- หน้าแรก
- ระบบจำลองสรรพสิ่ง
- บทที่ 147 เสินอู่ซง! โอวหยางฉือกู!
บทที่ 147 เสินอู่ซง! โอวหยางฉือกู!
บทที่ 147 เสินอู่ซง! โอวหยางฉือกู!
บทที่ 147 เสินอู่ซง! โอวหยางฉือกู!
ณ ขณะนั้น เสียงครวญครางโหยหวนแผ่ซ่านทั่วห้องลับ ดุจเสียงหอนของวิญญาณผู้หลงทาง ยิ่งนานยิ่งเพิ่มความน่ากลัว
"ท่านพี่ รู้หรือไม่ว่าการทรมานด้วยการเฉือนเนื้อทีละชิ้นนั้นเป็นเช่นไร?"
......
ภายในห้องลับ ชายร่างยักษ์กำลังทรมานลู่หยุนเผิง พร้อมทั้งบรรยายถึงวิธีการทรมานด้วยความสนุกสนาน
"เหตุใดท่านจึงกระทำต่อข้าด้วยความโหดร้ายเช่นนี้?"
"ข้ากับท่านไม่เคยมีความบาดหมางใดมาก่อนเลย"
ลู่หยุนเผิงร้องครวญครางด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บปวด
"ฮ่า ๆ ๆ เจ้ากับข้าไม่มีเวรกรรมต่อกันหรอก"
ชายร่างยักษ์เฉือนเนื้อจากลู่หยุนเผิงอีกชิ้น แล้วหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม "ข้าเพียงแค่มีความสุขในการทรมานผู้อื่นเท่านั้นเอง"
"ไอ้สารเลว ข้าขอสาปแช่งบรรพบุรุษของเจ้า..."
ลู่หยุนเผิงโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เขามองดูร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลและเลือด ไม่มีที่ใดที่ไม่ถูกทำร้าย
เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม
วันนี้เป็นวันที่หอโลกีย์จัดประชุมอีกครั้ง
เสียงประตูลั่นดังเอี๊ยด
ประตูลานเล็กเปิดออก เว่ยอันเดินออกมา
ในยามนี้ เขาสวมอาภรณ์หรูหราสีฟ้า รอบกายแผ่กลิ่นอายของคุณชายสูงศักดิ์
วันนี้เขาต้องเข้าร่วมประชุมที่หอโลกีย์
หลังจากที่หลิวเพียวเพียวไม่ยอมรับผู้ใดเป็นญาติ เว่ยอันก็ไม่ได้ไปที่หอโลกีย์ติดต่อกันหลายเดือน
ทำให้เขาสูญเสียเส้นทางสำคัญในการรวบรวมข่าวสาร
เมื่อไม่ได้ติดต่อกับวงการขุนนาง การได้รับรู้ข่าวสารจากชนชั้นสูงแทบจะเป็นไปไม่ได้
แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ทั้งโศกนาฏกรรมที่เฟิ่งหยวนและการล่มสลายของสำนักสิงโตขาว
เว่ยอันรู้สึกว่าจำเป็นต้องติดต่อกับวงการขุนนาง เพื่อรับรู้ความเคลื่อนไหว
"คนเราไม่ควรเป็นคนตาบอดที่ลืมตาอยู่"
เว่ยอันถอนหายใจเบา ๆ
เขาลงจากเขาฟ้าบรรพกาล มุ่งหน้าไปยังเขตเอี้ยนโส่ว
เว่ยอันเดินมาถึงหน้าประตูหอโลกีย์ แต่ไม่ได้เข้าไป
และก็ไม่สามารถเข้าไปได้ด้วย
หอโลกีย์ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามใจชอบ
รออยู่ครู่หนึ่ง จากระยะไกล เว่ยอันเห็นหลี่เซียนและหัวคงซวี่เดินมาด้วยกัน
"เอ๊ะ นั่นไม่ใช่น้องชายจางของข้าหรอกหรือ?"
