- หน้าแรก
- คุณหนูนายทุนหอบสมบัติบุกค่ายทหารตามหาสามี
- บทที่ 28: สำหรับผม เธอจะเป็นคุณหนูเสมอ!
บทที่ 28: สำหรับผม เธอจะเป็นคุณหนูเสมอ!
บทที่ 28: สำหรับผม เธอจะเป็นคุณหนูเสมอ!
บทที่ 28: สำหรับผม เธอจะเป็นคุณหนูเสมอ!
"เดี๋ยวสิ ให้เหอผิงไปกับนายด้วย"
ผู้การเซียวเจิ้งจวินอาจจะไม่รู้จักฮั่วถิงโจวดีนัก แต่ทำไมเขาจะไม่เข้าใจหัวอกลูกผู้ชายด้วยกันล่ะ?
ดูจากสีหน้าร้อนรนของเขาแล้ว เดี๋ยวคงได้เหยียบคันเร่งมิดไมล์แน่
อีกอย่าง ทางกองทัพก็มีกฎระเบียบระบุไว้อย่างชัดเจน
ห้ามนักบินขับรถนอกช่วงเวลาปฏิบัติภารกิจเว้นแต่จะมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับรถทางไกล
ฮั่วถิงโจวตระหนักถึงเรื่องนี้ดีและพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ
ใครจะไปคิดว่าหลังจากเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว เขาก็หันกลับมาอย่างกะทันหัน
ผู้การเซียวเจิ้งจวินถาม "มีอะไรอีกเหรอ?"
"ขอยืมคูปองรางวัลจากภารกิจนี้ก่อนได้ไหม แล้วเดี๋ยวผมเอามาคืนให้ทีหลัง"
ผู้การเซียวเจิ้งจวินล้วงคูปองทั้งหมดที่มีติดตัวออกมาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"เอาไปใช้ก่อนเถอะ ไม่ต้องรีบมาคืนหรอก"
"เมื่อก่อนนายอยู่หอพักชายโสดคนเดียว คงพอถูไถไปได้ แต่พอแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ด้วยกันจะทำแบบนั้นไม่ได้แล้วนะ"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผู้การเซียวเจิ้งจวินก็เอ่ยเตือนน้องชายคนสนิทจากประสบการณ์ของตนเอง
"ของที่ศูนย์บริการของกองทัพมีไม่ครบหรอก ถือโอกาสตอนเข้าเมืองไปซื้อของที่จำเป็นติดไม้ติดมือกลับมาด้วยเลยสิ"
"ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรก็ซื้อไปหมดนะ เลือกซื้อเฉพาะของที่จำเป็นก่อน แล้วถ้าขาดเหลืออะไรค่อยทยอยซื้อเพิ่มทีหลังก็ได้"
"อ้อ จริงสิ อย่าลืมรีบยื่นเรื่องขออนุมัติบ้านพักครอบครัวด้วยนะ บ้านว่างข้างๆ บ้านฉันก็ใช้ได้เลยแหละ"
"ถ้านายย้ายเข้ามา พวกเราสองพี่น้องจะได้เจอกันได้ตลอดเวลาที่ว่างเลยไง"
ฮั่วถิงโจวยังไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความต้องการของเธอ
แต่เขาก็ต้องรับความปรารถนาดีจากพี่ชายคนสนิทเอาไว้
"ขอบคุณครับ ผมไปล่ะ"
ฐานทัพอากาศอยู่ห่างจากตัวเมืองราวๆ 3 ชั่วโมง โดยต้องขับผ่านตัวอำเภอ ฮั่วถิงโจวบอกให้เหอผิงจอดรถไว้หน้าทำการไปรษณีย์เมื่อมาถึงตัวอำเภอ
การโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ระดับกองพันขึ้นไปในกองทัพจะถูกตรวจสอบโดยบุคลากรที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลเจียง ฮั่วถิงโจวจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
หลังจากโอนสายอยู่หลายครั้ง เสียงของคุณปู่ทวดก็ดังขึ้นจากปลายสาย
"ฮัลโหล~"
"ผมเองครับคุณปู่ทวด ถิงโจวครับ"
คุณปู่ทวดรอสายจากเขามาหลายวันจนแทบจะควันออกหูอยู่แล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนตามนิสัยเดิมของเขา...
เขาจะไม่สนหรอกว่าอีกฝ่ายจะกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่หรือไม่ เขาจะต้องเริ่มต้นด้วยการด่ากราดเด็กหนุ่มคนนี้ชุดใหญ่แน่
แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น เขาเพียงบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ให้ฮั่วถิงโจวฟังอย่างใจเย็น
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ตอนนี้เขากับอาเต๋อแก่แล้ว ไม่สามารถปกป้องซือซือไปได้ตลอดชีวิต
การโทรศัพท์ครั้งนี้กินเวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงเต็มๆ
ก่อนจะวางสาย คุณปู่ทวดก็เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
"ถึงเมื่อก่อนซือซือจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เนื้อแท้แล้วแกไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ถ้าจะโทษใคร ก็ต้องโทษพวกเรานี่แหละที่ตามใจแกจนเสียคนแบบนี้"
"อีกอย่าง เวลาสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง"
"ถ้าแกทำอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ช่วยผ่อนปรนให้แกหน่อย ถือว่าเห็นแก่คนแก่ๆ อย่างพวกเราก็แล้วกัน"
"ซือซือเป็นคนที่ทนให้ใครมาหยามเกียรติไม่ได้ หลานห้ามชักสีหน้าใส่หรือปล่อยให้แกต้องเจอกับความคับข้องใจเด็ดขาด"
"ถ้าทำไม่ได้ ฉันจะไปที่เกาะฉยงโจวแล้วพากลับบ้านเอง เข้าใจที่พูดไหม?"
ถึงคุณปู่ทวดจะไม่พูด ฮั่วถิงโจวก็เข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แก่ใจ
"คุณปู่ทวดครับ ชีวิตนี้ของผมตระกูลเจียงเป็นคนมอบให้"
"ผมขอสัญญา ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำให้เธอต้องเสียใจเด็ดขาด รวมถึงตัวผมเองด้วย"
เขาเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเจียงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และตั้งแต่เดือนแรกที่เจียงซือเกิด เขาก็คอยอยู่เคียงข้างเธอมาโดยตลอด
เขาคอยติดตามดูแลเธอมาตลอด 11 ปี
การปกป้องและดูแลเธอกลายเป็นสัญชาตญาณความเคยชินไปแล้ว
เป็นความเคยชินที่ไม่อาจละทิ้งได้
เขากล่าวว่า "นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเรียกเธอว่าคุณหนู สำหรับผมแล้ว เธอก็คือคุณหนูมาตลอดครับ"
ประโยคนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำมั่นสัญญาของฮั่วถิงโจว แต่ยังเป็นความรู้สึกที่เขาเก็บซ่อนไว้อย่างลึกซึ้งมาเนิ่นนานอีกด้วย
"ดี! ได้ยินแกพูดแบบนี้ ฉันก็เบาใจ"
คุณปู่ทวดผ่านการพบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วนในชีวิต มีหรือที่จะมองไม่ออกถึงความรู้สึกที่เขามีต่อซือซือ?
อันที่จริง ก่อนที่ซือซือจะไปเกาะฉยงโจว เขาได้ถามคำถามกับเธอข้อหนึ่ง
นั่นก็คือ เธอไปที่เกาะฉยงโจวเพราะสถานการณ์บังคับ หรือเป็นเพราะว่าพวกเขาหมั้นหมายกันไว้แล้ว
ตอนนั้น ซือซือตอบเขากลับมาแบบนี้: เธอบอกว่าไม่ปฏิเสธว่าทั้งสองอย่างเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกไปเกาะฉยงโจว
แต่ที่สำคัญที่สุด เธอรู้ถึงความรู้สึกของฮั่วถิงโจว และเชื่อมั่นว่าเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เธอยังอยากให้โอกาสตัวเองด้วย
ดังนั้น เธอจึงไปโดยตั้งใจที่จะใช้ชีวิตให้ดีร่วมกับเขา นี่ไม่ใช่การประนีประนอม และไม่ใช่การตัดสินใจด้วยความหุนหันพลันแล่นแต่อย่างใด
คุณปู่ทวดจึงนำคำพูดของเจียงซือไปบอกกับฮั่วถิงโจวทุกถ้อยคำ
เขาอยากให้ฮั่วถิงโจวรู้สึกสบายใจ
แต่สิ่งที่คุณปู่ทวดไม่รู้ก็คือ เป็นเพราะคำพูดของเขานี่แหละ ที่ทำให้ฮั่วถิงโจวถึงกับนอนไม่หลับไปทั้งคืน
เขาทั้งเป็นห่วงว่าเธอจะกินไม่ได้นอนไม่หลับบนเรือ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของคุณปู่ทวดเมื่อวานนี้
เมื่อเหอผิงมาเคาะประตูห้องเขาในตอนเช้า ก็พบกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งแปะอยู่บนประตู
เขาถึงได้รู้ว่าผู้การของเขาออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และมุ่งหน้าไปที่ท่าเรือซิ่วอิง
เหอผิงตกใจจนแทบจะอ้าปากค้าง!
พี่สะใภ้ซื้อตั๋วเรือเฟอร์รี่รอบบ่าย 3 โมงของเมื่อวานนี้ ถ้าไม่มีอะไรล่าช้า กว่าจะมาถึงก็คงหลัง 6 โมงเย็นไปแล้ว
นี่ยังไม่ถึง 8 โมงเช้าเลยด้วยซ้ำ ผู้การของเขาจะใจร้อนเกินไปหน่อยแล้ว
ขณะที่เหอผิงกำลังลังเลว่าจะไปตามหาเขาที่ท่าเรือดีหรือไม่ ฮั่วถิงโจวก็กลับมาพอดี
เขาดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แม้ว่ารอยคล้ำใต้ตาจะดูชัดเจนไปสักหน่อยก็ตาม
ขณะที่เหอผิงตั้งใจจะแนะนำให้เขากลับไปนอนพักผ่อนที่ห้อง ฮั่วถิงโจวก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"กินข้าวเช้ามาหรือยัง?"
เหอผิงทำหน้าตกใจ นี่ใช่ผู้การหน้าเหล็กผู้แสนจะเย็นชาของเขาจริงๆ เหรอเนี่ย?
"ระ... รายงานผู้การ ผมกินมาแล้วครับ"
"ดี งั้นก็ไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวเราจะไปที่ห้างสรรพสินค้ากัน"
ตอนนี้เป็นเวลา 8:15 น. แล้ว และห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการในอีกสิบนาทีข้างหน้า
ถ้าไปสายอาจจะหาซื้อของไม่ได้ เพราะฉะนั้นไปเร็วกว่ากำหนดน่าจะดีกว่า
และแล้วพวกเขาทั้งสองก็รีบบึ่งไปยังห้างสรรพสินค้าประจำเมืองโดยไม่หยุดแวะพักที่ไหนเลย
เมื่อลงจากรถ ฮั่วถิงโจวก็มุ่งหน้าตรงไปยังแผนกของใช้ในชีวิตประจำวันทันที
เธอเป็นคนรักความสะอาด และคงไม่คุ้นชินกับการใช้อ่างล้างหน้าและอ่างล้างเท้าร่วมกับคนอื่นในเรือนรับรอง
เขาจึงเลือกซื้อกะละมังเคลือบพิมพ์ลายอักษรซวงสี่และดอกโบตั๋นมา 2 ใบ พร้อมกับผ้าขนหนูอีก 2 ผืน
เธอคงเอาแปรงสีฟันกับยาสีฟันมาด้วยแน่ๆ แต่ฮั่วถิงโจวก็ยังซื้อชุดสำรองไว้ให้เธออยู่ดี
เขาซื้อสบู่สำหรับล้างหน้าและสระผมอย่างละก้อน
เขาไม่มีความรู้เรื่องพวกครีมบำรุงผิวเลย จึงซื้อโลชั่นอัลมอนด์ยี่ห้อกงเติ้งมาหนึ่งขวดตามคำแนะนำของพนักงานขาย
ถัดมาเป็นแผนกอาหารแห้งและของทานเล่น
เมื่อสองปีก่อน ตอนที่เขากลับไปเยี่ยมญาติที่เซี่ยงไฮ้ เขาได้ซื้อลูกอมและขนมจากเกาะฉยงโจวไปฝากเธอ
เขาจำได้ว่าเธอกินแต่ขนมเข่งมะพร้าว ไม่แตะอย่างอื่นเลย
เขาจึงซื้อมา 2 ชิน
มะม่วงอบแห้ง ลำไยอบแห้ง มะละกออบแห้ง ขนุนอบแห้ง ล้วนเป็นผลไม้อบแห้งของขึ้นชื่อของเกาะฉยงโจว ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเธอจะชอบหรือเปล่า
หลังจากลองคิดดูแล้ว เขาก็ตัดสินใจซื้อมาอย่างละนิดอย่างละหน่อยเพื่อให้เธอได้ลองชิม
ส่วนลูกอม เขาเลือกลูกอมกะทิ ลูกอมขิง ลูกอมฟักทอง และลูกอมมะละกอ
เขาซื้อมาอย่างละครึ่งชินและให้พนักงานผสมรวมกัน
เหอผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองดูผู้การของเขาเดินเลือกซื้อของตามแผนกต่างๆ อย่างคล่องแคล่วด้วยความรู้สึกทึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยเหตุผลบางอย่าง จู่ๆ คำว่า 'พ่อบ้านพ่อเรือน' ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
เอาจริงๆ สภาพของผู้การในตอนนี้ช่างแตกต่างจากความเข้มงวดดุดันตอนฝึกซ้อมราวกับเป็นคนละคนเลย!
อีกอย่าง เขาควรจะเตือนผู้การดีไหมนะ?
ของทุกอย่างที่ซื้อมาตอนนี้มีแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น ไม่ควรจะไปดูพวกของชิ้นใหญ่ๆ บ้างเหรอ?
เหอผิงอ้าปากเตรียมจะพูด
แต่ก็ตระหนักได้ว่าผู้การของเขากำลังมุ่งหน้าไปยังแผนกสินค้าขนาดใหญ่บนชั้นสองซะแล้ว