- หน้าแรก
- ลูกหนังติดระบบทะลุมิติสะท้านโลก
- บทที่ 460 - มาห์เรซแฮตทริกฮีโร่, ดวลเดือดผีแดง
บทที่ 460 - มาห์เรซแฮตทริกฮีโร่, ดวลเดือดผีแดง
บทที่ 460 - มาห์เรซแฮตทริกฮีโร่, ดวลเดือดผีแดง
บทที่ 460 - มาห์เรซแฮตทริกฮีโร่, ดวลเดือดผีแดง
สกอร์บอร์ดที่อัลลิอันซ์ สเตเดียม ในมิวนิค เปลี่ยนเป็น 0:3
และนักเตะที่เหมาคนเดียวทั้งสามประตู ก็มาจากคนๆ เดียวกัน
ริยาด มาห์เรซ!
ก่อนเกมทุกคนต่างก็คิดว่ามาร์ตินจะเป็นพระเอกตัวจริงในเกมนี้ ช่วยอาร์เซนอลบุกมาเอาชนะบาเยิร์น
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า 'เทพมาห์เรซ' ปีกขวาทีมชาติแอลจีเรีย ที่มักจะถูกมองข้าม กลับกลายมาเป็นคนที่ตะบันแฮตทริกได้ในเกมนี้...
แน่นอนว่า บทบาทของมาร์ตินก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน
สองในสามประตูของมาห์เรซ ล้วนมาจากการแอสซิสต์โดยตรงของมาร์ติน ส่วนอีกประตู ก็มีส่วนมาจากการโหม่งชงของมาร์ตินไปให้ชาก้า ก่อนจะนำมาซึ่งการแอสซิสต์
ทว่า สิ่งที่ไฮย์เกส กุนซือบาเยิร์น รวมถึงนักเตะและแฟนบอลคาดไม่ถึงก็คือ คนที่ก้าวออกมารับบทเพชฌฆาตในวันนี้ กลับเป็นมาห์เรซ!
มาห์เรซที่ซัดไปแล้วสามประตูรู้สึกสะใจสุดขีด เขากางแขนออก วิ่งสับตีนแตก ก่อนจะสไลด์เข่าฉลองประตูอย่างสุดเหวี่ยง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความดีใจขั้นสุดของเขา
เวนเกอร์ ที่อยู่ในเขตเทคนิคฝั่งทีมเยือน ชูมือขึ้นฟ้าพร้อมกับกำหมัดแน่น ระบายความดีใจที่ทีมบุกมานำห่างถึงสามลูก
"aoaoaaooaooaoo——"
แฟนบอลอาร์เซนอลที่ตามมาเชียร์ ต่างก็ตื่นเต้นดีใจ ส่งเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมรักที่บุกมาถล่มเจ้าบ้านเละเทะ
ในขณะที่แฟนบอลเจ้าถิ่นกลับหน้าซีดเผือด ต่างพากันส่ายหน้าถอนหายใจ
บางคนทนดูต่อไม่ไหว ถึงกับลุกเดินออกจากสนามไปก่อนเวลาด้วยซ้ำ กะจะใช้คติที่ว่า 'ตาไม่เห็น ใจก็ไม่เจ็บ'
ผู้กำกับรายการจับภาพเหตุการณ์นี้ไว้ได้ เหอเวย นักพากย์จากช่อง CCTV5 ถอนหายใจ: "บาเยิร์นโดนนำห่าง 3 ลูกในบ้าน โอกาสแพ้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวครับ แม้ว่าครึ่งหลังจะเพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งเดียว แต่บาเยิร์นที่เจอโรคเดี้ยงเล่นงาน ถ้าหวังจะพลิกกลับมาสามลูก หรือแค่จะตีไข่แตกเพื่อกู้หน้า ก็ยังดูเป็นเรื่องยากเลยครับ"
"คุณเหอเวยพูดถูกครับ บาเยิร์นเปิดเกมมาได้ดีมาก ติดแค่จังหวะสร้างโอกาสจบสกอร์จะแจ้งยังขาดๆ เกินๆ เลวานดอฟสกี้ที่โดนฟาน ไดจ์ค กองหลังเบอร์หนึ่งของโลกประกบติด แทบจะหาช่องสับไกไม่ได้เลย"
สวีหยาง แขกรับเชิญ กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงกังวาน: "ในบุนเดสลีกายิงกระจุยกระจาย แต่พอมาถึงเกมสำคัญในแชมเปียนส์ลีก กลับเป้าสะอาด สำหรับบาเยิร์นที่กระหายความสำเร็จในยุโรปแบบนี้ ถือว่ายังไม่ดีพอนะครับ..."
