- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งเวทวิทยาการ
- บทที่ 10: การก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีโม่เหนิง
บทที่ 10: การก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีโม่เหนิง
บทที่ 10: การก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีโม่เหนิง
บทที่ 10: การก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีโม่เหนิง
บนเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตงไห่ กระแสการพูดคุยเกี่ยวกับหวังเซียวและจ้าวเจี้ยนหัวกำลังดุเดือดถึงขีดสุด
ตอนที่นักวิชาการหลี่ไห่เซิงมาบรรยาย ทุกคนก็ตื่นเต้นและคึกคักกันมากจนเอาไปตั้งกระทู้คุยกันให้แซดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้บรรยากาศกลับยิ่งคึกคักหนักกว่าเก่า
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า มหาวิทยาลัยของพวกเขาจะซุกซ่อนยอดมนุษย์อย่างหวังเซียวเอาไว้
ในคลาสบรรยายรวม เขาสนทนาโต้ตอบกับนักวิชาการหลี่ไห่เซิงได้อย่างฉะฉานลื่นไหลและไม่มีทีท่าว่าจะเป็นรองเลยสักนิด เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ไปจนถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร!
ใครที่ไม่รู้คงนึกว่านี่คือนักวิทยาศาสตร์ระดับเดียวกันสองคนกำลังถกเถียงหัวข้องานวิจัยกันอยู่แน่ๆ
"หวังเซียวเรียนไอทีกับวิทยาการคอมพิวเตอร์เนี่ยนะ เสียดายของชะมัด"
"ใช่ ฉันก็คิดว่าให้หวังเซียวเรียนคอมพิวเตอร์มันเสียของเปล่าๆ เขาควรจะไปทำงานวิจัยด้านฟิสิกส์กับเคมีมากกว่า รับรองว่าต้องกลายเป็นหลี่ไห่เซิงคนต่อไป ไม่ก็ฮอว์กิง หรือไอน์สไตน์ได้เลย"
"ขี้โม้เกินไปเปล่า"
"ฉันว่าเขาควรตอบรับคำเชิญของศาสตราจารย์หลี่ไห่เซิงนะ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปักกิ่งมีสภาพแวดล้อมดีกว่าที่นี่เยอะ แถมยังจะได้คลุกคลีกับนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้ามากกว่าด้วย"
"ไร้สาระ นี่นายไม่ใช่เด็กมหาลัยตงไห่หรือไง หวังเซียวเป็นคนของมหาลัยเราเว้ย"
"หวังเซียวเป็นของโลกใบนี้ต่างหาก!"
"ก็แค่คอนเซปต์คอมพิวเตอร์ชีวภาพไม่ใช่เหรอ พวกนายจะจริงจังอะไรกันนักหนา ของแบบนี้มันก็แค่ราคาคุย ทำจริงไม่ได้หรอก จ้าวเจี้ยนหัวแพ้หวังเซียวก็จริง แต่เขาก็เป็นลูกผู้ชายพอ กล้าคลานเข่ารอบนึงต่อหน้าคนตั้งเยอะแยะ แสดงว่าใจเด็ดไม่เบา ด้วยความกล้าขนาดนี้ อนาคตเขาอาจจะไม่แพ้หวังเซียวก็ได้ ตอนนี้จ้าวเจี้ยนหัวรวบรวมพวกยอดฝีมือด้านคอมพิวเตอร์เตรียมเปิดบริษัทซอฟต์แวร์มือถือแล้ว ดูยังไงก็เหนือกว่าบริษัทกะโหลกกะลาที่หวังเซียวกับเพื่อนร่วมห้องสามคนกำลังทำอยู่เห็นๆ"
"ไม่แน่เสมอไปหรอก คนเยอะแล้วมีประโยชน์อะไร ประเทศเรามีประชากรมากที่สุดในโลก มากกว่าอเมริกา ญี่ปุ่น กับเยอรมนีรวมกันซะอีก แล้วหลายปีมานี้เทคโนโลยีของเรานำหน้ายุโรปได้หรือยังล่ะ"
"ถูกต้อง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมันต้องพึ่งพาคนหยิบมือเดียวมาตลอดนั่นแหละ ไม่ใช่ใช้แค่ปริมาณคน ฉันก็เชียร์ให้หวังเซียวหักหน้าจ้าวเจี้ยนหัวต่อไปเหมือนกัน"
"งั้นก็คอยดูกันต่อไป!"
อย่างที่หลิวจงหยวนเคยกล่าวไว้ กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการก่อตั้งธุรกิจของหวังเซียวและจ้าวเจี้ยนหัวได้พุ่งทะยานถึงจุดเดือดแล้ว
แม้แต่บอร์ดปาฮว่าตี้อันโด่งดังก็ยังเปิดโต๊ะรับแทงพนันระหว่างทั้งสองคน เพื่อดูว่าใครจะเป็นผู้ที่หัวเราะทีหลังดังกว่ากัน ซอฟต์แวร์ของใครจะเจ๋งกว่า และบริษัทของใครจะมีอนาคตไกลกว่ากัน
คนส่วนใหญ่ย่อมถือหางจ้าวเจี้ยนหัวอยู่แล้ว เนื่องจากครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวย แถมผลการเรียนก็ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด เขาคงสามารถยื่นขอทุนตั้งต้นจากทางมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก จากนั้นก็ไปดึงตัวโปรแกรมเมอร์หัวกะทิในมหาลัยมาร่วมงาน การทำธุรกิจของเขาจึงแทบจะการันตีความสำเร็จ
ทว่าก็มีคนบางส่วนที่เชียร์หวังเซียว เพราะตลาดซอฟต์แวร์มือถือนั้นเป็นตลาดเกิดใหม่ พูดตามตรง มันคือตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งการมีคนเยอะหรือมีเทคโนโลยีล้ำหน้าก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์เสมอไป
เกมแองกรี้เบิร์ดสมีเทคโนโลยีสุดยอดอะไรที่คนอื่นไม่มีงั้นเหรอ? เห็นได้ชัดว่าไม่มีเลย โปรแกรมเมอร์รุ่นเก๋าในวงการแทบทุกคนสามารถเขียนมันขึ้นมาได้ทั้งนั้น แต่คนอื่นไม่ได้ทำ มีแค่พวกเขาที่ทำ และกวาดรายได้ไปหลายร้อยล้านดอลลาร์
นี่แหละคือมูลค่าของความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญา!
ระดับสติปัญญาและความรอบรู้ที่หวังเซียวแสดงให้เห็นในคลาสบรรยายรวมทำให้หลายคนมองเขาในแง่บวก ท้ายที่สุดแล้ว นักศึกษาในมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนี้ก็ให้คุณค่ากับความรู้อย่างมากเช่นกัน
ซึ่งนั่นรวมถึง เฉินฟาง แฟนสาวผู้สงวนท่าทีของเฉินจินเหวิน และเพื่อนร่วมห้องของเธอด้วย
ในขณะนี้ เฉินฟางกำลังนั่งจ้องหน้าเว็บบอร์ดอยู่ในหอพัก และโต้เถียงกับผู้หญิงสองสามคนอย่างไม่ลดละ เธอเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าทีมสามคนของหวังเซียวกับเฉินจินเหวินจะเอาชนะจ้าวเจี้ยนหัวและมีอนาคตที่สดใสได้อย่างแน่นอน
"ฟางฟาง ดูเหมือนเธอจะโดนเจ้าแว่นจอมหื่นนั่นตกเข้าเต็มเปาแล้วนะ เขายังไม่ได้อ้าปากพูดสักคำ เธอก็ไปเป็นหน้าม้าอวยเขาบนเน็ตสารพัดแล้ว!"
