- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 70 - หมอเทวดา
บทที่ 70 - หมอเทวดา
บทที่ 70 - หมอเทวดา
บทที่ 70 - หมอเทวดา
"ว่าอย่างไรนะ!?"
ฮ่องเต้จิ่งตี้ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกพระทัย แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องทรงงาน ทิ้งให้ฟางเจิ้งอียืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่คนเดียว
เขายืนชมความงามของห้องทรงงานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินออกมาจากที่นั่น
เมื่อไปถึงจวนจ้านซื่อ หลี่หยวนจ้าวยังคงนั่งเล่นหมากล้อมห้าตัวกับหลิ่วจินอย่างสบายใจเฉิบ
ทันทีที่เห็นฟางเจิ้งอี เขาก็กระโดดตัวลอยขึ้นมา ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น "สุดยอดไปเลย เหล่าฟาง! วันนี้เล่นเอาตาเฒ่าจางสือถึงกับหงอยกินไปเลย!"
"ทำไมเจ้าเพิ่งมาถึงล่ะ?"
ฟางเจิ้งอีถามด้วยความสงสัย "ฝ่าบาทเรียกข้าไปพบที่ห้องทรงงานน่ะสิ แล้วพอได้ยินว่าองค์หญิงห้าอาการไม่สู้ดี ก็รีบเสด็จออกไปเลย"
"องค์รัชทายาท องค์หญิงห้าคือใครหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"อะไรนะ!?" เมื่อหลี่หยวนจ้าวได้ฟัง เขาก็ทำหน้าตกใจสุดขีด แล้วรีบวิ่งพรวดออกไปทันที
ฟางเจิ้งอีได้แต่งงเป็นไก่ตาแตกอีกรอบ เขาหันไปมองหลิ่วจิน
"องค์หญิงห้าคือใครกัน?"
เมื่อหลิ่วจินได้ยินข่าว เขาก็มีสีหน้าอมทุกข์ พอฟางเจิ้งอีถาม เขาก็ตอบกลับด้วยสีหน้าเศร้าหมอง "องค์หญิงห้าคือองค์หญิงที่ฝ่าบาทและองค์รัชทายาททรงรักและโปรดปรานมากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ ทรงมีพระพลานามัยอ่อนแอและประชวรมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เฮ้อ..."
"นำทางไป! ข้าจะไปดูหน่อย!"
สีหน้าของหลิ่วจินยิ่งดูไม่ได้กว่าเดิม "ใต้เท้าฟาง นั่นมันเขตวังหลังนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านเข้าไปไม่ได้หรอก"
ฟางเจิ้งอีแบมือออก "องค์รัชทายาทก็ไปแล้ว ข้าจะอยู่ทำซากอะไรที่นี่ล่ะ เลิกพูดพร่ำทำเพลงได้แล้ว! นำทางไป มีองค์รัชทายาทอยู่ทั้งคน เจ้าจะไปกลัวหอกอะไร?"
"ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ! บ่าวไม่กล้า..." หลิ่วจินทำหน้าจ๋อยราวกับลูกสะใภ้ตัวน้อยๆ
เมื่อเห็นดังนั้น ฟางเจิ้งอีก็ก้าวเข้าไปประชิดตัว โอบไหล่หลิ่วจินไว้ แล้วกระซิบเสียงเบา "เสี่ยวกินอ่า... ตั้งแต่พี่เข้าวังมา พี่ชื่นชมเจ้ามากที่สุดเลยนะ รู้หรือเปล่า พี่มีวิธีที่จะทำให้น้องชายตรงนั้นของเจ้า งอกกลับคืนมาได้ด้วยนะ!"
"จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ!?" ดวงตาของหลิ่วจินเบิกกว้างเป็นประกาย
"คนอย่างฟางเจิ้งอี ที่เป็นถึงบรรดาศักดิ์หนานแห่งอำเภอ จะมาหลอกเจ้าไปทำไมล่ะ?!" ฟางเจิ้งอีทำหน้าขึงขัง ราวกับเป็นเรื่องที่ห้ามปฏิเสธ
งอกกลับมาได้! งอกกลับมาได้จริงๆ!
