- หน้าแรก
- ไหนว่าถือพรหมจรรย์ แล้วเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอดนี่คือใคร
- บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน
บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน
บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน
บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน
กู้สือหลินมองลั่วอวิ๋นเยียนด้วยแววตาหยอกเย้า "บะ...บอส? ภัตตาคารหรูอี้เป็นของคุณงั้นเหรอ?"
"ทำไมล่ะ? ไม่ได้หรือไง?" ลั่วอวิ๋นเยียนปรายตามองเขา
"ย่อมได้อยู่แล้วครับ แค่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนยังไงอย่างงั้นเลยครับ บอส~"
ลั่วอวิ๋นเยียนสูดหายใจลึก ก่อนจะหันไปมองผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ "เปลี่ยนห้องที่ประธานกู้จองไว้ตอนแรกเป็นห้องส่วนตัวของฉัน แล้วเดี๋ยวตอนคิดเงินก็คิดราคาปกติ แต่ลดให้เขาสิบห้าเปอร์เซ็นต์!"
สีหน้าของกู้สือหลินไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมองเธอด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
"รับทราบครับบอส!" ผู้จัดการรับคำและเดินนำทางไปอย่างเงียบๆ
แย่แล้ว ดูเหมือนเธอจะหาเรื่องใส่ตัวซะแล้วสิ...
ภายใต้การนำทางของผู้จัดการ ทั้งสองก็มาถึงชั้นบนสุด
เป็นที่รู้กันดีว่าชั้นบนสุดของภัตตาคารหรูอี้ทุกสาขาทั่วโลกนั้นไม่เคยเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ไม่ว่าคุณจะรวยล้นฟ้าแค่ไหนก็ตาม เพราะมันคือพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของร้าน
นอกจากจะโด่งดังเรื่องรสชาติอาหารแล้ว ภัตตาคารหรูอี้ยังได้รับการยกย่องอย่างมากในเรื่องของการตกแต่ง แต่ละสาขาจะถูกออกแบบตามสถาปัตยกรรมท้องถิ่น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสาขาในเมืองหลวงแห่งนี้จึงเป็นลานเรือนสไตล์จีนโบราณที่ดูเรียบง่ายแต่คลาสสิก
การตกแต่งบนชั้นบนสุดนั้นยิ่งน่าประทับใจกว่า พื้นที่ทั้งชั้นคุมโทนสีอบอุ่น ให้แสงสว่างด้วยโคมไฟติดผนังแสงนวลตาและเชิงเทียนประดิษฐ์ เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดล้วนทำจากไม้ล้ำค่า และยังมีบ่อน้ำเล็กๆ ซ่อนอยู่ ด้านล่างคงจะติดตั้งเครื่องทำหมอกเอาไว้ ถึงได้เนรมิตบรรยากาศให้ดูเลือนรางราวกับดินแดนเซียน และในบ่อก็ยังเต็มไปด้วยปลาสวยงามราคาแพงมากมาย
จุ๊ๆๆ ถ้าคุณปู่ของเขามาเห็นเข้าล่ะก็ คงต้องพยายามช้อนปลากลับบ้านไปสักสองสามตัวแน่ๆ โดยเฉพาะปลาอโรวาน่าแดงและปลาคาร์ฟโหลวหลานพวกนั้น ชายชราตามหาปลาโตเต็มวัยมาตั้งนานแต่ก็ไม่เคยได้สมใจ ทว่าที่นี่กลับมีอยู่ตั้งหลายตัว
อย่าถามนะว่าทำไมเขาถึงไม่ซื้อลูกปลามาเลี้ยง คำตอบก็คือเขาซื้อมาเยอะแล้ว แต่ไม่มีตัวไหนรอดเลยน่ะสิ
ผู้จัดการยื่นเมนูให้กับทั้งสองคน ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ได้เปิดดูของตัวเอง แต่ผายมือให้ประธานกู้เป็นคนสั่งแทน อย่างไรเสียลูกน้องของเธอก็รู้รสนิยมการกินของเธอดีอยู่แล้ว
ประธานกู้สั่งอาหารขึ้นชื่อมาสองสามอย่าง พร้อมกับซี่โครงหมูตุ๋นอีกหนึ่งที่ และไม่ลืมที่จะกำชับว่า ไม่ใส่ต้นหอม
ผู้จัดการที่รับออเดอร์ถึงกับเก็บซ่อนความฟินประหนึ่งคนพายเรือไว้แทบไม่อยู่ ก่อนจะถอยตัวออกไปอย่างเงียบๆ
ลั่วอวิ๋นเยียนที่ก้มหน้าดูโทรศัพท์อยู่ตลอด เงยหน้าขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น เขารู้ได้ยังไง?
