี่ยวเอ้อจนล้มกลิ้งไปกองกับพื้น "เลิกพล่ามได้แล้ว ข้าหิว รีบเอาของอร่อยๆ มาเสิร์ฟเดี๋ยวนี้เลยนะ"
เสี่ยวเอ้อยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นยืน ก็นอนพูดอยู่บนพื้นว่า "ต้องขออภัยคุณชายด้วย วันนี้ลูกค้าเต็มร้านเลยขอรับ ท่านดูสิว่าจะขึ้นไปกินชั้นบน หรือจะค่อยมาใหม่วันหลังดีขอรับ"
"โต๊ะเต็มรึ" อวิ๋นชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ลูกค้าที่กำลังกินข้าวต่างก็พากันก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครกล้าสบตาเขาเลยสักคน จะมีก็แต่อวิ๋นหมิงคนเดียวที่นั่งจิบเหล้ากินข้าวเงียบๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
"ตรงนั้นก็มีที่นั่งว่างอยู่นี่หว่า" อวิ๋นชิงชี้ไปที่เก้าอี้ว่างข้างๆ อวิ๋นหมิง
เสี่ยวเอ้อเพิ่งจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ พอมองตามนิ้วของอวิ๋นชิง ก็เห็นอวิ๋นหมิงนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะตัวนั้น ก็รู้ทันทีว่าอวิ๋นชิงตั้งใจจะให้เขาไปไล่ที่
เสี่ยวเอ้อจึงรีบวิ่งไปหาอวิ๋นหมิง แล้วกระซิบเสียงเบา "นายท่าน ท่านช่วยเมตตาหน่อยเถอะ มื้อนี้ทางเราไม่คิดเงิน ท่านช่วยสละโต๊ะให้หน่อยได้ไหมขอรับ"
อวิ๋นหมิงยังคงนิ่งเฉย "ข้ามากินข้าว ยังกินไม่ทันเสร็จก็จะมาไล่ลูกค้าซะแล้วรึ"
"โธ่ นายท่าน มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกขอรับ ท่านคงจะเพิ่งเคยมาเมืองอู่อันเป็นครั้งแรกล่ะสิ คุณชายท่านนั้นน่ะ ท่านไปมีเรื่องด้วยไม่ได้หรอกนะขอรับ" เสี่ยวเอ้อรีบอธิบาย "คุณชายท่านนั้นเป็นคนของตระกูลอวิ๋น ตระกูลอวิ๋นก็เป็นตระกูลใหญ่ในเมืองนี้อยู่แล้ว ยิ่งปีที่แล้วเพิ่งจะมีเซียนตั้งสองคนปรากฏตัวขึ้นในตระกูล พวกเรามันก็แค่คนธรรมดาเดินดิน อย่าไปขัดหูขัดตาท่านเซียนเลยนะขอรับ"
"เขาก็ไม่ได้เป็นเซียนสักหน่อย" อวิ๋นหมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ท่านไม่รู้อะไร คุณชายท่านนี้เติบโตมาพร้อมกับท่านเซียนทั้งสองตั้งแต่เด็ก สนิทสนมกันมาก ถ้าไปล่วงเกินเขาก็เท่ากับไปล่วงเกินท่านเซียนเลยนะขอรับ"
พอได้ยินแบบนั้น อวิ๋นหมิงก็หลุดขำออกมา
พวกเขาสามคนสนิทกันมากงั้นรึ
จังหวะนั้นเอง ก็มีคนทนดูพฤติกรรมนี้ไม่ไหว ชายคนหนึ่งในชุดจอมยุทธ์พเนจรลุกพรวดขึ้นมาตวาดลั่น "พอได้แล้ว! ข้าเกลียดที่สุดก็คือพวกลูกคุณหนูที่ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกชาวบ้านเนี่ยแหละ วันนี้ข้าจะขอเป็นตัวแทนกำจัดภัยสังคมเอง!"
พูดจบชายคนนั้นก็ชักกระบี่ออกมา ฟันฉับเดียวโต๊ะตรงหน้าก็ขาดครึ่ง แถมยังทิ้งรอยกระบี่ยาวเหยียดไว้บนพื้นอีกต่างหาก
ลูกค้าหลายคนก้มหน้าซุบซิบกัน
"ข้าจำหมอนี่ได้ เป็นนักโทษหนีคดีที่ทางการต้องการตัว ชื่อว่าเสิ่นม่อ เป็นจอมยุทธ์กระบี่ชื่อดังในยุทธภพ ชอบผดุงความยุติธรรมกำจัดคนชั่ว"
"อ้าว ถ้าเป็นคนดีแล้วทางการจะตั้งค่าหัวไปทำไมล่ะ"
"จะเพราะอะไรอีกล่ะ ก็ไปฆ่าพวกขุนนางกังฉินเข้าไง"
"ข้ายังได้ยินมาอีกนะว่า วรยุทธ์ของจอมยุทธ์เสิ่นคนนี้บรรลุขั้นสุดยอดแล้ว อายุยังน้อยแต่ก็เป็นถึงปรมาจารย์เลยนะ"
"เก่งกาจปานนี้ ตระกูลอวิ๋นคงซวยแน่"
อวิ๋นชิงได้ยินที่ลูกค้าซุบซิบกัน แต่ก็ยังไม่เห็นชายคนนี้อยู่ในสายตา เขาหันไปสั่งลูกน้องร่างยักษ์ด้านหลังว่า "ไป จัดการมันซะ ข้าจะทำให้มันจับกระบี่ไม่ได้อีกตลอดชีวิต!"
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนก็ไม่ใช่ย่อย ร่างกายกำยำแกร่งดั่งเหล็กกล้า ฟันแทงไม่เข้า แค่พุ่งตัวออกไป กระเบื้องหินอ่อนบนพื้นก็แตกละเอียดทันที
ทั้งสามคนพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างรวดเร็ว
ลูกค้าในโรงเตี๊ยมและเสี่ยวเอ้อต่างพากันวิ่งหนีตายออกไปที่ถนนด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
กลุ่มคนยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่นอกโรงเตี๊ยม ทว่าอวิ๋นหมิงกลับยังคงนั่งนิ่ง ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด
เวลานี้อวิ๋นชิงยังจำอวิ๋นหมิงไม่ได้ แต่พอเห็นอวิ๋นหมิงนั่งนิ่งสงบไม่ไหวติง เขาก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาแปลกๆ ทว่าก็นึกไม่ออกและไม่สามารถเชื่อมโยงอวิ๋นหมิงกับภาพจำของลูกพี่ลูกน้องที่ทั้งขี้ขลาดและอ่อนแอคนนั้นได้เลย
อีกด้านหนึ่ง การต่อสู้ของทั้งสามคนก็จบลงอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์ทั้งสองไม่ใช่คู่มือของเสิ่นม่อ ถูกกระบี่ปาดคอขาดใจตายคาที่
แต่เสิ่นม่อเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก เขาได้รับบาดเจ็บภายในพอสมควร
อวิ๋นชิงเตะศพของชายฉกรรจ์ทั้งสองอย่างแรง พร้อมกับสบถด่า "ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง! ดีแต่ราคาคุย!"
พอเห็นเสิ่นม่อค่อยๆ เดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ อวิ๋นชิงก็เพิ่งจะเริ่มรู้สึกกลัว "แกอย่าเข้ามานะ! ลูกพี่ลูกน้องข้าสองคนเป็นถึงเซียนเชียวนะเว้ย! ถ้าแกกล้าแตะต้องข้าล่ะก็ พวกเขาจะตามไปฆ่าล้างโคตรแกแน่!"
"เหอะ! น่าขันนัก โลกนี้มันจะมีเซียนได้ยังไงกัน ถ้ามีเซียนอยู่จริง เขาคงไม่ปล่อยให้คนเลวทรามอย่างเจ้าเอาชื่อไปแอบอ้างเพื่อรังแกชาวบ้านและทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้หรอก!" พูดจบเสิ่นม่อก็เงื้อกระบี่ขึ้น "วันนี้ข้าจะขอเป็นตัวแทนสวรรค์ลงทัณฑ์เจ้าเอง!"
และในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง อวิ๋นชิงก็จำอวิ๋นหมิงได้ เขาจึงแหกปากร้องลั่น "พี่อวิ๋นหมิง ช่วยข้าด้วย!!!"
[จบแล้ว]