- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นนายน้อยตระกูลบรรพกาล พร้อมระบบลงชื่อที่แค่ยืนเฉยๆ ก็เทพซะแล้ว
- บทที่ 4160 - ตัวตนลี้ลับสุดแกร่ง เมิ่งจู่ เจ้าเกี่ยวข้องกับราชันมนุษย์
บทที่ 4160 - ตัวตนลี้ลับสุดแกร่ง เมิ่งจู่ เจ้าเกี่ยวข้องกับราชันมนุษย์
บทที่ 4160 - ตัวตนลี้ลับสุดแกร่ง เมิ่งจู่ เจ้าเกี่ยวข้องกับราชันมนุษย์
บทที่ 4160 - ตัวตนลี้ลับสุดแกร่ง เมิ่งจู่ เจ้าเกี่ยวข้องกับราชันมนุษย์
ภายในทะเลมายามีกลุ่มก้อนแสงนับไม่ถ้วนลอยล่อง
แต่ละกลุ่มก้อนแสงล้วนเป็นหนึ่งความฝันและหนึ่งความทรงจำ
ท่ามกลางทัศนียภาพอันเป็นมายาเช่นนี้
เงาร่างเลือนรางของสตรีนางหนึ่งยืนหยัดอยู่ ณ ส่วนลึกของทะเลมายา
นางสวมชุดกระโปรงพลิ้วไหวราวกับม่านหมอกบางเบา เปล่งประกายระยิบระยับ
ราวกับเทพธิดาที่เดินออกมาจากความฝัน
ผิวพรรณขาวผ่องดุจแสงจันทร์ ดวงตาลึกล้ำดั่งดวงดาวในยามราตรี
รูปโฉมงดงามเกินกว่าจะพรรณนา ราวกับคนในความฝัน ทว่ากลับดูสมจริงยิ่งกว่าความฝัน
กิริยาท่าทางดูสงบและว่างเปล่า ราวกับว่าตัวนางเองคือร่างจำแลงแห่งความฝัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ สตรีผู้นี้แผ่กลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาออกมาอย่างสุดแสน
รอบกายมีกฎเกณฑ์แห่งความฝันล่องลอยอยู่มากมาย
นั่นคือความผันผวนในระดับเทพเจ้า
แน่นอนว่าสตรีผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ร่างจริง
เป็นเพียงรอยประทับที่หลงเหลือยู่ภายในศิลาเทวะมหาฝันเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะเป็นเพียงรอยประทับ แต่มันก็เป็นถึงรอยประทับระดับจักรพรรดิเทวะ กลิ่นอายความผันผวนที่แผ่ออกมาย่อมยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้
จวินเซียวเหยียนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด
เพราะตอนที่เข้ามาในศิลาเทวะมหาฝัน เขาก็สัมผัสได้ถึงกฎเกณฑ์ระดับเทพเจ้าที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นแล้ว
"ผู้น้อยจวินเซียวเหยียน ขอคารวะผู้อาวุโส ขอบคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"
จวินเซียวเหยียนประสานมือคารวะเล็กน้อย ท่าทีดูสุภาพเหมาะสม แต่ก็ไม่ได้ถ่อมตนจนเกินไป
แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสท่านนี้จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
แต่มันต้องมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
"จวินเซียวเหยียน..."
สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเดินออกมาจากความฝันพึมพำกับตัวเอง
ดวงตาที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกของนาง จับจ้องมาที่ใบหน้าของจวินเซียวเหยียน
นางจ้องมองอยู่นาน แววตาฉายแววประหลาดใจบางอย่าง
จนทำให้จวินเซียวเหยียนรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
จริงอยู่ที่เขาหล่อเหลามาก
แต่สำหรับตัวตนระดับสูงสุดเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางถูกดึงดูดด้วยรูปร่างหน้าตาเพียงอย่างเดียวแน่
และสิ่งที่ทำให้จวินเซียวเหยียนรู้สึกสงสัยยิ่งกว่าก็คือ
แม้ผู้อาวุโสท่านนี้จะจ้องมองเขาอยู่
แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความโหยหาและรำลึกถึงความหลัง
ราวกับว่านางกำลังมองทะลุผ่านใบหน้าของเขา เพื่อหวนนึกถึงใครบางคนในอดีต
ทว่าจวินเซียวเหยียนก็รู้ดีว่าควรทำตัวเช่นไร เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยและไม่ส่งเสียงรบกวนใดๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ สตรีนางนั้นก็ราวกับเพิ่งได้สติกลับมา
"เจ้าคงสงสัยในตัวตนของข้าสินะ"
จวินเซียวเหยียนพยักหน้าเบาๆ
"ข้ามีนามว่าเมิ่งจู่"
สตรีนางนั้นเอ่ยนามของตนเองออกมา
เมิ่งจู่!