ประโยคนี้ดังก้องวนเวียนอยู่ในหัวของหลิ่วจินไม่หยุด ดวงตาของเขาเริ่มแดงก่ำ กัดฟันกรอด ย่ำเท้าตกลงใจอย่างแน่วแน่
"ตามข้าปาย!"
"รู้ความดีมาก!"
ตลอดเส้นทาง หลิ่วจินรู้สึกฮึกเหิมอย่างมาก สองขาสับเร็วรี่จนแทบจะมองเห็นเป็นภาพติดตา
ฟางเจิ้งอีวิ่งตามหลังมาติดๆ พลางสบถด่าไม่หยุด กว่าจะไปถึงจุดหมาย เขาก็เหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ
ภายในตำหนักหมิงหลวน ฮ่องเต้จิ่งตี้และองค์รัชทายาทยืนทอดพระเนตรองค์หญิงห้าที่บรรทมอยู่บนแท่นบรรทมด้วยสีหน้าอมทุกข์ เมื่อเห็นฟางเจิ้งอีโผล่มา ทั้งสองก็แสดงสีหน้าประหลาดใจพร้อมกัน
ฮ่องเต้จิ่งตี้ตวาดลั่น "เจ้ามาทำไมที่นี่! นี่ใช่ที่ที่เจ้าควรจะมาหรือ!?"
"ฝะ... ฝ่าบาท... กระหม่อมวิ่งตามองค์รัชทายาทมา... ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ..." ฟางเจิ้งอียืนหอบแฮ่กๆ อยู่ไม่หยุด มารดามันเถอะ ไอ้ขันทีบ้านี่วิ่งเร็วยังกับพายุ!
หลี่หยวนจ้าวรีบออกรับหน้าแทน "เสด็จพ่ออย่าเพิ่งกริ้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกเป็นคนเรียกเหล่าฟางมาเอง..."
"เหลวไหล!" ฮ่องเต้จิ่งตี้ตรัสเพียงเท่านั้นก็ไม่ตรัสสิ่งใดอีก ทรงทอดพระเนตรองค์หญิงแล้วทอดถอนพระทัยออกมาเป็นระลอก
ฟางเจิ้งอีค่อยๆ ปรับจังหวะหายใจให้คงที่ เขายื่นหน้ามองไปที่แท่นบรรทม แล้วก็ถึงกับตะลึงงัน ในหัวมีเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมา
เพดานแห่งความบริสุทธิ์เย้ายวน!
หญิงงามเบื้องหน้านอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง มีดวงหน้างามระทมอมทุกข์ ร่างบอบบางอมโรค ดวงตาทั้งสองหลับสนิท บางครั้งก็ส่งเสียงไอตึกๆ ออกมาเบาๆ
จมูกโด่งรั้นดูจิ้มลิ้ม ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะ ริมฝีปากบางเฉียบสีแดงสดดุจดอกเหมยที่ผลิบานท่ามกลางหิมะขาวโพลน ดูเย่อหยิ่งและเย้ายวนใจ
แม้จะถูกห่มด้วยผ้าห่มหนาเตอะ แต่ก็ยังเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของสัดส่วนอันงดงาม
ภาพนั้นทำเอาหัวใจของฟางเจิ้งอีเต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อย...
สายเลือดของราชวงศ์ ช่างหน้าตาดีกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ฮ่องเต้จิ่งตี้ตรัสด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "หมอหลวงหู อาการขององค์หญิงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
หมอหลวงหูผู้มีรูปลักษณ์ราวกับเซียนผู้วิเศษ ลูบเคราของตนเองไปมา พลางถอนหายใจยาว "อาการไม่ค่อยสู้ดีนักพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่นี้กระหม่อมเกือบจะคิดว่าองค์หญิงจะไม่รอดเสียแล้ว โชคดีที่สวรรค์คุ้มครอง ทำให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ชั่วคราวพ่ะย่ะค่ะ"
"ส่วนเรื่องอื่นๆ คงต้องรอให้องค์หญิงทรงพักฟื้นสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยรอดูอาการต่อไปพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้จิ่งตี้แหงนพระพักตร์มองฟ้า ทอดถอนพระทัยอย่างรันทด "สิบปีแล้ว! รักษามาสิบปีเต็มๆ ก็ยังไม่หาย ธิดาของข้าทำผิดอันใดกัน!"
"เมี่ยวฮั่น... เมี่ยวฮั่น? ตอนนี้นางได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่?"
หมอหลวงหูส่ายหน้า "กระหม่อมก็ไม่แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ อาการขององค์หญิงยังไม่คงที่... ฝ่าบาทโปรดให้องค์หญิงทรงพักผ่อนไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากมีอะไรคืบหน้า กระหม่อมจะรีบกราบทูลให้ทรงทราบทันทีพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้จิ่งตี้ส่ายพระพักตร์อย่างหมดเรี่ยวแรง "รัชทายาท ฟางชิง ไปกันเถอะ ปล่อยให้องค์หญิงพักผ่อนอย่างสงบ..."
"ลูกไม่ไป! ลูกจะอยู่ที่นี่คอยดูนาง!" หลี่หยวนจ้าวมองฮ่องเต้จิ่งตี้ด้วยสายตาดื้อรั้น
ฮ่องเต้จิ่งตี้ทอดพระเนตรหลี่หยวนจ้าว แล้วหันไปเห็นฟางเจิ้งอีกำลังมององค์หญิงด้วยความเป็นห่วง จึงทรงถอนพระทัยอย่างอ่อนใจ "เอาเถิด... พวกเจ้าอยากอยู่ต่อก็อยู่ไป ข้ายังมีธุระสำคัญต้องไปจัดการ"
ตรัสจบ ก็ทรงสะบัดแขนเสื้อแล้วเสด็จจากไป
หลี่หยวนจ้าวดึงแขนเสื้อของฟางเจิ้งอีด้วยท่าทางสลดหดหู่ กระซิบเสียงเบาว่า "เหล่าฟาง เจ้าพอจะมีวิธีอะไรบ้างไหม? ที่อำเภอเถาหยวนมีหมอเก่งๆ บ้างหรือเปล่า?"
"เหล่าฟาง... เหล่าฟาง!?"
"หืม?" ฟางเจิ้งอีได้สติกลับมา เขาตอบอย่างจนปัญญา "องค์รัชทายาท กระหม่อมไม่ใช่หมอนะพ่ะย่ะค่ะ หมอที่อำเภอเถาหยวนก็คงสู้หมอหลวงไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ"
"ขอกระหม่อมรู้ก่อนเถิดว่าองค์หญิงประชวรด้วยโรคอะไร แล้วค่อยมาคิดหาวิธีกันอีกที"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปหาหมอหลวงหู "ขอเรียนถามท่านหมอหลวง องค์หญิงประชวรด้วยโรคอันใดหรือ?"
เมื่อหมอหลวงหูได้ยินคำถามของฟางเจิ้งอี เขาก็ลังเลเล็กน้อย "ใต้เท้าท่านนี้คือ?"
"ฟางเจิ้งอี"
เมื่อได้ยินชื่อฟางเจิ้งอี หมอหลวงหูก็แสดงสีหน้ารังเกียจออกมาทันที เขาตอบอย่างขอไปที "บอกไปใต้เท้าก็ไม่เข้าใจหรอก"
ฟางเจิ้งอีถึงกับกะพริบตาปริบๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน
ชื่อเสียงของเขาในวังมันเน่าเฟะขนาดนี้เลยหรือ? ขนาดหมอหลวงยังรู้เลยงั้นรึ?
