เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน

บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน

บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน


บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน

กู้สือหลินมองลั่วอวิ๋นเยียนด้วยแววตาหยอกเย้า "บะ...บอส? ภัตตาคารหรูอี้เป็นของคุณงั้นเหรอ?"

"ทำไมล่ะ? ไม่ได้หรือไง?" ลั่วอวิ๋นเยียนปรายตามองเขา

"ย่อมได้อยู่แล้วครับ แค่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนยังไงอย่างงั้นเลยครับ บอส~"

ลั่วอวิ๋นเยียนสูดหายใจลึก ก่อนจะหันไปมองผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ "เปลี่ยนห้องที่ประธานกู้จองไว้ตอนแรกเป็นห้องส่วนตัวของฉัน แล้วเดี๋ยวตอนคิดเงินก็คิดราคาปกติ แต่ลดให้เขาสิบห้าเปอร์เซ็นต์!"

สีหน้าของกู้สือหลินไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมองเธอด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า

"รับทราบครับบอส!" ผู้จัดการรับคำและเดินนำทางไปอย่างเงียบๆ

แย่แล้ว ดูเหมือนเธอจะหาเรื่องใส่ตัวซะแล้วสิ...

ภายใต้การนำทางของผู้จัดการ ทั้งสองก็มาถึงชั้นบนสุด

เป็นที่รู้กันดีว่าชั้นบนสุดของภัตตาคารหรูอี้ทุกสาขาทั่วโลกนั้นไม่เคยเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ไม่ว่าคุณจะรวยล้นฟ้าแค่ไหนก็ตาม เพราะมันคือพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของร้าน

นอกจากจะโด่งดังเรื่องรสชาติอาหารแล้ว ภัตตาคารหรูอี้ยังได้รับการยกย่องอย่างมากในเรื่องของการตกแต่ง แต่ละสาขาจะถูกออกแบบตามสถาปัตยกรรมท้องถิ่น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสาขาในเมืองหลวงแห่งนี้จึงเป็นลานเรือนสไตล์จีนโบราณที่ดูเรียบง่ายแต่คลาสสิก

การตกแต่งบนชั้นบนสุดนั้นยิ่งน่าประทับใจกว่า พื้นที่ทั้งชั้นคุมโทนสีอบอุ่น ให้แสงสว่างด้วยโคมไฟติดผนังแสงนวลตาและเชิงเทียนประดิษฐ์ เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดล้วนทำจากไม้ล้ำค่า และยังมีบ่อน้ำเล็กๆ ซ่อนอยู่ ด้านล่างคงจะติดตั้งเครื่องทำหมอกเอาไว้ ถึงได้เนรมิตบรรยากาศให้ดูเลือนรางราวกับดินแดนเซียน และในบ่อก็ยังเต็มไปด้วยปลาสวยงามราคาแพงมากมาย

จุ๊ๆๆ ถ้าคุณปู่ของเขามาเห็นเข้าล่ะก็ คงต้องพยายามช้อนปลากลับบ้านไปสักสองสามตัวแน่ๆ โดยเฉพาะปลาอโรวาน่าแดงและปลาคาร์ฟโหลวหลานพวกนั้น ชายชราตามหาปลาโตเต็มวัยมาตั้งนานแต่ก็ไม่เคยได้สมใจ ทว่าที่นี่กลับมีอยู่ตั้งหลายตัว

อย่าถามนะว่าทำไมเขาถึงไม่ซื้อลูกปลามาเลี้ยง คำตอบก็คือเขาซื้อมาเยอะแล้ว แต่ไม่มีตัวไหนรอดเลยน่ะสิ

ผู้จัดการยื่นเมนูให้กับทั้งสองคน ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ได้เปิดดูของตัวเอง แต่ผายมือให้ประธานกู้เป็นคนสั่งแทน อย่างไรเสียลูกน้องของเธอก็รู้รสนิยมการกินของเธอดีอยู่แล้ว

ประธานกู้สั่งอาหารขึ้นชื่อมาสองสามอย่าง พร้อมกับซี่โครงหมูตุ๋นอีกหนึ่งที่ และไม่ลืมที่จะกำชับว่า ไม่ใส่ต้นหอม

ผู้จัดการที่รับออเดอร์ถึงกับเก็บซ่อนความฟินประหนึ่งคนพายเรือไว้แทบไม่อยู่ ก่อนจะถอยตัวออกไปอย่างเงียบๆ

ลั่วอวิ๋นเยียนที่ก้มหน้าดูโทรศัพท์อยู่ตลอด เงยหน้าขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น เขารู้ได้ยังไง?

เหมือนจะสังเกตเห็นความสงสัยของลั่วอวิ๋นเยียน กู้สือหลินจึงยิ้มและอธิบายว่า "ผมกับอาเช่อเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันน่ะครับ ผมเคยได้ยินเขาพูดถึงตอนที่เรายังเรียนอยู่"

"โอ้~ พ่อคนงาม เรื่องมันผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว คุณยังจำได้อีกเหรอเนี่ย ดูเหมือนว่าคุณจะมีฉันอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะสิ?" ลั่วอวิ๋นเยียนเท้าคางและมองเขาด้วยรอยยิ้ม

"มันค่อนข้างฝังใจน่ะครับ ดูเหมือนว่าตอนนั้นคุณปู่ของผมอยากจะคลุมถุงชนให้เราหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก แต่ครอบครัวของคุณไม่เห็นด้วยแถมยังไล่ตะเพิดเขากลับมาซะด้วย" กู้สือหลินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงปฏิกิริยาของคุณปู่ในเวลานั้น

"แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนะ แค่ตัดคำว่า 'ตั้งแต่เด็ก' ออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นหมั้นหมายกันเลยดีไหมล่ะ?"

กู้สือหลินช้อนดวงตาคมลึกขึ้นจ้องมองเธอตรงๆ "คุณหนูลั่วพูดจริงหรือเปล่าครับ? ผมยินดีมากๆ เลยนะ เดี๋ยวพอกลับไป ผมให้คุณปู่มาสู่ขอเลยดีไหมครับ?"

ใครหน้าไหนมันเอาข่าวลือมั่วๆ ไปปล่อยกันหา? ใครบอกว่าเขาเป็นโรคกลัวผู้หญิง?! ใคร?!

รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วอวิ๋นเยียนชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ "ฝันไปเถอะ ฉันยังต้องขอดูพฤติกรรมคุณไปก่อน"

"ถ้าอย่างนั้น ผมจะตั้งใจทำผลงานให้ดีเลยครับ" กู้สือหลินจงใจเน้นย้ำคำว่า 'ทำผลงาน'

"เฮ้อ แต่ประธานกู้อายุ 26 แล้วนี่นา แก่กว่าฉันตั้งเจ็ดปีเต็ม ฉันยังอายุไม่ถึงเกณฑ์แต่งงานตามกฎหมายเลยนะ ส่วนช่องว่างระหว่างวัยของเรา..." ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ลืมที่จะชูนิ้วขึ้นมาเจ็ดนิ้วในขณะที่พูด

เส้นเลือดที่ขมับของกู้สือหลินเต้นตุบๆ "ผมอายุ 25 ต่างหาก ผมเข้าเรียนก่อนเกณฑ์หนึ่งปี ก็เลยได้เรียนชั้นเดียวกับอาเช่อ"

"อ้อ หกปีหรอกเหรอ..."

หกปีแล้วมันทำไม? พูดมาสิ! พูดออกมา! เอาให้ชัดเจนไปเลย!

เมื่อเห็นแววตาร้อนรนของเขา ลั่วอวิ๋นเยียนก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ "หกปีก็... พอรับได้แหละมั้ง"

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ผู้จัดการจะเดินเข้ามาพร้อมกับพนักงานเสิร์ฟสองสามคน

หลังจากจัดวางอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้น "บอสครับ ช่วงนี้เราเพิ่งคิดค้นเมนูขนมหวานใหม่ๆ ขึ้นมาสองสามอย่าง บอสอยากจะลองชิมดูไหมครับ?"

ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่หันไปมองกู้สือหลินแทน "ที่บ้านคุณมีกี่คนเหรอ?"

"สามคนครับ มีพ่อ แม่ แล้วก็คุณปู่" กู้สือหลินชะงักไปเล็กน้อย

"งั้นก็จัดมาให้ลองตามที่เห็นสมควรเลยแล้วกัน อ้อ แล้วช่วยห่อของหวานชุดสำหรับสี่ที่ให้ฉันสองชุดด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะเอากลับไปด้วย" ลั่วอวิ๋นเยียนหันไปสั่งกับผู้จัดการ

"รับทราบครับบอส ทานอาหารให้อร่อยนะครับทั้งสองท่าน" พูดจบเขาก็เดินออกไปพร้อมกับปิดประตู

กู้สือหลินเลิกคิ้วขึ้น "ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องขอขอบคุณแทนครอบครัวของผมด้วยนะครับเนี่ย ยังไงซะขนมหวานของภัตตาคารหรูอี้ก็มีจำนวนจำกัดซะด้วย"

"ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถึงลดให้คุณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ฉันก็ยังได้กำไรอยู่ดีนั่นแหละ" พูดจบ เธอก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบซี่โครงหมูตุ๋นไปหนึ่งชิ้น

จุ๊ๆ รสมือแม่ยังคงอร่อยกว่าแฮะ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปคีบอาหารจานอื่นแทน อย่างน้อยพวกนั้นก็รสชาติดีใช้ได้เลยทีเดียว

เธอกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆ ถ้วยน้ำซุปก็ถูกวางลงข้างมือของเธอ

"ดื่มซุปสักหน่อยสิ"

"ขอบใจนะ พ่อคนงาม"

หึ เวลาอารมณ์ดีก็เรียก 'พ่อคนงาม' เวลาอารมณ์ไม่ดีก็เรียก 'ประธานกู้' สินะ

"ตอนนี้คุณยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่หรือเปล่าครับ?" กู้สือหลินเอ่ยถาม

ลั่วอวิ๋นเยียนกลืนเนื้อในปากลงคอก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา "ฉันเรียนจบแล้วล่ะ"

"งั้นคุณก็เข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุ 15 งั้นเหรอครับ?" กู้สือหลินรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย

"ก็ไม่เชิงหรอก ฉันเรียนจบปริญญาเอกตอนอายุ 16 น่ะ ส่วนตอนที่เข้ามหาวิทยาลัย น่าจะตอน 13 หรือไม่ก็ 14 มั้ง"

ตอนนั้น เธอให้ตาเฒ่าหาครูสอนพิเศษมาให้ตั้งมากมาย เพื่อที่เธอจะได้เรียนรู้ทุกอย่างก่อนที่จะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยลอสต์

"มหาวิทยาลัยไหนเหรอครับ?"

"ลอสต์น่ะ" พูดจบ เธอก็ก้มหน้าก้มตากินเนื้อต่อไป

กู้สือหลินถึงกับชะงัก ตอนนั้นเขาเองก็ได้รับจดหมายตอบรับจากลอสต์เหมือนกัน แต่เขาแค่สมัครเป็นเพื่อนลั่วอวิ๋นเช่อเท่านั้น สุดท้ายลั่วอวิ๋นเช่อสอบไม่ติด แต่เขากลับสอบติดซะงั้น

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ไปเรียนที่นั่น เขาเลือกที่จะอยู่ในประเทศและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวง และหลังจากนั้น...

น่าเสียดายจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงได้เป็นรุ่นพี่ของเธอไปแล้ว

แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาคงทำแบบเธอไม่ได้หรอก ที่เรียนจบปริญญาเอกได้ภายในสามปีหลังจากเข้าเรียน

ลั่วอวิ๋นเยียน: อื้มมม ฉันอยู่ปีหนึ่ง คุณอยู่ปีสอง ฉันเรียนจบปริญญาเอกตอนที่คุณกำลังปั่นวิทยานิพนธ์ปริญญาตรี ฮิฮิ

กู้สือหลินมองดูหญิงสาวฝั่งตรงข้ามที่ยังคงทำสงครามกับเนื้อในจาน แล้วส่ายหัวอย่างจนใจ เขาคิดว่าคงมีแค่ตอนกินเท่านั้นแหละ ที่เธอดูสมกับอายุจริงๆ ของตัวเอง

หลังจากทานอาหารเสร็จ ลั่วอวิ๋นเยียนก็ไม่ได้ให้เขาเป็นคนจ่ายเงินจริงๆ หรอก ไม่อย่างนั้นเธอจะหาข้ออ้างไปเจอเขาคราวหน้าได้ยังไงล่ะ?

กู้สือหลินขับรถคันเล็กสีดำของลั่วอวิ๋นเยียน มาส่งเธอที่หน้าทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลลั่ว

เมื่อมาถึงทางเข้า ลั่วอวิ๋นเยียนก็เอ่ยถามขึ้น "แล้วคุณจะกลับยังไงล่ะ? เอารถฉันขับกลับไปก่อนไหม?"

"ไม่เป็นไรครับ ผมจะกลับไปที่บ้านพ่อกับแม่น่ะ ข้ามสะพานนั้นไปก็ถึงแล้ว" กู้สือหลินปลดเข็มขัดนิรภัยออก แล้วชี้ไปที่สะพานโค้งเล็กๆ ข้างหน้า

พอมองไปตามทิศทางที่เขาชี้ อืมม... กลายเป็นว่าบ้านของพวกเขาสองครอบครัวถูกคั่นด้วยแม่น้ำเทียมแค่นั้นเอง

"งั้นก็โอเค เดินทางปลอดภัยนะ พ่อคนงาม ฉันจะยืนส่งคุณตรงนี้แหละ~" ลั่วอวิ๋นเยียนลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ

กู้สือหลินเอื้อมมือไปทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของหญิงสาวไปไว้หลังใบหู "ไม่ต้องหรอกครับ รอคุณเดินเข้าบ้านไปก่อน แล้วผมค่อยกลับ"

"โอเค งั้นฉันเข้าบ้านล่ะนะ ฝันดี" ลั่วอวิ๋นเยียนส่งจูบให้เขาก่อนจะเดินเข้าคฤหาสน์ตระกูลลั่วไป

รอจนกระทั่งประตูคฤหาสน์ปิดลง เขาถึงได้ก้าวเดินจากไป

ลั่วอวิ๋นเยียนถือกล่องขนมหวานเข้ามาในบ้าน ภายในห้องนั่งเล่นมีแค่พ่อกับแม่ของเธอเท่านั้น "พ่อคะ แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ พี่ๆ ไปไหนกันหมดคะ?"

"พี่ใหญ่ของลูกยังไม่กลับเลยจ้ะ ส่วนพี่สามก็อยู่ในห้องของเขา" เมื่อเห็นลูกสาวกลับมา ซูหว่านหรูก็เลิกสนใจละครหลังข่าว แล้วเดินเข้าไปรับกล่องอาหารจากมือเธอ "หนูเอาอะไรมาด้วยน่ะหนานหนาน? หนักไหมลูก?"

จบบทที่ บทที่ 17: กำหนดวันมาเลยก็แล้วกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว