- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งเวทวิทยาการ
- บทที่ 13: ข้อกังขาและความช่วยเหลือในยามยาก
บทที่ 13: ข้อกังขาและความช่วยเหลือในยามยาก
บทที่ 13: ข้อกังขาและความช่วยเหลือในยามยาก
บทที่ 13: ข้อกังขาและความช่วยเหลือในยามยาก
จางเฉียงรีบลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้ใหม่ในนามของบริษัทเทคโนโลยีหมัวเหนิง และประกาศข่าวล่าสุดของบริษัทลงบนเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตงไห่ทันทีว่า ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะเปิดตัวในวันเดียวกันกับบริษัทซอฟต์แวร์ตงเคอ โดยสถานที่จัดงานคือสนามกีฬาของมหาวิทยาลัย
ข่าวนี้ทำเอาทั่วมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตงไห่แทบลุกเป็นไฟ
มหาวิทยาลัยอันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาที่เพิ่งก่อตั้งมาไม่ถึงห้าปีแห่งนี้ กลายสภาพเป็นเหมือนกระทะน้ำมันเดือดพล่านในพริบตา
นักศึกษาทุกคนดูตื่นเต้นกันสุดขีด แทบทุกคนในมหาวิทยาลัยต่างพากันพูดถึงการเผชิญหน้าระหว่างซอฟต์แวร์ตงเคอและเทคโนโลยีหมัวเหนิง
ใช่แล้ว มันคือการเผชิญหน้า
นี่คือการตอบโต้ที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากเทคโนโลยีหมัวเหนิงต่อซอฟต์แวร์ตงเคอ... มันคือการท้าดวล!
ลานประลองคือวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตงไห่ ส่วนอาวุธก็คือผลิตภัณฑ์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลยว่าใครเหนือกว่าใคร
ปากัวตี้ตั้งโต๊ะรับพนันอีกครั้ง เจ้านี่ชอบเรื่องตื่นเต้นแบบนี้เป็นที่สุดเพราะมันคือโอกาสทอง
หัวข้อการเดิมพันคือผลิตภัณฑ์ของใครจะได้รับความนิยมมากกว่ากัน อัตราต่อรองของซอฟต์แวร์ตงเคออยู่ที่ 1 ต่อ 0.5 ในขณะที่เทคโนโลยีหมัวเหนิงอยู่ที่ 1 ต่อ 2
อัตราต่อรองที่ห่างกันถึงสี่เท่า บ่งบอกชัดเจนว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในเทคโนโลยีหมัวเหนิงนัก
จ้าวเจี้ยนหัวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เขาหลงคิดว่าหวังเซียวถูกข่มขู่จนหัวหดไม่กล้าโผล่หัวมาแล้ว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเพียงแค่เผลอแป๊บเดียว หวังเซียวจะกล้าออกมาท้าทายเขาอย่างเปิดเผยขนาดนี้
เขาตอบโต้กลับอย่างดุเดือดบนเว็บบอร์ดทันที โดยประกาศกร้าวว่าซอฟต์แวร์ตงเคอจะพัฒนาเกมมือถือที่ดีที่สุดออกมาเพื่อบดขยี้เทคโนโลยีหมัวเหนิงให้จงได้ จากนั้นเขาก็เริ่มคุมเข้มสั่งการพนักงานในบริษัทอย่างหนักหน่วง
"ไปเช่าเซิร์ฟเวอร์เดี๋ยวนี้เลย! แล้วการตกแต่งออฟฟิศของบริษัทไปถึงไหนแล้ว?"
"ฉันไม่สนหรอกนะ ยังไงก็ต้องตกแต่งให้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนี้พนักงานทุกคนจะต้องมีออฟฟิศเป็นของตัวเอง ตอนนี้ตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์แล้วทำให้เว็บไซต์ของบริษัทใช้งานได้ไปก่อน"
"รุ่นพี่โจว ผมคงต้องรบกวนเรื่องอาร์ตเวิร์กด้วยนะครับ มันต้องออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด!"
"เหล่าชาง รีบสรุปโครงสร้างของเกมให้เสร็จ ใส่ตัวละครกับพล็อตเรื่องลงไป... ฉันต้องการเห็นความคืบหน้าภายในสองวัน"
จ้าวเจี้ยนหัวลงมือลุยด้วยตัวเองทันที เขาบัญชาการพนักงานทุกคนในบริษัทให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อรับประกันว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ทันเวลา
ณ วินาทีนั้น เขาต้องการที่จะซัดหวังเซียวให้หมอบและบีบให้บริษัทเทคโนโลยีหมัวเหนิงต้องปิดตัวลงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม
การแข่งขันชิงดีชิงเด่นระหว่างสองบริษัทสตาร์ทอัพของนักศึกษามหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตงไห่ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อพื้นที่โดยรอบ
หลังจากเป็นกระแสร้อนแรงในมหาวิทยาลัยอยู่ไม่กี่วัน ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปแทบทุกมหาวิทยาลัยในเมืองตงไห่อย่างรวดเร็ว เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องซุบซิบไร้สาระ แต่เป็นข่าวลือชิ้นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเงินร่วมลงทุนสูงถึงเจ็ดสิบล้านหยวน
นักศึกษาจากต่างสถาบันที่สนใจหลายคนแสดงเจตจำนงว่าจะมาร่วมผสมโรงด้วย ซึ่งต่อมานักข่าวจากสื่อหลายสำนักก็จับกระแสนี้ได้ และนำไปพาดหัวข่าวเด่นบนหน้าเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ติดต่อกันหลายวัน
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มออกมาแสดงทัศนะวิจารณ์ถึงความยากลำบากของการทำธุรกิจของนักศึกษา พร้อมทั้งเตือนให้ทุกคนมีสติและใช้เหตุผลในการลงทุน...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว!
สัปดาห์นี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
หวังเซียวไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว เขาทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันสองวันสองคืนเต็ม
ในที่สุด เมื่อถึงตอนเที่ยงของวันนั้น เขาก็เขียนโค้ดบรรทัดสุดท้ายเสร็จสิ้น
สิ่งที่เหลืออยู่ก็แค่การทดสอบระบบและแพ็กเกจไฟล์ จากนั้นก็เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เฟซของระบบแอนดรอยด์ สร้างเป็นไฟล์รูทแพ็กเกจ เพื่อให้สามารถติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์สำหรับทดลองใช้งานจริง...
เขาเชื่อมั่นว่าน่าจะจัดการงานชิ้นสุดท้ายนี้เสร็จสิ้นได้ในช่วงเย็น
ดังนั้น สีหน้าของหวังเซียวจึงดูเคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของเขา
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เฉินฟางและหลี่เยี่ยนเยี่ยนจะแวะเวียนมาหาทุกวัน และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเวลาว่าง พวกเธอก็จะสวมวิญญาณนักรบคีย์บอร์ดประจำหอพัก คอยรักษาความสงบสุข ความมั่นคง และทิศทางการพัฒนาอันดีงามของเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัย
ทว่า ฉินอวี่กลับไม่ได้มาด้วย เธออ้างว่ากลัวจะทำให้หวังเซียวเสียสมาธิ จึงหมกตัวศึกษาเอกสารเกี่ยวกับลำดับวงศ์ตระกูลทางพันธุศาสตร์อยู่ในหอพัก ดูเหมือนจะเป็นบ้างานไม่ต่างจากหวังเซียวเลย
อย่างไรก็ตาม วันนี้เฉินจินเหวินและจางเฉียงกลับต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่
เพราะวันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของพวกเขาจะมาตรวจสอบการลงทุน
ตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งสองคนทำหน้าตาน่าสงสารราวกับลูกหมาที่รอเจ้าของประทานอาหารให้ พวกเขามองหวังเซียวด้วยสายตาละห้อย พร้อมกับพร่ำถามคำถามสารพัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เสี่ยวส่า อีกนานแค่ไหนถึงจะเสร็จเนี่ย?"
"ตกลงมันเป็นยังไงบ้าง?"
"ใจเย็นๆ น่าจะเสร็จช่วงเย็นๆ นี่แหละ ฉันจะทดสอบระบบข้ามคืน รับรองว่าพรุ่งนี้พร้อมสำหรับงานแถลงข่าวแน่นอน"
"พี่เสี่ยวส่า พ่อฉันใกล้จะมาถึงแล้ว ของของนายพร้อมหรือยัง?"
"ทำใจให้สบายเถอะน่า มีฉันอยู่ทั้งคน จะใครหน้าไหนก็รับมือได้หมดแหละ ต่อให้ยกกันมาทั้งโคตรตระกูลก็ไม่มีปัญหา"
คำถามเซ้าซี้พวกนี้ทำเอาหวังเซียวชักจะรำคาญ
โชคดีที่ตอนเที่ยง ทั้งคู่ได้รับสายจากพ่อของพวกเขาว่าเพิ่งลงจากเครื่องบิน
ก่อนจะออกไป พวกเขายังไม่วายกำชับหวังเซียวอีกรอบก่อนจะรีบวิ่งออกจากหอพักไปรับครอบครัว
ในขณะเดียวกันนั้นเอง บัญชีผู้ใช้นิรนามบนเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยก็โพล่งข้อมูลบางอย่างออกมา!
"โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทซอฟต์แวร์เทคโนโลยีหมัวเหนิง: หวังเซียวถือครองหุ้นร้อยละ 90 แต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่เฉินจินเหวินกับจางเฉียงที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินทุนจดทะเบียนคนละ 10 ล้านหยวน กลับได้หุ้นไปแค่คนละร้อยละ 5 เท่านั้น
หวังเซียวมีคุณธรรมความสามารถอะไรนักหนาถึงได้ครอบครองหุ้นแบบเบ็ดเสร็จถึงร้อยละ 90 โดยที่ไม่ต้องควักเงินเลยสักแดงเดียว?
เขาเป็นพวกต้มตุ๋น หรือว่าเป็นพวกหยิ่งยโสโอหังกันแน่?
เดี๋ยวเราก็จะได้เห็นดีกัน!"
กระทู้นี้สั้นกุด แต่อนุภาพของมันบนเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยกลับรุนแรงไม่ต่างจากระเบิดน้ำลึก มันลากเอาบรรดานักดำน้ำขาประจำให้โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำได้สำเร็จ
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ยอดผู้ตอบกลับกระทู้นี้ก็พุ่งทะลุหลักพัน และถูกปักหมุดเน้นข้อความสีแดงเด่นหราในพริบตา
"จริงดิ? หวังเซียวไม่ได้ออกเงินสักแดง แต่กล้าฮุบหุ้นตั้ง 90% เลยเหรอ? ทำไมล่ะ? ไอ้งั่งสองคนในหอพักของเขามันโง่หรือไง? ทำไมฉันถึงไม่เจอคนโง่ๆ แบบนี้บ้างนะ?"
"ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมหมู่นี้หวังเซียวถึงไม่โผล่หัวมาเลย ที่แท้ก็หอบเงินหนีไปแล้วงั้นสิ?"
"ใจกล้าหน้าด้านจริงๆ ตัวเองไม่ยอมลงทุนอะไรเลย แต่กลับผูกขาดสัดส่วนการถือหุ้นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จถึง 90% เฉินจินเหวินกับจางเฉียง ไอ้งั่งสองคนนั้นต้องโดนต้มเปื่อยแน่ๆ"
"ถึงบริษัทจะถูกยุบตอนนี้ ด้วยสินทรัพย์ 20 ล้านที่แบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้น หวังเซียวก็ฟันเงินไปเหนาะๆ 18 ล้านทันที วิธีหาเงินแบบนี้มันหน้าด้านชัดๆ"
"เห็นพวกนายรุมด่าหวังเซียวกันเยอะขนาดนี้ ฉันว่าจะเข้าข้างหวังเซียวซะหน่อย แต่ขอเวลาสักชั่วโมงไปคิดหาเหตุผลก่อนนะ"
"ได้ยินมาว่าซอฟต์แวร์ตัวนี้หวังเซียวเป็นคนพัฒนาเองทั้งหมด ตั้งแต่คิดคอนเซปต์ยันเขียนโค้ด เขาทำเองคนเดียวล้วนๆ ฉันว่ามันก็สมเหตุสมผลนะที่เขาจะได้หุ้น 90% แต่เงิน 20 ล้านแลกกับหุ้นแค่ 10%... เขาไม่มั่นหน้าไปหน่อยเหรอ?"
"ฮ่าๆๆๆ ถ้าเทียบว่า 20 ล้านเท่ากับหุ้นแค่ 10% งั้นบริษัทซอฟต์แวร์เทคโนโลยีหมัวเหนิงก็มีมูลค่าตั้ง 200 ล้านเลยงั้นสิ? มหาเศรษฐีร้อยล้านคนแรกของมหาวิทยาลัยเรากำลังจะถือกำเนิดขึ้นแล้วหรือเปล่าเนี่ย? มหาวิทยาลัยควรจะมอบรางวัลเยาวชนดีเด่นให้หวังเซียวไหมนะ?"
ความคิดเห็นนับร้อยข้อความแทบจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือเต็มไปด้วยข้อกังขา
ไม่มีใครเชื่อเลยสักคนว่าหวังเซียวสมควรได้รับหุ้น 90%
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นแค่บริษัทเปลือกนอกที่นักศึกษาสามคนเพิ่งตั้งขึ้นมา บริษัทไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง แล้วทำไมเขาถึงควรได้หุ้นไป 90% โดยไม่ต้องลงทุนสักบาทเดียวล่ะ?
ต่อให้ซอฟต์แวร์นั่นเขาจะเป็นคนสร้างขึ้นมาเองก็เถอะ แต่ทำไมซอฟต์แวร์ที่ยังไม่เคยผ่านการประเมินหรือการทดสอบจากตลาดถึงได้มีมูลค่าสูงถึง 200 ล้านได้?
ทุกคนต่างก็ไม่เชื่อเรื่องนี้
แม้แต่หลี่เยี่ยนเยี่ยนกับเฉินฟาง สองสาวนักรบผู้เลอโฉมที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นนักรบคีย์บอร์ดไร้พ่าย ก็ยังไม่กล้าว่ายทวนน้ำในเวลานี้ และทำได้เพียงเลือกที่จะเงียบ
กริ๊ง...
หวังเซียวกำลังจ้องมองโค้ดบนหน้าจอเขม็ง เพื่อค้นหาจุดบกพร่อง และทำการแก้ไขพร้อมทดสอบในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงบั๊กที่อาจทำให้ระบบค้าง
ทว่า ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของเขาก็แผดเสียงดังขึ้น หน้าจอแสดงเบอร์ที่ไม่คุ้นตา
เขาจึงไม่รับสายและก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
ในความเป็นจริงแล้ว ความกดดันในใจของเขาตอนนี้มีมากกว่าใครเพื่อน
อย่างไรก็ตาม เขาสามารถรับมือกับมันได้ด้วยการควบคุมจิตใจอันแข็งแกร่ง เทพเวทมนตร์ผู้ยิ่งใหญ่เคยใช้ชีวิตมานานนับแสนปีในโลกเวทมนตร์ เผชิญกับสถานการณ์ความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน บททดสอบเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้จึงถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก
กริ๊ง...
แต่หลังจากนั้นไม่นาน โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง และยังคงเป็นเบอร์แปลกเบอร์เดิม
หวังเซียวกำลังกระหายน้ำพอดี เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาขณะที่กำลังดื่มน้ำ กดรับสายแล้วถามว่า "ฮัลโหล ใครครับ?"
"ฉันเอง"
น้ำเสียงสงบและไพเราะดังมาจากปลายสาย ใสกังวานและนุ่มนวลราวกับหยาดน้ำพุที่หยดกระทบลงบนจานหยก
ฉินอวี่นั่นเอง!
หวังเซียวจำเสียงเธอได้ทันที เขาจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของเธอในวินาทีนั้นแล้วหัวเราะออกมา "อ้อ เธอเองเหรอ โทษทีนะ เมื่อกี้ฉันยุ่งๆ อยู่น่ะ พอเห็นเบอร์แปลกก็เลยไม่ได้กดรับ"
"อืม ฉันรู้ว่านายยุ่งอยู่ ฉันไม่ได้โกรธหรอก ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษที่โทรมากวนเวลาทำงานของนาย ฉันเพิ่งเห็นในเว็บบอร์ดว่ามีคนไม่สนับสนุนนายเยอะเลย แถมยังหาว่านายหลอกเอาเงินเพื่อนร่วมห้องอีก บริษัทของนายมีมูลค่า 200 ล้านจริงๆ หรอ?" ฉินอวี่ถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวลและความคาดหวัง
ก่อนหน้านี้หลี่เยี่ยนเยี่ยนกับเฉินฟางไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เธอจึงเพิ่งจะเห็นมันบนเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัย และในตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
แต่เพราะเธอมีความรู้สึกที่ดีต่อหวังเซียวมากๆ
เธอจึงไม่อยากทำลายความรู้สึกดีๆ นี้ และตัดสินใจโทรมาถามด้วยตัวเอง เพราะอยากได้ยินคำตอบจากปากของหวังเซียวโดยตรง
หวังเซียวหัวไวมาก เพียงแค่ชั่วอึดใจ เขาก็เข้าใจถึงเจตนาของฉินอวี่ และรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าฉินอวี่เป็นห่วงเขาจริงๆ
วินาทีต่อมา เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นอย่างเหลือเชื่อว่า "บริษัทของฉันมีมูลค่าเกิน 200 ล้านแน่นอน การประเมินมูลค่าเบื้องต้นสำหรับบริษัทของฉันคือหนึ่งพันล้านหยวน นี่ฉันถือว่าเห็นแก่ความเป็นพี่น้องนะถึงยอมให้พี่เหวินกับเสี่ยวเฉียงร่วมลงทุนน่ะ หลังจากที่ปล่อยผลิตภัณฑ์ออกมาแล้ว ถ้ามีใครหน้าไหนอยากจะเข้ามาร่วมทุนล่ะก็ ต้องมีอย่างต่ำหนึ่งพันล้านหยวนขึ้นไปถึงจะคุยกันได้"
ฉินอวี่ที่นั่งอยู่บนเตียงมีแววตาประหลาดใจวูบผ่าน
เธอรู้สึกทึ่งกับความมั่นใจที่ออกมาจากใจจริงของหวังเซียว
ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ เธอคงปัดตกหาว่าขี้โม้ไปแล้ว
แต่พอคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากหวังเซียว เธอกลับเชื่อมันอย่างสนิทใจ ประกายแสงวาบขึ้นในดวงตาของเธอขณะที่เอ่ยถามเสียงเบา "ถ้าอย่างนั้น... ถ้าตอนนี้ฉันอยากจะร่วมลงทุนด้วยล่ะ?"
หลี่เยี่ยนเยี่ยนและเฉินฟางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พวกเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉินอวี่ถึงได้ทำอะไรบ้าบิ่นขนาดนี้
เฉินฟางและหลี่เยี่ยนเยี่ยนเตรียมการรับมือเผื่อไว้แล้วว่า จะจัดการกับผลลัพธ์ที่จะตามมายังไงถ้าบริษัทของหวังเซียวต้องขาดทุนย่อยยับ
หวังเซียวคงโกหกแน่ถ้าบอกว่าเขาไม่ซาบซึ้งใจในวินาทีนี้ ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งข้อกังขาในตัวเขา ฉินอวี่กลับแสดงการสนับสนุนเขาผ่านการกระทำ
เขาตอบกลับอย่างหนักแน่นทันที "ตกลง ฉันยินดีรับการลงทุนของเธอ ฉันจะให้ราคาเดียวกับพวกพี่ๆ น้องๆ ของฉันเลย หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์แลกกับเงินสิบล้านหยวน และนี่คือเพดานสูงสุดแล้วนะ"
ขนาดพี่น้องคลานตามกันมายังต้องเคลียร์เรื่องผลประโยชน์ให้ชัดเจน แล้วนับประสาอะไรกับแฟนสาวที่ยังไม่ได้ตกลงคบกันเป็นทางการล่ะ?
ต่อให้หวังเซียวจะซาบซึ้งใจแค่ไหน แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะให้ราคาอื่นกับฉินอวี่
ถ้าให้แพงกว่านี้ก็ถือเป็นการดูถูกน้ำใจของฉินอวี่ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามยาก แต่ถ้าให้ถูกกว่านี้ก็ถือเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของเพื่อนรักร่วมหอทั้งสองคน
ดังนั้น ราคาเดียวกันจึงเป็นทางเลือกเดียวที่มี
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของฉินอวี่ น้ำเสียงของเธอก็หนักแน่นไม่แพ้กันเมื่อเอ่ยว่า "ตกลง ฉันตกลง เงินสิบล้านนี่เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของฉัน กะว่าจะเอาไว้เป็นสินสอดน่ะ ห้ามทำเจ๊งเด็ดขาดเลยนะ"
คำพูดประโยคนี้... ไม่ว่าหวังเซียวจะฟังยังไง มันก็เหมือนเธอกำลังสารภาพรักกับเขาชัดๆ?
เธอเอาสินสอดมาให้เขา?
แล้วตัวคนด้วยไหมเนี่ย?
น่าเสียดายที่พอเขาสร่างจากความตื่นเต้นและอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ฉินอวี่ก็ชิงวางสายไปเสียแล้ว
จากนั้น เขาก็ได้รับคำขอเป็นเพื่อนในวีแชต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นฉินอวี่ที่ส่งมา
หลังจากที่เขากดรับแอด ฉินอวี่ก็ส่งอั่งเปาก้อนโตมูลค่าสิบล้านหยวนมาให้เขาทันที
เมื่อได้รับความไว้วางใจขนาดนี้ มือของหวังเซียวที่ถือโทรศัพท์อยู่ถึงกับสั่นเทาเล็กน้อย
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ คำพูดนับหมื่นพันที่อัดอั้นอยู่ในใจถูกกลั่นกรองออกมาเหลือเพียงแค่คำว่า "ขอบคุณนะ" และ "ทำไมเธอถึงส่งอั่งเปาซองใหญ่ขนาดนี้มาให้ล่ะ?"
ฉินอวี่: ฉันอยากส่งก็ส่งไง ฉันบอกนายไว้ก่อนเลยนะ ถ้านายทำเงินก้อนนี้เจ๊ง นายต้องเลี้ยงดูฉันไปตลอดชีวิต แล้วนายก็สัญญาแล้วด้วยว่าจะช่วยฉันสร้างห้องแล็บชีววิทยา
หวังเซียว: เธอชอบกินของจืดๆ ไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันแปลงร่างสวนหลังบ้านเป็นแปลงผักให้ แบบนี้นับเป็นห้องแล็บชีววิทยาได้ไหม?
ฉินอวี่: ขอแค่ฉันมีความสุขก็พอ
หวังเซียว: ฉันจะถือว่านั่นพูดจริงนะ
ฉินอวี่: ฉันก็ไม่ได้บอกให้นายคิดเล่นๆ สักหน่อย
หวังเซียว: ตกลง ฉันจะรับไว้ทั้งสินสอดแล้วก็ตัวคนเลย