สายตาของหลี่เซียนเป็นประกาย เร่งฝีเท้าเดินมาหาเว่ยอัน หัวเราะพลางพูดว่า "ไม่ได้พบเจอกันนานเลย ข้านึกว่าเจ้าละทิ้งวงการของพวกเราไปแล้วเสียอีก"
เว่ยอันเม้มริมฝีปาก ยิ้มขื่นพลางกล่าว "จำใจ ขอโทษด้วย"
หลี่เซียนเข้าใจทันที ถอนหายใจพลางกล่าว "เจ้าก็อย่าเสียใจไปเลย หลังจากหลิวเพียวเพียวเปลี่ยนไป นางไม่ยอมรับผู้ใด แม้แต่พวกเราที่เป็นเพื่อนเก่าก็ต้องถอยห่างด้วยความเคารพ"
หัวคงซวี่พยักหน้าพลางกล่าว "ตั้งแต่นางเปลี่ยนไป ข้าก็ไม่กล้าพูดกับนางแม้แต่คำเดียว"
ระหว่างพูดคุย ทั้งสามเดินเข้าไปในหอโลกีย์
ด้วยความช่วยเหลือจากหลี่เซียน เว่ยอันสามารถกลับเข้าสู่วงการขุนนางได้อย่างราบรื่น
หลังจากเข้าไปแล้ว เขามองไปรอบ ๆ
ทันใดนั้น คนที่ไม่ได้พบเจอกันนานปรากฏในสายตา นั่นคือซวีเกิงเต๋าแห่งหอเทียนเจิน
ตอนนี้ซวีเกิงเต๋าดูมีสีหน้าดี พูดคุยอย่างร่าเริง ราวกับว่าเขาก้าวพ้นเงาแห่งความพ่ายแพ้มาได้แล้ว
ข้างกายเขามีชายร่างกำยำที่เมาได้ที่ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเสินอู่ซง ฆาตกรโรคจิต
"ซวีเกิงเต๋าเคยแย่งชิง 'คัมภีร์เทพแห่งสรรพสิ่ง' และ 'หกกระบวนท่าราชันย์น้ำแข็ง' แต่เขาคงสนใจแค่ 'หกกระบวนท่าราชันย์น้ำแข็ง' เท่านั้น"
"ส่วนเสินอู่ซง ไม่สนใจวิชาเทพทั้งสองแขนงนี้เลย"
เว่ยอันละสายตา ขีดฆ่าอัจฉริยะทั้งสองออกจากรายชื่อตัวเลือกทันที
ครู่ต่อมา ที่หน้าประตูใหญ่มีเสียงวุ่นวายดังขึ้น
เว่ยอันเหลียวมอง เห็นกลุ่มคนเดินเข้ามาในหอโลกีย์อย่างองอาจ ผู้คนรอบข้างต่างหลีกทางให้ ก้มศีรษะคำนับ
"คารวะองค์ชายรัชทายาท!"
"คารวะองค์หญิงเว่ยหยาง!"
สองคนที่เดินนำหน้าคือตงซวีคุนและตงเว่ยหยาง
สองคนที่เดินตามหลังหนึ่งก้าวก็เป็นคนคุ้นหน้า เยี่ยนเหรินซงและเยี่ยนเหวินเซียง
ถัดไปอีก เว่ยอันเห็นทายาทสำนักเฮยฉา เสินถูหรง!
"เอ๊ะ เสินถูหรงมีแขนเดียว..."
สายตาเว่ยอันเป็นประกาย สังเกตเห็นว่าแขนเสื้อขวาของเสินถูหรงว่างเปล่า
ในชั่วขณะนั้น เขานึกถึงคืนที่หลิวเพียวเพียวถูกโจมตี
"คนที่จับตัวหลิวเพียวเพียวใช้วิชาหยกโลหิตเวอร์ชั่นชั่วร้าย แล้วถูกข้าทำลายแขนไปข้างหนึ่ง"
เว่ยอันแทบจะมั่นใจได้ว่าเสินถูหรงคือคนที่สวมหน้ากากพยายามลักพาตัวหลิวเพียวเพียว
เขาเดินไปหาหลี่เซียน ถามเสียงเบา "แขนของเสินถูหรงเป็นอะไรไป?"
หลี่เซียนโบกพัด หัวเราะคิกคักพลางกล่าว "ได้ยินว่าเสินถูหรงแหย่สัตว์เลี้ยงขององค์หญิงเว่ยหยาง พลาดท่าถูกสัตว์ประหลาดกัดขาดแขน น่าสงสารไหมล่ะ?"
"ถูกสัตว์ประหลาดกัดขาด?"
เว่ยอันขมวดคิ้ว เริ่มสงสัยในการตัดสินใจของตัวเอง
หรือข้าคิดผิดไป?
ในตอนนั้น มีคนคุ้นเคยอีกคนเดินเข้ามาในหอโลกีย์ คือเฉินจู้เซิง บุตรชายของมหาเสนาบดีเฉินกวงปี้
"พี่หลี่..."
เฉินจู้เซิงเดินเข้ามา ประสานมือคำนับอย่างสุภาพ "เอ๊ะ นี่ไม่ใช่น้องจางหรอกหรือ ไม่ได้เจอกันนานเลย ได้ยินว่าเจ้าไม่เพียงได้รับสายเลือดผานกู่ ยังได้เป็นนักปรุงยาระดับ 6 อีกด้วย?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจเว่ยอันกระตุก
เฉินจู้เซิงที่เป็นคนนอก กลับรู้เรื่องของเขาในสำนักฟ้าบรรพกาลมากมายเพียงนี้!
เดี๋ยวก่อน หรือว่าเป็นคนคนนั้น...
เว่ยอันรู้สึกอึ้ง ยิ้มพลางประสานมือกล่าว "โชคดีเท่านั้น บุญหรือกรรมยังไม่รู้"
เฉินจู้เซิงหัวเราะ "พูดถูก แต่ชีวิตของพวกเราก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ไม่เป็นบุญก็เป็นกรรม?"
เว่ยอันรีบกล่าว "ความคิดของคุณชายเฉินลึกซึ้งยิ่ง"
ขณะพูดคุย หัวคงซวี่เข้ามาใกล้ ถามเสียงเบา "พี่เฉิน เรื่องนั้นเป็นความจริงหรือ?"
สีหน้าเฉินจู้เซิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย มองซ้ายมองขวา แล้วเดินไปที่สวนหลังโดยไม่พูดอะไร
หัวคงซวี่ หลี่เซียน และเว่ยอันมองหน้ากัน แล้วพร้อมใจกันเดินตามไป
ทั้งสี่คนมาถึงสวนหลัง
เฉินจู้เซิงไขว้มือไว้ด้านหลัง กล่าวว่า "เรื่องนั้นเป็นความจริง 'อ๋องเหริน' ก่อกบฏ!"
อ๋องเหริน?!
ก่อกบฏ?!
เว่ยอันได้ยินแล้วใจสั่น นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ในใต้หล้าเก้าแคว้น มีจักรพรรดิหนึ่งพระองค์และอ๋องแปดพระองค์!
อ๋องเหรินคือผู้นำราชวงศ์แห่งแคว้นฉี หรือที่เรียกว่า "อ๋องฉี" แต่พระองค์มีเมตตากรุณาตามชื่อ ทรงทำความดีมากมาย จึงได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วหล้าว่าเป็นอ๋องเหริน
อ๋องผู้ทรงคุณธรรมสูงส่งเช่นนี้ กลับก่อกบฏ?
หัวคงซวี่รีบถาม "ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงก่อกบฏขึ้นมา?"
เฉินจู้เซิงส่ายหน้าถอนหายใจ "จะเป็นเพราะอะไร ก็เพราะจักรพรรดิชราบีบบังคับนั่นเอง"
เขาเล่าอย่างละเอียด
เดิมที ในแคว้นฉีมีตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียง "ตระกูลน่าหลัน" ซึ่งเป็นตระกูลสายเลือด มีสายเลือด "ไม้มรกต" อันหาได้ยาก
คนในตระกูลนี้ เพราะสายเลือดไม้มรกต สมาชิกทุกคนจึงมีอายุยืนยาว
นี่เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
แต่ไม่รู้ว่าขันทีคนไหนที่เป็นคนชั่ว ดูเหมือนจะรู้ใจจักรพรรดิชรา จึงรายงานยุยงใส่ร้าย
บอกว่า หากใช้สายเลือดไม้มรกตปรุงยา จะสามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้
จักรพรรดิชราได้ยินเช่นนั้น ย่อมดีพระทัยยิ่ง จึงมีรับสั่งให้อ๋องเหรินจับตัวทั้งตระกูลน่าหลันทั้งเป็น ส่งไปปรุงยาที่เมืองหลวง
แต่ว่า!
พระชายาของอ๋องเหรินก็คือคนจากตระกูลน่าหลัน!
อ๋องเหรินและตระกูลน่าหลันเป็นญาติกัน จะทำร้ายพ่อตาได้อย่างไร?
ดังนั้น อ๋องเหรินจึงรายงานขอหลายครั้ง วิงวอนให้จักรพรรดิชราเปลี่ยนพระทัย
แต่จักรพรรดิชราไม่ฟัง ทรงกำหนดให้อ๋องเหรินต้องส่งตัวทั้งตระกูลน่าหลันไปยังเมืองหลวงภายในเดือนเก้า
ผลลัพธ์ย่อมคาดเดาได้ อ๋องเหรินทรงกริ้วจึงก่อกบฏขึ้น
"ข้าได้ยินว่า อ๋องเหรินทรงคุกเข่าอยู่เจ็ดวันไม่เสวยไม่ดื่ม เพียงขอให้จักรพรรดิชราเปลี่ยนพระทัย แต่พระบัญชายากจะขัดขืน!" เฉินจู้เซิงถอนหายใจ
หลี่เซียนโบกพัดอย่างรวดเร็วพลางกล่าว "อ๋องเหรินได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตาที่สุดใต้หล้า ไม่นึกว่าพระองค์จะเป็นอ๋องคนแรกที่ก่อกบฏนับแต่ราชวงศ์ต้าโจวก่อตั้ง นี่ช่างเป็นเรื่องน่าขันที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ"
หัวคงซวี่คิดสักครู่ แล้วถาม "แคว้นฉีอยู่ทางใต้ของแคว้นเหลียง ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น?"
เฉินจู้เซิงนิ่งไปนาน แล้วค่อย ๆ กล่าว "ข้าคาดว่า จักรพรรดิชราจะแต่งตั้งอ๋องเหลียงเป็นแม่ทัพปราบกบฏ กองทัพของแคว้นเหลียงจะเป็นกำลังหลักในการปราบปรามอ๋องเหริน"
พอพูดจบ!
หลี่เซียน หัวคงซวี่ และเว่ยอัน ทั้งสามคนมองหน้ากัน พูดไม่ออก
บ้าเอ๊ย!
เรื่องวุ่นวายมาถึงตัวเราแล้ว!
วันเวลาแห่งความสงบสุขจบลงกะทันหัน คงไม่มีใครหลีกเลี่ยงไฟสงครามได้
"บ้าจริง แคว้นเหลียงคงอยู่ไม่ได้แล้ว..."
เว่ยอันคิดจะออกจากแคว้นเหลียงอีกครั้ง
แต่หากเขาออกจากสำนักฟ้าบรรพกาล ด้วยข้อจำกัดของกู่พันธสัญญา เขาไม่สามารถเผยแพร่วิชาได้ตามใจชอบ ดังนั้น วิชาทั้งหมดที่เป็นของสำนักฟ้าบรรพกาลก็จะไม่สามารถจำลองได้
จากนั้น เว่ยอันออกจากสวนหลัง เดินมาที่กำแพงสีขาวสองด้านในลานเพียงลำพัง
เขาลังเลเล็กน้อย หยิบป้ายไม้มาเขียนตัวอักษรไม่กี่ตัว แล้วแขวนขึ้น
"ต้องการซื้อพิษทำลายกู่พันธสัญญา เจรจาราคาได้ โปรดมาที่ห้องพักหมายเลข 15"
สรรพสิ่งล้วนมีการเกิดดับ เมื่อมีกู่พันธสัญญา ก็ย่อมมีกู่ทำลายพันธสัญญา ที่สามารถทำลายข้อผูกมัดของกู่พันธสัญญาได้
หลังจากแขวนป้ายไม้ เว่ยอันก็เข้าไปรอในห้องพักหมายเลข 15
ไม่คาดคิดว่า จะมีคนมาเร็วเช่นนี้
กลิ่นสุราฉุนรุนแรงโชยเข้ามาทางประตู กลิ่นเฉพาะตัวของสุราโชยมาปะทะจมูก
หัวใจเว่ยอันกระตุกวูบ เงยหน้าขึ้นทันที
เป็นไปตามคาด คนที่เปิดประตูเข้ามาคือเสินอู่ซง ฆาตกรโรคจิต!
"ทำไมถึงเป็นเขาอีกล่ะ?"
เว่ยอันรู้สึกว่าโชคชะตาช่างน่าอัศจรรย์ เขาแขวนป้ายสองครั้ง แต่คนที่มาล้วนเป็นเสินอู่ซง
เว่ยอันลุกขึ้นยืน ประสานมือกล่าว "สหาย เชิญนั่ง ท่านมีข่าวเกี่ยวกับกู่ทำลายพันธสัญญาหรือ?"
เสินอู่ซงตาพร่าเพราะเมาสุรา มองเว่ยอัน ราวกับจำไม่ได้ว่าเคยเจอกัน ถามว่า "เจ้าต้องการกู่ทำลายพันธสัญญาไปทำอะไร?"
ในขณะนั้น เว่ยอันรู้สึกถึงจิตสังหารรุนแรงที่พุ่งเข้าใส่ อดถอยหลังสองก้าวไม่ได้ ตอบว่า "ข้าเพียงช่วยคนอื่นหากู่ทำลายพันธสัญญาเท่านั้น"
"คนผู้นั้นคือใคร?"
ดวงตาของเสินอู่ซงเย็นเยียบ "ข้าเสินอู่ซงเกลียดที่สุดคือคนที่ผิดคำพูด พวกมันปากอย่างใจอย่าง ไม่รักษาสัจจะ สมควรตายทั้งหมด! รีบบอกข้ามาว่าคนผู้นั้นคือใคร ข้าจะฆ่ามัน!"
มุมปากเว่ยอันกระตุก พูดเรียบ ๆ ว่า "ข้าไม่ทรยศผู้อื่นง่าย ๆ ขออภัยที่ไม่อาจบอกได้"
"เจ้าคบหากับคนที่ไม่รักษาสัจจะ แสดงว่าเจ้าก็ไม่ใช่คนดี สมควรตาย!"
เสินอู่ซงก้าวออกมาหนึ่งก้าว การเดินโซเซ ร่างกายโคลงเคลง เหมือนคนเมาอาละวาด
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเขาทั้งเร็วและรุนแรง กลิ่นสุราบนตัวเขาราวกับลุกไหม้ขึ้น กลายเป็นพลังในรูปเปลวไฟ ห่อหุ้มกำปั้นของเขา พุ่งออกมาอย่างมหาศาล
ฮู่!
เกือบจะพร้อมกันนั้น เว่ยอันก็เตรียมพร้อมเช่นกัน ร่างกายพลิ้วไหว ใช้วิชาเงาลวง กลายเป็นเงาต่อเนื่องหลายภาพ กลับสามารถหลบผ่านเสินอู่ซง พุ่งออกจากประตูห้องไป
โครม!
ทันใดนั้น กำปั้นของเสินอู่ซงปะทะเข้ากับเงาลวง พลังหมัดอันน่าสะพรึงกลัวทำลายโต๊ะเก้าอี้และกำแพงในพริบตา ห้องรับรองทั้งห้องราวกับปราสาททรายที่พังทลายลง
"เกิดอะไรขึ้น?"
"มีคนต่อสู้กันหรือ?"
ทุกคนตกใจ หันมองไปรอบ ๆ ไม่นานก็เห็นควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันใดนั้น ร่างหลายร่างก็วิ่งมา
เห็นเสินอู่ซงยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง กำปั้นยังคงอยู่ในท่าชก ร่างไม่ขยับเขยื้อน
"เสินอู่ซง เจ้ากำลังเมาอาละวาดหรือ?"
ตงซวีคุนเดินเข้ามา มองห้องรับรองที่ถูกทำลาย สีหน้าไม่พอใจ
งานเลี้ยงหอโลกีย์นี้เขาเป็นผู้จัด กฎข้อแรกคือห้ามใช้กำลัง
เสินอู่ซงทำผิดกฎ!
แต่ในวินาถัดมา เสินอู่ซงก็ล้มลงทันที นอนอยู่บนพื้น ตาปิดสนิท หลับสบายราวกับทารก
"อ่า..."
ทุกคนพูดไม่ออก จะให้พูดอะไรกับคนเมาอาละวาดได้
"ขออภัยด้วย เขาเมาอาละวาดอีกแล้ว ข้าขอโทษแทนเขาด้วย"
ซวีเกิงเต๋าวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ค้อมกายคำนับซ้ำ ๆ ยิ้มแหยพลางกล่าว "ความเสียหายทั้งหมด ข้าจะชดใช้เอง"
"หึ พวกเจ้าคิดว่าที่นี่เป็นที่ไหนกัน?"
ตงซวีคุนยังไม่หายโกรธ "เสินอู่ซงทำผิดกฎ ต้องถูกลงโทษ ห้ามเข้าร่วมงานเลี้ยงหอโลกีย์สามเดือน"
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
ผู้คนดูเหตุการณ์จบแล้วก็แยกย้ายกันไป
เว่ยอันได้แฝงตัวไปกับฝูงชน รีบออกจากหอโลกีย์ไปแล้ว
"เกือบแล้ว ข้าเกือบจะเปิดเผยพลังความสามารถต่อหน้าผู้คน" เว่ยอันถอนหายใจ
นอกจากนี้ เขายังพบเรื่องแปลกอีกเรื่อง
วรยุทธ์ของเสินอู่ซง แปลกประหลาดมาก!
ตอนที่เขากำหมัด พลังที่ปล่อยออกมาเป็นแค่ระดับ 4 แต่ในชั่วขณะที่ชกออกมา กลับระเบิดพลังระดับ 3 ออกมา
วรยุทธ์ของคนหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตาหรือ?
หรือว่า นั่นเป็นพรสวรรค์เฉพาะของสายเลือดเทพสุรา?
โชคดีที่ช่วงนี้ 'วิชานอนน้ำเต้าวิเศษ' ของเว่ยอันก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทะลุถึงระดับ 4 แล้ว
เขาใช้วิชาฝันร้ายได้ทันท่วงที พ่นลมหายใจ "น้ำเต้าหลับใหล" ใส่หน้าเสินอู่ซง ทำให้เขาจมสู่ห้วงนิทรา
"จางซานเฉียว..."
จู่ ๆ มีคนเรียกเว่ยอันจากด้านหลัง เป็นเสียงสตรี
บนถนนผู้คนสัญจรไปมา เว่ยอันหยุดฝีเท้า ค่อย ๆ หันกลับไป ม่านตาหดเล็กลงทันที
หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดขาว ทุกย่างก้าวราวกับดอกบัวผลิ ใบหน้าปิดด้วยผ้าคลุม
"โอวหยางฉือกู!"
เว่ยอันรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะได้พบโอวหยางฉือกูที่นี่ ก่อนหน้านี้เขาสืบหาร่องรอยของนางหลายครั้ง ไม่มีใครรู้ว่านางไปไหน วันนี้กลับปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
"ที่แท้ก็คือสตรีศักดิ์สิทธิ์บัวขาว ไม่คิดว่าท่านจะจำชื่อข้าได้" เว่ยอันแสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจทันที
โอวหยางฉือกูเดินเข้ามา พูดอย่างเป็นธรรมชาติว่า "มีเวลาไหม? ข้าขอเชิญท่านดื่มชา"
เว่ยอันนิ่งไปครู่หนึ่ง ยิ้มพลางกล่าว "นี่เป็นเกียรติของข้า"
ต่อมา ทั้งสองเข้าไปในร้านน้ำชา นั่งตรงข้ามกันที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ไม่นาน เด็กเสิร์ฟก็นำชามาเสิร์ฟ
"สตรีศักดิ์สิทธิ์ เชิญดื่มชา"
เว่ยอันยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
เขาอยากดูว่าโอวหยางฉือกูที่สวมผ้าคลุมหน้าจะดื่มชาอย่างไร
โอวหยางฉือกูยกถ้วยชาขึ้น หมุนถ้วยชาเล่นครู่หนึ่ง จากนั้นก้มหน้าลง เลิกผ้าคลุมขึ้นเล็กน้อย ยกถ้วยชาขึ้นจิบ อึกอักดื่มน้ำชาอึกหนึ่ง
แบบนี้ก็ได้หรอ?
เว่ยอันทำสีหน้าเฉยเมย เอ่ยว่า "สตรีศักดิ์สิทธิ์เชิญข้ามาด้วยไมตรี คงไม่ใช่แค่ชวนมาดื่มชากระมัง?"
โอวหยางฉือกูพูดช้าๆ ว่า "ได้ยินว่า เจ้ากำลังปรุงยาเม็ดให้หลี่หยางชวน?"
เว่ยอันใจสั่นไหว เรื่องที่เขาปรุยาเม็ดให้หลี่หยางชวนนั้น ควรจะเป็นความลับ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้
แต่ดูเหมือนคนอื่นจะรู้กันหมดแล้ว?
เขาพยักหน้า "ถูกต้อง"
โอวหยางฉือกูพยักหน้า "ข้าก็อยากขอให้เจ้าช่วยปรุยาเม็ดเช่นกัน"
"โอ้ ปรุยาเม็ดอะไรหรือ?"
"เจ้าปรุยาเม็ดอะไรให้หลี่หยางชวน ก็ปรุงอย่างนั้นให้ข้า บอกตัวยามา ข้าจะเตรียมให้ครบ ค่าปรุงยาข้าให้สามเท่า"
โอวหยางฉือกูพูดอย่างไม่ใส่ใจ
เว่ยอันแสดงสีหน้าลำบากใจ โบกมือว่า "นี่... ไม่ค่อยดีกระมัง ข้าได้ตกลงกับพี่หลี่หยางชวนไว้ก่อนแล้ว..."
พูดยังไม่ทันจบ โอวหยางฉือกูก็พูดแทรกขึ้นทันทีว่า "นอกจากค่าปรุงยาสามเท่าแล้ว ข้ายังมอบกู่ทำลายพันธสัญญาให้เจ้าหนึ่งตัว"
เว่ยอันหรี่ตาลงเล็กน้อย ประหลาดใจถามว่า "เจ้ารู้ว่าข้ากำลังตามหากู่ทำลายพันธสัญญา?"
โอวหยางฉือกูแค่นเสียงเบาๆ "ข้าไม่เพียงเห็นว่าเจ้าเขียนอะไรบนป้ายไม้ ข้ายังเห็นเสินอู่ซงเดินเข้าไปในห้องนั้น รวมถึงภาพที่เจ้าหนีออกมาด้วย"
เว่ยอันเลิกคิ้วถาม "สตรีศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าเจ้ากำลังติดตามข้าอยู่?"
โอวหยางฉือกูวางถ้วยชาลง ยิ้มพูดว่า "ไม่ได้ตั้งใจติดตาม ข้าแค่บังเอิญพบเจ้า แล้วก็เกิดความสนใจขึ้นมาเท่านั้น"
"สนใจ ข้า?"
เว่ยอันกางมือพูด "ข้าจางซานเฉียวมีบุญคุณอันใด ถึงได้รับความเมตตาจากสตรีศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้?"
โอวหยางฉือกูหันไปมองนอกหน้าต่าง เสียงฟังดูเลื่อนลอย นางพูดว่า "เป็นเพียงสัญชาตญาณของสตรีเท่านั้น เจ้าเคยอยู่กับหลิวเพียวเพียว แล้วก็มาอยู่กับหลี่หยางชวน แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็ทำให้หลายคนสังเกตเห็นเจ้าแล้ว"
เว่ยอันขมวดคิ้ว แกล้งโง่ถามว่า "ขอความกรุณาพูดให้ชัดเจนด้วย"
โอวหยางฉือกูค่อยๆ ลุกขึ้นยืน โน้มตัวไปข้างหน้า ดวงตาจ้องมองเว่ยอันลึกๆ พูดว่า "หากเจ้าเป็นคนเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ก็ว่าไปอย่าง แต่เจ้ากลับธรรมดาสามัญเหลือเกิน ทว่ากลับสามารถผูกพันธะกับสตรีพิเศษถึงสองคน จริงๆ แล้ว...
อืม ตอนนี้เจ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร สักวันเจ้าต้องเข้าใจแน่ คิดดีแล้วก็มาติดต่อข้า"
นางยืดตัวขึ้น เดินออกจากที่นั่ง