- หน้าแรก
- ระบบทำดีวันละครั้งปั้นข้าให้เป็นเทพขุนพล
- บทที่ 50 - หลีกเลี่ยงอวี่เหวินเฉิงตู
บทที่ 50 - หลีกเลี่ยงอวี่เหวินเฉิงตู
บทที่ 50 - หลีกเลี่ยงอวี่เหวินเฉิงตู
บทที่ 50 - หลีกเลี่ยงอวี่เหวินเฉิงตู
สยงคั่วไห่ทอดถอนใจด้วยความซาบซึ้ง เขารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จักกับอวี่เหวินเฉิงฮุ่ย การได้มีสหายเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของเขาจริงๆ
แต่ในเวลานี้ ท่ามกลางสนามรบ สยงคั่วไห่ก็ไม่มีเวลามาคิดอะไรมาก เขารีบกล่าวว่า "น้องเฉิงฮุ่ยมีคุณธรรมล้ำเลิศ เรื่องนี้ข้าขอจดจำจารึกไว้ในใจ ตราบใดที่พวกเราทั้งสามคนยังมีชีวิตอยู่ จะต้องตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน"
ตอนนี้สยงคั่วไห่ไม่อาจให้คำสัญญาที่เป็นรูปธรรมได้ เรื่องราวในสนามรบยากจะคาดเดา หากพวกเขาต้องมาตายที่นี่ คำพูดที่กล่าวไปก็ไร้ความหมาย เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่เขาสามารถรับประกันได้ก็คือ หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะต้องตอบแทนอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยกลับไม่ได้ใส่ใจนัก ก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา ตอนที่อ่านจุดจบของบรรดาขุนนางและขุนพลผู้ซื่อสัตย์ในนิยาย เขาก็เคยคิดว่า หากสามารถเปลี่ยนแปลงจุดจบของพวกเขาได้ก็คงจะดี
ตอนนี้ เขากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวแล้ว ในเมื่อพอมีกำลังช่วยเหลือได้ การยื่นมือเข้าช่วยสักหน่อยจะเป็นไรไป?
และที่สำคัญที่สุด เมื่อเทียบกับการตอบแทนของพวกสยงคั่วไห่ รางวัลจากระบบต่างหากที่สำคัญที่สุด
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอาศัยโอกาสนี้ ทำให้ฝีมือของตนก้าวหน้าไปอีกขั้น ถึงจะไม่เก่งกาจเทียบเท่าพวกอู่อวิ๋นเจาทั้งสามคน แต่ก็สามารถลดช่องว่างลงได้อย่างมาก
อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยยังอยากจะพูดอะไรอีกสักสองสามประโยค แต่กลับได้ยินเสียงดังมาจากที่ไกลๆ เขาจึงปรายตามองไป ก็พบว่าเป็นกองทัพสุยจากทิศทางอื่นที่แห่กันมาสมทบ ดูเหมือนอวี่เหวินเฉิงตูก็กำลังมุ่งหน้ามาเช่นกัน
ในเวลาเช่นนี้ คงทำได้เพียงรวบรัดตัดความแล้ว อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยกระซิบเสียงต่ำ "เรื่องนี้พี่สยงไม่ต้องพูดอะไรมาก ข้าขอพูดเพียงประโยคเดียว หากต่อไปพี่สยงต้องการตีฝ่าวงล้อมจริงๆ ก็ให้บุกมาทางทิศนี้ อย่างน้อยก็น่าจะราบรื่นกว่าทิศอื่นอยู่บ้าง"
ความหมายของอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยชัดเจนมากแล้ว
หากพวกสยงคั่วไห่ตีฝ่าวงล้อมมาทางนี้ เขาจะพยายามออมมือให้มากที่สุด
ถึงแม้จะไม่สามารถแสร้งทำเป็นปล่อยตัวไปอย่างโจ่งแจ้งได้ แต่การคอยอำนวยความสะดวกให้บ้างก็ถือเป็นเรื่องดี
เมื่อได้ยินดังนั้น สยงคั่วไห่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะมาคุยกันได้นาน จึงรีบกล่าวว่า "ข้าเข้าใจแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด!"
พูดจบ สยงคั่วไห่ก็ระเบิดพลังจู่โจมอีกครั้ง เข้าปะทะกับอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยอย่างดุเดือด ก่อนจะหันไปมองอวี่เหวินเฉิงตูที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เขาหันหลังกระชากม้าวิ่งหนีไป พร้อมกับตะโกนว่า "ถอย!"
กองทัพที่อยู่ภายในด่านหนานหยางได้ออกมาช่วยรับรอง พออวี่เหวินเฉิงตูมาถึง สยงคั่วไห่ก็สามารถกลับเข้าเมืองไปได้อย่างราบรื่นแล้ว
อวี่เหวินเฉิงตูหยุดม้าลง เขามองประตูเมืองด่านหนานหยางที่ปิดสนิทไปแล้วแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองอวี่เหวินเฉิงฮุ่ย
แม้จะอยู่ห่างกันพอสมควร แต่เขาก็จำได้แม่นยำว่า ชายคนเมื่อครู่คือสยงคั่วไห่ไม่ผิดแน่
อวี่เหวินเฉิงตูไม่ได้โง่ ต่อให้เขาจะไม่รู้ว่าสยงคั่วไห่กับอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยคุยอะไรกัน เขาก็พอจะเดาออกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล จะต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม อวี่เหวินเฉิงตูกลับไม่ได้เปิดโปง เขาเพียงแต่เอ่ยถามว่า "เฉิงฮุ่ย เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"
อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยส่ายหน้า พร้อมตอบว่า "พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่เป็นไร"
จากนั้น อวี่เหวินเฉิงตูก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า "วันหลังก็ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะ"
ประโยคนี้แฝงความนัยอย่างชัดเจน ทำเอาอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับอวี่เหวินเฉิงตู
แต่อวี่เหวินเฉิงตูกลับไม่ได้พูดอะไรให้มากความ ในเมื่อศัตรูถอยทัพกลับไปแล้ว เขาก็พากองทัพกลับไปเช่นกัน
มองแผ่นหลังของอวี่เหวินเฉิงตูที่ห่างออกไป นัยน์ตาของอวี่เหวินเฉิงฮุยวูบไหวเล็กน้อย เขาพอจะเข้าใจความคิดของอวี่เหวินเฉิงตูแล้ว
ต้องรู้ไว้ว่า อวี่เหวินเฉิงตูไม่เคยเป็นเพียงแค่เครื่องจักรสังหาร เขาคือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ
เขามีความคิดและเป้าหมายเป็นของตนเอง เพียงแต่ในหลายๆ ครั้ง เขาทำได้เพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งของหยางกว่างและอวี่เหวินฮว่าจี๋เท่านั้น
ต่อให้เขาไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้
เพราะสิ่งที่เขาต้องเผชิญคือภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่เรียกว่า 'ความจงรักภักดี' และ 'ความกตัญญู' เขาใช้ชีวิตอยู่ในกรอบนี้มาตลอด และไม่อาจหลุดพ้นไปได้เลย
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า นี่คือผลลัพธ์ที่มาจากนิสัยของอวี่เหวินเฉิงตูนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะสามารถขัดขืนผู้เป็นนายและบิดาได้
ส่วนเรื่องเมื่อครู่ อวี่เหวินเฉิงตูน่าจะดูออกถึงความผิดปกติบางอย่างจากตัวตนของสยงคั่วไห่แล้วล่ะ
แต่เขาไม่ได้เปิดโปง และไม่อยากจะเปิดโปง เพียงแค่เอ่ยเตือนให้อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยระมัดระวังตัวเท่านั้น
ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัว ทำเอาอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยต้องถอนหายใจออกมา
อวี่เหวินเฉิงตูไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ไม่ใช่คนเลวทรามต่ำช้าเช่นกัน
ชีวิตของเขานั้น เป็นเพียงคนน่าสงสารที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าสลดใจ
แต่ในเมื่ออวี่เหวินเฉิงฮุ่ยมาอยู่ที่นี่แล้ว เรื่องพรรค์นั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
—
สยงคั่วไห่กลับเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย
เขามองไปยังอู่อวิ๋นเจาและอู่เทียนซีที่อยู่เบื้องหน้า พยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วกล่าวว่า "ทุกอย่างราบรื่นกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก แม้น้องเฉิงฮุ่ยจะยังอายุน้อย แต่กลับเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมเทียมฟ้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกที่สร้างชื่อเสียงจอมปลอมจะนำมาเปรียบเทียบได้เลย"
เมื่อเห็นสยงคั่วไห่ยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น อู่อวิ๋นเจาที่มีสีหน้าเคร่งเครียดในตอนแรก ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยสามารถปกป้องภรรยาและลูกของเขาได้จริงๆ เขาก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกต่อไป
หลังจากนี้ อู่อวิ๋นเจาทั้งสามคนก็สามารถละทิ้งทุกอย่าง ทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อตีฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว
ขอเพียงพวกเขาสามคนยังมีชีวิตรอด ย่อมมีโอกาสที่จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของอู่อวิ๋นเจาพลันเคร่งขรึมขึ้น เขากล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "บุญคุณอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าอู่อวิ๋นเจาจะขอจารึกไว้ในใจ รอจนกว่าจะสังหารฮ่องเต้ทรราชผู้นั้นเพื่อแก้แค้นได้สำเร็จ ข้าจะขอเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเป็นการตอบแทน"
ก่อนที่จะล้างแค้นได้สำเร็จ อู่อวิ๋นเจาย่อมไม่อาจทำสิ่งอื่นใดได้
ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงให้คำมั่นสัญญา รอจนกว่าเป้าหมายจะสำเร็จในวันใดวันหนึ่ง ค่อยทำตามสัญญาที่ให้ไว้
การที่ได้พบกับคนที่มีคุณธรรมและซื่อสัตย์เช่นนี้ในช่วงเวลานี้ นับว่าเป็นโชคดีของอู่อวิ๋นเจาแล้ว
เขาเลือกที่จะเชื่อใจอวี่เหวินเฉิงฮุ่ย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำพูดของสยงคั่วไห่ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการกระทำของอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยในช่วงที่ผ่านมาด้วย
คนที่คอยลงโทษคนชั่ว ผดุงความยุติธรรม ขจัดภัยพาลเพื่อราษฎรเช่นนี้ จะเป็นคนเลวที่กลับกลอกได้อย่างไร?
ขณะเดียวกัน กองทัพสุยก็ได้เริ่มการบุกโจมตีเต็มรูปแบบแล้ว ด่านหนานหยางคงจะต้านทานได้อีกไม่นาน เขาจะต้องรีบตัดสินใจโดยด่วน
ตอนนี้เรื่องนั้นแก้ไขได้แล้ว อู่อวิ๋นเจาก็สามารถคลายความกังวลลงได้ และเริ่มพิจารณาถึงปัญหาของพวกเขากันต่อ
ทั้งสามคนกลับมาที่จวนโหว
อู่อวิ๋นเจามองอู่เทียนซีและสยงคั่วไห่ แล้วกล่าวว่า "ในเมื่อฮูหยินและเติงเอ๋อร์รั้งอยู่ในด่านหนานหยางแล้ว พวกเราก็ควรจะเร่งมือเตรียมการสำหรับการเคลื่อนไหวต่อไป ดั่งที่พูดไปก่อนหน้านี้ ฝีมือของอวี่เหวินเฉิงตูนั้นเหนือกว่าพวกเรามากนัก ต่อให้พวกเราร่วมมือกัน ก็ใช่ว่าจะเป็นคู่มือของเขา ทำได้เพียงรวบรวมกำลังทหาร หลีกเลี่ยงทิศทางของอวี่เหวินเฉิงตูแล้วค่อยตีฝ่าวงล้อมออกไป"
คำอธิบายของอู่อวิ๋นเจาชัดเจนมาก อู่เทียนซีคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่ หากพวกเราต้องการจะตีฝ่าวงล้อมออกไป ข้าคิดว่าพวกเราสามารถบุกออกไปทางประตูทิศตะวันตกได้ ลำพังฝีมือของซินเหวินหลี่ผู้นั้น ไม่มีทางขวางพวกเราสามคนได้หรอก"
หลังจากที่อู่เทียนซีพูดจบ สยงคั่วไห่ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทันที จึงรีบกล่าวว่า "จริงสิ เมื่อครู่ที่อยู่นอกเมือง น้องเฉิงฮุ่ยยังบอกอีกว่า หากพวกเราต้องการจะตีฝ่าวงล้อม ก็สามารถบุกไปทางฝั่งที่เขาอยู่ได้นะ"
หากได้รับความช่วยเหลือจากอวี่เหวินเฉิงฮุ่ย แผนการของพวกเขาก็ย่อมต้องราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน นี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว
ทว่า หลังจากที่สยงคั่วไห่เอ่ยปาก อู่อวิ๋นเจากลับรีบส่ายหน้าทันที แล้วกล่าวว่า "ไม่ได้เด็ดขาด การที่อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยยอมคุ้มครองภรรยาและลูกของข้า ก็นับว่าเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงแล้ว หากจะให้เขาต้องมาเสี่ยงช่วยพวกเราตีฝ่าวงล้อมอีก จะไม่กลายเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนให้เขาหรอกหรือ? ดั่งที่เทียนซีเพิ่งกล่าวไป พวกเราจงตีฝ่าวงล้อมออกไปทางประตูทิศตะวันตกเถิด แม้ซินเหวินหลี่จะเป็นขุนพลผู้เก่งกาจ แต่ด้วยฝีมือของพวกเรา ก็เพียงพอที่จะรับมือได้แล้ว"
(จบแล้ว)