- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย ขอป่วนนิยายด้วยปลายปากกา
- บทที่ 3 - หนึ่งร้อยรอบนะหนึ่งร้อยรอบ
บทที่ 3 - หนึ่งร้อยรอบนะหนึ่งร้อยรอบ
บทที่ 3 - หนึ่งร้อยรอบนะหนึ่งร้อยรอบ
บทที่ 3 - หนึ่งร้อยรอบนะหนึ่งร้อยรอบ
มุมปากของกู้เฉิงกระตุกเล็กน้อย เขาพูดเสียงเรียบ "ปิงถง คุณวางผมลงก่อนเถอะ"
เขาเป็นคนพิการนะ ทนแรงกระแทกไม่ไหวหรอก! เย่ปิงถงวางกู้เฉิงลงด้วยความรู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว
"ช่างอ่อนแอจริงๆ ด้วย!" เย่เซี่ยวเริ่มปรบมือแปะๆ
เย่ปิงถงรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย "เมื่อกี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรไป..."
"เอาล่ะ เธอเลิกเสแสร้งได้แล้ว!" นักเรียนเย่เซี่ยวผู้รับบทนางร้ายอย่างขยันขันแข็งเริ่มเดินเรื่องต่อ "ที่เธอแกล้งทำตัวอ่อนแอน่าสงสาร ก็เพื่ออยากให้ทุกคนหันมาตำหนิฉันไม่ใช่หรือไง ได้ ฉันมันชั่วร้าย ฉันมันไม่รู้จักความ! พวกคุณพอใจแล้วใช่ไหม"
พูดจบเย่เซี่ยวก็พุ่งตรงไปยังแจกัน
แค่ปาแจกันใบนี้ทิ้ง พล็อตเรื่องช่วงนี้ก็จะจบลงชั่วคราวแล้ว ลุยเลย!!!
เย่หมิงอันเตรียมตัวมาดีอยู่แล้ว ทันทีที่เห็นพฤติกรรมของเย่เซี่ยว เขาก็รีบพุ่งเข้าไปกอดแจกันเอาไว้ในอ้อมแขนตัดหน้าเธอเสียก่อน! เย่เซี่ยว "????"
เย่หมิงอันฝืนยิ้มส่งหมอนอิงไปให้ "ปาอันนี้สิลูก"
เย่เซี่ยว "..."
เอาเถอะ!
เธอรับหมอนอิงมาแล้วปาลงพื้นอย่างแรง "พวกคุณก็อยู่กับยัยตัวปลอมนี่ต่อไปก็แล้วกัน!"
เธอหันหลังกลับแล้ววิ่งขึ้นบันไดไป
[โอ้เย้ กลับไปนอนพักสักหน่อยดีกว่า เหนื่อยแทบตายอยู่แล้ว]
เย่เซี่ยววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งสถานการณ์อันเงียบเชียบเอาไว้เบื้องหลัง
เย่ปิงถงพูดด้วยท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย "คุณพ่อคุณแม่คะ เซี่ยวเซี่ยวโกรธฉันหรือเปล่า ฉัน... ฉันจะไปเกลี้ยกล่อมเธอเองค่ะ"
"ไม่ๆๆๆ ไม่ต้องหรอก" เย่หมิงอันและตู้หยารั่วพูดห้ามปรามขึ้นมาพร้อมกัน
เย่ปิงถงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่เธอคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงกำลังปวดใจแทนเธอ ภายในใจจึงอดไม่ได้ที่จะแอบได้ใจอยู่ลึกๆ
หลังจากเย่เซี่ยวจากไป ฉากสำคัญก็คือเย่ปิงถงร้องห่มร้องไห้ พระรองปวดใจพร้อมกับสาบานสาปแช่ง พ่อแม่ตระกูลเย่ก็พยายามโอ๋อย่างสุดชีวิต
นี่คือพล็อตเรื่องเดิม
แต่ทว่าตอนนี้
ด้านหนึ่งทุกคนยังคงจมอยู่กับความตกตะลึงที่เย่ปิงถงยกกู้เฉิงพร้อมรถเข็นขึ้นมา อีกด้านหนึ่งก็ยังคงนึกถึงเสียงในใจเหล่านั้นของเย่เซี่ยว บรรยากาศจึงเงียบงันไปชั่วขณะ
เย่ปิงถงเดิมทียังคงเล่นละครร้องห่มร้องไห้ต่อไป ทว่าเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่ไม่ค่อยปกติของทุกคน เธอก็ค่อยๆ เงียบเสียงลงเช่นกัน
กู้เฉิงรู้สึกว่าวันนี้เขาดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ สู้กลับบ้านไปหาหมอตรวจดูสักหน่อยดีกว่า...
เขาเอ่ยปากพูด "คุณลุงคุณป้าครับ วันนี้ผมรบกวนมานานพอแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ"
เย่หมิงอันพูดขึ้นตามสัญชาตญาณ "อยู่ทานข้าวมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิ"
ภายในใจของกู้เฉิงอยากจะปฏิเสธ แต่เขากลับตอบตกลงไปอย่างน่าประหลาด "ตกลงครับ ผมกำลังคิดถึงฝีมือพ่อครัวของตระกูลเย่อยู่พอดี"
เย่หมิงอันพยักหน้าแล้วสั่งให้พ่อครัวไปเตรียมอาหารจานโปรดของกู้เฉิง
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัดอีกครั้ง
เย่หมิงอันกระแอมเบาๆ "เด็กเซี่ยวเซี่ยวคนนี้อารมณ์ร้อน ฉันจะไปเกลี้ยกล่อมเธอสักหน่อย"
เย่หมิงอันหันหลังเดินขึ้นบันไดไป
ไม่นานนัก
เย่หมิงอันก็จูงมือเย่เซี่ยวที่กำลังทำหน้ามุ่ยเดินลงมา
เย่เซี่ยวปรายตามองเย่ปิงถงด้วยความรังเกียจ พ่นลมหายใจออกทางจมูกดังหึ
[พักได้แค่แป๊บเดียวก็ต้องมาทำงานอีกแล้ว! น่ารำคาญที่สุด! ชาติหน้าฉันจะไม่ขอเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกแล้ว!]
เมื่อได้ยินเสียงบ่นของเย่เซี่ยว ทุกคนก็เริ่มเงียบกันอีกครั้ง
เรื่องในวันนี้มันแปลกประหลาดเกินไปจริงๆ พวกเขายังต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจอีกสักหน่อย
"เซี่ยวเซี่ยว เป็นความผิดของฉันเอง ฉันขอโทษเธอได้ไหม เธอวางใจเถอะ ฉันจะไม่แย่งพี่กู้ไปจากเธอหรอก" เย่ปิงถงพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
กู้เฉิงได้ยินเย่ปิงถงผลักไสเขาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ปิงถงระมัดระวังตัวขนาดนี้ เขาควรจะรู้สึกปวดใจสิ แต่พอคิดถึงเสียงในใจเหล่านั้นของเย่เซี่ยว กู้เฉิงก็รู้สึกค้างคาใจอยู่ลึกๆ
เขาพูดเสียงเรียบ "ปิงถง เรื่องแบบนี้ คุณไม่ควรจะถามความเห็นของผมก่อนหรือ"
เย่ปิงถงลนลานเล็กน้อย รีบเอ่ยปากพูด "พี่กู้ ฉันแค่อยากไม่ให้พี่ต้องลำบากใจค่ะ"
พูดจบ ภายในดวงตาของเธอก็เริ่มมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ไหลรินลงมาบนใบหน้าที่ดำเมี่ยมของเธอ
"ว้าว ดำอีกแล้ว" ทันใดนั้นเย่เซี่ยวก็ร้องทักขึ้นมา
เย่ปิงถงร้อนรนใจ ยกมือขึ้นลูบหน้าตามสัญชาตญาณ ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่ได้สัมผัสถึงคราบสีดำใดๆ
เย่ปิงถงเริ่มจะเก็บอาการไม่อยู่ อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เย่เซี่ยว
"แหม บทจะหยุดร้องก็หยุดได้ปุบปับเลยหรือ ปิงถง ฝีมือการร้องไห้สั่งได้ดั่งใจของเธอนี่ ฉันยอมรับนับถือจริงๆ นะ" เย่เซี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
บทสนทนาช่วงนี้ไม่มีอยู่ในหนังสือ
แต่ว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
ระบบขอแค่ให้จำลองพล็อตเรื่องสำคัญ และห้ามหลุดคาร์แรคเตอร์นางร้ายก็พอ ช่วงนี้ไม่ใช่พล็อตเรื่องสำคัญ นางร้ายก็เป็นคนนิสัยใจคอคับแคบชอบหาเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว พูดแบบนี้ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติเลยสักนิด
"เซี่ยวเซี่ยว เธอ..." เย่ปิงถงอยากจะร้องไห้อีกรอบ แต่ก็กลัวว่าจะมีน้ำหมึกไหลออกมาจากตา ท่าทางที่เหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้องของเธอช่างดูน่าตลกสิ้นดี
"เอาล่ะๆ" ตู้หยารั่วเริ่มทำตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย "เซี่ยวเซี่ยว เรื่องของความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้หรอกนะ ถึงแม้ตระกูลเย่กับตระกูลกู้จะมีสัญญาหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ต้องให้พวกเขาสองคนรักใคร่ชอบพอกัน ถึงจะตกลงกันได้ อย่างเช่น ปิงถงมีฝีมือเล่นเปียโนระดับปรมาจารย์ ส่วนกู้เฉิงก็ชอบฟังเพลงเปียโนพอดี พวกเขาสองคนถึงได้เหมาะสมกันแบบนี้ไงล่ะ"
เปียโนอย่างนั้นหรือ...
เย่เซี่ยวเหลือบมองเปียโนราคาแพงที่ตั้งตระหง่านอยู่ในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดในห้องรับแขกของบ้าน เผยให้เห็นสีหน้าแปลกประหลาด
ภายในใจของหลายคนกระตุกวูบทันที
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
เสียงในใจของเย่เซี่ยวดังขึ้นมาอีกแล้ว
[จิ๊ๆๆ เปียโนอย่างนั้นหรือ... จำได้ว่าตอนหลังเปียโนหลังนี้เป็นสถานที่ที่นางเอกกับไอ้หัวทองมักจะมาจู๋จี๋กันนี่นา กดความบริสุทธิ์ผุดผ่องเอาไว้ใต้ร่าง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความลุ่มหลงมัวเมาจนถอนตัวไม่ขึ้น... เร้าใจชะมัด]
กู้เฉิงขบกรามแน่น ถลึงตาใส่เย่เซี่ยวอย่างดุเดือด
เขาอยากจะด่าทอผู้หญิงคนนี้สักตั้ง! ทว่าเธอกลับไม่ได้พูดคำพวกนี้ออกมา เขาอยากจะด่าแต่ก็หาข้ออ้างไม่ได้เลย
สีหน้าของเย่หมิงอันและตู้หยารั่วก็ยิ่งแข็งทื่อจนดูไม่จืด
เย่ปิงถงไม่ได้ยินอะไรเลย เธอเผยให้เห็นรอยยิ้มเอียงอาย "ฝีมือเล่นเปียโนของฉันก็แค่ระดับธรรมดาๆ เท่านั้นแหละค่ะ"
"ปิงถง ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก บางคนไม่เจียมตัวอยากจะเอาชนะคุณ คุณก็ควรจะแสดงให้เธอเห็นไปเลยว่าช่องว่างระหว่างพวกคุณสองคนมันต่างกันแค่ไหน" กู้เฉิงพูดพลางถลึงตาใส่เย่เซี่ยวอย่างดุเดือด
เย่เซี่ยวทำราวกับไม่รับรู้
เอาเถอะ
โอกาสในการแก้ไขพล็อตเรื่องครั้งต่อไปมาถึงแล้ว
[ติ๊ง โอกาสในการแก้ไขครั้งที่สามเปิดใช้งาน นับถอยหลังหกสิบวินาที หากไม่ใช้งานจะถือว่าสละสิทธิ์]
เย่เซี่ยวมองดูพล็อตเรื่องช่วงต่อไป
พล็อตเรื่องนั้นเรียบง่ายมาก
ภายใต้การสนับสนุนของทุกคน นางเอกก็ตัดสินใจเล่นเปียโนหนึ่งเพลง เธอเล่นเพลง 'ไฟปีศาจ' ของลิสต์ที่มีระดับความยากสูงมาก ทักษะอันยอดเยี่ยมทำให้นางร้ายรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าสู้หน้า เป็นเหตุให้นางร้ายต้องขอเรียนเปียโนในเวลาต่อมา
แน่นอนว่านางร้ายไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้อยู่แล้ว สุดท้ายก็เป็นได้แค่ตัวตลกเท่านั้น
เย่เซี่ยวมองดูประโยคนี้
"เล่นเพลงไฟปีศาจจบไปหนึ่งรอบ ทว่าสีหน้าของเย่ปิงถงกลับยังคงเรียบเฉย ราวกับเพิ่งทำเรื่องเล็กน้อยที่สุดเสร็จไปเท่านั้น..."
เอาล่ะ ตรงนี้ก็แล้วกัน
ครั้งนี้เย่เซี่ยวลองเติมตัวอักษรเข้าไปตรงๆ
ไม่น่าเชื่อว่ามันจะสำเร็จด้วย
ดูเหมือนว่าการแก้ไขตัวอักษรหนึ่งคำของระบบ จะรวมไปถึงสามวิธีด้วยกัน นั่นก็คือ สับเปลี่ยน เพิ่ม และลด
ก็ถือว่าไม่เลว สะดวกให้เธอได้แสดงฝีมือดีทีเดียว
ทางด้านนี้
หลังจากถูกพวกกู้เฉิงเกลี้ยกล่อมอยู่สองสามประโยค เย่ปิงถงก็ทำท่าเหมือนไม่มีทางเลือก "ถ้าอย่างนั้นฉันจะเล่นง่ายๆ สักเพลงก็แล้วกันนะคะ แต่ฝีมือฉันธรรมดามาก ทุกคนอย่าหัวเราะเยาะฉันเลยนะคะ"
เย่ปิงถงนั่งลงตรงหน้าเปียโน
ตามคำบรรยายในหนังสือ
วินาทีนี้ แสงสีส้มยามเย็นของดวงอาทิตย์ตกดินสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้อง แผ่ซ่านกลิ่นอายอันอบอุ่น
และลำแสงสายหนึ่งก็สาดส่องลงบนร่างของเย่ปิงถงพอดิบพอดี ทำให้เธอดูงดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์เดินดิน
แน่นอน
สิ่งที่แตกต่างจากในหนังสือเล็กน้อยก็คือ ภาพลักษณ์ของเย่ปิงถงในครั้งนี้ดูคล้ายกับนางเงือกเวอร์ชันดิสนีย์มากกว่า เพราะเธอดำเมี่ยมสุดๆ ไปเลย
เย่ปิงถงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เริ่มบรรเลงเพลง
ฝีมือเล่นเปียโนของเธอถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ เพลงไฟปีศาจที่มีความยากระดับสูงถูกเธอเล่นออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
กู้เฉิงเฝ้ามองอย่างเงียบๆ สีหน้าของเขาอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
เขาชอบปิงถงตอนที่นั่งเล่นเปียโนเงียบๆ แบบนี้มากที่สุดจริงๆ
ไม่นานนัก
เพลงไฟปีศาจก็จบลง กู้เฉิงกำลังเตรียมจะปรบมือ
"ตึง ตึง ตึ่ง ตึ้ง..." เพลงไฟปีศาจก็ถูกบรรเลงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เย่ปิงถงเริ่มเล่นเพลงใหม่อีกครั้งโดยไม่มีจังหวะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย
กู้เฉิงชะงักไปเล็กน้อยแล้วลดมือลง
ไม่เป็นไร ฟังอีกสักรอบก็ยังได้
เย่เซี่ยวที่อยู่ข้างๆ หยิบเมล็ดแตงโมออกมาเริ่มแทะกินแล้ว
การบรรเลงเพลงนี้ คงยังไม่จบลงง่ายๆ ภายในเวลาอันสั้นนี้หรอก
ง่ายมาก
เธอแค่เติมคำว่าร้อยเข้าไปในประโยคที่ว่า "เล่นเพลงไฟปีศาจจบไปหนึ่งรอบ..."
ดังนั้น มันจึงกลายเป็น
เล่นเพลงไฟปีศาจจบไปหนึ่งร้อยรอบ...
นี่เพิ่งจะรอบที่สอง ยังมีให้ฟังอีกยาว
[จบแล้ว]