- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 149 : ให้จักรพรรดินีต้องลงมือ!
บทที่ 149 : ให้จักรพรรดินีต้องลงมือ!
บทที่ 149 : ให้จักรพรรดินีต้องลงมือ!
บทที่ 149 : ให้จักรพรรดินีต้องลงมือ!
ในตอนนี้ ความไม่พอใจที่หลี่เหวินป๋อและพรรคพวกมีต่อกู่เยว่ซีได้พุ่งทะยานไปจนถึงขีดสุดแล้ว
ในสายตาของพวกเขา ขอแค่เป็นคนที่มีไหวพริบสักหน่อยก็ควรจะดูออกตั้งนานแล้วว่าพวกเขากำลังหมายถึงอะไร
พอมาถึงเกาะฮ่องกงก็ควรจะรู้ตัวแล้วแยกย้ายกันไปสิ แต่ยัยผู้หญิงคนนี้...ดันตามมาถึงหน้าประตูมหาลัยฮ่องกงเนี่ยนะ!
บ้าเอ๊ย...แบบนี้มันไม่ใช่แค่ไม่มีไหวพริบแล้วมั้ง?
นี่มันจงใจหน้าด้านหน้าทนตามมาให้คนเขารังเกียจชัดๆ!
ไฟโทสะในใจของหลี่เหวินป๋อปะทุขึ้นมาเป็นริ้วๆ เขารู้สึกว่าความอดทนของตัวเองได้ขาดผึงลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ตอนแรกก็กะว่าจะไว้หน้าไอ้ตระกูลใหญ่แห่งมณฑลเทียนหั่วอะไรนั่นสักหน่อย แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป จัดการกับคนหน้าหนาแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเหลือเยื่อใยอะไรให้ทั้งนั้น!
เขาขี้เกียจจะปั้นหน้าเสแสร้งทำเป็นคนดีอีกต่อไป จึงหันไปขยิบตาให้ชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เอ้อร์จู้ แกไปจัดการทีสิ ไล่หล่อนไปให้พ้นๆ อย่ามาเกะกะลูกตาอยู่แถวนี้!”
ชายหนุ่มผมทอง : “...”
เขาหันขวับไปมองหลี่เหวินป๋อด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“พี่ป๋อ ผมบอกแล้วไง? ว่าถ้ามาต่างถิ่นอย่าเรียกชื่อเล่นผมอะ!”
หลี่เหวินป๋อชะงักไปนิด ก่อนจะนึกขึ้นได้
“อ้อๆ! โทษที มันเผลอติดปากไปหน่อยน่ะ เอาเป็นว่า...โอวหยางหยุนเฮ่อ! แกไปจัดการที!”
“จัดไปครับพี่!”
ชายหนุ่มผมทองที่ชื่อ ‘โอวหยางหยุนเฮ่อ’ ถึงกับยิ้มออกอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปมองกู่เยว่ซีด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ แล้วก้าวฉับๆตรงดิ่งไปหาเธอ
ทว่า เขาเพิ่งจะเดินออกไปได้แค่สองก้าวเท่านั้น...
“เหวินป๋อ! โทษทีๆพอดีติดธุระนิดหน่อยเลยมาสายน่ะ รอกันนานไหม?”
เสียงทักทายอย่างสดใสและเป็นกันเองก็ดังมาจากทางประตูหน้ามหาลัยฮ่องกง
ปรากฏร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางสุภาพบุรุษ ในชุดสูทลำลองสีขาว กำลังเดินยิ้มร่าตรงมาหาพวกเขา
พอพวกหลี่เหวินป๋อเห็นว่าใครมา ก็พากันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
โยนความรำคาญเรื่องกู่เยว่ซีทิ้งไปจนหมดสิ้น แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปต้อนรับ
“คุณชายมู่! เกรงใจกันเกินไปแล้ว พวกเราเองก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันครับ!” หลี่เหวินป๋อทักทายกลับอย่างกระตือรือร้น
ผู้มาเยือนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นถึงรองประธานนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง ‘มู่หยุนเฟย’
ซึ่งมู่หยุนเฟยคนนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เขาไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะระดับท็อปเท็นของมหาลัยฮ่องกงในรุ่นนี้ และเป็นผู้ใช้พลังจิตระดับห้าขั้นต้นของแท้เท่านั้น
แต่เขายังเป็นถึงทายาทสายตรงของตระกูลมู่ หนึ่งในสิบตระกูลใหญ่แห่งเกาะฮ่องกงอีกด้วย!
ว่ากันว่า ‘มู่เฉิน’ แห่งมหาลัยเมืองหลวงคนนั้น ก็คือลูกพี่ลูกน้องของเขานั่นเอง!
แม้ว่าขุมกำลังโดยรวมของสิบตระกูลใหญ่แห่งฮ่องกงจะดูด้อยกว่าสิบตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในขุมกำลังระดับท็อปของสหพันธรัฐต้าเซี่ย ที่มีรากฐานมั่นคงและน่าเกรงขามสุดๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนระดับนี้ ต่อให้เป็นพวกคุณชายจากเมืองหลวงอย่างหลี่เหวินป๋อ
ก็ไม่กล้าเสียมารยาทเลยแม้แต่น้อย
“ฮ่าๆพี่เหวินป๋อสมกับเป็นลูกหลานตระกูลหลี่แห่งเมืองหลวงจริงๆ ดูสง่างามภูมิฐานสุดๆไปเลย!”
มู่หยุนเฟยหัวเราะร่วน คำพูดคำจาเต็มไปด้วยความเกรงใจตามมารยาท
ทว่าลึกเข้าไปในแววตา กลับปรากฏร่องรอยของการดูแคลนที่ยากจะสังเกตเห็นพาดผ่านไป
‘ไอ้พวกคุณชายเสเพลจากเมืองหลวงเอ๊ย ช่างไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวเอาซะเลย นี่ก็จะขึ้นปีสองอยู่รอมร่อแล้ว คนที่พลังจิตสูงที่สุดดันอยู่แค่ระดับสามขั้นกลางเอง...’
ต้องรู้ก่อนนะว่า นักศึกษาปีหนึ่งของมหาลัยฮ่องกง ส่วนใหญ่ก็มีพลังจิตอยู่ระดับสามขั้นต้นกันทั้งนั้น แถมอัจฉริยะบางคนแค่เพิ่งเข้าเรียนก็ปาไประดับสามขั้นกลางแล้ว!
พอเอามาเทียบกัน พวกหลี่เหวินป๋อนี่เรียกได้ว่ากระจอกจนทนดูไม่ได้เลยทีเดียว
แต่ว่านะ...มู่หยุนเฟยเองก็จนปัญญาเหมือนกัน
เพราะตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่คอยหนุนหลังพวกนี้อยู่ ล้วนมีผลประโยชน์แอบแฝงเกี่ยวพันกับทางฮ่องกงไม่มากก็น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลของหลี่เหวินป๋อยังเคยบริจาคเงินให้มหาลัยฮ่องกงตั้งไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
ในเมื่อตอนนี้พวกคุณชายเสเพลพากันใช้ข้ออ้าง ‘ศึกษาดูงาน’ยกโขยงมาถึงมหาลัยฮ่องกงแล้ว
ทางมหาลัยจะทำเป็นไม่สนใจก็คงไม่ได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องไว้หน้าตระกูลเบื้องหลังของพวกนี้บ้าง โดยการส่งคนมาต้อนรับสักคนใช่ไหมล่ะ?
และใช่เลย...มู่หยุนเฟยก็คือไอ้คนดวงซวยที่ถูกส่งมารับหน้านั่นเอง!
เขาอยากจะสบถด่าออกมาให้รู้แล้วรู้รอด นี่มันเสียเวลาฝึกฝนของเขาชัดๆเลยไม่ใช่หรือไง?!
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเป็นถึงรองประธานนักศึกษา แถมยังเป็นภารกิจที่ผู้บริหารมอบหมายมาให้ ต่อให้ฝืนใจแค่ไหน เขาก็ต้องกัดฟันทำให้สำเร็จลุล่วงอยู่ดี!
มู่หยุนเฟยจึงทำได้แค่ปั้นรอยยิ้มต้อนรับขับสู้แบบพอเป็นพิธี แล้วกล่าวทักทายพวกหลี่เหวินป๋อทีละคนอย่างเป็นกันเอง
หลังจากผลัดกันอวยยศตามมารยาททางธุรกิจเสร็จสิ้น มู่หยุนเฟยก็ยิ้มพลางผายมือเชิญ
“ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมพาพวกคุณเข้าไปเดินดูรอบๆเอง ทางวิทยาลัยค่ายกลเตรียมสนามทดสอบไว้ให้พวกคุณเรียบร้อยแล้ว พวกเราเข้าไปกันได้เลย!”
“เยี่ยมเลยครับ รบกวนคุณชายมู่ด้วยนะครับ!”
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังจะออกเดิน สายตาของมู่หยุนเฟยก็บังเอิญเหลือบไปเห็นกู่เยว่ซีที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ไกลออกไปนัก
“หืม? ผู้หญิงคนนั้น...มากับพวกคุณด้วยหรือเปล่าครับ?”
“หา? อ้อ!”
หลี่เหวินป๋อเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ว่ายังมีปลิงดูดเลือดอีกตัวที่ยังไม่ได้จัดการ!
สีหน้าของเขาขรึมลงทันที ก่อนจะหันไปขยิบตาให้โอวหยางหยุนเฮ่ออีกครั้ง
โอวหยางหยุนเฮ่อรับรู้ได้ถึงสัญญาณนั้น เขาส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ
คราวนี้ไม่รอช้าอีกต่อไป รีบก้าวยาวๆพุ่งตรงไปหากู่เยว่ซีทันที
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า คราวนี้จะไม่มีการเกรงใจกันอีกต่อไป
ถ้าผู้หญิงคนนี้ยังไม่รู้จักเจียมตัวอีกล่ะก็ อย่าหาว่าเขาใจร้ายใช้กำลังสั่งสอนให้หล่อนหลาบจำก็แล้วกัน!
“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?” มู่หยุนเฟยงงเป็นไก่ตาแตก
หลี่เหวินป๋อถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะอธิบายที่มาที่ไปของกู่เยว่ซีให้เขาฟังด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด มู่หยุนเฟยก็ถึงบางอ้อ แววตาของเขาปรากฏร่องรอยของการดูถูกเหยียดหยามขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ขาใหญ่จากมณฑลบ้านนอกเหรอ? ตัวถ่วงที่ถูกยัดเยียดมาให้งั้นสิ?
ที่แท้ก็พวกคนเถื่อนจากแผ่นดินใหญ่นี่เอง
ในสายตาของชนชั้นอีลีทที่เกิดและเติบโตในฮ่องกงอย่างเขา พวกมณฑลในแผ่นดินใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรกับดินแดนบ้านนอกที่ยังไม่พัฒนา
คนที่มาจากที่แบบนั้น ย่อมไม่มีสิทธิ์ขึ้นมาเทียบชั้นอยู่แล้ว
คนแบบนี้ ต่อให้เอามาเทียบกับพวกคุณชายเสเพลจากเมืองหลวงตรงหน้า ยังถือว่าห่างชั้นกันลิบลับเลยด้วยซ้ำ
“เป็นฝูงแมลงวันที่น่ารำคาญซะจริง...”
กู่เยว่ซีขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากัน พอมองเห็นโอวหยางหยุนเฮ่อที่เดินหน้าบูดบึ้งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในใจของเธอก็เริ่มหมดความอดทนแล้วเหมือนกัน
เธอไม่อยากจะเสียเวลากับฝูงแมลงวันพวกนี้อีกต่อไปแล้ว จะให้มานั่งพูดด้วยเหตุผลเหรอ?
หรืออธิบาย?
หึหึ...
กู่เยว่ซีแค่นหัวเราะหยันในใจ ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาหงส์อันเย็นชาคู่สวย
วินาทีต่อมา บริเวณหว่างคิ้วของเธอก็มีพลังจิตอันบริสุทธิ์และควบแน่นถึงขีดสุด พวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง!
โอวหยางหยุนเฮ่อที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่าทอ ถึงกับชะงักงันไปในทันที
หมายความว่าไงวะ? จู่ๆก็ปล่อยพลังจิตออกมาเนี่ยนะ?
ในแวดวงของผู้ฝึกฝนพลังจิต การทำแบบนี้มันคือการยั่วยุแบบซึ่งๆหน้าเลยนะเว้ย!
นี่หล่อน...คิดจะลงมือทำร้ายกันจริงๆดิ?
โอวหยางหยุนเฮ่อหน้าเหวอไปเลย เขาหันไปสบตากับพวกหลี่เหวินป๋อที่อยู่ด้านหลัง ทุกคนต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึงและงุนงง
พวกเขาทุกคนสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่า คลื่นพลังจิตของผู้หญิงตรงหน้านี้อยู่แค่ระดับสองขั้นปลายเท่านั้นเอง
แต่ฝั่งพวกเขาเนี่ย ต่อให้เป็นคนที่อ่อนแอที่สุด พลังจิตก็ยังอยู่ตั้งระดับสามขั้นต้นเลยนะ!
หล่อนคิดจะทำอะไรกันแน่? เป็นแค่ระดับสองขั้นปลาย แต่กล้าเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีใส่ระดับสามขั้นต้นก่อนเนี่ยนะ?
ยัยนี่...สมองมีปัญหาอะไรหรือเปล่าวะเนี่ย?!
แต่กู่เยว่ซีขี้เกียจจะไปสนใจว่าพวกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแค่เธอขยับความคิด พลังจิตอันบริสุทธิ์นั้นก็รวมตัวกันกลายเป็นกรวยแหลมที่มองไม่เห็นในชั่วพริบตา!
ก่อนจะพุ่งทะลวงเข้าใส่หว่างคิ้วของโอวหยางหยุนเฮ่ออย่างรุนแรงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!
…………..