เกมกลับมาเริ่มเตะกันต่อ ท่ามกลางบทวิเคราะห์ของสองนักพากย์ บาเยิร์นที่ตามหลังสามลูก ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเปิดเกมบุกเข้าใส่เพื่อลุ้นตีไข่แตก
นักเตะบาเยิร์นมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พวกเขาผ่านเกมที่พลิกไปพลิกมามาเยอะ
แต่นักเตะอาร์เซนอลที่นำห่างอยู่ ก็ไม่ได้ประมาท พวกเขายังคงเล่นตามแท็กติกของเวนเกอร์อย่างเคร่งครัด
เน้นความรัดกุม รอจังหวะสวนกลับ
มาร์ตินลงมาช่วยเกมรับ คอยอุดช่องโหว่ในแนวรับได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ เขายังคอยสั่งการเพื่อนร่วมทีมให้ยืนตำแหน่งและซ้อนตำแหน่งกันอย่างถูกที่ถูกเวลา
ทุกทีมที่เคยเจอกับอาร์เซนอลต่างก็รู้ดีว่า เมื่อมาร์ตินลงมาช่วยเกมรับ แผงหลังของอาร์เซนอลที่เหนียวอยู่แล้ว จะกลายเป็นกำแพงเหล็กที่เจาะไม่เข้าทันที
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การเฝ้าเสาของเช็กนั้นไว้ใจได้ 100%
จนสื่อหลายสำนักเคยนิยามมาร์ตินไว้ว่า: เมื่อเขาตั้งใจเล่นเกมรับ ไม่มีทีมไหนเจาะประตูทีมเขาได้ และเมื่อเขาตั้งใจเล่นเกมรุก ก็ไม่มีแนวรับทีมไหนต้านทานการทำประตูของทีมเขาได้เช่นกัน!
นี่แหละ... คือเหตุผลที่อาร์เซนอลครองความยิ่งใหญ่ในยุโรปมาตลอดสามฤดูกาลหลังสุด
บาเยิร์นพยายามบุกแหลก ส่วนอาร์เซนอลก็รวมใจกันตั้งรับอย่างเหนียวแน่น
พออาร์เซนอลได้ครองบอล พวกเขาก็เคาะบอลไปมา เพื่อเผาเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
สุดสัปดาห์นี้ พวกเขาต้องเดินทางไปแมนเชสเตอร์ เพื่อทำศึกพรีเมียร์ลีก ดวลกับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด
ถึงผลของเกมนี้จะไม่มีผลต่อการคว้าแชมป์ของอาร์เซนอลแล้ว แต่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ จะส่งผลโดยตรงต่อโควตาแชมเปียนส์ลีกของแมนฯ ยูไนเต็ด
เวลาแต่ละวินาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ช่วงท้ายเกม
ไม่นานนัก ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 4 ก็ชูป้ายทดเวลาบาดเจ็บ 4 นาที
มาถึงช่วงนี้ แฟนบอลบาเยิร์นในอัลลิอันซ์ สเตเดียม ก็ทยอยเดินออกจากสนามไปเยอะแล้ว
มองไปรอบๆ เหลือคนดูไม่ถึง 60% ด้วยซ้ำ
และกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว
แม้บาเยิร์นจะเปลี่ยนตัวครบโควตาสามคน แต่ก็ยังหาทางเจาะตาข่ายอาร์เซนอลไม่ได้