เป็นอีกหนึ่งตัวตนระดับสูงสุดที่ใช้คำว่า 'จู่' หรือ 'เจ้า' เป็นฉายา
แต่จวินเซียวเหยียนพยายามทบทวนความทรงจำในหัว
ในบันทึกประวัติศาสตร์โบราณ ดูเหมือนจะมีเรื่องราวของเมิ่งจู่อยู่น้อยมาก
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ตัวตนระดับสูงสุดไม่ได้ชอบการปรากฏตัวหรือสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วเสมอไป
ตัวตนระดับสูงสุดบางคน อาจจะเร้นกายตัดขาดจากโลกภายนอก บำเพ็ญเพียรอยู่ ณ ห้วงลึกของชางหมัง และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ในโลกมนุษย์เลยมาทั้งชีวิต
และสำหรับเมิ่งจู่ผู้นี้ เพียงแค่ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าวิถีการบำเพ็ญเพียรของนางคือสิ่งใด
"ขอบคุณผู้อาวุโสเมิ่งจู่ที่ช่วยให้ผู้น้อยทะลวงผ่านระดับ"
จวินเซียวเหยียนกล่าว
เมิ่งจู่ส่ายหน้าเบาๆ
"ที่ข้าช่วยเจ้า ไม่ใช่เพราะเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับตระกูลจวินหรือตระกูลอวิ๋นหรอกนะ"
"แต่เป็นเพราะใบหน้าของเจ้า ทำให้ข้านึกถึงคนผู้หนึ่ง"
"เจ้ากับเขามีส่วนคล้ายคลึงกันมาก"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ แววตาของเมิ่งจู่ก็แฝงไปด้วยความโหยหาและรำลึกถึงความหลัง
"โอ้..."
จวินเซียวเหยียนเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมาแล้ว
และเขาก็สัมผัสได้ว่า แววตาของเมิ่งจู่ดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก
ความทรงจำและความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในแววตานั้น จวินเซียวเหยียนสัมผัสได้ทั้งหมด
แต่มันชัดเจนว่าความรู้สึกนั้นไม่ได้มีให้เขา หากแต่เป็นคนผู้นั้นที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขาต่างหาก
"ข้าคิดว่า เจ้าเองก็คงเคยได้ยินชื่อของเขา หรือแม้กระทั่งสรรพชีวิตส่วนใหญ่ในชางหมัง ก็ล้วนเคยได้ยินชื่อของเขาทั้งนั้น"
เมื่อเมิ่งจู่กล่าวมาถึงตรงนี้ สีหน้าของจวินเซียวเหยียนก็แข็งค้างไป เขาพอนึกออกแล้วว่าเป็นใคร
เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
"คนที่ผู้อาวุโสเมิ่งจู่กล่าวถึง หรือว่าจะเป็น..."
"ราชันมนุษย์"
เมื่อได้ยินจวินเซียวเหยียนเอ่ยชื่อราชันมนุษย์ออกมา
บนใบหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกของเมิ่งจู่ ก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ ออกมา
"เป็นอย่างที่คิด เจ้าเองก็รู้"
"ดูเหมือนว่าเจ้ากับเขา จะมีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ"
หากจะบอกว่าจวินเซียวเหยียนกับราชันมนุษย์ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย เมิ่งจู่ย่อมไม่มีทางเชื่อ
แม้ว่าใบหน้าของเขา จะไม่ได้เหมือนกับราชันมนุษย์ราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน
แต่ทว่าทั้งสีหน้าและกลิ่นอาย กลับถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน
ล้วนเป็นบุรุษที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
หากจะบอกว่าบุตรหลานตระกูลจวินผู้นี้ คือทายาทสายตรงของราชันมนุษย์ นางก็พร้อมจะเชื่อ
ในขณะนี้ จวินเซียวเหยียนก็ไม่ได้ปิดบังอะไรอีกต่อไป
เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า เหตุผลที่เมิ่งจู่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขา
ล้วนเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของราชันมนุษย์ทั้งสิ้น
"ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ที่แม่น้ำคงคาแห่งกาลเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสิ่งมหัศจรรย์แห่งชางหมัง..."
จวินเซียวเหยียนได้เล่าเรื่องราวตอนที่เขาย้อนเวลากลับไปบนบันไดแห่งกาลเวลา และได้พบกับราชันมนุษย์ให้เมิ่งจู่ฟังคร่าวๆ
แน่นอนว่าเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างราชันมนุษย์กับจวินอู๋ฮุ่ยผู้เป็นบิดา จวินเซียวเหยียนไม่ได้เอ่ยถึง
เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง ก็ยังไม่สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่หลังจากฟังจบ สายตาที่เมิ่งจู่มองมายังจวินเซียวเหยียนกลับเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด
"ราชันมนุษย์ เขาเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก"
"ข้ายังเคยคิดเลยว่า จะไม่มีใครสามารถก้าวเข้าไปในหัวใจของเขาได้อย่างแท้จริง"
"แต่เขากลับดูแลเจ้าเป็นอย่างดี..."
เมิ่งจู่พึมพำออกมา
น้ำเสียงของนาง แฝงไปด้วยความรู้สึกเสียดายและความเศร้าหมอง
แถมยังเจือความน้อยใจอยู่ลึกๆ
นางคือสตรีที่โดดเด่นและมีพรสวรรค์ที่สุดในยุคสมัยนั้น
มิเช่นนั้นนางคงไม่อาจบรรลุขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิเทวะได้
นางหยิ่งยโสและเด็ดเดี่ยว เดิมทีนางมุ่งมั่นเพียงวิถีแห่งการฝึกฝน
และไม่เคยคิดว่าจะมีบุรุษใดคู่ควรกับนาง
จนกระทั่งราชันมนุษย์ได้ผงาดขึ้นมาดั่งดวงตะวันอันเจิดจรัส
เขาคือมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน!
แม้แต่สตรีที่หยิ่งยโสอย่างเมิ่งจู่ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว
ทว่าราชันมนุษย์รู้ดีว่ามหันตภัยครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน เขาจึงมุ่งมั่นเพียงการบำเพ็ญเพียรและต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ
เขาไร้ใจในเรื่องของความรัก
เรียกได้ว่าดอกไม้มีใจแต่สายน้ำไร้ความรู้สึก
ผู้คนมากมายต่างก็พากันถอนหายใจ
ราชันมนุษย์ ทุ่มเทและเสียสละเพื่อชางหมังมากเกินไป
เดิมที เขาสามารถมีคู่บำเพ็ญเพียรที่สมบูรณ์แบบ สามารถสร้างครอบครัว และสร้างรากฐานอมตะที่สืบทอดไปได้นับหมื่นชั่วอายุคน
แต่เขากลับไม่ทำสิ่งเหล่านั้นเลย
เขามุ่งมั่นเพียงการบำเพ็ญเพียร เพิ่มความแข็งแกร่ง เพื่อต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์และสรรพชีวิตทั้งปวง
ราชันมนุษย์ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายของมหันตภัยชางหมัง โดยไม่เคยถอยหนี
ส่วนเมิ่งจู่ในเวลาต่อมา ก็ครองตัวเป็นโสด ไม่เคยติดต่อหรือข้องเกี่ยวกับผู้ใดอีกเลย
ราวกับว่านางได้หายสาบสูญไปจากชางหมังแล้ว
สำหรับความรู้สึกที่เมิ่งจู่มีต่อราชันมนุษย์ จวินเซียวเหยียนก็ไม่สะดวกใจที่จะวิจารณ์อะไรมากนัก
เขาจึงครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า
"ท่านราชันมนุษย์คือวีรบุรุษ"
"และวีรบุรุษ ย่อมไม่ใช่คนไร้หัวใจ"
"เพียงแต่ภาระหน้าที่ในใจของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่เกินไป"
"ข้าคิดว่า เป็นเพราะท่านราชันมนุษย์ไม่แน่ใจว่าอนาคตของตนเองจะเป็นเช่นไร"
"เขาจึงไม่อยากดึงรั้งผู้อาวุโสเมิ่งจู่ให้ต้องมาคอยเป็นห่วงและกังวลใจไปด้วย"
ต้องยอมรับเลยว่า จวินเซียวเหยียนพูดจาได้ฉลาดและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ
แม้แต่เมิ่งจู่ยังต้องจ้องมองจวินเซียวเหยียนด้วยแววตาประหลาดใจ
"ข้าพอจะเข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมแม่นางผู้นั้นถึงได้หลงรักเจ้าอย่างหัวปักหัวปำ"
"เจ้าก็ใช้คำพูดหวานหูแบบนี้หลอกล่อกนางด้วยใช่หรือไม่"
จวินเซียวเหยียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งกระอักกระไอแล้วกล่าวว่า
"ผู้น้อยคิดว่า น่าจะเป็นเพราะเสน่ห์ส่วนตัวล้วนๆ มากกว่า"
เมิ่งจู่ยังคงจ้องมองจวินเซียวเหยียนต่อไป
"ข้าทิ้งศิลาเทวะมหาฝันก้อนนี้เอาไว้ ก็เพียงเพื่อหวังว่าจะมีใครสักคนที่มีวาสนา สามารถมารับช่วงสืบทอดวิชาของข้าได้"
"แล้วมันก็บังเอิญตกไปอยู่ในมือของแม่นางผู้นั้นพอดี"
"ข้าสามารถมองเห็นความทรงจำและอดีตของนางได้"
"ความยึดติดของนาง ทำให้ข้านึกถึงตัวข้าในอดีต"
"ดังนั้น เจ้าจะทอดทิ้งนางหรือไม่"
[จบแล้ว]