หลี่ย่านย่านมองดูข้อความบนเว็บบอร์ดพลางเอ่ยแซวเฉินฟางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
แม้เฉินฟางจะอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่อารมณ์ของเธอไม่ได้เล็กตาม เธอสวนกลับหลี่ย่านย่านทันควัน "พี่ย่านย่าน ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าแอคเคานต์ ‘เยี่ยนกุยไหล’ ที่เอาแต่อวยหวังเซียวไม่หยุดเนี่ยเป็นใครกันน้า"
หลี่ย่านย่านกลอกตาใส่เฉินฟาง ก่อนจะเชิดหน้าพูดอย่างภูมิใจ "ชื่อน่ารักและมีความหมายดีขนาดนั้นก็ต้องเป็นของฉันอยู่แล้วสิ! เสี่ยวซ่าอยู่ห้องเดียวกับเรา แถมเขาก็ไม่ได้หยิ่งยโสโอหังเหมือนจ้าวเจี้ยนหัวด้วย ถ้าฉันไม่เชียร์เขาแล้วจะให้ไปเชียร์ใคร อีdอย่าง ฉันก็พนันข้างเขาไปแล้วด้วย อนาคตเขาอาจจะได้เป็นเจ้านายของฉันก็ได้ ถึงฉันจะประจบเขาตั้งแต่ตอนนี้มันแปลกตรงไหนล่ะ ยังไงฉันก็ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย"
"แถชัดๆ!"
เฉินฟางสวนกลับอย่างดูแคลน "เสี่ยวซ่าเป็นของพี่ฉินอวี้ต่างหาก"
หลี่ย่านย่านหัวเราะร่วน "ฉันไม่ได้แถนะ ฉันแค่พูดความจริง เสี่ยวซ่าคนนี้ดูเหมือนจู่ๆ ก็เบิกเนตรแล้วฉายแสงขึ้นมาซะอย่างนั้น อนาคตถ้าฉันไปร่วมงานกับเขาก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี พี่ฉินอวี้ก็ไปเป็นเถ้าแก่เนี้ยซะ... เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของเรา ฉันไม่ยอมลดตัวไปเป็นเมียน้อยแน่นอน..."
ครอบครัวของหลี่ย่านย่านเป็นเพียงชนชั้นแรงงานธรรมดา เธอจึงไม่มีแผนที่จะเรียนต่อปริญญาโท หลังจากเรียนจบปริญญาตรีแล้ว เธอคงต้องหาหนทางของตัวเอง หากบริษัทซอฟต์แวร์ของหวังเซียวเติบโตขึ้นมาได้ เธอจะเป็นคนแรกที่กระโดดเข้าร่วมงานในฐานะพนักงานยุคบุกเบิก และรับรองว่าในอนาคตเธอจะได้เป็นผู้บริหารเบอร์หกของบริษัท หรือเผลอๆ อาจจะได้หุ้นเริ่มแรกด้วยซ้ำ!
ทำไมต้องเป็นเบอร์หกน่ะเหรอ?
ก็เพราะนอกจากสามบอสใหญ่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักจากหอพักของหวังเซียวแล้ว ก็ยังมีเฉินฟางกับฉินอวี้ที่เป็นว่าที่เถ้าแก่เนี้ยอีกสองคนยังไงล่ะ!
เมื่อคิดได้แบบนี้ หลี่ย่านย่านก็หันไปมองฉินอวี้ที่กำลังอ่านเอกสารเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ชีวภาพโดยไม่สนใจบทสนทนาของพวกเธอ แล้วหัวเราะเสียงดัง "พี่อวี้ พี่คงไม่ได้กะจะไปวิจัยคอมพิวเตอร์ชีวภาพอะไรนั่นกับไอ้เด็กบ้าหวังเซียวจริงๆ หรอกใช่ไหม มันดูเพ้อเจ้อเกินไป ฉันว่าเขาก็แค่โม้ไปงั้นแหละ"
ฉินอวี้กำลังตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักและไม่ถือสาที่ทั้งสองคนเอาเธอไปล้อเลียนเมื่อครู่นี้ เธอเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองหลี่ย่านย่านกับอีกคน ก่อนจะก้มลงมองใจความสำคัญในหนังสือต่อและกล่าวเรียบๆ "ไม่ว่าเขาจะโม้หรือเปล่า ฉันว่าทิศทางที่เขาพูดมันก็น่าจะถูกต้องนะ ดังนั้นลองดูก็ไม่เสียหาย ถ้ามันสำเร็จ พวกเธอคิดว่าเราจะได้ผลตอบแทนมหาศาลขนาดไหนล่ะ"
"ผลตอบแทนขนาดไหนงั้นเหรอ? มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก? รางวัลโนเบล? จารึกชื่อในประวัติศาสตร์?" เฉินฟางถาม
หลี่ย่านย่านพยักหน้าเห็นด้วย "ถ้าสำเร็จละก็ สิ่งที่เธอพูดมาน่ะไม่หนีไปไหนหรอก นี่ ฉินอวี้ ฟางฟาง พรุ่งนี้เราลองไปส่องพวกนั้นที่หอพักกันดีกว่า ไปดูสิว่าเสี่ยวซ่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ดูซิว่าเขาแค่หลอกพวกเราเล่นหรือเปล่า"
เฉินฟางพยักหน้ารับทันที แววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เพราะเธอรับปากเฉินจินเหวินไว้แล้วว่าจะไปหาที่หอพัก
ทว่าฉินอวี้กลับลังเลไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาที่มุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความมั่นใจของหวังเซียวผุดขึ้นมาในหัว เธอส่ายหน้าเบาๆ "เขาบอกว่าช่วงนี้ยุ่งอยู่กับการเขียนซอฟต์แวร์ ถ้าเราไปจะรบกวนเขาเปล่าๆ"
"โอ๊ะ โอ้วววว..." หลี่ย่านย่านมองฉินอวี้ด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ดาวมหาลัยอันดับหนึ่งประจำหอพักเรา คงไม่ได้โดนหวังเซียวตกไปแล้วจริงๆ หรอกนะ? ถึงกับนึกถึงอกเขาอกเราแล้วด้วย? ผู้หญิงเนี่ยพอมีความรักก็ไปเข้าข้างคนนอกซะหมด"
เฉินฟางเองก็มองฉินอวี้อย่างประหลาดใจ เธอเบิกตากลมโตน่ารักพลางเอ่ย "พี่อวี้ ถึงคราวนี้เสี่ยวซ่าจะเท่บาดใจไปหน่อยก็เถอะ แต่พี่คงไม่ได้หลงเสน่ห์เขาถึงขนาดนั้นใช่ไหม"
"พวกเธอสองคนนี่ หัดคิดเรื่องจริงจังบ้างได้ไหม... เขายุ่งอยู่กับการทำซอฟต์แวร์ ส่วนฉันก็ยุ่งกับการอ่านหนังสือ แล้วทำไมฉันจะต้องเสียเวลาเรียนไปรบกวนเวลาเขียนซอฟต์แวร์ของเขาด้วยล่ะ แบบนั้นมันไม่เสียผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายหรอกเหรอ แถมยังไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย สู้รอให้เขาทำเสร็จก่อนแล้วค่อยไปหาไม่ดีกว่าหรือไง"
ฉินอวี้วางหนังสือลงแล้วสวนกลับ ใบหน้าที่งดงามราวกับไร้ที่ติของเธอเต็มไปด้วยความจริงจังและตั้งใจ บ่งบอกว่านี่คือสิ่งที่เธอคิดจากใจจริง
หลี่ย่านย่านกับเฉินฟางแทบจะหงายหลังตึง เหตุผลของฉินอวี้ราวกับถูกสระด้วยแชมพูรีจอยส์ มันลื่นไหลและไร้ช่องโหว่ซะจน... หลี่ย่านย่านยิ้มเจื่อนๆ แล้วเอ่ย "ฉินอวี้ สิ่งที่เธอพูดมันมีเหตุผลซะจนฉันเถียงไม่ออกเลยจริงๆ"
ฉินอวี้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อพลางอมยิ้ม "งั้นก็เลิกพูดได้แล้ว ฉันต้องมีสมาธิกับการอ่านหนังสือนะ"
หลี่ย่านย่านพยักหน้าและเงียบปากลงแต่โดยดี อันที่จริง เธอแอบเกรงใจฉินอวี้อยู่เล็กน้อย ในมหาวิทยาลัย นักศึกษาธรรมดาย่อมรู้สึกยำเกรงนักเรียนหัวกะทิและพวกที่มีฐานะร่ำรวยมีอิทธิพลอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ซึ่งฉินอวี้มีคุณสมบัติครบทั้งสองอย่าง ดังนั้นเธอจึงมีอำนาจบารมีในหอพักโดยปริยาย เวลาที่เธอเอ่ยปาก น้องสาวทั้งสองจึงมักจะทำตามอย่างไม่รู้ตัว
เฉินฟางกะพริบตาปริบๆ มองหน้าหลี่ย่านย่าน แล้วเลิกรบกวนการอ่านหนังสือของฉินอวี้ จากนั้นเธอก็หันกลับไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อปั่นกระแสบนเว็บบอร์ดต่อ ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกโพลงเมื่อเห็นกระทู้หนึ่งถูกปักหมุดเอาไว้ "อ๊ะ กระทู้ของจ้าวเจี้ยนหัวนี่..."
หลี่ย่านย่านรีบเปิดเว็บบอร์ดในคอมพิวเตอร์ของตัวเองดูทันที และก็พบว่าจ้าวเจี้ยนหัวโพสต์ข้อความลงไปจริงๆ แถมยังจ่ายเงินซื้อตำแหน่งปักหมุดสีแดงสะดุดตา เพื่อให้ทุกคนเห็นทันทีที่กดเข้ามาในบอร์ด
"บริษัทซอฟต์แวร์ตงเคอก่อตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ขอเรียนเชิญนักศึกษาผู้มีความสามารถทุกท่านมาร่วมงานด้วยความยินดียิ่ง ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 50 ล้าน และมีศิษย์เก่าเข้าร่วมแล้ว 15 คน!"
"บริษัทของจ้าวเจี้ยนหัวก่อตั้งขึ้นแล้ว" หลี่ย่านย่านพึมพำเบาๆ "หมอนี่มีวิธีดึงดูดคนจริงๆ แถมยังมีเงินทุนของที่บ้านคอยหนุนหลัง เขาอาจจะทำสำเร็จจนยิ่งใหญ่ได้จริงๆ"
สีหน้าของเฉินฟางฉายแววกังวล เธอเอ่ยเสียงเบา "แล้วเสี่ยวซ่ากับบริษัทของพวกเขาจะเอายังไงล่ะ"
หลี่ย่านย่านส่ายหน้า "ยังไม่มีวี่แววอะไรเลย เสี่ยวซ่าบอกว่าตัวซอฟต์แวร์ต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างเบื้องต้น แถมยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะปล่อยลงตลาดได้ จ้าวเจี้ยนหัวเตรียมตัวมาดีชัดๆ ดีไม่ดีอาจจะวางแผนมาตั้งนานแล้วด้วย และด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ผลิตภัณฑ์ของเขาต้องออกสู่ตลาดได้เร็วกว่าของเสี่ยวซ่าอย่างแน่นอน"
ฉินอวี้เองก็วางหนังสือลงและหันไปดูข่าวบนเว็บบอร์ดพลางขมวดคิ้ว "จ้าวเจี้ยนหัวคนนี้โอหังมากจริงๆ แค่บริษัทซอฟต์แวร์เปิดใหม่ก็ใช้ทุนจดทะเบียนตั้ง 50 ล้านเลยเหรอเนี่ย"
"ก็บ้านเขารวยนี่นา" เฉินฟางพูดอย่างหมั่นไส้
และในขณะเดียวกัน หวังเซียวก็ถูกเฉินจินเหวินและจางเฉียงลากตัวออกมาจากหน้าคอมพิวเตอร์ และเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
"พี่เหวิน เสี่ยวเฉียง พวกนายจะทำอะไรเนี่ย" ในหัวของหวังเซียวยังคงรันโค้ดภาษาโปรแกรมอยู่ จู่ๆ ก็โดนสองคนนี้ลากตัวออกมา เขาจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
เฉินจินเหวินกำลังคึกจัด สีหน้าของเขาจริงจังราวกับเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ เขาขยับแว่นตาเพื่อเก๊กท่าก่อนหนึ่งสเต็ป แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไปผลาญเงินไง"
ผลาญเงิน? เก๊กหล่อเนี่ยนะ? หวังเซียวสับสนไปหมด ไม่เข้าใจว่าพวกนี้หมายถึงอะไร
จางเฉียงทำหน้าหยิ่งผยองพลางเอ่ยสมทบ "เสี่ยวซ่า ฉันกับลูกพี่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปต้มตุ๋น... เอ้ย! ไปขอเงินที่บ้านมาได้ 10 ล้านแล้ว พวกเราไปจดทะเบียนบริษัทกันตอนนี้เลยเถอะ"
"เอ่อ พวกเราไม่ได้จะขอทุนตั้งต้นจากมหาลัยหรอกเหรอ" หวังเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดเลยว่าสกิลการรีดไถพ่อแม่ของไอ้สองคนนี้จะเหนือชั้นขนาดนี้ แป๊บเดียวก็ไปสูบเงินมาได้ตั้ง 10 ล้านแล้ว? เดิมทีเขานึกว่าจะต้องใช้เวลาสักสองสามวันเสียอีก
"เรื่องทุนตั้งต้นของมหาลัยเอาไว้ทีหลังเถอะ ถ้าได้มา ก็ถือซะว่าเป็นเงินลงทุนส่วนตัวของนาย แล้วนายก็ค่อยไปใช้คืนเองละกัน" เฉินจินเหวินกล่าวอย่างใจกว้าง
จางเฉียงเองก็ทำหน้าไม่ยี่หระ ดูเหมือนเขาจะไม่สนเงินก้อนเล็กๆ แค่ล้านสองล้านจากทุนตั้งต้นอีกต่อไปแล้ว
ส่วนหวังเซียวนั้นย่อมไม่แยแสยิ่งกว่า เขาเดินตามทั้งสองคนออกจากประตูมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าไปยังหน่วยงานราชการเพื่อจดทะเบียนบริษัท
แล้วจะตั้งชื่อว่าอะไรดีล่ะ?
ตอนกรอกเอกสาร ทั้งสามคนปวดหัวกับเรื่องชื่อบริษัทเป็นอย่างมาก
เฉินจินเหวิน: "บริษัทซอฟต์แวร์สามทหารเสือ"
และชื่อนี้ก็ได้รับนิ้วกลางไปสองนิ้วตามคาด นายเป็นพวกสิบแปดมงกุฎกระจอกๆ กลัวคนเขาไม่รู้หรือไงว่านายมันไอ้หน้าเนื้อใจเสือ?
จางเฉียงดีดนิ้วเป๊าะ แล้วพูดอย่างตื่นเต้น "บริษัทซอฟต์แวร์สามพี่น้อง เป็นไง?"
ก็ยังโดนนิ้วกลางไปอีกสองนิ้วอยู่ดี... เชยระเบิด แถมยังดูไร้สมองสุดๆ ใครไม่รู้คงนึกว่าเป็นชื่อที่ชาวนาแถวนี้ตั้งขึ้นมาซะอีก
หวังเซียวยิ้มอย่างมั่นใจ นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงความลี้ลับแห่งจักรวาล เขาเอ่ยขึ้น "ช่างเถอะ ฉันจัดการเอง"
จากนั้น เขาก็เขียนตัวอักษรลงบนแบบฟอร์มทีละขีดๆ: บริษัทซอฟต์แวร์เทคโนโลยีโม่เหนิง!
เมื่อเฉินจินเหวินกับจางเฉียงเห็นชื่อนั้น ดวงตาของทั้งคู่ก็เบิกโพลงและพร้อมใจกันยกนิ้วโป้งให้หวังเซียว — สุดยอด!
ชื่อนี้ให้ความรู้สึกหรูหราและดูมีระดับขึ้นมาในพริบตา
บริษัทเทคโนโลยีโม่เหนิง ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว