- หน้าแรก
- ไหนว่าถือพรหมจรรย์ แล้วเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอดนี่คือใคร
- บทที่ 12: ฉันแทบจะจิ้นพวกเธอสองคนอยู่แล้ว
บทที่ 12: ฉันแทบจะจิ้นพวกเธอสองคนอยู่แล้ว
บทที่ 12: ฉันแทบจะจิ้นพวกเธอสองคนอยู่แล้ว
บทที่ 12: ฉันแทบจะจิ้นพวกเธอสองคนอยู่แล้ว
ฉู่ม่อเซวียนชะงักกับคำถามของเขา "ผมไม่รู้อ่ะ ไม่เคยไปรับเขามาก่อนเลย"
"ถ้านายไม่รู้ก็ถามสิ เดี๋ยวต้องไปรับเขาที่โรงเรียนแล้วนะ"
"เดี๋ยวนะพี่ ทำไมผมต้องไปรับเขาด้วยล่ะ? ให้คนขับรถที่บ้านไปรับก็ได้นี่" ฉู่ม่อเซวียนถามอย่างงุนงง
กู้สือหลินตวัดสายตามอง ทำให้เขารีบยกธงขาวทันที "ผมถามก็ได้ๆ จะถามเดี๋ยวนี้แหละ วันนี้ผมจะเป็นพี่ชายแสนดีไปรับน้องชายเอง"
ฉู่ม่อเซวียนโทรหาคนขับรถของตระกูลฉู่ สอบถามเวลาเลิกเรียนของฉู่ม่อถิง และบอกว่าวันนี้เขาจะไปรับฉู่ม่อถิงด้วยตัวเอง
จากนั้นเขาก็มองกู้สือหลินด้วยดวงตาเป็นประกายปิ๊งปั๊ง "พี่ พวกเขาเลิกเรียนตอนห้าโมงครึ่ง นี่ก็สี่โมงครึ่งแล้ว ถ้าผมไม่ออกไปตอนนี้เดี๋ยวรถจะติดเอา เอกสารพวกนี้..."
"ไปสิ เอกสารพวกนี้ค่อยจัดการคืนนี้ก็แล้วกัน" กู้สือหลินลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นบนเสื้อผ้าของตน
สมองของฉู่ม่อเซวียนประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ "พี่ ไหนพี่บอกให้ผมไปรับเขาไง?"
"ฉันจะไปด้วย เลิกพูดมากได้แล้ว"
"อ้อ โอเค ไปเดี๋ยวนี้แหละ"
จนกระทั่งขึ้นมาบนรถแล้ว ฉู่ม่อเซวียนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้—นั่นมันน้องชายเขานะ? น้องชายแท้ๆ ของเขาเลย! แล้วกู้สือหลินจะตามมาด้วยทำไมเนี่ย?
...อีกด้านหนึ่ง ลั่วอวิ๋นเยียนเพิ่งกลับมาที่ห้องส่วนตัว
ลั่วอวิ๋นอี้พูดกับเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและจริงจัง
"หนานหนาน คราวหน้าถ้าหนูบังเอิญเจอพี่กู้ อย่าไปอยู่ใกล้เขามากนักนะ เข้าใจไหม?"
"ทำไมล่ะคะ?" ลั่วอวิ๋นเยียนเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนี้
"หือ? หนานหนานบังเอิญเจอพี่กู้งั้นเหรอ?" ลั่วอวิ๋นซีเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ลั่วอวิ๋นอี้พยักหน้า รู้สึกลำบากใจที่จะอธิบายเล็กน้อย
"น้องบังเอิญไปเห็นตอนที่เขากำลังสั่งสอนคนอยู่น่ะ แล้วกลายเป็นว่าเขาโดนหนานหนานสั่งสอนกลับซะเอง"
"เชี่ย?" สีหน้าของลั่วอวิ๋นซีกลายเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"หนานหนาน ฟังพี่รองนะ พี่กู้... เขาเป็นโรคกลัวผู้หญิง และไม่ชอบให้ผู้หญิงเข้าใกล้ นอกจากนี้เขายังดุมากด้วย เพราะงั้นอยู่ห่างๆ เขาไว้ถอยได้ก็ถอย เข้าใจไหม?"