เขาก้าวพรวดเข้าไปกระชากคอเสื้อหมอหลวงหู ทำเอาเหล่านางกำนัลและขันทีรอบข้างต่างตกใจพากันถอยกรูด
ฟางเจิ้งอีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ข้าถาม เจ้าก็ตอบ! ถ้าขืนพูดจาโยกโย้อีก ระวังข้าจะถวายฎีกาเล่นงานเจ้า!"
"รักษามาสิบปีก็ยังรักษาไม่หาย ไอ้แก่ไร้น้ำยาเอ๊ย เจ้ายังจะมาทำหยิ่งอะไรอีกฮะ?"
ตั้งแต่หมอหลวงหูเข้ามาอยู่ในวัง เขาเคยเจอคนแบบนี้ที่ไหนกัน เล่า ทำเอาเขาตกใจจนตัวสั่นงันงก "ระ... โรคปอดพ่ะย่ะค่ะ!"
"โรคปอด? โรคปอดมีตั้งเยอะแยะ โรคปอดชนิดไหนล่ะ!"
"โอ๊ย! ท่านปล่อยข้าก่อนเถิด โรคนี้มันประหลาดนัก อาการคล้ายวัณโรคแต่ก็ไม่ใช่ ข้าบอกแล้วไงว่าท่านไม่เข้าใจหรอก..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟางเจิ้งอีก็ปล่อยมือจากคอเสื้อของหมอหลวงหู แล้วปัดเสื้อผ้าของเขาให้เรียบร้อย พลางยิ้มกว้าง "พูดกันดีๆ สิ! พูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบเรื่องแล้ว? ไม่มีความศิวิไลซ์เอาซะเลย!"
"..."
หลี่หยวนจ้าวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ "ทะเลาะอะไรกัน!?"
"เหล่าฟาง ถามได้เรื่องว่ายังไงบ้าง?"
ฟางเจิ้งอีเหลือบมองหมอหลวงหู "ยังถามไม่รู้เรื่องเลย"
เมื่อหมอหลวงหูเห็นองค์รัชทายาทเสด็จมา เขาก็รีบกราบทูลทันที "ทูลองค์รัชทายาท โรคนี้ช่างประหลาดล้ำลึกนักพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้กระหม่อมคิดว่าองค์หญิงมีอาการไฟในตับอ่อนแอเกินไป จึงได้จัดเทียบยาไปให้ ซึ่งก็พอจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง"
"แต่ทว่าวันนี้จู่ๆ อาการขององค์หญิงก็กำเริบขึ้นมา... ดูท่ากระหม่อมคงต้องกลับไปคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อหลี่หยวนจ้าวได้ยินดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที "สิบปีมานี้เจ้าเปลี่ยนเทียบยาไปกี่รอบแล้ว! ไอ้หมอเถื่อน ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!"
พูดจบเขาก็เงื้อหมัดเตรียมจะพุ่งเข้าไปอัดหมอหลวงหู
หมอหลวงหูรีบยกมือป้องหัวแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดทันที
ฟางเจิ้งอีรีบเข้าไปกอดรัดตัวหลี่หยวนจ้าวไว้แน่น เขาเพิ่งจะเริ่มสอนองค์รัชทายาท จะปล่อยให้ลูกศิษย์กลายเป็นอันธพาลก่อกวนโรงหมอไม่ได้เด็ดขาด
"ใจเย็นๆ ก่อน! ใจเย็นๆ ก่อน! ขอดูอีกหน่อยแล้วกัน!"
เมื่อได้ยินฟางเจิ้งอีพูดแบบนั้น หลี่หยวนจ้าวก็จำต้องลดหมัดลงด้วยความแค้นใจ
ในตอนนั้นเอง สายตาที่ฟางเจิ้งอีมองหมอหลวงหูก็เปลี่ยนไป
ไอ้หมอนี่สิบปีมานี้เอาแต่เปลี่ยนเทียบยาไปเรื่อยเปื่อย แต่องค์หญิงก็ยังมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้...
เห็นได้ชัดว่าเป็นหมอเทวดาชัดๆ!
(จบแล้ว)