- หน้าแรก
- โลกของผมกลายเป็นเกมออนไลน์ไปแล้ว
- บทที่ 76: เบื้องหลังหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของข้าคือตระกูลหลู่
บทที่ 76: เบื้องหลังหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของข้าคือตระกูลหลู่
บทที่ 76: เบื้องหลังหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของข้าคือตระกูลหลู่
บทที่ 76: เบื้องหลังหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของข้าคือตระกูลหลู่
หลังจากจูจิ่วเจินพูดจบได้ไม่นาน พลันมีเสียงฝีเท้าดังมาจากที่ไกลๆ
เห็นกลุ่มคนเดินตรงเข้ามา โดยมีชายวัยกลางคนสวมชุดหรูหราเดินนำขบวน
“ท่านพ่อ!”
เมื่อเห็นชายวัยกลางคน จูจิ่วเจินก็เหมือนได้พบที่พึ่ง นางรีบวิ่งเข้าไปหาพลางตะโกนเรียกเสียงดัง
ชื่อ: จูฉางหลิ่ง
อายุ: 37
สถานะ: ผู้นำหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่
ความแข็งแกร่ง: ครึ่งก้าวปรมาจารย์
สกิล: ดรรชนีเอกสุริยัน (สีม่วง, เลเวล 4)
เมื่อได้ยินเสียงของจูจิ่วเจิน หลู่หยางก็หันไปมองจูฉางหลิ่งทันที
หลังจากพบว่าเป็นเพียงระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์ หลู่หยางแทบหมดความสนใจ จะมีก็เพียงสกิลดรรชนีเอกสุริยันเท่านั้น ที่ทำให้หลู่หยางปรายตามองเพิ่มอีกนิด
อีกด้านหนึ่ง จูจิ่วเจินรีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้จูฉางหลิ่งฟังอย่างรวดเร็ว
หลังจากฟังจบ จูฉางหลิ่งก็ปรายตามองม้าที่ลากรถม้า จูฉางหลิ่งถือเป็นคนเก่าคนแก่ในยุทธจักร ย่อมมองออกว่าม้าเหล่านี้คือม้าเหงื่อโลหิตของจริง
เมื่อเห็นม้าแล้ว จูฉางหลิ่งก็รีบเดินเข้ามาหาพวกหลู่หยางพลางประสานมือคารวะแล้วพูดว่า “ทุกท่าน บุตรสาวของข้าล่วงเกินพวกท่าน ถือเป็นความผิดของนางเอง หวังว่าทุกท่านจะเห็นแก่นางที่ยังเยาว์วัย โปรดเมตตาละเว้นโทษให้นางสักครั้งได้หรือไม่? อ้อ ข้ามีนามว่าจูฉางหลิ่ง ผู้นำแห่งหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ ผู้คนขนานนามว่า 'พู่กันสะท้านฟ้า' บรรพบุรุษของข้าคือจูจื่อหลิ่วผู้ร่วมรักษาเมืองเซียงหยาง”
ต่างจากจูจิ่วเจินที่เปิดฉากมาก็จ้องจะฆ่าแกง ต่อให้ไม่มีม้าเหงื่อโลหิต จูฉางหลิ่งก็ไม่กล้าทำตัวเสียมารยาท
นั่นเพราะในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ แต่พวกหลู่หยางกลับสวมเสื้อผ้าเพียงบางเบา เห็นได้ชัดว่าต้องมีพลังวัตรที่ล้ำลึก อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นยอดฝีมือที่ไม่ด้อยไปกว่าเขา หรือเผลอๆ อาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ
ประกอบกับม้าเหงื่อโลหิตที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ในใจของจูฉางหลิ่งย่อมเกิดความยำเกรง เขาจึงจำเป็นต้องยกชื่อเสียงของบรรพบุรุษออกมาเพื่อข่มขวัญพวกหลู่หยางไว้ก่อน
จูจื่อหลิ่วพลีชีพร่วมกับก๊วยเจ๋ง(กัวจิ้ง) ในการรักษาเมืองเซียงหยาง ชื่อเสียงของเขาจึงถูกส่งต่อสืบมา ขุมกำลังใหญ่ๆ หลายแห่งเมื่อเห็นแก่หน้าจูจื่อหลิ่ว จึงมักไม่ทำอะไรที่เกินเลยนัก
ทว่าชื่อของจูจื่อหลิ่วอาจจะใช้ได้ผลกับคนอื่น แต่กับพวกหลู่หยางแล้ว มันไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ตระกูลหลู่คือตระกูลขุนนางเก่าแก่พันปี ชื่อเสียงย่อมเกรียงไกรกว่าจูจื่อหลิ่วไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเท่า ถูกต้องไหม?