ลั่วอวิ๋นอี้กลอกตาใส่เขาแล้วหันมาอธิบายกับลั่วอวิ๋นเยียน
"ผู้ชายคนเมื่อกี้ชื่อกู้สือหลิน ตระกูลกู้อยู่ในระดับเดียวกับตระกูลของเรา แต่ตระกูลกู้มีทายาทแค่รุ่นละคนมาตลอด และเขาก็เป็นทายาทเพียงคนเดียวของที่นั่น อย่าให้ท่าทีที่เขาชอบนับลูกประคำ ชื่นชอบพระพุทธศาสนา แล้วก็ดูสง่างามสูงส่งหลอกเอาได้นะ จริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่เจ้าเล่ห์และร้ายลึกมาก"
"ที่สำคัญที่สุดคือเขาเป็นโรคกลัวผู้หญิง นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้เขาได้ในระยะหนึ่งเมตรเลย แต่เขาไม่ใช่พวกที่ชอบลงไม้ลงมือกับใครมั่วซั่วหรอกนะ ปกติมักเป็นเพราะอีกฝ่ายมีปัญหาเองนั่นแหละ เพราะงั้นหนูไม่ต้องกลัวเขามากเกินไปหรอก ถ้าบังเอิญเจอก็แค่รักษาระยะห่างไว้ก็พอ"
"โอเคค่ะพี่สาม หนูเข้าใจแล้ว"
ลั่วอวิ๋นเยียนพยักหน้าอย่างว่าง่าย พลางหลุบตาลงเพื่อซ่อนประกายบางอย่างที่พาดผ่านในแววตา
โรคกลัวผู้หญิงงั้นเหรอ? ไม่เห็นจะจริงเลย
จู่ๆ เธอก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูสูงส่งและสง่างามนั้นกันแน่
ยิ่งไปกว่านั้น... ภาพลักษณ์ของเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอตั้งแต่แรก ก็ดูไม่เหมือนกับที่พี่ชายทั้งสองคนบรรยายให้ฟังเลยสักนิด
"เริ่มสายแล้วล่ะ ได้เวลาไปรับลั่วอวิ๋นจิ่นที่โรงเรียนแล้ว" ลั่วอวิ๋นซีลุกขึ้นยืนพลางสวมหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดด
ลั่วอวิ๋นเยียนมองการแต่งตัวของเขา—จิ๊ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ขัดหูขัดตาไปหมด เธอจึงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่ยอมขยับไปไหน
"ไปกันเถอะ พวกเธอสองคนจะยืนนิ่งเป็นรูปปั้นทำไมเนี่ย?" ลั่วอวิ๋นซีมองรูปปั้นทั้งสองด้วยความงุนงง
สองพี่น้องสบตากันอย่างจนใจ ก่อนจะเดินตามเขาออกไป... โรงเรียนมัธยมหวนหยางเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีทั้งระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย
ระบบของโรงเรียนนี้ค่อนข้างแปลก นักเรียนที่นี่ถ้าไม่เรียนเก่งมาก ก็ต้องทั้งเรียนเก่งและบ้านรวย
พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นโรงเรียนชั้นนำที่ใช้ผลการเรียนเป็นตัววัด แต่คุณสามารถย้อมสีผม ดัดผม และสวมเครื่องประดับได้ตามใจชอบ
หากผลการเรียนของคุณแย่เกินไป มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร
ท้ายที่สุดแล้ว โรงเรียนแห่งนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากตระกูลกู้ นอกเหนือจากตระกูลลั่วแล้ว ต่อให้ผู้คนในเมืองหลวงจะร่ำรวยแค่ไหน ก็จะรวยไปกว่าตระกูลกู้ได้ยังไง?
ว่ากันว่าแค่กฎข้อนี้ข้อเดียว ก็เคยหล่อเลี้ยงสถาบันกวดวิชาทั่วทั้งเมืองหลวงให้อยู่รอดมาแล้ว
17:20 น.
ฉู่ม่อเซวียนนั่งไม่ติดที่ จึงหันไปมองชายหนุ่มที่เบาะหลัง
"พี่ เรามาทำอะไรที่หวนหยางกันแน่? ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าพี่แค่จะมารับนักเรียนน่ะ!"
กู้สือหลินไม่ได้ตอบอะไร เขามองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นรถคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามา เมื่อเห็นป้ายทะเบียนที่คุ้นเคย มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
"รถจากบ้านใหญ่ตระกูลลั่วนี่? ต้องมารับลั่วอวิ๋นจิ่นแน่เลย" ฉู่ม่อเซวียนมองตามสายตาของเขาไป
ภายในรถ ลั่วอวิ๋นเยียนมองพี่ชายทั้งสองคนที่เถียงกันมาตลอดทางด้วยความปวดหัว ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมา
"พอเลย! เดี๋ยวฉันลงไปรับเขาเอง พวกพี่ห้ามลงไปเด็ดขาด! คราวนี้ก็ไม่ต้องเถียงกันแล้วใช่ไหม?"
ให้ตายเถอะ มีอะไรให้ต้องเถียงกันนักหนา? ก็แค่มารับเด็กเลิกเรียนเอง
คนนึงบอกว่าอีกคนแต่งตัวแปลกๆ ดึงดูดสายตาคนอื่น ส่วนอีกคนก็เถียงว่าฝ่ายแรกน่ะสายตาสั้น มองคนไม่ชัดเอง
อะไรกัน? ลงไปกับเธอแล้วจะถูกหวยรวยเบอร์หรือยังไง?
มันไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลสักหน่อยที่ต้องใช้บัตรรับส่ง สแกนใบหน้า แล้วรับเด็กมาจากมือครูพร้อมกับคอยโอ๋ว่า
"ได้เวลากลับบ้านแล้ว ไหว้ลาคุณครูสิลูก~"
เมื่อเห็นว่าพวกเขายังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ลั่วอวิ๋นเยียนจึงยกมือขึ้นห้าม
"หุบปากไปเลย ฉันจะไปแล้ว ถ้าพวกพี่ยังขืนเถียงกันอีก ฉันจะโกรธจริงๆ ด้วย"
ลั่วอวิ๋นเยียนผลักประตูรถให้เปิดออกและเดินตรงไปยังประตูโรงเรียน
พี่ชายสองคนที่เหลือมองหน้ากัน ลั่วอวิ๋นซีกลืนน้ำลายอึกใหญ่
"พี่สาม พี่ไม่คิดเหรอว่ารังสีอำมหิตของหนานหนานเมื่อกี้มันน่ากลัวไปหน่อย? ท่าทางเธอเหมือนพี่ใหญ่ไม่มีผิดเลย"
"ฉันว่า... เธอน่ากลัวกว่าพี่ใหญ่ซะอีก เผลอๆ อาจจะพอๆ กับพ่อเลยด้วยซ้ำ" ลั่วอวิ๋นอี้เองก็รู้สึกหวั่นเกรงเล็กน้อย
สองพี่น้องสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีพร้อมกันด้วยความรังเกียจ
"เหอะ"
เมื่อเห็นหญิงสาวลงมาจากรถ กู้สือหลินก็ก้าวลงมาแล้วเดินตรงไปหาเธอเช่นกัน
"เฮ้ย! พี่ รอผมด้วย!" ฉู่ม่อเซวียนรีบผลักประตูรถเปิดออกแล้ววิ่งตามเขาไป
กู้สือหลินเดินไปซ้อนอยู่ด้านหลังของลั่วอวิ๋นเยียน "บังเอิญจังนะ เราเจอกันอีกแล้ว"
"แหม พ่อคนงาม มาคิดบัญชีกับฉันเหรอ?"
ลั่วอวิ๋นเยียนยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
เธอหันกลับไปมอง จุดนี้รถของตระกูลลั่วมองไม่เห็น มิน่าล่ะ
กู้สือหลินหัวเราะเบาๆ "จะเป็นไปได้ยังไง? ฉันก็แค่มาเป็นเพื่อนคนรู้จักรับน้องชายเขา แล้วก็บังเอิญมาเจอเธอเข้าต่างหาก"
"โอ้โห~ นี่ไม่ได้ตั้งใจมาหาฉันจริงๆ เหรอเนี่ย? แบบนี้คงเศร้าแย่เลย"
ลั่วอวิ๋นเยียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ขยับเข้าไปใกล้เขา
กู้สือหลินก้มลงมองหญิงสาวที่เตี้ยกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะ
"เอาจริงๆ ก็ใช่ ฉันตั้งใจมาหาเธอ ส่วนเรื่องมารับคนน่ะแค่ผลพลอยได้"
ฉู่ม่อเซวียนที่เดินตามหลังมาติดๆ ถึงกับอึ้งไป เดี๋ยวนะเพื่อน นายเป็นโรคกลัวผู้หญิงไม่ใช่เรอะ?
นี่ระยะห่างถึงสามสิบเซนติเมตรหรือเปล่าเนี่ย? เขาโดนผีเข้าหรือไง?
ดูฟองสบู่รูปหัวใจสีชมพูที่ลอยฟ่องเต็มอากาศนี่สิ แถมยังมี 'พ่อคนงาม' อีก?
ให้ตายเถอะ ฉันแทบจะจิ้นพวกนายสองคนอยู่แล้วเนี่ย
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรง ลั่วอวิ๋นเยียนก็หันไปมอง ก่อนจะหันกลับมามองกู้สือหลินด้วยความงุนงง สีหน้าของเธอบ่งบอกว่า:
เจ้าหมาเท็ดดี้หัวหยองนี่ใครน่ะ? ฉันไม่ยักจะรู้จัก ท่าทางดูซื่อบื้อพิลึก
กู้สือหลินอ่านความหมายในสายตาของลั่วอวิ๋นเยียนออกอย่างประหลาด เขาปรายตามองฉู่ม่อเซวียน "ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก ก็แค่ไอ้โง่คนนึงน่ะ"
ฉู่ม่อเซวียน: แล้วไง? สรุปฉันเป็นแค่เครื่องมือให้พวกนายจีบกันงั้นสิ?
"ไง ยัยก้อนแป้งขาว ฉันชื่อฉู่ม่อเซวียน เป็นลูกพี่ลูกน้องของลั่วอวิ๋นจิ่น ตอนเด็กๆ เธอเคยเรียกฉันว่า 'พี่ชาย' ด้วยนะ"
ฉู่ม่อเซวียนรู้สึกว่าตัวเองได้แต้มต่อกลับคืนมาบ้างแล้ว จึงหันไปมองกู้สือหลินอย่างโอ้อวด
มุมปากของลั่วอวิ๋นเยียนกระตุก ยัยก้อนแป้งขาวงั้นเหรอ?? เชื่อไหมล่ะว่าฉันจะอัดนายให้บวมฉุเป็นก้อนแป้งขาวเลย
"ฉันก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของลั่วอวิ๋นจิ่นเหมือนกัน ทำไมนายไม่เรียกฉันว่า 'พี่สาว' ล่ะ?"
ฉู่ม่อเซวียนถึงกับสะอึกกับคำพูดของเธอ "โธ่ ทำตัวแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ"
"อ้อเหรอ"
พูดจบ ลั่วอวิ๋นเยียนก็เลิกสนใจเขา ปล่อยให้เขายืนหน้าบิดเบี้ยวเดือดดาลอยู่เงียบๆ
กู้สือหลินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของหญิงสาว
จิ๊ เวลาเขายิ้มยิ่งดูหล่อแฮะ ลั่วอวิ๋นเยียนเผลอมองอย่างหลงใหล สายตาของเธอแทบจะติดหนึบอยู่กับเขา
กู้สือหลินโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เธอ "ฉันหล่อขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ใช่!"
"ถ้าอย่างนั้น ให้โอกาสฉันพาเธอไปเลี้ยงข้าวเย็นสักมื้อได้ไหมล่ะ?" น้ำเสียงของกู้สือหลินแฝงไปด้วยความเชิญชวนที่เย้ายวนใจ
อ้อ ที่แท้ก็มาไม้นี้เหรอ?