เหมือนจะสังเกตเห็นความสงสัยของลั่วอวิ๋นเยียน กู้สือหลินจึงยิ้มและอธิบายว่า "ผมกับอาเช่อเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันน่ะครับ ผมเคยได้ยินเขาพูดถึงตอนที่เรายังเรียนอยู่"
"โอ้~ พ่อคนงาม เรื่องมันผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว คุณยังจำได้อีกเหรอเนี่ย ดูเหมือนว่าคุณจะมีฉันอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะสิ?" ลั่วอวิ๋นเยียนเท้าคางและมองเขาด้วยรอยยิ้ม
"มันค่อนข้างฝังใจน่ะครับ ดูเหมือนว่าตอนนั้นคุณปู่ของผมอยากจะคลุมถุงชนให้เราหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก แต่ครอบครัวของคุณไม่เห็นด้วยแถมยังไล่ตะเพิดเขากลับมาซะด้วย" กู้สือหลินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงปฏิกิริยาของคุณปู่ในเวลานั้น
"แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนะ แค่ตัดคำว่า 'ตั้งแต่เด็ก' ออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นหมั้นหมายกันเลยดีไหมล่ะ?"
กู้สือหลินช้อนดวงตาคมลึกขึ้นจ้องมองเธอตรงๆ "คุณหนูลั่วพูดจริงหรือเปล่าครับ? ผมยินดีมากๆ เลยนะ เดี๋ยวพอกลับไป ผมให้คุณปู่มาสู่ขอเลยดีไหมครับ?"
ใครหน้าไหนมันเอาข่าวลือมั่วๆ ไปปล่อยกันหา? ใครบอกว่าเขาเป็นโรคกลัวผู้หญิง?! ใคร?!
รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วอวิ๋นเยียนชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ "ฝันไปเถอะ ฉันยังต้องขอดูพฤติกรรมคุณไปก่อน"
"ถ้าอย่างนั้น ผมจะตั้งใจทำผลงานให้ดีเลยครับ" กู้สือหลินจงใจเน้นย้ำคำว่า 'ทำผลงาน'
"เฮ้อ แต่ประธานกู้อายุ 26 แล้วนี่นา แก่กว่าฉันตั้งเจ็ดปีเต็ม ฉันยังอายุไม่ถึงเกณฑ์แต่งงานตามกฎหมายเลยนะ ส่วนช่องว่างระหว่างวัยของเรา..." ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ลืมที่จะชูนิ้วขึ้นมาเจ็ดนิ้วในขณะที่พูด
เส้นเลือดที่ขมับของกู้สือหลินเต้นตุบๆ "ผมอายุ 25 ต่างหาก ผมเข้าเรียนก่อนเกณฑ์หนึ่งปี ก็เลยได้เรียนชั้นเดียวกับอาเช่อ"
"อ้อ หกปีหรอกเหรอ..."
หกปีแล้วมันทำไม? พูดมาสิ! พูดออกมา! เอาให้ชัดเจนไปเลย!
เมื่อเห็นแววตาร้อนรนของเขา ลั่วอวิ๋นเยียนก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ "หกปีก็... พอรับได้แหละมั้ง"
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ผู้จัดการจะเดินเข้ามาพร้อมกับพนักงานเสิร์ฟสองสามคน
หลังจากจัดวางอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้น "บอสครับ ช่วงนี้เราเพิ่งคิดค้นเมนูขนมหวานใหม่ๆ ขึ้นมาสองสามอย่าง บอสอยากจะลองชิมดูไหมครับ?"
ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่หันไปมองกู้สือหลินแทน "ที่บ้านคุณมีกี่คนเหรอ?"
"สามคนครับ มีพ่อ แม่ แล้วก็คุณปู่" กู้สือหลินชะงักไปเล็กน้อย
"งั้นก็จัดมาให้ลองตามที่เห็นสมควรเลยแล้วกัน อ้อ แล้วช่วยห่อของหวานชุดสำหรับสี่ที่ให้ฉันสองชุดด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะเอากลับไปด้วย" ลั่วอวิ๋นเยียนหันไปสั่งกับผู้จัดการ
"รับทราบครับบอส ทานอาหารให้อร่อยนะครับทั้งสองท่าน" พูดจบเขาก็เดินออกไปพร้อมกับปิดประตู
กู้สือหลินเลิกคิ้วขึ้น "ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องขอขอบคุณแทนครอบครัวของผมด้วยนะครับเนี่ย ยังไงซะขนมหวานของภัตตาคารหรูอี้ก็มีจำนวนจำกัดซะด้วย"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถึงลดให้คุณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ฉันก็ยังได้กำไรอยู่ดีนั่นแหละ" พูดจบ เธอก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบซี่โครงหมูตุ๋นไปหนึ่งชิ้น
จุ๊ๆ รสมือแม่ยังคงอร่อยกว่าแฮะ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปคีบอาหารจานอื่นแทน อย่างน้อยพวกนั้นก็รสชาติดีใช้ได้เลยทีเดียว
เธอกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆ ถ้วยน้ำซุปก็ถูกวางลงข้างมือของเธอ
"ดื่มซุปสักหน่อยสิ"
"ขอบใจนะ พ่อคนงาม"
หึ เวลาอารมณ์ดีก็เรียก 'พ่อคนงาม' เวลาอารมณ์ไม่ดีก็เรียก 'ประธานกู้' สินะ
"ตอนนี้คุณยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่หรือเปล่าครับ?" กู้สือหลินเอ่ยถาม
ลั่วอวิ๋นเยียนกลืนเนื้อในปากลงคอก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา "ฉันเรียนจบแล้วล่ะ"
"งั้นคุณก็เข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุ 15 งั้นเหรอครับ?" กู้สือหลินรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
"ก็ไม่เชิงหรอก ฉันเรียนจบปริญญาเอกตอนอายุ 16 น่ะ ส่วนตอนที่เข้ามหาวิทยาลัย น่าจะตอน 13 หรือไม่ก็ 14 มั้ง"
ตอนนั้น เธอให้ตาเฒ่าหาครูสอนพิเศษมาให้ตั้งมากมาย เพื่อที่เธอจะได้เรียนรู้ทุกอย่างก่อนที่จะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยลอสต์
"มหาวิทยาลัยไหนเหรอครับ?"
"ลอสต์น่ะ" พูดจบ เธอก็ก้มหน้าก้มตากินเนื้อต่อไป
กู้สือหลินถึงกับชะงัก ตอนนั้นเขาเองก็ได้รับจดหมายตอบรับจากลอสต์เหมือนกัน แต่เขาแค่สมัครเป็นเพื่อนลั่วอวิ๋นเช่อเท่านั้น สุดท้ายลั่วอวิ๋นเช่อสอบไม่ติด แต่เขากลับสอบติดซะงั้น
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ไปเรียนที่นั่น เขาเลือกที่จะอยู่ในประเทศและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวง และหลังจากนั้น...
น่าเสียดายจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงได้เป็นรุ่นพี่ของเธอไปแล้ว
แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาคงทำแบบเธอไม่ได้หรอก ที่เรียนจบปริญญาเอกได้ภายในสามปีหลังจากเข้าเรียน
ลั่วอวิ๋นเยียน: อื้มมม ฉันอยู่ปีหนึ่ง คุณอยู่ปีสอง ฉันเรียนจบปริญญาเอกตอนที่คุณกำลังปั่นวิทยานิพนธ์ปริญญาตรี ฮิฮิ
กู้สือหลินมองดูหญิงสาวฝั่งตรงข้ามที่ยังคงทำสงครามกับเนื้อในจาน แล้วส่ายหัวอย่างจนใจ เขาคิดว่าคงมีแค่ตอนกินเท่านั้นแหละ ที่เธอดูสมกับอายุจริงๆ ของตัวเอง
หลังจากทานอาหารเสร็จ ลั่วอวิ๋นเยียนก็ไม่ได้ให้เขาเป็นคนจ่ายเงินจริงๆ หรอก ไม่อย่างนั้นเธอจะหาข้ออ้างไปเจอเขาคราวหน้าได้ยังไงล่ะ?
กู้สือหลินขับรถคันเล็กสีดำของลั่วอวิ๋นเยียน มาส่งเธอที่หน้าทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลลั่ว
เมื่อมาถึงทางเข้า ลั่วอวิ๋นเยียนก็เอ่ยถามขึ้น "แล้วคุณจะกลับยังไงล่ะ? เอารถฉันขับกลับไปก่อนไหม?"
"ไม่เป็นไรครับ ผมจะกลับไปที่บ้านพ่อกับแม่น่ะ ข้ามสะพานนั้นไปก็ถึงแล้ว" กู้สือหลินปลดเข็มขัดนิรภัยออก แล้วชี้ไปที่สะพานโค้งเล็กๆ ข้างหน้า
พอมองไปตามทิศทางที่เขาชี้ อืมม... กลายเป็นว่าบ้านของพวกเขาสองครอบครัวถูกคั่นด้วยแม่น้ำเทียมแค่นั้นเอง
"งั้นก็โอเค เดินทางปลอดภัยนะ พ่อคนงาม ฉันจะยืนส่งคุณตรงนี้แหละ~" ลั่วอวิ๋นเยียนลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ
กู้สือหลินเอื้อมมือไปทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของหญิงสาวไปไว้หลังใบหู "ไม่ต้องหรอกครับ รอคุณเดินเข้าบ้านไปก่อน แล้วผมค่อยกลับ"
"โอเค งั้นฉันเข้าบ้านล่ะนะ ฝันดี" ลั่วอวิ๋นเยียนส่งจูบให้เขาก่อนจะเดินเข้าคฤหาสน์ตระกูลลั่วไป
รอจนกระทั่งประตูคฤหาสน์ปิดลง เขาถึงได้ก้าวเดินจากไป
ลั่วอวิ๋นเยียนถือกล่องขนมหวานเข้ามาในบ้าน ภายในห้องนั่งเล่นมีแค่พ่อกับแม่ของเธอเท่านั้น "พ่อคะ แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ พี่ๆ ไปไหนกันหมดคะ?"
"พี่ใหญ่ของลูกยังไม่กลับเลยจ้ะ ส่วนพี่สามก็อยู่ในห้องของเขา" เมื่อเห็นลูกสาวกลับมา ซูหว่านหรูก็เลิกสนใจละครหลังข่าว แล้วเดินเข้าไปรับกล่องอาหารจากมือเธอ "หนูเอาอะไรมาด้วยน่ะหนานหนาน? หนักไหมลูก?"