- หน้าแรก
- องค์ชายขยะ เริ่มต้นมาข้าก็ปลุกพลังระบบมหาวายร้าย
- บทที่ 207 เย่เฟิงก็คือเย่เสวียน
บทที่ 207 เย่เฟิงก็คือเย่เสวียน
บทที่ 207 เย่เฟิงก็คือเย่เสวียน
บทที่ 207 เย่เฟิงก็คือเย่เสวียน
“จบสิ้นแล้ว คุณชายหมิงถึงกับตกตายเช่นนี้เชียวหรือ? พลังฝีมือของคุณชายเสียคงมิใช่เพียงขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นเจ็ดตามที่ทำเนียบอัจฉริยะบันทึกไว้แน่ ครั้งนี้ทำเนียบอัจฉริยะคงถึงคราวสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เสียแล้ว”
“น่าหวาดเกรง... น่าหวาดเกรงยิ่งนัก! เมื่อคุณชายหมิงสิ้นชีพลง ความขัดแย้งระหว่างตำหนักเทียนเจียวกับหลัวหวั่งย่อมทวีความรุนแรงจนมิอาจอยู่ร่วมโลก ราวกับน้ำกับไฟที่ห้ำหั่นกันไม่จบสิ้น”
“เรื่องนี้ยังต้องสงสัยอีกหรือ? เจ้ามิได้ยินที่คุณชายเสียกล่าวหรอกรึ ว่าการที่คุณชายชิงหลงบาดเจ็บสาหัสในครั้งนี้ก็เป็นฝีมือของหลัวหวั่ง รอเพียงคุณชายชิงหลงออกจากด่านบำเพ็ญเพียร เมื่อนั้นเขาต้องลงมือชำระแค้นกับหลัวหวั่งอย่างแน่นอน”
ผู้คนโดยรอบต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ทั้งตื่นตระหนกและหวาดสะพรึงในเหตุการณ์ที่เพิ่งอุบัติขึ้น
“ที่แท้ก็คือคุณชายเสีย ขอบใจท่านมากที่ยอมลงมือ”
อู๋ฉางคงโบกมือคราหนึ่ง ทันใดนั้นองครักษ์หลายนายก็รุดเข้ามา ลากศพไร้วิญญาณของคุณชายหมิงออกไปจากที่นั่น
“ไม่ต้องเกรงใจ ในเมื่อองค์ชายสามทรงให้เกียรติเชิญหลัวหวั่งของข้ามาเป็นแขก หลัวหวั่งย่อมไม่ปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำลายงานเลี้ยงของท่านได้ ข้ายังมีธุระอื่นต้องจัดการ ขอตัวก่อน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ”
สิ้นคำกล่าว ร่างของเสียเสวี่ยก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาดำสายหนึ่ง เลือนหายไปจากโถงใหญ่ในชั่วพริบตา
“เสียเสวี่ย... หลัวหวั่ง... ช่างเป็นขุมกำลังที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก”
บนใบหน้างดงามไร้ที่ติของซูมู่เยียนปรากฏร่องรอยความเคร่งขรึมเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“เอาล่ะ ให้ทุกท่านต้องมาเห็นเรื่องอัปยศเช่นนี้เสียแล้ว ของที่ข้าได้ให้สัญญาไว้ จะส่งถึงมือพวกท่านอย่างแน่นอน หวังว่าทุกคนจะรักษาสัตย์ปฏิญาณระหว่างเรา งานเลี้ยงครั้งนี้จบลงเพียงเท่านี้”
อู๋ฉางคงกวาดสายตามองดูฝูงชนที่ยังคงตกตะลึง ก่อนจะปรบมือกล่าวสรุป
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระคุณองค์ชายสาม”
“ทูลลา!”
เมื่อได้รับคำสั่งเชิงไล่แขกจากอู๋ฉางคง ทุกคนต่างก็หมดสิ้นความสำราญจากเหตุการณ์นองเลือดของคุณชายหมิง จึงพากันทยอยอำลาจากไป
กระทั่งผู้คนเกือบทั้งหมดจากไปแล้ว สายตาของเย่เสวียนจึงเลื่อนไปจับจ้องที่อู๋ฉางคง
น้ำทิพย์โพธิญาณที่เขาปรารถนายังมิได้มาอยู่ในครอบครอง
“คุณชายเย่อย่าได้ร้อนใจไป น้ำทิพย์โพธิญาณนั้น ข้าเตรียมไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว”
อู๋ฉางคงกล่าวจบก็สาวเท้าเข้าไปในห้องลับที่ซ่อนอยู่ส่วนลึกของโถงใหญ่ เพียงครู่เดียวเขาก็เดินกลับออกมาพร้อมกับขวดกระเบื้องเคลือบหยกขาวอันวิจิตร
เย่เสวียนยื่นมือไปรับขวดหยกใบนั้น ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจมหาศาลที่แฝงเร้นอยู่ในน้ำทิพย์โพธิญาณหยดนั้น
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับผู้ครอบครองที่ได้รับน้ำทิพย์โพธิญาณหนึ่งหยด ได้รับรางวัลการอัญเชิญระดับสูงสุดหนึ่งครั้ง]
เสียงแจ้งเตือนภารกิจสำเร็จจากระบบดังขึ้นในห้วงความคิดของเย่เสวียน
‘ในที่สุดก็สำเร็จเสียที’
ภายในใจของเย่เสวียนตื่นเต้นอย่างยิ่ง ทว่าบนใบหน้ากลับปรากฏเพียงรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ขอบพระคุณองค์ชายสาม ตราบใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ข้าผู้นี้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยอย่างเต็มกำลัง”
“ฮ่าๆๆ มีคำสัตย์ของพี่เย่เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ พรสวรรค์ของข้ามิได้โดดเด่นนัก ตอนที่อยู่ในแดนลับข้าบังเอิญได้น้ำทิพย์โพธิญาณมาเพียงสี่หยด หยดหนึ่งมอบให้เสด็จพ่อ อีกหยดมอบให้สหายเก่าผู้หนึ่ง หยดที่สามมอบให้แม่นางซูมู่เยียน และหยดสุดท้ายนี้ข้ามอบให้พี่เย่ ถือว่าน้ำทิพย์ทั้งสี่หยดนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า ไม่สูญเปล่าแล้ว”
อู๋ฉางคงแย้มยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก
ตัวเขามีอายุนับร้อยปีแล้ว ทว่าพรสวรรค์กลับอยู่ในระดับสามัญ การกลืนกินน้ำทิพย์โพธิญาณนี้ไปย่อมเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อีกทั้งหากเขาสามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ของราชวงศ์โลหิตเหล็กได้ เขาก็จะสามารถสืบทอดพลังอำนาจแห่งราชวงศ์ได้อย่างสมบูรณ์ พลังเพียงเล็กน้อยจากน้ำทิพย์ย่อมมิได้มีบทบาทสำคัญอันใด
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาจึงเลือกใช้มันเพื่อซื้อใจและผูกมิตรกับยอดฝีมือ
“องค์ชายสามช่างใจกว้างโดยแท้”
เย่เสวียนแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าอู๋ฉางคงจะกล้าตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนี้ ของล้ำค่าระดับตำนานกลับยกให้ผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
“ฮ่าๆๆ การแลกน้ำทิพย์โพธิญาณเพียงหยดเดียวกับการได้ผูกมิตรกับยอดอัจฉริยะเช่นพี่เย่ ข้าเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งนัก มิมีสิ่งใดให้ต้องเสียดายเลยแม้แต่น้อย”
อู๋ฉางคงหัวเราะร่าด้วยความพึงพอใจ
“เอาเถิด ฉางคง เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไปนัก แม้จะมีพวกเราคอยช่วยเหลือ แต่เจ้าก็ใช่ว่าจะได้นั่งในตำแหน่งนั้นอย่างง่ายดายนัก เสด็จพ่อของเจ้าอาการเป็นเช่นไรกันแน่ ปิดด่านเพื่อบรรลุพลัง หรือว่าบาดเจ็บสาหัสจนต้องซ่อนตัว?”
ซูมู่เยียนที่เฝ้าสังเกตทั้งสองคนยกยอปอปั้นกันอยู่นาน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามถึงสถานการณ์จริงของจักรพรรดิโลหิตเหล็ก
สีหน้าของอู๋ฉางคงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่ปิดบัง “ท่านอาเล็ก พี่เย่ ในเมื่อพวกท่านล้วนเป็นคนกันเอง ข้าจะขอพูดกับพวกท่านตามตรง”
“เสด็จพ่อของข้าถูกตำหนักเสวี่ยหุนลอบโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส บัดนี้พิษร้ายได้แทรกซึมเข้าสู่ตับไตไส้พุงและกระดูกไปสิ้นแล้ว แม้จะใช้โอสถทิพย์และสมบัติล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพีมากมายเพียงใดเพื่อยื้อชีวิต ก็คาดว่าจะคงอยู่ได้ไม่เกินสามเดือนเท่านั้น”
เรื่องนี้แต่เดิมเป็นความลับขั้นสูงสุด ทั่วทั้งราชวงศ์โลหิตเหล็กมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ แต่เพราะเขาบังเอิญมีน้ำทิพย์โพธิญาณอยู่ในมือ จึงทำให้เขาล่วงรู้ความลับนี้มาได้
ปัจจุบันเรื่องนี้ยังถูกปิดตาย หากรั่วไหลออกไป เกรงว่าราชวงศ์โลหิตเหล็กคงต้องเผชิญกับความโกลาหลครั้งใหญ่เป็นแน่
“ซี้ด... เรื่องราวร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวรึ? แม้แต่จักรพรรดิโลหิตเหล็กก็ยังถูกลอบทำร้ายได้ ตำหนักเสวี่ยหุนแห่งนี้ช่างน่าหวาดเกรงเกินไปแล้ว”
ซูมู่เยียนขมวดคิ้วมุ่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวลใจ
ขนาดขุมกำลังที่แข็งแกร่งและเป็นปึกแผ่นดั่งปราการเหล็กอย่างราชวงศ์โลหิตเหล็กยังถูกแทรกซึมได้ เช่นนั้นขุมกำลังอื่นๆ คงจะมีช่องโหว่มากมายจนนับไม่ถ้วน
นับว่ายังโชคดีที่ปัจจุบันประมุขของขุมกำลังใหญ่หลายแห่งเริ่มระแวดระวังและป้องกันอย่างลับๆ มิเช่นนั้นทั่วทั้งอู่โจวคงได้ลุกเป็นไฟ
“พี่สาว... พวกท่านเป็นอาหลานกันหรือ?”
เย่เสวียนเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเช่นนี้
“ไม่เหมือนรึ?”
ซูมู่เยียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงซุกซน
“พี่เย่ เราเป็นอาหลานกันจริงๆ แต่ท่านอย่าได้มองว่าข้าดูอายุมากแล้ว อันที่จริงท่านอาเล็กของข้าก็มีอายุไม่ต่างจากท่านเท่าใดนัก เพียงแต่ลำดับญาติในตระกูลนางสูงกว่าข้าเท่านั้น คนที่ล่วงรู้ความสัมพันธ์นี้มีเพียงน้อยนิดนัก”
อู๋ฉางคงรีบอธิบาย
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เย่เสวียนพยักหน้าเข้าใจ มิเช่นนั้นเขาคงต้องประเมินอายุของซูมู่เยียนใหม่เสียแล้ว
“หลายชาย ท่านเชื่อใจคุณชายเย่ผู้นี้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เขาไม่ได้ชื่อเย่เฟิงหรอกนะ”
ซูมู่เยียนยิ้มอย่างมีเลศนัย นางมองดูเย่เสวียนราวกับล่วงรู้ตัวตนของเขามาเนิ่นนาน
ตูม!
คำพูดของซูมู่เยียนเปรียบเสมือนระเบิดที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวของเย่เสวียน
“พี่เย่?”
อู๋ฉางคงเองก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเช่นกัน
เย่เสวียนมองสบตากับซูมู่เยียนที่กำลังยิ้มพรายอย่างน่ารัก ก่อนจะหันไปมองอู๋ฉางคงที่กำลังมึนงง เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจกล่าวว่า “พี่อู๋ ข้าต้องขออภัยด้วย เพราะมีเหตุผลบางประการ ข้าจึงจำเป็นต้องปิดบังท่าน”
“ข้ามิได้ชื่อเย่เฟิงจริงๆ นามของข้าคือ... เย่เสวียน”
“เย่เสวียน... เย่เสวียน... นามนี้ทำไมข้าถึงคุ้นหูนก... เดี๋ยวก่อน! หรือว่าท่านคือเย่เสวียนที่ลงมือหักโค่นและทำร้ายคุณชายชิงหลงจนบาดเจ็บปางตายผู้นั้น!”
อู๋ฉางคงพลันตาสว่าง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อสลับกับความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
ก่อนหน้านี้เขายังเคยคิดอยู่เลยว่า หากมีวาสนาได้พบเย่เสวียนสักครั้ง จะต้องผูกมิตรด้วยให้ได้ ใครจะไปคาดคิดว่าเย่เฟิงที่อยู่ตรงหน้าจะคือเย่เสวียนคนเดียวกัน!
มีเพียงซูมู่เยียนเท่านั้นที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับนางล่วงรู้ความจริงข้อนี้มาตั้งแต่แรก
“ใช่ เป็นข้าเอง ต้องขออภัยด้วยแม่นางซู ตัวตนของข้ามีคนรู้น้อยยิ่งนัก ท่านล่วงรู้มาจากที่ใดกันแน่”
เย่เสวียนมองซูมู่เยียนด้วยความระแวดระวัง ผู้หญิงนางนี้ช่างน่าหวาดหวั่นเกินไป ล่วงรู้แม้กระทั่งความลับที่เขาซ่อนไว้อย่างมิดชิด
“หึหึ ความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพรายได้โดยง่าย ทว่าวันนี้ข้าอารมณ์ดี จะบอกให้เจ้าแจ้งใจสักหน่อยก็ได้”
“เสวียนอู๋ซวง!”
ซูมู่เยียนหัวเราะเบาๆ พลางใช้มือนวลเนียนราวหยกขาวเท้าคาง พูดด้วยท่าทีราบเรียบทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“คุณชายอู๋ซวง? ท่านอาเล็ก ท่านไปพบคุณชายอู๋ซวงมาเมื่อใดกัน? เขาเดินทางมาที่นี่ด้วยรึ?”
อู๋ฉางคงพยายามประมวลผลอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องเย่เฟิงคือเย่เสวียน และตอนนี้ยังมีชื่อของคุณชายอู๋ซวงโผล่มาอีก
“เขาไม่ได้มาหรอก แต่เขาเดินทางไปยังเขตแดนป่ามาร หลังจากเขากลับมาที่อู่โจว ก็ได้ส่งข่าวเกี่ยวกับเย่เสวียนกลับไปยังตระกูลเสวียน ส่วนข้าในช่วงเวลานั้นบังเอิญไปเป็นแขกที่ตระกูลเสวียนพอดี ด้วยเหตุบังเอิญบางอย่าง ข้าจึงได้เห็นข้อมูลนั้นเข้า”
“เจ้าลองพิจารณารูปโฉมของเขาดูสิ ตราบใดที่ใครเคยได้ยลภาพวาดของประมุขตระกูลเสวียนในวัยหนุ่ม ใครเล่าจะลืมเลือนใบหน้านี้ได้ลง”
ซูมู่เยียนอธิบายด้วยท่าทีเฉยเมย ราวกับเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญที่นางบังเอิญไปล่วงรู้มาเท่านั้น