จนกระทั่งผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา สกอร์บอร์ดก็ยังคงแสดงผลเท่าเดิม
อาร์เซนอล บุกมาถล่ม บาเยิร์น มิวนิค 3:0
กุมความได้เปรียบมหาศาลในระบบการแข่งขันแบบน็อกเอาต์เหย้า-เยือน
การบุกมาชนะขาดลอยแบบนี้ แทบจะการันตีได้เลยว่า นัดที่สองในบ้าน อาร์เซนอลไม่พลาดแน่นอน
ส่วนอีกคู่ของแชมเปียนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่เตะกันเมื่อคืนที่เบร์นาเบวนั้น เป็นอีกเรื่องนึงเลย
เรอัล มาดริด อุตส่าห์นำห่างถึง 5 ลูก แต่ดันมาพลาดเอง ปล่อยให้โรม่า ทีมที่เคยสร้างปาฏิหาริย์พลิกนรกในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่สอง บุกมายิงคืนได้สองลูก นั่นหมายความว่า ในเกมนัดที่สองที่บ้านของโรม่า พวกเขาขอแค่ชนะ 3:0 หรือ 4:1 ก็จะพลิกเข้ารอบชิงแชมเปียนส์ลีกด้วยกฎอเวย์โกลได้ทันที
และโรม่าชุดนี้ ก็ดันมีพลังแฝงที่น่ากลัวเวลาเล่นในบ้านซะด้วย
พอเกมจบ ผู้กำกับรายการก็ตัดภาพไปที่มาห์เรซ
ผลงานระดับเทพ พาอาร์เซนอลบุกมาถล่ม 'เสือใต้' บาเยิร์น มิวนิค พังคาบ้าน สมควรได้รับรางวัลแมนออฟเดอะแมตช์อย่างไร้ข้อกังขา
มาห์เรซที่เพิ่งเคย 'เป็นพระเอก' ครั้งแรก โดนกองทัพนักข่าวรุมล้อม พร้อมกล้องและไมค์ที่จ่อเข้ามา
นี่แหละ โมเมนต์ที่นักเตะทุกคนใฝ่ฝันถึง
ส่วนมาร์ติน กัปตันทีมอาร์เซนอล ก็เดินไปหา ร็อบเบน ที่โดนเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเกม และกำลังยืนอยู่ข้างสนาม
"อาร์เยน ขอโทษทีนะ ชนะอีกแล้วอ่ะ"
ร็อบเบนมองค้อนมาร์ตินด้วยสายตาสุดเซ็ง เอามือเท้าเอว แล้วถอนหายใจ: "กลางยวบไปหน่อยว่ะ~"
มาร์ตินเห็นด้วยกับข้อนี้เต็มๆ
กองหลังกับกองหน้าของบาเยิร์น ถือว่าอยู่ในระดับท็อปของยุโรปเลยก็ว่าได้ แต่พอแดนกลางยวบ มันก็ลามไปถึงหน้าและหลังได้ง่ายๆ
เสียไปสามลูก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับแดนกลางเลยก็คงไม่ได้ มันเชื่อมโยงกันหมดแหละ
ถ้าแดนกลางทำเกมรุกไม่ได้ และเกมรับไม่เหนียวพอ ก็คงไม่ปล่อยให้อาร์เซนอลมีโอกาสสวนกลับเร็วถึงสามครั้งหรอก
มาร์ตินตบไหล่ร็อบเบนอย่างจริงใจ: "สู้ๆ นะ ยังเหลือนัดที่สองอีก"
"..."
ร็อบเบนมุมปากกระตุก: "มีคำนึง ไม่รู้ว่าพูดไปจะดีไหม..."
"เราสนิทกันขนาดนี้ มีอะไรก็พูดมาเถอะน่า~"
มาร์ตินขยิบตาให้
ร็อบเบน: "..."
※※※※※
ในงานแถลงข่าวหลังเกม ไฮย์เกส กุนซือวัย 73 ปี ออกมายืดอกรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้แต่เพียงผู้เดียว ปกป้องลูกทีมที่ฟอร์มตกในวันนี้อย่างเต็มที่
ไฮย์เกสมีอิทธิพลและบารมีล้นเหลือในวงการฟุตบอลเยอรมัน ตอนแรกเขาเกษียณไปแล้ว แต่บาเยิร์นไปอ้อนวอนให้กลับมาคุมทีมขัดตาทัพ ซึ่งผลงานก็ออกมาดีเยี่ยม
คว้าแชมป์ลีกได้ล่วงหน้า ทะลุเข้าถึงรอบรองแชมเปียนส์ลีก แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว
สื่อเยอรมันเลยไม่กล้าจวกอะไรมากมาย ทำได้แค่ฝากความหวังให้ลูกทีมของเขาไปสร้างปาฏิหาริย์ในเกมนัดที่สอง
เมื่อทัพนักเตะอาร์เซนอลเดินทางกลับถึงสนามบินฮีทโธรว์ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลที่มารอรับฮีโร่กลับบ้าน
การบุกไปถล่มบาเยิร์นถึงสามลูก แทบจะการันตีตั๋วเข้าชิงแชมเปียนส์ลีกให้พวกเขาแล้ว 1 ใบ
แถมวันเสาร์นี้ พวกเขายังมีคิวลงเตะพรีเมียร์ลีก นัดที่ 36 ดวลกับแมนฯ ยูไนเต็ด
ถึงผลของนัดนี้จะไม่มีผลต่อการคว้าแชมป์ของอาร์เซนอล แต่ฤดูกาลนี้อาร์เซนอลยังไม่แพ้ใครเลยนะ
สถิติ 35 นัด ชนะ 34 เสมอ 1 มันหรูหราอลังการสุดๆ
ผลงานระดับนี้ ย่อมอยากจะรักษามันไว้จนจบฤดูกาล โดยเฉพาะพวกแฟนบอลที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ
พรีเมียร์ลีกเหลืออีกแค่ 3 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 3 มี 75 แต้ม นำหน้าเบิร์นลีย์ อันดับ 7 ถึง 23 แต้ม การันตีตั๋วไปลุยบอลยุโรปแน่นอนแล้ว แต่จะได้ไปแชมเปียนส์ลีกไหม อันนี้ยังต้องลุ้น
เพราะหลังผ่านไป 35 นัด พวกเขานำหน้าลิเวอร์พูลและสเปอร์ส ทีมอันดับ 4 และ 5 แค่ 4 แต้มเท่านั้น
หมายความว่า 3 นัดสุดท้าย อะไรก็เกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะนัดที่ 36 ที่ต้องเจอกับทีมสุดแกร่งอย่างอาร์เซนอล
แต่ก็ยังดีที่นัดที่ 37 และนัดปิดฤดูกาล พวกเขาเจอกับงานเบา อย่างไบรท์ตันและวัตฟอร์ด ที่น่าจะรอดตกชั้นแน่นอนแล้ว
ถึงอย่างนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้เล่นในบ้าน ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้แน่นอน
ประการแรก พวกเขาต้องกุมความได้เปรียบในการคว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกไว้ในมือให้ได้ ประการที่สอง การเอาชนะทีมจ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลในบ้าน จะช่วยเรียกความมั่นใจให้ทีมได้อย่างมหาศาล เพื่อเตรียมตัวสำหรับนัดชิงเอฟเอคัพหลังจบฤดูกาล
ขืนแพ้อาร์เซนอลติดๆ กัน นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดคงไม่มีความมั่นใจไปสู้กับอาร์เซนอลที่ไร้พ่ายในนัดชิงเอฟเอคัพหรอก
ลิเวอร์พูล คู่แข่งแย่งท็อปโฟร์ ดันพลาดท่าสะดุดเสมอสโต๊ค ซิตี้ ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น 0:0 ในบ้านตัวเองซะงั้น
เมื่อพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-2018 เดินทางมาถึงนัดที่ 36 นอกจากโควตาฟุตบอลยุโรปที่ยังไม่นิ่งแล้ว การดิ้นรนหนีตกชั้นก็กลายเป็นประเด็นที่สื่อและแฟนบอลให้ความสนใจอย่างมาก
หลายๆ ครั้ง แมตช์หนีตายก็สนุกสุดมันส์ไม่แพ้บิ๊กแมตช์เลย แถมยังมีผลพลิกล็อกช็อกโลกให้เห็นบ่อยๆ ด้วย
แมตช์หนีตกชั้นหลายคู่ ได้รับความสนใจจากแฟนบอลพรีเมียร์ลีกทั่วโลก แต่แมตช์ที่ทุกคนรอคอยมากที่สุด ก็ยังคงเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด พบ อาร์เซนอล
การปะทะกันของ 2 ทีมยักษ์ใหญ่!
ตั้งแต่มีพรีเมียร์ลีกมา การเจอกันของสองทีมนี้ ก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจจากสื่อและแฟนบอลมาโดยตลอด
แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมเดียวที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 3 สมัยซ้อน แถมยังทำได้ถึงสองครั้งด้วย
ครั้งแรก: ฤดูกาล 1998-1999, 1999-2000 และ 2000-2001
ครั้งที่สอง: ฤดูกาล 2006-2007, 2007-2008 และ 2008-2009
ส่วนอาร์เซนอล ที่กำลังจะบุกไปเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด คือทีมที่สองในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่คว้าแชมป์ได้ 3 สมัยซ้อน
นอกจากนี้ ซานเชซ นักเตะทีมชาติชิลี ที่เคยร่วมคว้าแชมป์กับอาร์เซนอล ก็เพิ่งย้ายมาซบแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา
ส่วนมคิตาร์ยาน เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติอาร์เมเนีย ก็สลับขั้วย้ายไปอยู่อาร์เซนอล และจะต้องกลับมาเยือนทีมเก่าเช่นกัน
การที่อดีตนักเตะได้กลับมาเจอทีมเก่า มันก็เป็นการเพิ่มความดราม่าให้เกมได้เป็นอย่างดี
ปกติแล้ว ไม่ค่อยมีทีมไหนยอมปล่อยนักเตะตัวเก่งไปให้คู่แข่งหรอก
เกมยังไม่ทันเริ่ม สื่อกระแสหลักในยุโรปก็พาดหัวข่าวเรียกแขกกันแล้ว: ศึกชิงจ้าวพรีเมียร์ลีก ระหว่างราชาองค์เก่าและราชาองค์ใหม่
เย็นวันเสาร์ ห้าโมงตรง ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด
แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับ อาร์เซนอล แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยซ้อน
มูรินโญ่ อดหลับอดนอน วางแผนรับมืออาร์เซนอลอย่างรัดกุม
แท็กติก 11 ตัวจริงที่เขาจัดลงสนาม แตกต่างจากที่เคยใช้นิดหน่อย
เปลี่ยนจาก 4-2-3-1 เป็น 4-3-1-2
ผู้รักษาประตู: เด เคอา
กองหลัง: แอชลีย์ ยัง, ลินเดเลิฟ, สมอลลิ่ง, วาเลนเซีย
มิดฟิลด์ตัวรับ: มาติช, เอเรร่า, ป็อกบา
เพลย์เมกเกอร์: ลินการ์ด
กองหน้า: ลูกากู, ซานเชซ
……
ส่วนอาร์เซนอล ก็ยังคงใช้ระบบ 4-2-3-1 ตามเดิม
ผู้รักษาประตู: เช็ก
กองหลัง: มอนเรอัล, คอสเซียลนี่, เดอ ลิกต์, อัลเวส
มิดฟิลด์ตัวรับ: โกเกอแล็ง, มาร์ติน
แผงมิดฟิลด์ตัวรุก: แรมซีย์, มคิตาร์ยาน, J-Rod
กองหน้า: โอบาเมยอง
……
ถึงแม้อาร์เซนอลจะไม่ได้ส่งชุดที่ดีที่สุดลงสนาม แต่นักเตะฝีเท้าดีหลายคนก็ยังได้ลงเล่น แถมยังมีมาร์ตินคุมทัพ ทำให้แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดหลายคนรู้สึกกังวลตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม
เมื่อเกมเริ่มขึ้น รูปเกมก็เป็นไปตามที่แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดคาดไว้
ต่อให้ได้เล่นในบ้าน ก็ต้องลงไปแพ็คเกมรับ แล้วรอจังหวะสวนกลับเร็ว
มูรินโญ่วางแท็กติกรับมือมาอย่างดี โดยพุ่งเป้าไปที่การรับมือกับมาร์ตินในบทบาทตัวรุกอิสระ
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า เวนเกอร์จะจับมาร์ตินไปเล่นตำแหน่งสุดคลาสสิก...
มิดฟิลด์ตัวรับจอมทัพ!
พอเป็นแบบนี้ แผนที่มูรินโญ่วางมาก็ต้องรื้อทิ้งหมด
แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้เล่นในบ้าน เลยตั้งตัวไม่ทัน
ตอนแรกกะจะมาอุดแล้วสวน กลับกลายเป็นว่าต้องมา 'จำใจ' ครองบอลบุกซะงั้น
เพื่อแก้ปัญหานี้ มูรินโญ่จึงต้องดันป็อกบาขึ้นสูง นอกจากลูกากูที่ยืนค้ำอยู่หน้าเป้าแล้ว ซานเชซกับลินการ์ดก็ไปยืนขนาบซ้ายขวา
และที่สำคัญที่สุดคือ เขาสั่งห้ามไม่ให้ป็อกบาเลี้ยงบอลลุยเดี่ยวเด็ดขาด
ก็แหงล่ะ คนที่คอยดักอยู่ข้างหน้าป็อกบา คือมาร์ติน กองหลังที่สามารถหยุดนักเตะได้ทุกคนบนโลกใบนี้เลยนะ
ป็อกบาเคยโดนมาร์ตินสอนมวยมาหลายรอบแล้ว เขาเลยเล่นอย่างระมัดระวัง พยายามเล่นให้ง่ายที่สุดตามที่มูรินโญ่สั่ง
เมื่อป็อกบาไม่คิดจะเล่นยาก เขาก็ทำผลงานได้ดี สามารถเชื่อมเกมรุกและป้อนบอลให้กองหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม
ทั้งซานเชซและลูกากู ต่างก็โชว์ฟอร์มได้ดีในจังหวะที่มีโอกาสจับบอล เสียงเชียร์ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ปกติจะเงียบเหงา ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาเป็นระยะๆ
ท่ามกลางบรรยากาศอันเร่าร้อน แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงกับพับสนามบุกใส่อาร์เซนอล ทีมแชมป์ลีก ได้เลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดในสนาม หรือแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดหน้าจอทีวี ต่างก็ตื่นเต้นสุดขีด พร้อมที่จะระเบิดฟอร์มเอาชนะแชมป์ลีกให้ได้
แต่มูรินโญ่ ที่ยืนอยู่ในเขตเทคนิค กลับเลิกคิ้วขึ้น เขามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
เขาอดนึกถึงจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของมาร์ตินไม่ได้... บทบาทมิดฟิลด์ตัวรับจอมทัพนี่แหละ
รวมถึงลูกจ่ายทะลุช่องสุดโหดสองลูก ในเกมแชมเปียนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรกด้วย
ฟูลแบ็คสองข้างของอาร์เซนอลดันขึ้นสูง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟสองคนก็ขยับขึ้นมาถึงวงกลมกลางสนาม
พอเห็นโอบาเมยองวิ่งโฉบไปมา มูรินโญ่ก็ตระหนักได้ทันที
เขารอจังหวะบอลตาย เพื่อจะเตือนกองหลังให้ระวังการดันขึ้นสูงเกินไป
แต่ในขณะนั้น ลูกากูที่พิงคอสเซียลนี่อยู่ตรงหน้าหัวกะโหลก ก็ยกมือขอรับบอล เหมือนนักบาสที่กำลังจะเล่นโพสต์เพลย์
มาติชที่รับบอลจากป็อกบา ก็จ่ายบอลไปให้ทันที
แต่ลูกากูที่ดูตัวใหญ่ กลับมีจุดศูนย์ถ่วงที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก พอโดนคอสเซียลนี่กระแทกจากด้านหลัง จังหวะยกเท้าจับบอลก็เลยเสียจังหวะ ทำให้จับบอลห่างตัวเกินไป
มาร์ตินที่กะจังหวะไว้แล้ว วิ่งตัดหน้าเข้ามาจิ้มบอลไปได้อย่างรวดเร็ว
"wowowowoooo——"
แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ตาไว ร้องอุทานออกมาโดยสัญชาตญาณ
ก่อนที่ป็อกบาและลินการ์ดจะเข้ามาบีบ มาร์ตินก็วางบอลยาวด้วยเท้าซ้ายทันที
ลูกฟุตบอลพุ่งจากหน้ากรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ลอยโด่งข้ามไปตกที่แดนของแมนฯ ยูไนเต็ด
ผู้กำกับรายการรีบสลับกล้องทันที
"—— ปิแอร์ โอบาเมยอง!!!"
แอนดี้ เกรย์ นักพากย์จากสกายทีวี เห็นเงาคนในจอ ก็ตะโกนเสียงแหลมปรี๊ด
แฟนบอลที่ดูถ่ายทอดสด จะเห็นได้ชัดเลยว่า โอบาเมยองที่เพิ่งวิ่งเลยเส้นกลางสนามไป มีทิศทางการวิ่งที่สอดคล้องกับลูกเปิดยาวของมาร์ตินเป๊ะ!
พูดง่ายๆ คือ วิ่งเข้าหาลูกบอลได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
ความแม่นยำในการวางบอลของมาร์ติน + ความเร็วระดับพระกาฬของโอบาเมยอง!
ถ้าเทียบกันทั้งโลก ความเร็วของโอบาเมยอง ติดท็อปไฟว์แน่นอน
ส่วนสมอลลิ่งกับลินเดเลิฟ ไม่ใช่กองหลังที่วิ่งเร็วอยู่แล้ว พอต้องมาเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ พวกเขาก็ตามโอบาเมยองไม่ทัน
จะให้ไปวิ่งแข่งกับกองหน้าสายสปีดที่ติดเครื่องไปแล้ว มันก็เหมือนฝันกลางวันชัดๆ
มองดูโอบาเมยองที่วิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ ทั้งคู่ก็รู้สึกสิ้นหวัง
แต่คนที่สิ้นหวังที่สุด ก็คือ เด เคอา ผู้รักษาประตู
เขาเป็นผู้รักษาประตูสายป้องกันบนเส้นปากประตู มีจุดเด่นที่ความไวในการตอบสนอง เขาไม่ทันระวังตัวกับการวางบอลยาวสวนกลับของอาร์เซนอลเลย
แถมยืนอยู่ไกลจากจุดตกของบอลมาก จะให้ไปวิ่งแข่งกับโอบาเมยอง ก็เหมือนรนหาที่ตาย
ก็เลยต้องยืนปักหลักอยู่ในเขตโทษต่อไป
สำหรับเด เคอา ข่าวดีเพียงอย่างเดียวก็คือ คนที่หลุดเดี่ยวมา ไม่ใช่มาร์ติน ที่มีสถิติยิงจุดโทษ 100%...
แต่สามวินาทีต่อมา ความหวังของเด เคอาก็พังทลายลง
เมื่อก่อน โอบาเมยองอาจจะไม่ค่อยมั่นใจเวลาหลุดเดี่ยว แต่หลังจากที่ได้มาร์ตินช่วยติวเข้ม
ความมั่นใจของเขาก็พุ่งปรี๊ด โดยเฉพาะเรื่องสภาพจิตใจ
แถมลูกจ่ายของมาร์ติน ก็มีบัฟ 'เพิ่มโอกาสเป็นประตู' แฝงอยู่ด้วย...
เมื่อต้องดวลกับเด เคอา ที่มีปฏิกิริยาไวสุดๆ บนเส้นปากประตู โอบาเมยองเลือกวิธีที่ชัวร์ที่สุด
เขาหลอกยิงแล้วล็อคบอลหลบเด เคอา ก่อนจะแปบอลเข้าประตูโล่งๆ ไป
อาร์เซนอล ใช้แท็กติกสวนกลับที่มูรินโญ่ถนัดที่สุด ทำประตูขึ้นนำไปก่อน
"สวนกลับได้สวยมากครับ!"
จ้านจวิ้น นักพากย์จากพีพีสปอร์ต กล่าวอย่างตื่นเต้น: "แท็กติกการวางบอลยาวของมาร์ตินให้โอบาเมยองวิ่งกวด จะต้องเป็นทีเด็ดในการทำประตูของอาร์เซนอลในอนาคตแน่นอนครับ แท็กติกนี้ เราได้เห็นบ่อยมากตั้งแต่โอบาเมยองย้ายมาอาร์เซนอลในช่วงตลาดหน้าหนาว"
"ความแม่นยำในการวางบอลยาวของมาร์ตินนั้น เข้าขั้นมิลลิเมตรเลยทีเดียว ส่วนโอบาเมยองก็มีความเร็วระดับนรกแตก กองหลังทั่วไปไม่มีทางตามทันแน่นอนครับ"
หลีหยวนขุย แขกรับเชิญ เสริม: "ถ้ามองในมุมของเกมรับ การสวนกลับของมาร์ตินบวกโอบาเมยองนี่ มันไร้เทียมทานจริงๆ"
นักเตะอาร์เซนอลฉลองประตูกันอย่างสุดเหวี่ยง เวนเกอร์ก็แปะมือฉลองกับผู้ช่วยโค้ชเช่นกัน
แฟนบอลอาร์เซนอลที่ตามมาเชียร์ ก็กระโดดโลดเต้นดีใจกันสุดขีด ระบายความสะใจที่บุกมานำก่อน
ส่วนมูรินโญ่ ในเขตเทคนิคของทีมเจ้าบ้าน ได้แต่เม้มปากแน่น ส่ายหน้าไปมา
นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดในสนามต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกไร้ทางสู้เมื่อเจอกับความเร็วในการสวนกลับของอาร์เซนอล
ก่อนเกมก็พอจะเดาได้แหละ ว่าอาร์เซนอลน่าจะใช้ความเร็วในการสวนกลับเข้าโจมตี แต่พอเจอของจริงเข้าไป ถึงได้รู้ซึ้งว่าความเร็วระดับทะลุนรกมันเป็นยังไง
ไฮย์เกส กุนซือบาเยิร์น ที่นั่งซุ่มดูอยู่ตรงมุมอัฒจันทร์ แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีนะที่โอบาเมยองเคยเล่นแชมเปียนส์ลีกให้ดอร์ทมุนด์ไปแล้วในครึ่งฤดูกาลแรก ไม่งั้นเกมนัดที่สอง คงรับมือยากกว่านี้เยอะ
แต่ถึงจะไม่มีโอบาเมยอง เกมนัดที่สองของแชมเปียนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ ก็ยังเป็นงานหนักอยู่ดี
แพ้คาบ้านมา 0:3 บุกไปเยือนเอมิเรตส์ สเตเดียม โอกาสพลิกสถานการณ์ก็แทบจะเป็นศูนย์
(จบแล้ว)