อย่าว่าแต่จูจื่อหลิ่วเพียงคนเดียวเลย ต่อให้ก๊วยเจ๋งฟื้นคืนชีพมา พวกหลู่เม่าจงก็ย่อมไม่ให้หน้าแน่นอน
ในสายตาของพวกเขา ต่อให้เป็นราชวงศ์ ก็ยังเทียบไม่ได้กับตระกูลเก่าแก่พันปีอย่างตระกูลหลู่ของพวกเขา!
“บรรพบุรุษจูจื่อหลิ่วรึ? เหอะ! ช่างเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่เสียจริงนะ” หลู่เม่าจงแค่นเสียงเย็นชาเมื่อได้ยินคำพูดของจูฉางหลิ่ง
สีหน้าของจูฉางหลิ่งเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของหลู่เม่าจง
เขาย่อมมองออกว่าความหมายในคำพูดของหลู่เม่าจงคือ ชื่อเสียงของจูจื่อหลิ่วช่วยพวกเจ้าไม่ได้ หรือจะพูดให้ถูกคือ ปกป้องพวกเจ้าไม่ได้นั่นเอง
“ทุกท่าน บุตรสาวของข้าล่วงเกินพวกท่านก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด อยากจะให้ข้าสะสางเรื่องนี้อย่างไร โปรดแจ้งมาเถิด หากต้องการค่าชดเชยที่ทำให้ม้าเหงื่อโลหิตตกใจ จูฉางหลิ่งผู้นี้ก็ยินดีจะชดใช้ให้” จูฉางหลิ่งประสานมือพูดกับพวกหลู่หยาง
“คุณชาย ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรขอรับ?” หลู่เม่าจงหันไปถามหลู่หยางด้วยความนอบน้อมทันที
“ในเมื่อเจ้าเป็นทายาทของจูจื่อหลิ่ว งั้นก็ต้องใช้วิชาดรรชนีเอกสุริยันเป็นสินะ? ดรรชนีเอกสุริยันนับว่าเป็นวิชาดรรชนีที่ไม่เลว จงส่งคัมภีร์วิชาดรรชนีเอกสุริยันออกมา แล้วเรื่องนี้ถือว่าจบสิ้นกันไป” หลู่หยางมองจูฉางหลิ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ดรรชนีเอกสุริยันคือวิชาประจำตระกูล ข้ามิอาจทำตามคำขอได้ อีกอย่าง เรื่องของบุตรสาวข้าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แค่ทำให้ม้าเหงื่อโลหิตตกใจ อย่างมากข้าก็แค่ชดใช้ให้พวกท่านเท่านั้นเอง” จูฉางหลิ่งสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของหลู่หยาง
“ชดใช้รึ? เจ้ามีปัญญาชดใช้รึไง! คุณชาย! ท่านสนใจในวิชาดรรชนีเอกสุริยันอันใดนั่น เช่นนั้นให้บ่าวไปชิงมาให้ท่านเองขอรับ” หลู่เม่าจงแค่นเสียงใส่จูฉางหลิ่ง จากนั้นจึงประสานมือบอกหลู่หยางที่อยู่ข้างกาย
หลังจากพูดจบ หลู่เม่าจงก็ซัดฝ่ามือใส่จูฉางหลิ่งจากระยะไกลทันที
“ปัง!”
จูฉางหลิ่งเห็นดังนั้นก็คิดจะหลบหลีก ทว่าเขากลับพบว่าร่างกายของตนเหมือนถูกพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างล็อกเป้าไว้
“ตึง ตึง ตึง!”
เมื่อหลบไม่ได้ จูฉางหลิ่งจึงต้องเปลี่ยนจากฝ่ามือเป็นดรรชนี รัวยิงใส่ความว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง
แสงสีทองวาบผ่านไปหลายสาย จูฉางหลิ่งถูกแรงกระแทกจนต้องถอยหลังไปหลายสิบก้าวจึงหยุดลงได้
“อั่ก!”
หลังจากหยุดร่างได้แล้ว จูฉางหลิ่งพลันกระอักเลือดออกมาคำโต
“ท่านพ่อ!”
จูจิ่วเจินเห็นภาพนี้ก็รีบร้องตะโกนเรียกด้วยความตกใจและเป็นห่วง
“ส่งคัมภีร์ดรรชนีเอกสุริยันออกมา แล้วข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า มิเช่นนั้น ข้าคงต้องไปเอาที่หมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ด้วยตัวเองแล้วล่ะ” หลู่เม่าจงมองจูฉางหลิ่งพูดเสียงเย็นชา
“พวกเจ้าอย่าให้มันเกินไปนัก! พวกเจ้าคิดว่าหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของข้าไม่มีคนหนุนหลังหรือไง!” จูฉางหลิ่งตะโกนใส่หลู่เม่าจงเสียงดัง
“หืม? ข้าเองก็อยากรู้นักว่าคนหนุนหลังของเจ้าคือใคร” หลู่เม่าจงเผยแววตาดูแคลนออกมา
ในสายตาของหลู่เม่าจง ต่อให้จูฉางหลิ่งจะเอ่ยชื่อใครออกมาย่อมไร้ผล ต่อให้เป็นเส้าหลินหรือบู๊ตึ๊งก็ช่วยไม่ได้ เพราะเส้าหลินบู๊ตึ๊งเองก็ยังต้องเกรงใจตระกูลหลู่ของพวกเขา
ทว่าเมื่อจูฉางหลิ่งเอ่ยชื่อขุมกำลังที่หนุนหลังออกมา หลู่เม่าจงถึงกับอึ้งไป แม้แต่หลู่หยางเองยังรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
เพราะขุมกำลังที่จูฉางหลิ่งเอ่ย ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตระกูลหลู่ของพวกเขานั่นเอง!
“ขุมกำลังที่หนุนหลังหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของข้าก็คือตระกูลหลู่!” จูฉางหลิ่งตะโกนบอกพวกหลู่หยางเสียงดัง
“ตระกูลหลู่ไหน?” หลู่หยางมองจูฉางหลิ่งแล้วถาม
“ใต้หล้านี้ยังมีตระกูลหลู่อื่นอีกรึ! คือตระกูลหลู่แห่งกังหนำ ตระกูลขุนนางเก่าแก่พันปี ตระกูลอันดับหนึ่งในใต้หล้ายังไงล่ะ!” จูฉางหลิ่งตะโกนลั่น
“ช่างน่าสนใจนัก ข้าเหตุใดจึงไม่รู้เลยว่าตระกูลหลู่ของข้ามีขุมกำลังใต้บังคับบัญชาอย่างหมู่บ้านสกุลคู่จูอู่ของเจ้าอยู่ด้วย” หลู่เม่าจงมองจูฉางหลิ่งพลางแสยะยิ้มเย็นชาพูด
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” จูฉางหลิ่งได้ยินคำพูดของหลู่เม่าจง จึงถามออกมาด้วยความสงสัยและไม่แน่ใจ
“พ่อบ้านใหญ่ตระกูลหลู่ หลู่เม่าจง!” หลู่เม่าจงมองจูฉางหลิ่งพูดเสียงเข้ม